Blog Archives

Friday, February 03rd, 2012 | Author: phoenix

เมื่อไรจะวิเคราะห์ เมื่อไรจะใคร่ครวญ

สมัยผมเรียนหนังสือตอนเด็กๆ โรงเรียนจะมีสองโปรแกรมหลักๆให้เลือกคือ “สายวิทย์” กับ “สายศิลป์” ซึ่งตอนนั้นก็ดูจะ make sense และชัดเจนดี พวกสายวิทย์ก็จะเรียนคำนวณ เรียนวิทยาศาสตร์ ทักษะก็เป็นเรื่องของตรรกะ เหตุผล นิยาม ความหมาย วิเคราะห์ สังเคราะห์ ส่วนพวกสายศิลป์ก็จะเรียนภาษา กวี กลอน โคลง ศิลปศาสตร์ต่างๆ ทักษะก็เป็นเรื่องของจินตนาการ (ซึ่งพวกสายวิทย์จะค่อนขอด…ด้วยความอิจฉา.. ว่าเป็นเรื่อง “เพ้อฝัน”) เรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก โรแมนติก สองสายนี้พอแยกออกเมื่อไร วิถีชีวิตก็ดูจะเดินทางห่างออกจากกันมากขึ้นๆเรื่อยๆ อาจจะไม่ห่างทางกายภาพ แต่ห่างกัน “ภายใน” คือวิธีคิด กระบวนทัศน์ ทัศนคติ ฯลฯ ออกเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมือนกันในการเข้าหาเรื่องราวเรื่องเดียวกัน

สายวิทย์ก็ยังมีแบ่งต่อไปอีก สมัยผมที่ รร.เตรียมอุดม จะมีให้เลือก วิทย์+ชีววิทยา กับ วิทย์+ไม่เรียนชีววิทยา นัยว่าพวกแรกก็จะมุ่งไปทาง health sciences หรือเป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์ที่ทำงานกับสุขภาพ อาทิ แพทย์ ทันตแพทย์ สาธารณสุข กายภาพ ส่วนพวกหลังนั้น ก็จะเป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์ที่ทำงานไม่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต (อันนี้ผมแปลเอาเอง ค่อนข้างจะเว่อหน่อยๆ) อาทิ สถาปัตยกรรม คอมพิวเตอร์ วิศวกรรม ถึงไม่เรียนชีววิทยา แต่ก็จะหนักคำนวณ คณิตศาสตร์เยอะอยู่

ตั้งแต่มุ่งเข็มมาสายวิทย์ (ที่บ้านเลือกให้มาเรียนหมอตั้งแต่ประถมปลาย เราก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะรู้สึกว่าเรียนได้ ไม่มีปัญหา) คำที่ดูเหมือนจะ “ศักดิ์สิทธิ์” มากๆคำนึงคือ “วิเคราะห์ หรือ analysis” เพราะเป็นหนึ่งในวิธีสากล และใช้บ่อยที่สุดในสายนี้ในการแก้ปัญหาใดๆ

analysis Look up analysis at Dictionary.com1580s, “resolution of anything complex into simple elements” (opposite of synthesis), from M.L. analysis (15c.), from Gk.analysis ”a breaking up, a loosening, releasing,” noun of action from analyein ”unloose, release, set free; to loose a ship from its moorings,” in Aristotle, “to analyze,” from ana ”up, throughout” (see ana-) + lysis ”a loosening,” from lyein ”to unfasten” (seelose). Psychological sense is from 1890. Phrase in the final (or last) analysis (1844), translates Fr. en dernière analyse.

from Online Etymology Dictionary

รากศัพท์ analysis หรือ “วิเคราะห์” = การแก้ปัญหาใดๆด้วยการลดความซับซ้อนลง พิจารณาจากส่วนย่อยที่ไม่ซับซ้อน (ตรงกันข้ามกับ “สังเคราห์”) รากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลว่า “แยกออก ทำให้หลวม ปลดปล่อยผ่อนคลาย ทำให้เป็นอิสระ

Ana = up, throughout + lysis = ทำให้หลวม คลี่ออก

อะไรก็ตามที่ซับซ้อน เช่นปัญหา สมการ ถ้าเราจะวิเคราะห์ เราก็แยกส่วนที่ซับซ้อนออก จนได้ส่วนย่อยๆที่ซับซ้อนน้อยลง ทำให้ง่ายขึ้น ชัดเจนขึ้นในการทำความเข้าใจ (หวังว่า…) สมการเชิงซ้อน ก็คือเป็นสมการเชิงเดี่ยวที่ซ้อนๆกันหลายๆชั้น เราจะแก้ปัญหา เราก็ไปเริ่มแก้จากสมการเชิงเดี่ยว ทีละอัน สองอัน จนในที่สุดก็ถูกแก้ออกทั้งหมด และเราหวังว่าเมื่อแก้สมการเดี่ยวๆหมดแล้ว สมการเชิงซ้อนที่ประกอบด้วยสมการเชิงเดี่ยวที่ถูกแก้ทั้งหมด ก็จะถูกแก้ปัญหาออกได้ไปในเวลาเดียวกัน

วิธีนี้ดูจะมีประสิทธิภาพสูงมาก ที่แน่ๆก็คือ ปัญหาที่ตอนแรกดูเหมือนจะไม่รู้จะเริ่มแก้ยังไง ก็เริ่มมีบางจุด บางกระบวนชัดขึ้น เราก็เริ่มต้นที่จะทำอะไรบางอย่างกับมันได้ ทำๆไป ก็แก้ได้ทั้งหมด ทั้งก้อน วิธีคิดทางวิทยาศาสตร์หลายเรื่องที่ใช้หลักการ “วิเคราะห์” หรือ analysis นี้ในการแก้ไขปัญหา อย่างคนทั้งตัวมีอวัยวะหลายระบบ ทำงานกันอย่างพัวพันนัวเนีย เราก็เลยไปเรียนมันทีละบท ทีละระบบ พอครบแล้ว เราก็หาจุดเชื่อมโยงของแต่ละระบบเข้าหากัน ก็ดูเหมือนว่าเราจะเข้าใจทั้งชีวิตได้ด้วยวิธีเรียนแบบนี้

แต่ทว่า “ความสัมพันธ์” ของสรรพสิ่งในโลกนี้จริงๆแล้วมันซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะ “จับแยกส่วน” ออกมาแก้ มาซ่อม เป็นชิ้นๆแบบนี้

เพราะว่าผลกระทบของปัจจัยหนึ่ง ต่อปัจจัยรอบข้างนั้น เป็นในลักษณะของสมการ matrix n-dimension ไม่ใช่สมการเชิงเดี่ยว เมื่อเรามีการปรับเปลี่ยนแม้เพียงเล็กน้อยของระบบหนึ่ง ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในระบบอื่นๆแทบจะในทันทีทันใด เงื่อนไขการทำงานของระบบอื่นๆถูกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เราใส่ลงไปในระบบเบื้องหน้ากันไปหมด

ตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนก็คือการศึกษาระบบพันธุกรรมมนุษย์ ครั้งหนึ่ง project จีโนม (genome) ที่นักวิทยพันธุศาสตร์พยายาม map สายพันธุกรรมของมนุษย์ให้ครบทั้งหมด (chromosome 23 คู่ 46 เส้น) เนื่องจากลักษณะภายนอกของเรานั้นควบคุมด้วยกลไกกำหนดโดยจีน บนสาย DNA นี้เอง เราก็ฝันกันว่า พอเรารู้จักจีนหมดทุกจีนแล้ว เราจะทำอะไรกับมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ อาทิ นักกีฬา นักวิทยาศาสตร์ นักดนตรี ฯลฯ เราก็จะทำได้ตามใจชอบ ปรากฏว่าพอเรา map จีนครบก็ตกใจ เดิมคิดว่ามันน่าจะมีสักล้าน สองล้านจีน ตามลักษณะต่างๆของมนุษย์เยอะแยะไปหมด ปรากฏว่ามนุษย์มีแค่ 30000+ จีนเท่านั้นเอง

แสดงว่าความซับซ้อนของลักษณะภายนอกที่เห็น เป็นความร่วมมือผสมผสานปฏิสัมพันธ์ของจีนแค่สามหมื่นกว่าจีน ถ้าหากเราไปตกแต่งจับต้องสักจีนหนึ่ง ผลกระทบจะไม่ได้กระทบแค่ลักษณะภายนอกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่อาจจะเกิดผลกระทบแบบลูกโซ่ไปได้อีกหลายสิบ หรือหลายร้อยลักษณะ ตามที่มันมีความผูกพันอันซับซ้อนอยู่

ถ้าเป็นเช่นนี้ การ “แยก” ส่วนย่อยมาทำ แก้ ซ่อม พอซ่อมเสร็จ หวังว่าจะจับมันยัดเข้าที่เก่าแล้วปัญหาจะหมดไป ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะระบบเดิมมันเปลี่ยนเงื่อนไขไปจากตอนแรกเรียบร้อยแล้ว ปัญหาเก่าอาจจะหายไป แต่อาจจะเพิ่มปัญหาใหม่ จากเงื่อนไขใหม่ที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงที่เราใส่ลงไปอีกมากมาย

ในปัจจุบัน การวิเคราะห์เป็นที่นิยมมาก เพราะปัญหาที่ซับซ้อนทั้งหลายแหล่ มันจะดูง่ายขึ้น และขนาดเล็กลง ไปๆมาๆแม้แต่สายศิลป์ สายสังคมศาสตร์ ก็หันมานิยมวิเคราะห์กันกับเขาด้วย ทั้งๆที่แต่เดิมสายวิทย์ เน้นการทดลอง ถอดสมการ ควบคุมสิ่งแวดล้อมในระบบจนเหลือตัวแปรแค่ไม่กี่ตัว จึงนิยมการวิเคราะห์ได้ แต่ของทางสังคมศาสตร์นั้น เราจะพบว่าเราไม่สามารถบั่นทอนปัจจัย หรือควบคุมสิ่งแวดล้อมได้จริงๆจังๆอย่างในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ มันจะมี “ตัวกวน” จากระบบทั้งภายในตัวมันเอง และกับสิ่งแวดล้อมภายนอกเยอะมาก

แต่กระนั้น จะด้วยความมักง่าย ความไม่เข้าใจในเหตุปัจจัยและ interconnectedness หรืออะไรไม่ทราบ เดี๋ยวนี้ปัญหาทางสังคมที่ซับซ้อนจริงๆ กลับมีคนเข้าใจว่าจะแก้ไขได้ด้วยอะไรที่ง่ายๆ เช่น ออกกฏหมาย ลงโทษ หรือปฏิวัติให้สำเร็จแบบพลิกฟ้า คว่ำดิน

มันมีอีกวิธีหนึ่งสำหรับการเข้าหาปัญหาที่ซับซ้อน นั้นคือการ contemplation

contemplate Look up contemplate at Dictionary.com1590s, from L. contemplatus, pp. of contemplari ”survey, observe” (see contemplation). Related: Contemplated;contemplating.

Online Etymology Dictionary

การครุ่นคิดใคร่ครวญ มีรากศัพท์จาก contemplatus หรือ “การสำรวจ การสังเกต”

 

การ contemplate หรือ “สำรวจ สังเกต” เป็นการศึกษาอีกแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ “ความละเอียด ใส่ใจ ประสาทสัมผัสทั้งหมด และดู “ความเป็นไป ความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง” ว่ามี “ความจริงเช่นไร”

ทางพุทธเรามี “วิปัสนา” การใช้ “โยนิโสมนสิการ” ผมคิดว่าเป็นกระบวนการที่ใกล้เคียงกัน และเหมาะมากสำหรับปัญหาเชิงซ้อน เช่นเรื่องราวของชีวิต คุณค่า สังคม วัฒนธรรม ความดีงาม ฯลฯ

เราจะเห็น “ห่วงโซ่” ของปัจจัยมากมายเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาที่ตอนแรกอาจจะดูเหมือนเรียบง่าย  แต่แท้ที่จริง มนุษย์มีอะไรอีกมากมายที่เราควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งเหล่านั้นล้วนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของเราได้อย่างมาก

“ความสุข” เป็นอีกคุณภาพหนึ่งซึ่งซับซ้อน มันรวมระบบ Maslow’s Pyramid ทุกระดับ ตั้งแต่ความต้องการพื้นฐานของการมีชีวิต เช่น อาหาร น้ำ อากาศ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ขึ้นไประดับความปลอดภัย ความมั่นคงของชีวิต ขึ้นไปถึงการมีชีวิตอยู่ในสังคม อยู่อย่างมีความหมาย ฯลฯ สิ่งเหล่านี่ประกอบด้วยองคาพยพจำนวนมาก ที่หากส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป ส่วนที่เหลือก็อาจจะไม่สมดุล หรือพังทลายลงมาได้ทั้งหมด

แต่การจะแก้ปัญหาด้วยการเริ่ม contemplate หรือใคร่ครวญ พิจารณา สังเกตนี้ อาจจะไม่ทันอกทันใจผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่รอจะ claim ว่า “ฉันเป็นคนทำ” เพราะเรื่องบางเรื่อง มันใช้เวลาเป็นชั่วชีวิตที่จะปร้บเปลี่ยน ในกรณีนี้ ถ้าคนใจร้อนนั้นมี “อำนาจ” ในการใข้ความรุนแรง การปรับเปลี่ยนก็จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้ แต่ไม่ยั่งยืน เพราะฐานรองรับไม่แน่น อาจจะวางอยู่บนท่ามกลางความเจ็บปวดของผู้คนเป็นจำนวนมาก แต่ในประวัติศาสตร์มนุษย์นั้น เราจะพบการแก้ปัญหาแบบ quick fix นี้ เกิดขึ้นบ่อยเหลือเกิน นี่เป็นเพราะความอหังการ์ในมนุษย์ ที่คิดว่าตนเองสามารถทำอะไรกับสังคมก็ได้ด้วยกำลัง และเข้าใจผิดคิดว่าการบังคับให้เชื่อ บังคับให้เปลี่ยนความคิด จะเกิดผลที่ยั่งยืน

สุดท้ายก็เป็นเพียงแค่ vanity ส่วนตัวของผู้กระทำเท่านั้นเอง

Thursday, February 02nd, 2012 | Author: phoenix


อะไรก่อน อะไรหลัง

ในการเรียนแพทย์ วิชาที่น่าตื่นเต้นคือการดูแลภาวะฉุกเฉิน เพราะเรามักจะมีเวลาน้อย หากทำอะไรผิดพลาด ผลเสียมักจะรุนแรง ถึงพิการ หรือถึงชีวิต ดังนั้นกระบวนการหลายๆประเภทมักจะออกแบบให้เน้นที่ เร็ว+ไม่พลาด ขั้นตอนที่จะทำก็ต้องมีประสิทธิภาพ ถูกจังหวะจะโคนเป็นอย่างดี

อย่างคนไข้อุบัติเหตุมา เราก็จะมีสูตร ABC คือ airway (สำรวจทางเดินหายใจ) breathing (สำรวจการหายใจ) และ circulation (ระบบไหลเวียนโลหิต) เพราะสามประการนี้จะทำให้คนไข้แย่ลงเร็วที่สุด และหากแก้ไขได้โดยพลันก็จะได้ผลดีที่สุดเช่นกัน หมอก็จะรีบเปิดปาก ฟังเสียงปอดคนไข้ ดูการหายใจ เพราะหายใจไม่ออก ไม่ได้ มีเวลาแค่ไม่กี่นาทีสมองก็จะเริ่มมีเซลล์ตายไปอย่างถาวร เกิดความพิการขึ้น ส่วนระบบไหลเวียนโลหิตนั้น ก็ประเภทมีเลือดออก ข้างใน ข้างนอก ก็พอมีเวลามากกว่าการหายใจไม่ได้อยู่พอสมควร แต่ก็ไม่ควรช้ามาก

ในภาวะฉุกเฉิน แพทย์จะต้องใช้องค์ความรู้และทักษะที่ติดตัว ไม่มีเวลาวิ่งไปเปิดตำรา เอาง่ายๆ ขนาดสั่งยา เราก็พอมีเวลาหาตำรามายืนยันขนาดยา การใช้ ฯลฯ แต่ถ้าคนไข้ต้องการท่อช่วยหายใจเพราะหายใจไม่ออก เราต้องทำเดี๋ยวนั้นทันที ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องนี้ มัวแต่ไปละเลียดดูแลกระดูกแข้งหัก นิ้วเดาะ รอ X-ray คนไข้ก็ตายก่อนพอดี บุคลากรทางการแพทย์จึงให้ความสำคัญเรื่องการ set priority หรือการจัดลำดับความสำคัญมากๆเป็นนิสัย

มีคุณสมบัติอีกประการที่ผมคิดว่าต้องอยู่ในเนื้อในตัวเช่นกัน แต่คนมักจะคิดว่าไม่เกี่ยวกับภาวะฉุกเฉิน นั่นคือ ความรู้ ทักษะ และเจตคติด้านจริยธรรม จรรยาบรรณ สาเหตุเพราะว่าในตอนที่ “ต้องใช้” นั้น เราก็มักจะไม่มีเวลากลับไปเปิดตำราเหมือนกัน เรื่องนี้มักจะจำเป็นตอนใช้ด้านการสื่อสาร ซึ่งคงไม่มีใครขอหยุดพูดเพื่อไปเปิดตำราหรือถามครูอาจารย์ ของมันมีอยู่ในตัว (หรือเหลืออยู่เท่าไร) ก็ต้องเอาออกมาใช้เดี๋ยวนั้น ตอนนั้นแค่นั้นเอง)

แล้วถ้าไม่ฉุกเฉินล่ะ เรายังต้องจัดลำดับความสำคัญหรือไม่?

คำตอบคือ ก็ยังต้องจัดอยู่ดี สาเหตุเพราะว่าเรามีทรัพยากรจำกัด ทั้งคน ทั้งของ และทั้งมีเวลาที่ไม่ได้เหลือเฟืออะไรมากนัก ถ้าเราไม่จัดลำดับความสำคัญ ทรัพยากรมันจะหมดไปเรื่อยๆอยู่ตลอดเวลา ไปๆมาๆสิ่งสำคัญๆไม่ได้ตระเตรียมไว้แต่แรก พอจะใช้ไม่มีใช้ มัวแต่ไปทำเรื่องที่ไม่สลักสำคัญ ก็เสียหายได้เยอะเหมือนกัน อีกทั้งด้านเวลายิ่งต้องใคร่ครวญให้ดี เพราะเวลาผ่านไป มันไม่ได้ผ่านเฉยๆ แต่หากเปลี่ยนบริบทต่างๆตามไปด้วย เผลออีกที มันอาจจะสายเกินไปที่จะทำเรื่องบางเรื่อง ของบางอย่างต้องใช้เวลา “ตระเตรียม” เป็นเวลานาน เช่น “การศึกษา” เราอยากจะได้นักวิทยาศาสตร์สักคน มันใช้เวลาเตรียม 20-30 ปี เราอยากจะได้แพทย์สักคน ดูตามเนื้อผ้าอย่างน้อยก็หกปี ดูตามที่ใช้จริงๆ เราต้องเตรียมเด็กคนนี้มาตลอดทั้งชีวิต เขาถึงจะเป็นแพทย์ที่ดีสำหรับสังคม

ไม่เพียงแต่เท่านั้น ลำดับก่อนหลังยังมีข้อบ่งชี้ มีนัยสำคัญอื่นๆอีกเยอะ เช่น การทำอาหารบางประเภท จะใส่ผัก เนื้อ เครื่องปรุงก่อนหลัง ก็มีผลต่อ final product หรือผลลัพธ์สุดท้ายได้อย่างมากมาย ใส่ผิด ใส่ถูก ของที่ใส่มันมีความเร็วในการสุก ในการพอดิบพอดีไม่เท่าเทียมกัน ก็ไม่ใช่อะไรที่จะใส่มั่วๆลงไปขอเพียงแค่รู้ว่าใส่อะไรบ้างแค่นั้น ไม่พอ

ในชีวิตจริง ลำดับความสำคัญก็มีแทรกอยู่ทั่วไป จริงๆแล้วพวกเราเคยพูดคำว่า “ไม่มีเวลา” กันทั้งนั้น คำๆนี้เป็นนัยสัมพัทธ์ ไม่ได้เป็นความหมายแบบสัมบูรณ์ เพราะเวลาเราพูดไม่มีเวลา คนเราทุกคนมีเวลาเท่ากัน แต่เราหมายถึงว่า “ณ เวลานั้น เรามีเรื่องอื่นสำคัญกว่าจะทำ เรื่องที่พูดถึงนี้ สำคัญไม่เท่า เราขอผลัดเอาไว้ทำทีหลัง

ชีวิตเราอะไรสำคัญ/ไม่สำคัญแค่ไหน รู้ง่ายนิดเดียว อะไรที่เรา “มีเวลาทำ” ตอนนี้ แสดงว่าสำคัญ ส่วนไอ้ที่เราผลัดวันประกันพรุ่ง ต่อให้ปากเราบอกว่าสำคัญๆ แต่จริงๆเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันหรอก จากการกระทำของเรามันฟ้องออกมาเอง

ขนาดจัดการชีวิตปัจเจกบุคคลยังต้องมีลำดับความสำคัญ จัดการระบบบริหารครอบครัว สังคม หมู่บ้าน จังหวัด ประเทศ ยิ่งต้องมีความรู้เพียงพอ จึงจะ deploy กลยุทธ์ ยุทธศาสตร์ได้ถูกจังหวะจะโคน ไม่เสียท่า เพราะเสียท่าระดับนี้ มันเสียประเทศ เสียเอกราชได้เลยทีเดียว

เพราะการบริหารในระดับนี้ มันเป็นเรื่องความจำเป็นของคนทั้งประเทศ จำนวนหลายสิบล้านคน การ “ฟัง”ของผู้บริหาร ไม่ได้ฟังเสียงคนไม่กี่สิบคน แต่หูจะต้องได้ยินจากสิบๆล้านคนว่าเขาต้องการอะไร เดือดร้อนอะไร ในระดับความต้องการของ Maslow อาทิ พื้นฐานความเป็นอยู่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เพียงพอ หรือเป็นยังไง เลื่อนชั้นขึ้นมาเรื่อยๆ เช่น ความปลอดภัยของชีวิต ครอบครัว ขึ้นมาเป็น stability ของอาชีพ เศรษฐานะ การงาน ก่อนจะไปถึงขั้น self actualization หรือ self transcendence สำหรับคนที่ยกระดับ need มาสูงถึงขั้น top pyramid ซึ่งจะมีจำนวนน้อยกว่าระดับพื้นฐานเบื้องล่าง

เพราะฉะนั้น ประเทศที่ยังดูแลความเป็นอยู่ อาหารการกิน ที่อยู่อาศัยไม่ได้เลย ก็อย่าพึ่งไปเน้นเรื่องศิลปกรรมขั้นสูง เรื่อง high technology เรื่องของสุรุ่ยสุร่าย ประเทศที่ยังดูแลแรงงาน อาชีพให้มั่นคงไม่ได้ จะหวังเจริญปุบปับมีนวตกรรมแซงซ้าย แซงขวา ก็คงจะเหนื่อยเป็นพิเศษ

และที่สำคัญที่สุด อย่าเอา agenda สำหรับคนไม่กี่คนมาชูธงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด มันอำมหิตโหดเหี้ยมนัก เวลาที่ยังมีคนอดอาหาร เด็กไม่ได้เรียนหนังสือมากมาย ในยามที่ประเทศถูกปัญหา corruption กัดกินจนเข่าทรุด ปัญหาเรื่อง values จะสอนจริยธรรมยังหาตัวอย่างจริงยากเย็น แต่เราดันไปใช้เวลาส่วนใหญ่อยากจะติฉินนินทา วิจารณ์ for the sake of liberation เสรีภาพสุดโต่งทั้งๆที่คน 90% อยู่ได้ไม่ได้เรียกร้องอะไร นี่เรียกว่าไม่รู้จักกาละเทศะ ชีวิตไม่มีการจัด priority สับสนเรื่องอะไรด่วน อะไรไม่ด่วน เป็นอาการของเด็กที่ถูก spoil มานาน

นักศึกษาแพทย์ที่รักเอย พี่หวังว่าน้องคงจะ set priority เป็น เพราะอีกหน่อยน้องก็ต้องมาเป็นคนดูแลพี่ยามแก่ ดูแลลูกของพี่ยามที่เขาโตขึ้นมา พี่ฝากไว้แค่นี้แหละ

Thursday, February 02nd, 2012 | Author: phoenix

การฟังเพื่อทราบจังหวะแห่งชีวิต

“Stand By Me” by artists around the world in Album “Playing for Change”

(http://www.youtube.com/watch?v=Us-TVg40ExM)

ช่วงนี้ไม่ทราบเป็นอะไร รู้สึกว่าจำเป็นและอยากจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องกาละเทศะบ้าง จังหวะแห่งชีวิตบ้าง theme ของปีนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับ “เวลา” กระมัง

ใน clip ด้านบนมีมาประมาณ 3 ปีแล้ว คนจัดทำได้ใช้นักดนตรีที่เล่นเครื่องดนตรีชนิดต่างๆจากทั่วทุกมุมโลก ใน style street musician คือเล่นแบบง่ายๆ ข้างถนน ไม่มีอะไรพะรุงพะรัง แต่สามารถแสดงออกถึงอารมณ์ ความหมาย และความรู้สึกของดนตรีได้อย่างชัดเจน การถ่ายทำทำโดยที่นักดนตรีแต่ละคนก็ยังอยู่ในภูมิลำเนาเดิมของตน แล้วก็เล่นท่อนที่ตนเองควรจะเล่น นำเอาเพลงทั้งเพลงมา remix ออกเป็นเพลงฉบับสมบูรณ์

ระหว่างที่เล่นเพลงนี้นั้น บางช่วงบางชิ้นก็เล่นนำ บางชิ้นก็เล่นตาม บางจังหวะบางชิ้นก็หยุดและมีบางชิ้นเท่านั้นที่เล่น บางทีบางเครื่องก็เล่นดังๆบางเครื่องก็เล่นค่อยๆ เหมือนภาษาๆหนึ่งที่ไม่เพียงแค่ตัว “คำ” เท่านั้นที่ช่วยสื่อ แต่สำเนียง สำนวน ทีท่าอาการ จังหวะดังค่อย นำ/ตาม หรือแม้แต่การหยุดเล่น การเงียบ ก็เสริมพลังการสื่อเสริมกันทั้งหมด

คนที่อยู่ห่างกันคนละมุมโลก เล่นดนตรีเพลงเดียวกันผสมกันได้อย่างไร?

เราก็จะเห็น “เครื่องมือสำคัญ” ชิ้นหนึ่ง นั่นคือ “หูฟัง” ที่นักดนตรีแต่ละคนจะสวมเอาไว้ เพื่อที่จะทราบว่าเพื่อนๆเล่นไปถึงไหนแล้ว และเราควรจะเข้าไปตรงไหน ตอนไหนควรจะเบาควรจะดัง ตอนไหนควรจะนำควรจะตาม และตอนไหนควรจะหยุดหรือควรจะเล่น

การใช้ชีวิตก็เฉกเช่นเดียวกัน เรามีหู มีโสตสัมผัส ไม่ได้มีไว้เพื่อเข้าใจในความหมายเวลาสนทนากันเฉยๆ การฟังเท่านั้นที่ช่วยให้เรา “เข้าใจในจังหวะชีวิต” ของเรา และผ่านโดยการ “มองเห็นจังหวะชีวิตของคนอื่นๆด้วย”

ในทุกๆวันนี้ มีแต่คนตะโกน กรรโชก ตะคอก เพื่อให้ผู้อื่นได้ยิน ที่จริงเขาคงอยากจะให้เข้าใจด้วย แต่เขาเข้าใจผิดคิดว่าเสียงยิ่งดังคนยิ่งเข้าใจ หรือดันไปนึกว่าคนไม่เข้าใจเพราะไม่ได้ยิน เพราะเสียงเขาค่อยเกินไป

การข่มเขาโคขืนให้ได้ยิน ในที่สุดก็อาจจะทำให้คนได้ยินจริง แต่จะเห็นด้วยหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งอย่างสิ้นเชิง การจะสื่อสารถ้าหวังเรื่อง “ความเข้าใจ” จึงจำเป็นต้องเข้าใจว่าความเข้าใจนั้นอาศัยปัจจัยอะไรบ้าง ไม่เพียงแต่ให้ทำให้ได้ยินเท่านั้น การสื่อสารจึงต้องมีกลยุทธ์ มีการวาง strategy ให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารในเรื่องที่อ่อนไหว โดนอารมณ์คนได้ง่าย เพราะอารมณ์มีอิทธิพลสูงในการให้ความหมายกับข้อมูลที่เราได้รับ คนที่สื่อสารแต่ไม่เข้าใจเรื่องอารมณ์ความรู้สึก หรือเข้าใจแต่ไม่สนใจและไม่ให้ความสำคัญ จะพบว่าตนเองได้แต่สื่อ แต่คนไม่ตอบรับ แล้วก็อาจจะฉงนสนเท่ห์ ไม่ทราบว่าทำไมคนไม่ตอบรับ แล้วก็จะดันทุรังอธิบายเพิ่มเติมโดยไม่สนปัจจัยรอบข้างด้านอารมณ์ความรู้สึกเหมือนเดิม แล้วก็ได้ผลไม่ต่างจากตอนแรก

ทุกวันนี้การศึกษาสูงๆ ไปเน้นที่เนื้อหา เน้น intellectual ด้านตรรกะ เหตุผล ความหมายตามตัวอักษร จนการพัฒนาด้านอารมณ์ความรู้สึก ทั้งของตนเอง และพลอยไปถึงของคนอื่น ด้อยต่ำลงไปอย่างน่าใจหาย คนฉลาดๆจำนวนมากใช้ชีวิตแบบ emotionless ไร้อารมณ์ ไม่เข้าใจอารมณ์ ไม่สนใจอารมณ์ กลายเป็นคนที่ “พร่อง” ไปอย่างน่าเสียดาย

เรื่องที่สำคัญๆนั้น ไม่ได้ซับซ้อนเพียงแค่ระดับปัจเจก แต่ยังซับซ้อนในด้านความสัมพันธ์อีกด้วย หากคนสื่อสาร fail ตั้งแต่ด้านอารมณ์ความรู้สึกของปัจเจกแล้ว ยิ่งยากที่จะ fathom ความมีนัยสำคัญของปัจจัยเหล่านี้ในการเคลื่อนไหวระดับสังคมมหภาค กลยุทธ์ที่ใช้ก็จะวนเวียนอยู่แค่การ debate การ reference การอ้างอิงตำรับตำรา แต่ไม่สามารถที่จะ reference เชื่อมโยงตนเองกับชีวิตที่กระโดดโลดเต้นอยู่เบื้องหน้าได้เลย ไปๆมาๆก็จะพูดวนเวียน beating the dead horse ซึ่งไม่เกิดอะไรขึ้นมา ยิ่งมายิ่งน่ารำคาญ และหมดความหมายไปเรื่อยๆอย่างน่าเสียดาย

การสื่อสารอย่างมี passion มีอารมณ์ความรู้สึกจะมีพลังที่แตกต่างออกไป ใครได้ยินปราศรัยของอดอล์ฟ ฮิตเลอร จะทราบว่านักปราศรัยที่จูงใจคนนั้น เล่นกับ “พลังงาน” มากกว่าแค่สื่อ content เนื้อหาเท่านั้น ไอ้ประเภทนั่งอ่าน script แบบ deadpan หน้าตาแบบ Poker face นั้น คงจะจูงใจคนได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ไม่เห็นด้วย คนที่กำลังโกรธ คนที่รู้สึกว่าความรัก ความศรัทธา และความดีที่เขาเชื่อกำลังถูกคุกคาม ถ้าคนสื่อมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ด้วยตนเองจริงๆ ก็ไม่เหมาะที่ทำหน้าที่เป็นคนสื่อ เพราะเขาจะสื่อไม่ได้ดี

Friday, January 27th, 2012 | Author: phoenix

อยากเป็นมนุษย์

ตอนเด็กๆผมเป็นแฟนนิยายวิทยาศาสตร์ (science fiction) ตั้งแต่ตัวเล็กๆ …จะว่าไปเป็นแฟนนิยายกำลังภายในด้วย เพราะพ่ออ่านทุกเรื่อง ทุกเล่มที่ออกมาจากโรงพิมพ์ สมัยก่อนเป็นเล่มบางๆ หน้าปกเป็นรูปวาดสไตล์จีนสวยงาม ออกทุกวันอังคาร ต้องไปซื้อที่วังบูรพา บางอาทิตย์ก็ดันออกมาตั้งสองสามเรื่องพร้อมๆกัน เรื่องหนึ่งมักจะมีเป็นสิบเล่มกว่าจะจบ ต้องจำพระเอกนางเอกตัวละครให้ได้แยกกัน เพราะเดี๋ยวอาทิตย์ถัดไปจะสับสน เป็นแฟนการ์ตูนด้วย เบบี้ หนูจ๋า ตุ๊กตา โตมาก็มีต่วย’ตูน (ที่ไม่ใคร่มีการ์ตูนเท่าไหร่เลยนะลุงต่วย) และ series พล นิกร กิมหงวนของคุณปรีชา อินทรปาลิต เบื่อขึ้นมาก็ย้ายไปอ่านพงศาวดารจีน ซ้องกั๋ง ผู้ยิ่งใหญ่เขาเหลียงซาน เปาบุ่นจิ้น เลียดก๊กบ้าง พงศาวดารไทย รามเกียรติ สังข์ทอง โสนน้อยเรือนงาม ปลาบู่ทองบ้าง ผมอ่านจนเพื่อนพี่สาวที่มาเที่ยวบ้านบ่อยๆนึกว่าผมเป็นง่อย เพราะมาทีไรก็เจอนอนแอ้งแม้งบนโซฟา กระดิกแต่มือข้างเดียวที่จับหนังสือ (จะหาว่าคุย ผมถือหนังสือและพลิกหนังสือด้วยมือเดียวได้ตั้งแต่เด็กๆ) แต่แกไม่กล้าถามพี่สาวผมว่าเป็นอะไร วันดีคืนดี ผมลุกไปห้องน้ำ แกสะดุ้งเฮือกเลย นึกว่าเกิดมหัศจรรย์ หายจากเป็นง่อย!!

อืม.. เลยมาไกล เอาใหม่ ผมชอบอ่านนิยายของไอแซก อาซิมอฟ มาก ที่จริงของอาเธอร์ ซี คล้ากก็อ่าน แต่ของตาคล้ากอ่านยากกว่า ของไอซิมอฟจะมีผสมปนเปกับ theme อื่น เช่นนักสืบ (series อีไลจา เบลี) การเมืองสังคมศาสตร์ (series The Foundations สถาบันสถาปนาอันโด่งดัง) แต่ที่โดนใจที่สุดคือ Sci-fi แท้ๆ series Robot และวันนี้ผมนึกถึงหนึ่งในหนังสือของ series นี้ที่ผมชอบมากที่สุดคือ The Bicentinial Man หรือ มนุษย์สองร้อยปี

Synopsis เรื่องมีอยู่ว่าบริษัทผลิตหุ่นยนต์ ทดลองผลิตหุ่นยนต์ขึ้นมาใช้งาน แล้วก็มีรุ่นนึง พึ่งออกใหม่ เป็นหุ่นรับใช้ในบ้าน มีโปรแกรมการเรียนรู้สูงมาก (เพื่อเอาใจเจ้านายมนุษย์ และเผื่อเรียนรู้งานบ้านใหม่ๆ) เนื่องจากใหม่มาก ก็เลยลองใช้อยู่ไม่กี่บ้าน ไม่มีใครรู้ว่าจะออกหัวออกก้อย ตัวเอกของเราเป็นหุ่นยนต์ชื่อแอนดรู (ที่จริงมาจากรหัส NDR”@#$5 อะไรสักอย่างซึ่งไม่มีใครจำได้ ลูกสาวเจ้าของบ้านเลยเรียกชื่อนี้แทน ตั้งแต่นั้น) ปรากฏว่าแอนดรูทำงานเป็นหุ่นเลี้ยงเด็กได้อย่างสุดยอด ชอบอ่านหนังสือ ตำรับตำรา วันดีคืนดีเกิดอารมณ์ศิลป์ ไปอ่านวิธีสลักไม้แล้วลองเอาไม้มาท่อนนึง แกะออกมาเป็นจี้ไม้สวยสุดๆให้ลูกสาวนาย นายเห็นถึงกับทึ่ง เพราะลายสลักมันกลมกลืนกับลายไม้แบบแยกไม่ออก ละเอียดยิบ นายก็เลยสนับสนุน หา materials หาตำรับตำราเรื่องนี้มาให้แอนดรูเต็มไปหมด วันดีคืนดีลองเอางานของแอนดรูไปตีราคา ก็สุดทึ่งอึ้งกิมกี่

ก่อนที่จะกลายเป็นเล่าทั้งเรื่อง (แนะนำว่าใครสนใจก็ไปหาอ่านดู รับประกันว่าอ่านแล้วจะ… เอ่อ… ได้อ่านแน่นอน แหะๆ) ขอเอาสองประเด็นในเรื่องนี้มาสะท้อน

นั่นคือ วันดีคืนดี แอนดรูบอกนายของเธอว่าเขาอยากเป็นอิสระ และวันดีคืนดีแอนดรูก็บอกว่าเขาอยากเป็นมนุษย์

อันที่จริงแอนดรูไม่ได้ทำงานเป็นทาส เป็นอะไรเลย ในบ้านมาร์ติน (นามสกุลนาย) ทุกๆคนก็ไม่ได้คิดว่าแอนดรูเป็นหุ่นรับใช้ แต่มีความสัมพันธ์ยาวนานกับทั้งครอบครัว (หุ่นยนต์ไม่มีวันตาย และนายก็ make sure ว่าเมื่อมีอะไร update ใหม่ๆในบริษัทหุ่นยนต์ แอนดรูก็จะได้ประโยชน์จาก upgrade นั้นไปด้วยเสมอ เป็น post-sale services) ดังนั้นตอนที่แอนดรูไปบอกนายว่า “ผมอยากได้ freedom” นั้น นายก็อึ้ง และเคืองอยู่นานทีเดียว (ที่จริงน่าจะแปลกใจ เพราะ freedom นั้น เป็น abstract thinking) และเรื่องนี้ก็ไม่เคยมีใครในโลกนี้คุยถึงมาก่อน หุ่นยนต์ก็เป็นแค่สิ่งของ เครื่องจักร จะมี “อิสรภาพ” ได้อย่างไร

กฏสามข้อของหุ่นยนต์ (Three Laws of Robot)

  1. A robot may not injure a human being or, through inaction, allow a human being to come to harm.
  2. A robot must obey the orders given to it by human beings, except where such orders would conflict with the First Law.
  3. A robot must protect its own existence as long as such protection does not conflict with the First or Second Laws.

Isaac Asimov

เรื่องของเรื่องก็คือ หุ่นยนต์ทุกตัว จะมี ground rules เป็นภาคบังคับเรียกว่า “กฏสามข้อของหุ่นยนต์” ข้อที่สามว่าด้วยหุ่นยนต์ต้องรับฟังคำสั่งของมนุษย์ทุกประการในเงื่อนไขที่กำหนด คือไม่ขัดกับกฏสองข้อแรก วันดีคืนดีแอนดรูเดินเล่นใน park อยู่ดีๆ ก็เจอวัยรุ่นห่ามๆมาเห็นเข้า แล้วก็สั่งให้แอนดรูยืนขาเดียว ถอดเสื้อผ้า (แอนดรูเป็นหุ่นยนต์ที่ชอบสวมเสื้อผ้ามนุษย์) ดีที่ลูกนายมาเจอเข้า ไม่งั้นอาจจะถูกสั่งให้รื้อตัวเองทิ้งซะก็ยังได้

ถึงแม้ว่า idea ที่ว่าหุ่นยนต์ลุกขึ้นมาประท้วงขออิสรภาพจะดูตลก แต่ครอบครัวมาร์ติน (ที่เผอิญเป็นสำนักงานกฏหมายที่ใหญ่มาก) ก็ดันเรื่องนี้ไปถึงศาล และต่อสู้กันเชิงความหมาย นัยยะ กันอย่างดุเดือด

ศาล: หุ่นยนต์จะมีอิสระได้ยังไง? ถ้าเป็นอิสระแล้วยังไงต่อ?

แอนดรู/มาร์ติน: ทุกอย่างเหมือนเดิมขอรับใต้เท้า เพียงแค่แอนดรูอยากจะได้ความคุ้มครองบ้าง ไม่ใช่เด็กที่ไหนก็มีสิทธิที่จะมาทำร้าย แกล้ง แม้แต่สัตว์เลี้ยงเรายังให้การป้องกันเลย

ศาล: มนุษย์เท่านั้นที่มีสิทธิ์ที่จะมีอิสรภาพได้ในความเห็นของศาลนะ

แอนดรู: ศาลที่เคารพ กระผมได้ศึกษาหนังสือ ประวัติศาสตร์ และอีกมากมาย ในความเห็นของผมนั้น ไม่ใช่ใครทุกคนที่จะมีอิสรภาพได้ แต่เฉพาะมนุษย์ที่ “ปราถนาอิสรภาพ” จึงมีอิสรภาพ และ “ผมปราถนาอิสรภาพ” นั้น

ศาล: ศาลขอตัดสินว่า ศาลไม่มีอำนาจใดๆ ในการยับยั้งสิ่งที่ทรงภูมิปัญญาจนสามารถเข้าใจความหมายของอิสรภาพ ไม่ให้มีอิสรภาพได้

 


“อิสรภาพ” จะเริ่มมีนัยยะก็ต่อเมื่อสองกรณีก็คือ หนึ่งเมื่อเราให้ความหมายและความสำคัญ และสองเมื่อเราขาดมันไป ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจมาก

Values หลายๆอย่าง ในขณะที่มัน “แฝงเร้น” หรือเรามีอยู่แต่ไม่ได้สนใจมัน เราจะเรียกว่าเรา “มี” มันได้หรือไม่? บางคนบอกว่าได้ ฉันมีของมากมายเป็นสมบัติของชั้น ที่ชั้นลืมไปแล้วด้วยซ้ำไปว่ามี แต่มันก็ยังเป็นของๆชั้น ซึ่งก็จริง แต่ตอนที่ของชิ้นนี้ “ไม่มีความหมาย” กับเราเลย ความเป็นเจ้าของของเรานั้นไม่ได้ใช้ และไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆกับของนั้น พูดง่ายๆก็คือ เรากับมันไม่ได้มีอะไรเชื่อมโยง เกี่ยวพันกันเลย

เราจะรู้สึกว่าเรามี (หรือจริงๆคือเรามีอำนาจ) อะไรได้ บางทีมันจะชัดกว่า “ตอนที่เราจะใช้ แต่ใช้ไม่ได้” ด้วยซ้ำไป นั่นคือขณะที่เราทำอะไรก็ได้ตามใจปราถนา (มี freedom มีอิสรภาพ) เราไม่ได้ “รู้สึก” ถึงอิสรภาพนั้นสักเท่าไร แต่จะ “รู้สึก” ขึ้นมา เมื่อเราถูกห้าม ถูกยับยั้งไม่ให้ทำ เมื่อนั้นที่เราจะเริ่ม “ทุกข์” ถ้าเราเอา “เวทนา” มาจับ น่าสนใจที่ attachment มันมาตอนไหนเหมือนกัน

ในปัจจุบัน เรามีเสรีภาพเยอะมากนะผมว่า แต่พอเรามองหาว่าอะไรที่เราไม่มี มันก็ผุดปรากฏขึ้นมาได้เยอะแยะไปหมด อันนี้อาจจะเรียกเป็น poverty mentality VS prosperity mentality (ทัศนะขัดสน กับ ทัศนะมั่งคั่ง) เราไม่ค่อยได้ enjoy เสรีภาพที่เรามี (หายใจ กิน นอน ขับถ่าย รัก ถูกรัก) แต่เราไป focus ที่ทุกข์กับอะไรบางอย่างที่เราไม่มี และไม่ใช่ไม่มีเฉยๆนะ ประเภทพอไม่มีปุ๊บก็อยากได้ทันทีด้วยมันถึงจะทุกข์สมใจ!

แน่นอน ในหนังสือเรื่องนี้ เพราะแอนดรูให้ความสำคัญ ให้ความหมายกับอิสรภาพ จึงเกิดความปราถนาขึ้น และต่อสู้เพื่อที่จะได้มา ผมชอบที่ asimov เพิ่มแรงผลักเพื่อการอยู่รอดของแอนดรูลงไปอีกประเด็น มิฉะนั้นมันจะดูเลื่อนลอยยังไงชอบกล แต่การที่แอนดรูได้ status freedom มานี้ สำคัญต่อประเด็นที่สองมาก คือเมื่อแอนดรูอยากเป็นมนุษย์


บริษัทหุ่นยนต์มองแอนดรูด้วยสายตาไม่เป็นมิตร แน่นอน ไม่มีใครชอบ product สินค้าที่สามารถเรียกร้องความเป็นไทของตัวเองได้แน่ๆ ตอนหลังก็เลยไม่ค่อยฮิตมีหุ่นยนต์เดี่ยวๆขายออกมาสักเท่าไหร่ แอนดรูได้รับมฤดกจากนาย จดทะเบียนสำนักงานกฏหมายเป็นทรัสต์เดี่ยว ซึ่งในความเห็นของแอนดรู “มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งเหมือนหุ่นยนต์คือ -ไม่มีวันตาย” แอนดรูกลายเป็นนักประดิษฐ์ และมีอิทธิพลมากในการออกแบบอวัยวะเทียม

ผ่านทางสนง.ตนเอง แอนดรูวางแผนทีละขั้นตอนอย่างใจเย็น อันดับแรกด้วยการให้ศาลพิจารณาว่ามนุษย์จะยังคงความเป็นมนุษย์อยู่เสมอ ไม่ว่าจะมีอวัยวะเทียมเป็นกี่เปอร์เซนต์ของร่างกายก็ตาม เพราะตอนนี้หลังจากได้อิสรภาพมา แอนดรูก็มุ่งไปหาความปราถนาประการที่สองที่ใหญ่กว่าคือ “อยากได้เป็นมนุษย์”

มนุษย์ยุคนั้นๆ ตายยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีอวัยวะเทียมเกือบทุกอย่าง ยกเว้นอย่างเดียวคือสมองเท่านั้นเองที่เปลี่ยนไม่ได้ แต่เทคโนโลยีทีก้าวหน้าขึ้น แม้แต่สมองก็เริ่มมีการ designed และออกแบบทดแทนเป็นส่วนๆไปได้แล้ว และเมื่อเป็นเช่นนั้นแอนดรูก็ขอให้ศาลพิจารณาว่า “เขาขอให้ศาลมอบความเป็นมนุษย์ให้เขา” แน่นอน เกิดการตีความ debate และศึกในขั้นศาลหลายขั้นตอน หลายระดับ และคำถามยากๆว่า “มนุษย์คืออะไร?” เมื่อไหร่ที่มนุษย์ “หมด” ความเป็นมนุษย์ หรือ “ความสามารถอะไรที่แสดงความเป็นมนุษย์”

แน่นอน คนไข้ coma ที่นอนเป็นผัก ก็ยัง “คงความเป็นมนุษย์” คนไข้ที่เปลี่ยนอวัยวะเทียมไป 90% ของร่างกาย ก็ยังคงความเป็นมนุษย์

ทำไมแอนดรูถึงจะไม่ได้รับพิจารณาว่าเป็นมนุษย์?

สุดท้ายแอนดรูตีความว่า สาเหตุที่มนุษย์ยอมให้เขาได้เป็นมนุษย์ไม่ได้นั้น เพราะมีประการหนึ่งที่เขาจะไม่มีวันเหมือนมนุษย์ที่เหลืออยู่เลยก็คือ “เขาไม่มีวันตาย” แอนดรูสามารถปรับเปลี่ยน ซ่อมแซม และอยู่ต่อไปจากเทคโนโลยีที่ดีขึ้นๆทุกวัน “ตลอดกาล” ซึ่งเป็น psychological barrier ที่มนุษย์ทนไม่ได้แน่นอนที่จะมีมนุษย์คนไหน ได้อภิสิทธิ์นี้ไป

ในศาลสุดท้าย

แอนดรู: ศาลที่เคารพ ผมขอยื่นคำร้องขอเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง

ศาล: แอนดรู เธอสู้คดีนี้มาจนตอนนี้ เธออายุ 199 ปีแล้ว ยังจะมีอะไรเสนออีกหรือ

แอนดรู: ผมคิดว่า ผมหาวิธีแก้ปัญหาที่มนุษย์ไม่สามารถทำใจมอบความเป็นมนุษย์ให้ผมได้แล้วขอรับ ด้วยการปรับเปลี่ยนทางเดินของพลังงาน หลังจากนี้อีก 365 วัน จะเป็นวันที่พลังงานขับเคลื่อนในตัวผมหยุดทำงานอย่างถาวร นั่นคือ ผมจะตายในวันนั้น


แน่นอนอย่างที่เราทราบ แอนดรูได้รับคำตัดสินในอีกหนึ่งปีต่อมา วินาทีก่อนที่เขาจะจากไป (หรือตาย??) ว่าเขาจะถูกจารึกและจดจำในฐานะหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์โลกว่าเป็น “แอนดรู มาร์ติน มนุษย์อายุสองร้อยปี”

นิยายเรื่องนี้เกิดคำถามในใจของผมว่า “อะไรคือความเป็๋นมนุษย์”? เราต้องทำอะไรไหมจึงจะได้ความเป็นมนุษย์ และเรา “สูญเสียความเป็นมนุษย์” ได้หรือไม่ ถ้าได้ ได้อย่างไร และถ้าไม่ได้ ทำไมไม่ได้?

เราคงจะไม่คิดว่าอวัยวะภายในหรือภายนอกของเราเป็นตัว “คงสถานะความเป็นมนุษย์” ใช่หรือไม่ ในทางกฏหมายยังต้องมีการตีความเลยว่า ตัวอ่อนในครรภ์มารดาตั้งแต่เมื่อไรที่เริ่มมีสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์ขึ้นมา

ประเด็นที่น่าสนใจต่อเนื่อง สมมติว่าพวกเราจะ “ไม่มีวันสูญเสียความเป็นมนุษย์” ถ้าอย่างนั้น แวบหนึ่งที่ผมรู้สึกขึ้นมาก็คือ ผมรู้สึกว่า “คุณค่าความเป็นมนุษย์มันลดลงไปเยอะเลย” เพราะอะไรก็ตามที่เป็น “สถานะ” ที่อัตโนมัติ ไม่ต้องดิ้นรนขวนขวายหามาได้ ไม่ต้องกระเสือกกระสนพยายามรักษาไว้ เพราะไม่มีวันเสื่อมสลาย มันก็ไม่เห็นต้องไปให้คุณค่า อะไรกับมันเลย แต่ในคติของเรา (พุทธๆ) สิ่งที่เป็นนิจฺจํ แบบนี้มันไม่มี ทุกอย่างเป็น “อนิจฺจํ” หมด เกิดมาก็ดับไป

เราก็บอกว่านั้นไง เราสูญเสียความเป็นมนุษย์ก็ตอนเราตายไปไง

จริงหรือ? เราไม่ต้องทำอะไรเลย ขอเพียงมีชีวิตอยู่ เราการันตีความเป็นมนุษย์ได้ทันที

ก็ดีเหมือนกัน

Thursday, January 26th, 2012 | Author: phoenix

คนหนึ่งเห็นโคลนตม คนหนึ่งเห็นดวงดาวอยู่พราวพราย

“Two men look out the same prison bars, one sees mud and the other stars”

Frederick Langbridge

“สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งเห็นโคลนตม คนหนึ่งตาแหลมคม เห็นดวงดาวอยู่พราวพราย” เฟรเดริก แลงบริดจ์

ทุกวันนี้คงจะไม่ใช่อะไรที่แปลกประหลาดอีกต่อไปแล้ว ที่ว่าคนเรามีความเห็นแตกต่างกัน เหลืออีกอย่างที่ยังทำใจไม่ได้ก็คือ “ก็แล้วทำไม เอ็งไม่เปลี่ยนใจมาเห็นเหมือนข้า” เท่านั้นเอง ที่เป็นปัญหา (สำคัญคนบางคน)

คนเราเห็นความต่างเป็นปัญหา แต่ที่จริงมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ต่างกัน เพื่อเสริมขยายศักยภาพของเผ่าพันธุ์ให้กว้างออกไปต่างหาก และความที่เราเป็นสัตว์สังคม เราสามารถหยิบยืมอะไรที่เราไม่มีมาจากคนรอบๆข้าง ทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดี ในขณะเดียวกันเราก็ให้คนรอบๆข้างหยิบยืมสิ่งที่เรามีแต่เขาไม่มี เอาไปทำให้เขามีความสุขเหมือนกัน

ถ้าเราเห็น “ความรุ่มรวย” เป็น “ความยากจน” นั่นคงจะก่อให้เกิดปัญหาแน่นอน

อันนี้ไม่เหมือนกับไก่คุ้ยเขี่ยหาอาหาร แม้นอยู่ท่ามกลางเพชรพลอย แต่หินมีค่าเหล่านี้ (ต่อมนุษย์) ก็หาได้มีประโยชน์เท่าเมล็ดข้าวเปลือกแม้เพียงเมล็ดเดียวไม่ แต่จะเหมือนกับในคำพังเพยเบื้องต้นมากกว่าที่ว่า “สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม เห็นดวงดาวอยู่พราวพราย” คือคนเหมือนกัน มองไปทางช่องเดียวกัน แต่ “เลือก” ที่จะเห็นคนละอย่าง และก่อให้เกิดความทุกข์ ความสุข พฤติกรรมที่แตกต่างกัน

มนุษย์มีสิ่งที่พอจะประมาณเป็น “ความสามารถพิเศษ” คือการเลือกที่จะรับรู้ เลือกที่จะรู้สึก และเลือกที่จะตีความ เราไม่ได้ใช้เหตุการณ์ทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตและรับรู้จนหมด หากแต่เรา “กรอง” คัดเลือกรับมาก่อน การกรองนี้เกิดขึ้นเร็วมาก จนเกือบจะไม่รู้สติก็ทำได้ ไม่เพียงแค่นั้นหลังจากกรอง เรายังทำอีกขั้นตอน คือเอาเรื่องที่เรา “เลือก” มาแล้ว (รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม) เอามาสร้างเป็นพล็อต เป็นเนื้อเรื่อง เรื่องราว และสิ่งที่แปลผลเสร็จ ก็จะหล่อหลอมเป็นส่วนหนึ่งของ new-เรา มีผลต่อพฤติกรรม คำพูด ความคิด ทั้งหมดเลย

ยกตัวอย่างเช่น เรานั่งอยู่ใน office อาจจะมีเสียงแอร์ เสียงพิมพ์ดีด เสียงคนคุยกันเบาๆ ฯลฯ แต่เราอาจจะเลือกที่จะฟังเฉพาะเสียงเพลงจาก iPad ฟังเฉพาะเสียงซุบซิบนินทาทันทีที่มีชื่อคนที่เราสนใจผุดขึ้นมา นั่นก็จะนำไปสู่การกระทำ พฤติกรรมต่อๆไป

แต่หากเราเปลี่ยนใจ เปิดสวิทช์ฟังเสียงแอร์ ฟังไปฟังมา พบว่าท่อแอร๋รั่ว ต้องตามช่างมาซ่อม งานก็เลิกทำ ต้องกลับบ้านหรือไปทำอะไรอย่างอื่นแทน การจะเลือกฟังแล้วได้ยินแต่เสียงเพลง หรือยังได้ยินเสียงอื่นๆมากน้อยแค่ไหน เราเองเป็นผู้ควบคุมได้

คำ “พอเพียง” ง่ายๆนี่ไม่เหมือนกันสำหรับแต่ละคน ไม่เพียงแต่แยกแยะไม่เหมือนกัน ของที่ควรต่างกันเป็นตรงกันข้ามก็กลับกลายเป็นแยกไม่ได้ก็มี เช่น บางคนเห็นของดี มีบารมี มีคุณานุประโยชน์อย่างยิ่งก็กลายเป็นของเชย ของโบราณ ทำให้ไม่เทียบเท่าต่างชาติ (จะ “เท่า” ไปทำไม?)

หรือจะขอให้เห็นต่างไว้ก่อน จะได้ดูเท่ห์ แต่ว่ามนุษย์นั้นไม่ได้เกิดมาเพื่อความเท่ห์ จนต้องกระเสือกกระสนทำตัวเรียกร้องความสนใจอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยในเรื่องนี้ ก็คือการขาดการศึกษาที่ดี เรียนให้รู้แต่ไม่ได้เรียนให้เฉลียว เจอของใหม่ก็เอาแต่ลอกเลียนแบบ ไม่มีการปรับปรุงพัฒนาและหล่อหลอมดึงเอาข้อดีเข้า กรองเอาของเสียออก

คนเราทุกคนมี “ลูกกรง” คุมขังอยู่กันทั้งนั้น นั่นคือ “กรอบ” ความคิด ส่งผลไปยังการพูด การอ่าน การกระทำ บ้างก็มีข้อจำกัดด้านภาษา ด้านวัฒนธรรม แต่กรอบที่สำคัญึคืออัตตา และตัวล่อที่สำคัญคือ “อวิชชา” ต่างๆ ไม่ทราบว่าที่เรามีในปัจจุบันนี่้ก็เพราะมีอดีตเช่นนั้น และที่เราจะได้มาในอนาคตก็ต้องขึ้นกับปัจจุบันตอนนี้ด้วย แต่ถึงแม้มีกรอบครอบอยู่ คนหนึ่งก็ยังเลือกที่จะเห็น จะรับรู้ได้ จะเลือกเอาโคลนตมก็ได้ จะเลือกเอาดวงดาวก็ได้ แต่คงจะเกิดแรงบันดาลใจไปคนละขนานกัน

Thursday, January 26th, 2012 | Author: phoenix

รู้จักกาละเทศะ

เรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัวเราทุกวันนี้ มีน้อยมากที่ไม่ได้รับผลกระทบจาก “บริบท (context)” ก่อนจะกลาย/เกิดเป็น “ความหมาย” ในการรับรู้ของแต่ละคน สิ่งที่เป็นจริงตลอดโดยไม่เกี่ยวกับบริบทเราอาจจะเรียกว่า “สัมบูรณ์” หรือ อุดมคติ (absolute truth, ideal) ซึ่งมีน้อยมาก ใครค้นเจอะเจอทีจึงเป็นเรื่องน่ายินดี ชื่นชม และศึกษาต่ออย่างยิ่ง

มีเรื่องเล่าในหนังสือของเพลโต (Plato) เล่มหนึ่งว่า

ครั้งหนึ่ง มีชาวเมืองเมืองหนึ่ง อาศัยอยู่แต่ในถ้ำ และไม่เคยมอง (เห็น) ตัวตนจริงๆของคนอื่นๆ (รวมทั้งตัวเองด้วย) หากแต่มองเห็นแต่เงาของทุกๆคนบนผนังถ้ำเท่านั้น ในการรับรู้ของคนทุกคน มนุษย์เป็นอะไรเส้นๆดำๆแบนๆบนผนังเท่านั้นเอง อยู่มาวันหนึ่ง มีมนุษย์ถ้ำคนหนึ่งค่อยๆถอยๆๆๆๆ ออกมาๆๆ จนออกพ้นปากถ้ำ ทันใดนั้นเอง เขาก็ค้นพบว่าสิ่งที่ทุกคนคิดว่าเป็นคน จริงๆแล้วเป็นแค่เงาที่ได้มาจากแสงอาทิตย์สาดส่องมากระทบวัตถุเท่านั้นเอง เขามองต้นไม้ สายน้ำ ท้องฟ้า ก้อนเมฆ อย่างสุดทึ่งตื่นตะลึงและตื่นรู้ มองกวาดไปทุกสารทิศอย่างที่ไม่เคยได้ทำมาก่อน

ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจกลับเข้าไปในถ้ำ ตั้งใจว่าจะไปบอกกล่าวว่าเจออะไรมา ปรากฏว่าพอเขาไปถึง และเล่าให้คนอื่นๆฟัง ไม่มีใครเชื่อเลย และพอเขาพยายามจะอธิบายแค่ไหน ยิ่งทำให้คนโกรธแค้น จนในที่สุดเขาก็ถูกรุมทำร้าย และฆ่าตายเสียตรงนั้นเอง

ดูเผินๆ เหมือนกับว่าคนๆนี้ฉลาดที่สุด และเพื่อนๆชาวถ้ำของเขาช่างโง่เง่า ด้อยปัญญา แต่จริงๆแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะชายคนนี้ ไม่เข้าใจว่า “ความจริง” นั้น เป็น “ประสบการณ์” และการให้ความหมาย มีที่มา ว่าทำไมจึงมีความจริงต่างๆอย่างที่เราเรียก เหตุที่เขาเห็น “ความจริง” เปลี่ยนไป ก็มาจากการที่เขาเปลี่ยนที่มอง และได้ประสบการณ์อะไรบางอย่าง ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยปากเปล่า ต้องประสบเองเท่านั้น

การที่คนเรามีประสบการณ์ไม่เหมือนคนอื่น ไม่ได้แปลว่าเรารู้ดีกว่าคนอื่น แต่เป็นตัวอธิบายที่ดีที่สุดว่าทำไมเราถึงได้ให้ความหมายเรื่องนี้อย่างที่เราให้ และคนอื่นอาจจะให้ไม่เหมือนเรา เรื่องบางเรื่องจะให้คนอื่นเข้าใจ ก็ต้องโดยผ่านประสบการณ์ตรงเท่านั้นเอง และ “ความจริงใหม่” ที่เกิดขึ้นก็เป็นไปแค่ตาม “บริบทใหม่” เท่านั้นด้วย

ตัวอย่าง ง่ายๆ แทนที่ชายคนนี้จะถอยออกมาอยู่ในที่แจ้ง แต่เอาเป็นถอยออกมาอยู่ในบ้านที่มีแสงไฟฟ้า หลอดไฟ ฯลฯ แทน “ความจริง” ที่ว่าแสงที่ทำให้เกิดเงาบนผนังก็เปลี่ยนไปเป็น “แสงมาจากหลอดไฟ” แทน และจนกว่าชายคนนี้จะได้ประสบพบว่าถ้าออกมานอกบ้าน แสงก็ไม่ได้มาจากหลอดไฟเท่านั้น ยังมาจากแสงอาทิตย์ แสงจันทร์ได้ด้วย ความจริงก็จะเปลี่ยนไปอีก และหากเราถอยออกจากระบบสุริยะนี้ได้ เราก็อาจจะเจอ “ความจริงใหม่” ไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น

ระบอบประชาธิปไตยก็ดี นิติศาสตร์ก็ดี สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมศาสตร์ ซึ่งเป็นสาระที่ “อิง” บริบทอย่างมาก ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ ใครที่คิดว่าจะประกาศ “สัจจธรรม” ออกมา ที่เป็นอุดมคติ เป็นสัจจะสัมบูรณ์ พึงระมัดระวังอย่างที่สุด เพราะตัดบริบทออกไป เราจะเกิดอาการ “ตาบอด” มองไม่เห็นความจริงจากมุมอื่นๆได้เลย เพราะเราไปหมกมุ่นว่าเครื่องมือและความหมายของเราที่ให้เท่านั้นที่ถูกต้อง ที่สุดในโลกนี้ ในขณะที่คนอื่นๆเขาก็มีบริบทที่แตกต่างกันออกไป การจะโน้มน้าวให้เปลี่ยนความเชื่อ ไม่ได้นึกจะทำก็ทำได้

สังคมแต่ละสังคมจึงมีกลไกที่ทำให้ “ใช้การได้” ที่ไม่เหมือนกัน เพราะอะไรๆในสังคมนั้นก็ไม่เหมือนกัน ตั้งแต่ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ผู้คน อาหารการกิน ฤดูกาล ผลหมากรากไม้ พืชพันธุ์ธัญญาหาร และ ” ประวัติศาสตร์ รากเหง้า ความเป็นมา ” ด้วย

เดี๋ยวนี้เกิด “คำศักดิ์สิทธิ์” ขึ้นมามากมาย ไม่ทราบว่าเพราะอะไร พอยก “นานาประเทศ” “ต่างประเทศ” ว่าเขายอมรับ ต้องแปลว่าถูกกว่า เหนือกว่า อะไรมันจะขาดความมั่นใจในตัวเองขนาดนั้น ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ญี่ปุ่นเขาคงฉีกกิโมโนทิ้ง ทำลายวัดเซ็นลง จีนก็เลิกแห่สิงโต เลิกใช้ตะเกียบ ฝรั่งเองก็อาจจะต้องหันมากินข้าว เพราะเกรงชาวฝั่งตะวันออกจะไม่ยอมรับรึเปล่า

ไอ้ที่เขาส่งไปเรียนเมืองนอกเมืองนา ให้เรียนเพื่อ “ความเป็นไท” ไม่ใช่เรียนเพื่อ “กลับมาเป็นทาส” (Education for liberation, not education for slavery)

ประเทศไทยมีอะไรดีๆอยู่เยอะ แต่หนึ่งในนั้นเราเห็นชัดเจนกันทุกคน (สมัยก่อน) แต่เดี๋ยวนี้ ระบบการศึกษาเพื่อความเป็นทาสเข้าครอบงำคน แทนที่จะปลดปล่อยคน เรียนเพื่อเข้าใจใน “เหตุปัจจัย” ว่ามันมีเรื่องราวหลายเรื่อง หลายประการที่ต้องทำ และรู้จักจัดลำดับความสำคัญว่าอะไรก่อน อะไรหลัง ไม่ใช่เรียนแล้วก็คิดเป็น linear equation สมองคิดอะไรออกมาแข็งโป๊ก ปรับเปลี่ยนไปเป็น จินตนาการไม่ออก เรียนเพื่อเห็น “ความงาม” เห็นรากเหง้าที่มาของตนเอง เรียนเพื่อรู้ว่ามนุษย์เกิดมาต้องมีกตัญญูกตเวทิตา เรียนเพื่ออ่อนน้อมถ่อมตนมิได้อหังการ์ เหยียบโลกไว้ใต้บาทาเมื่อไหร่ก็ได้ที่อยาก

ไม่งั้นก็อย่าไปเรียน ประหยัดเวลา ประหยัดงบประมาณกว่าเยอะ

Wednesday, January 18th, 2012 | Author: phoenix


การศึกษาเพื่อสร้างความรู้ หรือหล่อเลี้ยงปัญญา

เดี๋ยวนี้เรามี catch phrase วาทะจับใจมากมาย ไปเปิดดูได้ตามวิสัยทัศน์พันธกิจขององค์กรชั้นนำต่างๆ ที่นำเอาทฤษฎีบริหารจัดการที่มีมากมายหลากหลายเหลือเฟือที่จะนำมา quote นำมาใช้ จากบทความที่แล้ว คือ “รักษาเพื่อสบายเป็นศิลป์ รักษาเพื่อหายสิ้นเป็นศาสตร์” ลงใน facebook ก็มีกัลยาณมิตรมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมมากมาย เป็นกำลังใจที่เยี่ยมที่เราได้มาอาศัยอยู่ (อย่างเสมือน) ในสถานที่อันเป็นสัปปายะ (เอื้อต่อการภาวนา) เช่นที่ gotoknow นี้

หนึ่งในกัลยาณมิตรของกระผมคือ อาจารย์สุชาติ อินทรประสิทธิ์ ได้ comment ไว้ว่า “ต้องขอขอบคุณมากๆที่บอกให้รู้ถึงการเปลี่ยนชื่อใบประกอบโรคศิลป์ ก็ต้องสารภาพว่ากว่าจะเข้าใจถึงความหมายก็ทำงานอยู่หลายปีและยังคงใช้เตือนใจแพทย์ พยาบาลรุ่นใหม่ทุกครั้งที่มีโอกาส ผมก็ไม่ได้ไปเปิดพจนานุกรมว่า “เวชกรรม”แปลว่าอะไร เพราะใน พรบ.บอกแต่ขอบเขต แต่แม้จะใช้คำเดิม บางคนก็มิได้ซาบซึ้งกับคำว่า “ศิลป” ดูตัวอย่างหน้าที่ของมหาวิทยาลัยว่า “ทำนุบำรุงศิลปและ(คำว่าและ เพิ่งเติมเมื่อปีที่แล้ว)ว้ฒนธรรม” มีใครนำมาใช้ให้บูรณาการเข้วไปกับอีกสามหน้าที่บ้าง กลับกำหนดให้เป็นมหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิต มหาวิทยาลัยวิจัย เลยเถิดกันไปใหญ่ว่ามหาวิทยาลัยทำหน้าที่อะไรกันแน่

ก็เห็นอาจารย์หย่อนเบ็ดไว้หนึ่งตัว ด้วยทิ้งคำถามชวนใคร่ครวญไว้ในตอนท้ายว่า “มหาวิทยาลัยทำหน้าที่อะไรแน่?”

มีมหาวิทยาลัยไปทำไม ไม่มีได้ไหม ถ้ามีแล้วเพื่อประโยชน์ของใครเป็นสำคัญ สำคัญอันดับหนึ่ง สำคัญอันดับสอง อันดับสาม… และที่เราทำๆกันอยู่ทุกวันนี้ เรากำลังมุ่งไปสู่หน้าที่ ความรับผิดชอบ ขององค์กรของเราต่อสังคมจริงหรือไม่ เข็มทิศยัง OK ห้องเครื่อง ห้องน้ำมัน ยังทำงานไปตามปกติ ตามควร กัปตันและลูกเรือยัง OK ที่จะเดินทางไปยังเป้าหมายเดียวกันอยู่ดีอยู่ใช่ไหม

พูดไปตามเนื้อผ้า มหาวิทยาลัยก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต่อยอดมาจากการศึกษาพื้นฐาน เป็นการเดินทางไปสู่การศึกษาระดับ “อุดม”

ถ้าเราจะคง “ราก” ศัพท์ที่มา ศึกษา คือ ศ + อิกขา ศ แปลว่า “ตนเอง” อิกขา แปลว่า “รู้ ทำให้รู้” ศึกษาก็คือ รู้ด้วยตนเอง ทำให้ตนเองรู้ (ยินดีรับฟังการแก้ไขนะครับ ที่จริงก็ไม่ได้เรียนเปรียญอะไรมาหรอก) ศึกษาระดับอุดม ก็ต้องเป็นการทำให้ตนเองรู้เยอะ รู้อย่างสมบูรณ์ รู้อย่างมีประโยชน์ด้วยตนเอง อันนี้มั้งที่เป็นที่มาของ “มหาวิทยาลัยวิจัย

คือจะเป็นระดับอุดมศึกษา ต้องรักรู้ รักเรียน ขนาดทำให้ตนเองถึงพร้อมด้วยปัจจัยที่จะทำให้ตนเองเป็นผู้ใฝ่รู้ ใฝ่เรียนไปตลอดชีวิต

แต่ใจผมคิดว่าแค่นี้ยังเป็นคำตอบที่ไม่ชัด ไม่พอ ไม่สุด เพราะยังถามต่อไปได้อีกว่า “มันจะเรียนไปทำไม?

ในเกม Why regression นี่ เขาให้ลองทำตัวเป็นเด็ก แล้วก็ไล่ถาม “ทำไม” ไปเรื่อยๆจะค้นพบอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ ผมพึ่งอ่านหนังสือเล่มนึง สั่งซื้อมาจาก Amazon แนะนำโดยรุ่นน้องกัลยาณมิตรอีกท่านหนึ่งคือ คุณหมออนุชิต เธอบอกผมว่าหนังสือเล่มนี้ดี มีคนแปลเป็นไทยแล้วด้วย แต่ความที่มีอคติอ่านหนังสือแปล ผมก็เลยสั่งซื้อต้นฉบับมาจาก Amazon นั่งอ่านไปๆชักเพลิน สงสัยต้องเขียนต่างหากอีกตอน หนังสือเล่มนี้ชื่อ Happier เขียนโดย Tal Ben-Shahar ในตอนนึงเขาบอกว่า ถ้าเราเล่นเกม why regression นี้กับสิ่งที่เราทำทุกวันๆ คำๆนี้ที่จะผุดปรากฏมาในตอนท้ายสุดของทำไมๆๆๆ นี้จะเป็น “เพื่อความสุข” และหยุดอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องถามอะไรต่ออีกแล้ว

ส่วนคำถามของบทความนี้ว่า “เรียนไปทำไม” ผมว่าเรามีคำตอบหนึ่ง ที่สำเร็จอยู่นานแล้ว นั่นคือ “Success is not in the learning, but in its application to the benefit of mankind” ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การได้เรียน การเรียน แต่อยู่ที่การนำไปใช้เพื่อประโยชน์ต่อมานุษยชาติ ดังนั้น พันธกิจของอุดมศึกษา ไม่ได้เรียนเพื่อเรียน ไม่ได้เรียนเพื่อการเรียน ไม่ได้เรียนเพื่อผลิตบัณฑิต ไม่ได้เรียนเพื่อทำงานวิจัย อะไร แต่ทั้งหมดเราจะสำรวจตรวจสอบตนเองว่า golden goal ของเรานั้น เรายังไปกันอยู่ไหม หรือว่าหยุดนั่งเก็บดอกไม้ริมทาง หรือเผลอเรอเปลี่ยน goal ไปหยุดอยู่เชิงเขาแทน

เดี๋ยวนี้มีคำศักดิ์สิทธิ์คือ “ความรู้” แต่ knowledge นั้นจะยังไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับใคร หากไม่ได้มีการนำไปใช้ เหมือนกับ “ธรรมะ” ต่างๆก็เช่นกัน ธรรมะไม่ได้มีไว้วางบนหิ้งบูชา แต่มีไว้ปฏิบัติ เดี๋ยวนี้เราเกิดมี buddhism scholar เยอะ เป็นนักวิชาการพุทธ แต่เน้น verbal swordplay คือ เธอร่ายรำกระบวนท่าเยอะเหลือเกิน นิยามก็เยอะมาก ศัพท์จำเพาะ ศัพท์แสงใหม่เพียบ ต้องมี set ภาษาเพื่ออธิบายภาษาอีกทีนึงจึงจะสาแก่ใจความรู้มาก จนเกิดความทุกข์ระทมระหว่างทางไปก็เยอะ อันนี้เรียกเริ่มเบี่ยงเบนจากธรรมะ ที่วัตถุประสงค์จะให้เราเข้าใจในทุกข์ และค้นหา ค้นเจอวิธีที่จะหยุดทุกข์ ไม่ใช่แสวงหาความทุกข์แก่ตนเอง (บ้างไม่พอ ขอเอาไปฝากคนอื่นๆให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ด้วย)

knowledge เมื่อได้มีการใช้ จึงจะเกิดความเฉลียว เปลี่ยนสถานะจาก cleverness ความฉลาด ไปเป็น wise/wisdom หรือ “ปัญญา”

ถ้าหากสถาบันอุดมศึกษา เน้นที่สร้างความรู้ knowledge แต่ไปไม่ถึงการนำไปใช้ประโยชน์ คือเกิดสังคมอุดมปัญญา ก็ยังอยู่ใน limbo คือ สถานที่วังเวงห่างไกลจากเป้าหมายกันอยู่ องค์ประกอบสำคัญที่จะเชื่อมความรู้เข้ากับปัญญาคือ “คน” ที่จะนำไปใช้

อันที่จริงคนแรกๆที่จะเหมาะจะใช้ประโยชน์ น่าจะเป็นคนที่สร้างสรรค์หรือค้นพบ หรือแจกแจงความรู้นั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าสาเหตุที่สร้าง ค้นพบ หรือแจกแจงความรู้คืออยากเอาไปใช้แต่แรก แต่ปรากฏว่า ตอนนี้มีปรากฏการณ์ที่การสร้าง การค้นพบ การแจกแจงความรู้ส่วนหนึ่ง มีแรงบันดาลใจอยู่แค่นี้ คือ ขอให้สร้าง ขอให้ค้นพบ ขอให้มานั่งแจกแจงก็พอ แค่นั้นก็ได้ปริญญา ได้ตำแหน่งวิชาการ ได้ incentive ต่างๆนานามากมายแล้ว ไปๆมาๆคนสร้าง คนค้นพบ คนแจกแจง ก็ไม่ได้มีหน้าที่อะไรที่จะใช้ความรู้เหล่านี้ ต้องรอคอยให้คนที่อาจจะเอาไปใช้ มาค้นพบ และนำไปใช้เอง เป็นการหั่นทอนกระบวนการความรู้แบบฆ่าตัดตอน ระบบอุตสาหกรรมสายพาน สมัยเมื่อ40-50 ปีที่แล้วเท่านั้นเอง

คณะฯ ภาควิชาต่างๆในสถาบันอุดมศึกษานั้น ผลิตบัณฑิตที่จะเปรียบเสมือนพุทธบริษัท ที่ต้องมีอุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี เพื่อที่จะขจรขยายธรรมะให้เผยแพร่ขยายและปฏิบัติเกิดเป็นสังคมอุดมธรรมะ อุดมคุณธรรม ฉันใดก็ฉันนั้น มหาวิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษาก็ต้องผลิตบัณฑิตออกมาเป็น “ปัญญาบริษัท” คือ มีผู้เผยแพร่ ผู้ปฏิบัติ ให้เกิดสังคมอุดมปัญญา (ไม่ใช่อุดมความรู้อย่างเดียว) 

ผมยังรู้สึกว่า เรายังมี gap เชื่อมโยงความรู้กับปัญญาอยู่พอสมควร เราผลิตบัณฑิตที่ขาดการหล่อเลี้ยงจิตสาธารณะ ขาดจิตอาสา แต่เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการแข่งขัน ปัดแข้งปัดขา วิเคราะห์คู่แข่ง หาจุดอ่อนฝ่ายตรงกันข้าม (ใคร???) ตัดเกรด และ ranking ใครตำแหน่งต่ำกว่าจะเจริญน้อยกว่า ใครตำแหน่งสูงกว่า เก่งกว่า ก็การันตีชีวิตที่ดีกว่า อันนี้ไม่ได้เป็นการสร้างสังคมอุดมปัญญา ที่จะอยู่ร่วมกัน แต่เป็นการสร้างสังคมที่กัดกินตนเอง สังคมคนหมู่มากฉีกกระชากคนหมู่น้อย สังคมกำลังเหนือกว่าข่มเหงคนอ่อนแอ 

มันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไร?

Wednesday, January 18th, 2012 | Author: phoenix


รักษาให้สบายเป็นศิลป์ รักษาหายสิ้นเป็นศาสตร์

ถ้าพูดปะกิตก็เป็น “Definitive treatment is science, symptomatic treatment is art

อาจจะเป็นเพราะผมได้เข้ามาในวงการแพทย์สาขา “จำเพาะทาง” อีกสาขาหนึ่ง คือ palliative care หรือการรักษาแบบประคับประคองที่ทำกันในผู้ป่วยเรื้อรัง โรคที่ไม่หาย หรือโรคในระยะลุกลาม ระยะสุดท้าย ที่ทำให้ขอบเขตความสนใจขยายตัวลงมาในเรื่องของ “รักษาตามอาการ” มากขึ้น และพลอยไปกระตุ้มต่อมฉุกคิด ให้ใคร่ครวญต่อ

แต่เดิมนั้นแพทย์เราจะเรียนจบ เราจะสอบเอา “ใบประกอบโรคศิลป์” และถูกสอนว่าการแพทย์นั้นมันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ มีทั้งความเข้มข้นทางวิทยาศาสตร์ คิดแบบตรรกะ ใช้เหตุใช้ผล แต่เวลาที่เราจะทำงาน จะต้องเต็มไปด้วยศิลป ศิลปการสื่อสาร ศิลปการเข้าหาคนไข้ ศิลปการตรวจร่างกาย ไม่นับความเข้าอกเข้าใจในชีวิต คุณค่าและคุณภาพชีวิต เพื่อที่เราสามารถจะ “พอจะเข้าใจ” ถึงเป้าหมายการเป็นแพทย์ การดูแลชีวิตคนได้

แต่จู่ๆตอนไหนไม่ทราบ ขี้เกียจไปค้นประวัติศาสตร์ (my bad) ที่เดี๋ยวนี้หมอรุ่นใหม่จะสอบเอา “ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม” แทน นัยว่าคำว่า “ศิลป์” ไปสะกิดต่อมใครเข้าให้ จนตัดมันทิ้ง ก็คงจะไม่ค่อยมีคนสังเกตมากมาย หรือคิดว่ามีผลอะไรเป็นรูปธรรม คงเป็นแค่คำ แค่สัญญลักษณ์เฉยๆ แต่ผมว่า “วาทกรรม” หรือ discourse นั้น มันมีอะไรที่เป็น package ซ่อนเร้นติดตามเวลาเราเรียกอะไรว่าอะไร เวลาเราขานอะไรว่าอะไรเสมอ จนแยกไม่ออกว่า “คำนำกระทำ” หรือ “กระทำนำคำ” กันแน่

วาทกรรมที่ส่งผลกระทบชัดๆมีเยอะ เช่นประโยคที่ว่า “Only things measurable is improvable” หรือ “สิ่งที่วัดได้เท่านั้นจึงจะพัฒนาได้” ก็ทำให้คนที่หลงเชื่อประโยคนี้เป็นตุเป็นตะ ไม่ได้ใช้ปัญญา (ใช้แต่สมองซีกซ้าย) ใคร่ครวญ ก็เลยหมกมุ่นอยู่กับอะไรก็ตามที่ scale ได้ ที่ plot ได้ เพื่อที่จะพัฒนา ส่วนอื่นๆที่วัดไม่ได้ และเลยไปถึง “วัดยาก” พลอยปล่อยปละละเลยไปตามบุญตามกรรม

ในการทำการสำรวจการศึกษา (ยังไม่ได้ตีพิมพ์ คงจะรอท่าอยู่) ปรากฏว่าที่ที่เราคิดว่าได้สอนได้เรียนกัน (หรือ “ควร”) มันไม่ได้เป็นไปตามที่เราคิดซะเยอะก็มี

ขึ้นชื่อว่าแพทยศาสตร์ หรือเรียนเป็นหมอ คนก็วาดภาพเด็กเรียนหนัก สายวิทยาศาสตร์ สวมแว่น ท่าทางเชยๆ ส่วนหนึ่งก็เป็นความจริงเพราะปริมาณหนังสืออย่างเดียวที่ต้องอ่าน ต้องจำ ก็เพียงพอที่จะทำให้สายตาใครก็ตามสั้นเต่อลงไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพันธุกรรม การทำความเข้าใจเรื่องร่างกายมนุษย์ ว่าปกติมันทำงานอย่างไร เพื่อที่จะพลอยเข้าใจเมื่อมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น ก็เป็นวิทยาศาสตร์ชีวะวิทยาที่เนื้อหามากมายมหาศาล ตั้งแต่ระดับมหภาค (anatomy หรือกายวิภาคศาสตร์) ลงไปถึงจุลภาค (เช่น histology, embryology) หรือเล็กลงไปกว่านั้นอีก เช่นสาขาพันธุกรรม (genetics) ศึกษาระดับสายเล็กๆของโปรตีนที่เกี่ยวก้อยร้อยพันกันอยู่ พอหมดเรื่องนี้ ก็ไปเรียนเวลาที่อวัยวะต่างๆเป็นพยาธิ (หมายถึงเป็นโรค อ่านว่า “พะ-ยา-ทิ” ไม่ได้แปลว่ามีปาราสิต หรือ “พะ-ยาด”) ที่มีการเปลี่ยนแปลงระดับเล็ก ระดับใหญ่ ถึงค่อยไปเรียนการเยียวยารักษาด้วยโอสถขนานต่างๆ การผ่าตัด การใช้รังสีรักษา (radiation therapy) เดี๋ยวนี้เลยไปถึงใช้อากาศรักษา (oxygen therapy) ใช้อุทกบำบัด (hydrotherapy) ฝังเข็ม (acupuncture) และตอนนี้ก็เริ่มมีคนเขียนตำราเรื่องพลังวิญญาณ หรือพลังชีวิตบำบัด (Reiki therapy หรือ spiritual/life energy therapy) ไปอีกด้วยซ้ำ

อ่านรายการดู ก็เห็นมีแต่วิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่นี่นา พึ่งจะมีแปลกๆก็ท่อนหลังๆเท่านั้น

แต่ในความเป็นจริง การ “เยียวยา” ในมนุษย์นั้น ไม่ได้เพื่อเพียงแค่ให้ “หมดพยาธิ” เฉยๆ สาเหตุหลักที่มนุษย์แสวงหาการเยียวยานั้นคือ “การพ้นทุกข์” หรือ “อยากให้มีความสุข” ซึ่งจากการที่เป้าหมายเป็นเช่นนี้ การรู้และเข้าใจแค่ “ศาสตร์ของชีววิทยา” แต่เพียงอย่างเดียว แต่ไม่เข้าใจเรื่องของอิทัปปัจจยตาว่า สิ่งแวดล้อม อารมณ์ความรู้สึก สังคม มีผลอย่างไรต่อสิ่งที่ผู้คนเรียกว่า “สุข” หรือ “ทุกข์” ก็อาจจะทำให้เป้าหมายการรักษาที่ตั้งไว้ไม่ตรงกับที่คนต้องการ

อันที่จริงมีการศึกษาพิสูจน์แล้วด้วยซ้ำไปว่า ความเห็นของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของโรคและเป้าหมายการรักษานั้นอาจจะไม่ตรงกับความเห็นของคนไข้และครอบครัวได้มากกว่าครึ่ง หากไม่มีการสื่อสารกันให้ดี

คนเราทั่วๆไปมีการมีงานทำ ไม่มีใครอยากไปโรงพยาบาล หรืออยากไปหาหมอ เพราะไปทีไรแปลว่าเราเดือดร้อนทุกที แม้จะเริ่มมีอาการเจ็บป่วยแล้วก็ตาม เราก็ยังมาดูลำดับความสำคัญก่อนเสมอว่า “พอทนไหม” หรือ “มีอะไรที่สำคัญกว่าทำไหม” ทนไม่ได้จริงๆค่อยไปหาหมอ อันนี้รวมถึงแม้กระทั่งพวกหมอเองก็ไม่ได้ยกเว้น ถ้าเราเข้าใจในพฤติกรรมนี้ เราจะเห็นว่า “รักษาโรค” นั้นไม่ใช่เป้าหมายสำคัญที่สุดเท่ากับการ “รักษาทุกข์” ซึ่งคือสาเหตุสำคัญที่แท้จริงที่คนไข้เดินไปหาหมอ

ผมคิดว่ามีคนมากมายที่เข้าใจวิชาแพทยศาสตร์ผิดไปว่าเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ ซึ่งถ้าหากเราคิดว่า “สุขภาวะ” นั้นที่จริงมีหลายมิติ มีเรื่องความรู้สึก เรื่องของอารมณ์ เรื่องของสังคมและจิตวิญญาณด้วยล่ะก็ วิชาชีพที่เกี่ยวกับสุขภาวะ จะไม่สามารถแยกตัวออกจากสังคมศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ มานุษยศาสตรได้เลย และหากสังคมเบี่ยงเบนไปคิดว่าเรื่องนี้เป็นวิทยาศาสตร์อย่างเดียว เวลาจะปรับเปลี่ยนพัฒนาอะไร ก็จะทำแบบแข็งๆ สไตล์วิทยาศาสตร์ ชีวิตเป็นเรื่องที่คำนวณเป็นราคาสิ่งของได้ ความผิดพลาดเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เพราะไม่เชื่อเรื่อง To err is Human และหันไปใช้ “กฏหมาย” แทนที่จะใช้เรื่อง “จริยธรรม จรรยาบรรณ และคุณธรรม” ในการสื่อสารควบคุมและพัฒนา

ชีวิตของคนไม่ใช่สมการ หรือ formula ที่ใส่ตัวแปรเข้าไป เรารู้สมการ แล้วจะพยากรณ์ผลออกมา ทุกเรื่อง ทุกประการ มี “เหตุปัจจัย” มากมายมาเกี่ยวข้อง และที่มาของวิชาชีพแพทย์ พยาบาล ไม่ได้ถูกผลักดันมาจาก I know so I do แต่มาจาก I care so I do ซึ่งเดี๋ยวนี้อาจจะเป็นเพราะโฆษณา propaganda ภาษาที่เว่อๆ ทั้งหลายแหล่ สองบาทรักษาได้หมดทุกโรค ฯลฯ ทำให้คนมีความคาดหวังสูง และหวังผลเลิศ ไม่ค่อยเผื่อ “พลาด” ซึ่งจะว่าไป เป็น package ที่มาด้วยกันเหมือนๆกับทุกมิติของ “ชีวิต” ไม่ได้มีข้อยกเว้นแต่ประการใดเลย การ “พยากรณ์โรค” หรือ prognosis นั้นก็ไม่ใช่ “ศาสตร์” แต่เป็นเพียง “ข้อสังเกต” เท่านั้น ไม่มีใครที่พยากรณ์ได้เป็นจริงเป็นจังว่าใครจะหาย ใครจะตายหรือไม่ตาย แต่เราทุกคน หมอ พยาบาล คนไข้ และญาติ สังคม รัฐบาล ได้พยายามอย่างดีที่สุดเท่านั้น นั่นคือที่เรา “พอจะ” ควบคุมได้ภายใต้เงื่อนไขตามบริบทจริง

แต่ผลของการคิดว่าแพทยศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์ ผมว่ามีการส่งกระทบไปถึงวิธีเรียน และวิธีสอนด้วย เดี๋ยวนี้นักเรียนแพทย์ระดับก่อนปริญญาก็ดี (พ.บ. แพทยศาสตรบัณฑิต) หรือระดับหลังปริญญาก็ดี (วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญ สาขาต่างๆ อาทิ ศัลยแพทย์ อายุรแพทย์) หันไปให้ความสนใจอย่างมากที่ “การรักษาโรคหายขาด” หรือ definitive treatment ศึกษาลึกซึ้งถึงพยาธิวิทยา พยาธิกำเนิด พยาธิสรีระ เพื่อเลือกยา เลือกการผ่าตัด เลือกการรักษาที่ “โดนเต็มๆ” ไป และให้ความสนใจน้อยลงไปเยอะกับเรื่อง “การรักษาอาการ” หรือ symptomatic treatment

ทั้งๆที่ “อาการ” นี่แหละ ที่เป็นตัว “ความทุกข์” สำคัญ

ยกตัวอย่างคำจำกัดความของคำว่า “ปวด” ก็จะบอกไว้ชัดเจนว่าเป็น “ความรู้สึกตามอัตตวิสัยถึงความทรมาณ” (subjective feeling) คนไข้เป็นคน “บอกว่าปวด” ซึ่งเป็นความรู้สึก แต่ด้วยความอยากจะวัด (ไม่งั้นทำอะไรกับมันไม่ได้….) ก็เลยพยายามไปทำให้เป็น “ภาวะวิสัย (objective)” ด้วยวิธีต่างๆ เช่นให้คะแนนดูสิ วัดชีพจร วัดเหงื่อ ฯลฯ แต่เราจะพบว่าอาการปวดของคนไข้นั้น อาจจะมาจากหลากหลายสาเหตุนอกเหนือจากทางกายก็ได้ ปวดเพราะเศร้า ปวดเพราะเหงา ปวดมากเพราะอารมณ์ ฯลฯ ปัจจัยอื่นๆภายนอก ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ สังคม หรือความเจ็บปวดทางจิตวิญญาณ ก็ออกมารวมอยู่ใน “อาการปวด” คำเดียวของคนไข้ได้

“เหนื่อย” (tiredness, fatigue, exhaustion) ก็เช่นกัน มีคำพรรณนาอีกหลายๆคำ เช่น หายใจไม่ทัน หายใจไม่อิ่ม หายใจไม่ออก ฯลฯ ไม่มีศัพท์จำเพาะใดๆที่ทำให้เราทราบถึงสาเหตุทุกประการที่รวมเป็๋นความรู้สึก ณ ขณะนั้นของคนไข้ แต่ว่าถ้าเราคิดว่ามาจากพยาธิทางกายเท่านั้น เราจะพลาดได้เยอะมาก

ประเด็นสำคัญก็คือ แม้ว่าในหลักความเป็นจริง ถ้าเรารักษา “สาเหตุ” หรือโรคให้หาย อาการต่างๆเหล่านั้นน่าจะหายไปด้วย แต่ทว่า “กว่าที่สาเหตุของโรคจะหาย” คนไข้ก็จะยังคงมีอาการอยู่ เราควรจะรีบบรรเทาอาการเหล่านี้ไปด้วย ไม่ใช่เอาแต่รอให้สาเหตุของอาการหายขาดเพื่อให้อาการหายตามไป

และยิ่งจริงมากขึ้น หากคนไข้เป็นโรคที่สาเหตุของอาการไม่มีทางรักษาหาย เช่นโรคเรื้อรังจำนวนมาก เบาหวาน ความดัน หรือมะเร็งระยะสุดท้าย โรคไตวาย ตับวาย หัวใจวาย

เรื่องรักษาอาการมีความสำคัญมาก และทั้งหมอและคนไข้ต้องร่วมมือกันเต็มที่ จึงจะรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าคนไข้ไม่บอก บางทีหมอก็ไม่ทราบว่ามีอาการ ไม่ว่าจะเป็นเพราะความเกรงใจ หรืออะไรก็แล้วแต่ หลายๆอาการคนไข้ต้องเป็นคนรายงาน หรือแจ้งให้แพทย์ทราบ หมอเองก็ต้องมีความเฉลียว ว่าคนไข้อาจจะมีอาการ แต่ไม่ได้บอก บางทีเห็นนอนอยู่เฉยๆ ถามว่า “ปวดไหม” คนไข้ตอบว่า “ไม่ปวด” ก็พึงพอใจ แต่ในความเป็นจริง ทีไม่ปวดเพราะนอนนิ่งๆ อยู่เฉยๆ แต่ทันทีที่ขยับตัวก็จะปวดมากจนทนไม่ไหว เลยต้องนอนนิ่งๆเป็นผีดิบอย่างนั้น นี่ถ้าหมอไม่เฉลียวและคนไข้ไม่บอก ก็จะพลาดการได้รับการรักษาเยียวยาไปได้

นักเรียนแพทย์จะตื่นเต้นมากกว่า เวลาได้เรียนยาใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ยารักษาโรค”  เช่น ยาปฏิชีวนะ ยารักษาเบาหวาน ยาความดัน แต่จะไม่ค่อยตื่นเต้นกับ “ยารักษาอาการ” เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้คลื่นไส้ ยาแก้อาเจียน ไม่ทราบว่าเพราะอะไร ทั้งๆที่พยายามจะบอกแล้วว่า รักษาปวดเป็นอย่างเดียวนี่นะ จะมีคนไข้จำนวนมากมายมหาศาลขอบคุณเราอยู่แล้ว ก็ไม่ค่อยตื่นเต้นสนใจกันเท่าไหร่ เรื่องนี้จะเป็นอุปสรรคอย่างมากในการดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย ที่ไม่มียารักษาหายขาดเหลือแล้ว ปรากฏว่าหมอก็ไม่ค่อยเก่งเรื่องยารักษาอาการ ก็ยุ่งละซิคราวนี้

Tuesday, January 17th, 2012 | Author: phoenix

“ผมเพียงแค่ตาบอด มองไม่เห็น แต่ผมยังทำอะไรได้อีกหลายอย่าง พวกผมก็มีความฝัน ความทะยานอยาก อยากจะทำนั่นทำนี่ อยากจะเป็นนั่นเป็นนี่ เราไม่ได้อยากได้ความเวทนา สงสาร แต่ขอแค่พื้นที่ ขอให้เราได้มีโอกาสมอบอะไรให้แก่สังคม”

อภิชาตศิษย์ (10) เรียนเพื่อ “มองเห็น”

วันนี้มีกิจกรรมการสะท้อนกิจกรรม

เออ.. รู้สึกเริ่มอย่างไม่มีปี่ ไม่มีขลุ่ย เอาใหม่ ขณะนี้นักเรียนแพทย์ชั้นปีที่สี่ ของสงขลานครินทร์ เรียนอยู่ใน block Health Promotion (การสร้างเสริมสุขภาพ) ที่นี่เราเรียกช่วงเวาเรียนของนักเรียนเป็นบล๊อกๆ ไม่ต้องถามเหตุผลก็แล้วกัน สิ่งที่เกิดขึ้นในบล๊อกนี้ก็คือการพยายามให้นักเรียนแพทย์เรียนรู้กระบวนทัศน์ใหม่ที่สำคัญมากในการเป็นแพทย์ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดนี้ คือ ระบบสาธารณสุขเชิงรุก โดยเรามีเวลาอุทิศให้เรื่องนี้โดยเฉพาะประมาณ 5 อาทิตย์ (ไม่นับสาระนี้ที่สอดแทรกลงไปในบล๊อกอื่นๆ “แบบแฝง” เกือบทุกบล๊อก)

นอกเหนือจากนี้ agenda แฝงก็คือ ทำให้เรามี “เวลา” ให้นักเรียนหันกลับมาหาพื้นฐานสำคัญอะไรบางอย่าง นั่นคือ “อะไรคือสุขภาวะ” หลังจากที่ได้หมกมุ่นอยู่กับเทคโนโลยีของวิทยาศาสตร์การแพทย์มาเกือบ 24/7

ตามหลักศึกษาศาสตร์ อยากจะให้อะไรเกิดในระดับ “เจตคติ” ต้องเน้นที่ “ลงมือกระทำ” ฉะนั้นบล๊อกนี้จึงมีชั่วโมงบรรยาย หรือ lecture กระจุ๊ดเดียว มีโปรเจค มีภาคสนาม เยอะมาก (เยอะจนน้องๆมึน เพราะมีชั่วโมงการ “นำเสนอ แลกเปลี่ยน” ยุบยับหยุมหยิมเยอะแยะไปหมด) หนึ่งในกิจกรรมนั้นก็คือ เราพานักเรียนแพทย์ไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนสอนคนตาบอด ในหาดใหญ่อยู่ครึ่งวัน เสร็จแล้วก็ให้เวลานักเรียนแบ่งกลุ่มย่อยเป็นสามกลุ่ม ไปคุยกันแล้วก็กลับมาสะท้อนในกลุ่มใหญ่

วันนี้มีกิจกรรมสะท้อนกิจกรรม…. อา. better now

เรากำหนดไว้คร่าวๆ ให้น้องสามกลุ่มนำเสนอมุมด้านปัญหาสุขภาพทางกาย ทางจิตใจอารมณ์ และทางสังคม และหลังจากนั้นก็เชิญชวนให้แต่ละคนลองสะท้อนความรู้สึกส่วนตัว หรือประสบการณ์ส่วนตัวว่าเห็น ได้รับรู้ รู้สึก อะไรบ้าง


นศพ.1: “น้องเขาบางคนทำอะไรได้มากด้วยตัวเอง แต่พอเราไป เขากลับขอให้เราช่วยให้เราทำให้ ดูเหมือนเขาจะติดเรามากเลย ให้พาไปโน่นไปนี่ ฟังน้องเขาเล่าก็รู้ว่ามีคนภายนอกมาเยี่ยมที่โรงเรียนนี่หลายกลุ่มเหมือนกัน น้องเขาจำชื่อคนที่มาคุยกับเขาได้หลายคนเลย แสดงว่าน้องเขาประทับใจประสบการณ์นั้นๆมาก”

ผม: “คิดว่าน้องเขาจะจำชื่อน้อง (นศพ.) ได้ไหมครับ?”

นศพ.1: “เออ.. ก็ไม่แน่ใจครับ แต่ดูเขาจะติดผมมากอยู่”

ผม: “รู้สึกยังไงที่น้องพบว่าตัวเองสร้างความประทับใจให้คนอื่นได้ จำเราได้”

นศพ.1: “ก็ดีใจนะครับ ที่มีคนประทับใจในตัวเรา ในสิ่งที่เราทำ”

ผม: “ผมฟังดูแล้ว ดูเหมือนว่าใครเป็นคนให้ ใครเป็นคนรับ ตอนนี้มันชักจะเบลอๆแล้ว เราไปเป็นเพื่อนเขา เขาประทับใจเรา เราถูกประทับใจ เราดีใจ รู้สึกว่าเรามีคุณค่า…”


นศพ.2: “มีน้องกลุ่มนึง ประมาณ 4-5 คน นั่งรวมโต๊ะกันอยู่ มีน้องคนนึงบอกว่า “เสียดาย ที่ไม่ทราบว่าหน้าตาพี่ๆเป็นยังไง” ปรากฏว่าครูก็ถามน้องคนนั้นว่า “ทำไมถึงไม่ทราบล่ะ” น้องเขาก็เงียบ พวกหนูรู้สึกไม่แน่ใจว่าควรทำยังไง แต่สุดท้าย ครูก็รอจนกระทั่งน้องเขาตอบว่า “เพราะหนูตาบอด เลยมองไม่เห็นหน้าพี่เขาค่ะ”

ผม: “น้องรู้สึกยังไงครับ ตอนนั้น?”

นศพ.2: “ก็ไม่มั่นใจค่ะ คิดว่าน้องเขาคงไม่อยากพูดถึงที่เธอตาบอด”

ผม: “แล้วไงต่อครับ?”

นศพ.2: “พอน้องเขาตอบไปว่าเพราะเขาตาบอด เลยมองไม่เห็น ก็เลยคุยกันต่อว่าแต่พวกน้องๆก็ยังมีอะไรเหลืออยู่อีกมากมาย สามารถทำอะไรต่อมิอะไรได้อีกตั้งเยอะค่ะ”

ผม: “ถามอาจารย์ลิลลี่ดีกว่า (หมายเหตุ อาจารย์จารุรินทร์ ปิตานุพงษ์ ภาควิชาจิตเวช) เรื่องการ empower ให้คำปรึกษา หรือเสริมพลังนี่ มีหลักการยังไงบ้างไหมครับ”

อ.ลิลลี่: “เราคงจะต้องพิจารณาให้ดี ว่าทำกับกลุ่ม หรือทำกับปัจเจก ข้อสำคัญคือเรารู้จักเขาดีมากน้อยแค่ไหน แต่ละคนอาจจะมีบาดแผลเก่าไม่เท่ากัน มีความไวต่อคำบางคำไม่เท่ากัน ถ้าบางเรื่อง sensitive มากๆ ก็อาจจะต้องทำเป็นตัวต่อตัว”

ผม: “ผมเคยเห็นกลุ่ม AA (alcoholic anonymous) ที่คนที่มาเข้าร่วม จะเริ่มต้นกิจกรรมด้วยการแนะนำตัวเองว่า “ผมชื่อ…. เป็นโรคพิษสุราเรื้อรังครับ” ก่อนที่จะพูดเรื่องอื่นๆ แสดงว่าการเริ่มต้นด้วยการมองเห็นและยอมรับปัญหาเป็นเรื่องสำคัญ แต่การจะทำกลุ่มแบบนี้ หรือการจะ facilitate กลุ่มแบบนี้ อาจจะไม่ใช่นึกจะทำก็ทำ คนทำต้องมี “ต้นทุน” มี positive energy, positive thinking หรือแม้กระทั่งถึงขนาด unconditional love หรือรักแบบไม่มีเงื่อนไข ถึงจะหล่อเลี้ยง ประคับประคอง ให้คนอื่นกล้าเผชิญหน้ากับปัญหาของตนเองที่น่ากลัวนั้นๆได้”


นศพ.3: “ผมไปดูงานและทำกิจกรรมนี้แล้ว อดนึกเปรียบเทียบไม่ได้ครับ กับต่างประเทศ เพราะดูเหมือนคนทุพพลภาพ คนพิการของเขาได้รับการดูแลเยอะมากเลยครับ ที่จอดรถพิเศษ การขึ้นรถประจำทาง คนตาบอดเขามีหมานำทาง เดินขึ้นรถเมล์คล่องกว่าผมอีก ขึ้นไปปุ๊บก็ยื่นตังค์รับตั๋ว แป๊บเดียวเสร็จ ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าซื้อตั๋วจากใครตรงไหน”

ผม: “อืม.. อาจจะบางที ที่ที่ไม่มีอย่างที่ว่า ไม่ใช่เขาไม่สนใจคุณภาพชีวิตของคนพิการ แต่อาจจะเป็นเพราะเขา “ไม่สนใจเรื่องคุณภาพชีวิต” เลยก็ได้นะครับ อาจจะไปเน้นเรื่องอะไรก็ไม่ทราบ แม้แต่คุณภาพชีวิตคนธรรมดาๆก็ยังไม่แคร์ ยิ่งเรามองไปที่คนด้อยโอกาส เลยยิ่งชัดเจนมากกว่าปกติ”


นศพ.4: “ผมขอเล่าบ้างครับ แต่ไม่ใช่เรื่องที่เราพึ่งไปทำกันครั้งนี้ คือเมื่อตอนปีหนึ่ง คณะนกับอาจารย์ก็ได้จัดให้พวกผมไปเยี่ยมเด็กโรงเรียนสอนคนตาบอดแล้วครั้งนึง เราก็ได้เข้าไปคุย ไปทำอะไรกับน้องๆเขา แต่ที่ผมจำได้จนถึงทุกวันนี้ก็คือ ตอนนั้นทำอะไรอยู่ก็ไม่ทราบ ผมนึกๆดู จู่ๆก็ถามน้องคนนึงครับ ว่าถ้าหากมีพรวิเศษข้อนึง ที่น้องขออะไรก็ได้ แล้วจะได้ตามนั้น น้องจะขออะไร

ตอนนั้นผมก็นึกในใจ น้องคงจะตอบว่าขอให้ตาไม่บอด กลับมามองเห็นเหมือนเดิม อะไรแบบนั้น ปรากฏว่าสิ่งที่น้องคนนี้เขาตอบมา ผมยังจำได้อยู่ทุกวันนี้ และเอามาคิดตลอดเลยครับ

น้องเขาตอบว่า “หากมีพรวิเศษจริง ผมอยากขอให้คนธรรมดาๆ ได้มองเห็นพวกผมที่ตาบอดบ้างครับ”

“ผมเพียงแค่ตาบอด มองไม่เห็น แต่ผมยังทำอะไรได้อีกหลายอย่าง พวกผมก็มีความฝัน ความทะยานอยาก อยากจะทำนั่นทำนี่ อยากจะเป็นนั่นเป็นนี่ เราไม่ได้อยากได้ความเวทนา สงสาร แต่ขอแค่พื้นที่ ขอให้เราได้มีโอกาสมอบอะไรให้แก่สังคม”

ผมกับเพื่อนๆเล่นดนตรีเป็นนะครับ เรามีวงของเรา ถ้าพี่มีอะไรอยากจะให้เราไปเล่นให้ พวกผมยินดีจะไปเล่นให้พี่ๆครับ ไม่คิดค่าใช้จ่ายแม้แต่นิดเดียว”

ผมฟังน้องเขาตอบมาก็อึ้งเลยครับ นึกไม่ถึงจริงๆ

ผม: “ผมก็อึ้งเหมือนกันนะนี่ ไปๆมาๆจะว่าไปแล้ว มองอีกมุมหนึ่ง พวกเราทุกคนก็พิการกันทั้งนั้น ผมพิการไปทำหน้าที่เป็นทหารไม่ได้ พิการขายขาหมูไม่ได้ พิการร้องเพลงไม่ได้ แต่พวกเราทุกคนที่พิการ ก็สามารถจะมี จะหยิบยืม สิ่งที่คนอื่นเขามี มาให้เราใช้ ให้เราได้มีความสุข แต่ในขณะเดียวกัน เราก็มีอะไรหลายๆอย่างที่คนอื่นเขาไม่มี (หรืออาจจะเรียกว่าเขาพิการ) เราก็มีหน้าที่ที่จะต้องแบ่งปัน มอบให้ แลกเปลี่ยนกันไป เป็นหน้าที่แห่งความเป็นมนุษย์นั่นเอง

สุดท้าย “ความสมบูรณ์” คือการที่เราได้อยู่ร่วมกัน มองเห็นคุณค่าของคนอื่นๆและของตัวเราเอง ไม่ได้เห็นแต่โรคา พยาธิ หรือความบกพร่องของคนเท่านั้น”


อาจารย์อุไรวรรณ เปิด clip นี้ให้พวกน้องๆเขาชมกัน



Friday, December 23rd, 2011 | Author: phoenix

วิถีแห่งคุณเอื้อ มรรคาแห่งตัวประกอบ

ในเรื่อง NEW EDUCATION series นี้ ผมขอออกตัว (disclaimer) ว่าผมเขียนเอามัน และไม่น่าจะเอาไปอ้างอิงอย่างเป็นทางการ (อนุญาตให้เล่าว่าผมเพ้อเจ้อแบบนี้ได้ ไม่เป็นไร เพราะเพ้อเจ้อเป็นอาการปกติของผม) ถึงตอนนี้ถ้ายังอ่านต่อ ก็เชิญได้เลยครับ

ตอนนี้คนเป็นครูอาจจะตะขิดตะขวงใจ เพราะผมไม่ได้พูดเนื้อ “ความเข้มของเนื้อหา/ความรู้” ที่คุณเอื้อพึงมีเลยสักที ก็น่าเห็นใจครับ เพราะในอดีต เราจะไปเรียนกับใคร คนๆนั้นก็มักจะเป็น scholar ผู้คงแก่เรียน ผู้รู้แจ้งเห็นจริง เราเห็นความ smart ของบรมครู บารมีของท่านเวลาบรรยาย ความเป็น authority ของท่านเวลาไปอยู่ที่ไหน เชื่อว่าบางส่วนที่เข้ามาใน “วงการ scholar” ก็อาจจะมีเงาภาพเหล่านี้เป็น role model เป็นแรงบันดาลใจอยู่พอสมควร

บางทีผมอาจจะต้องเน้นว่า new education series นี้ จะเน้นเป็นการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ทราบว่าตนเองเป็นใคร อยากจะเดินไปไหนทำอะไร อยากจะมีอะไร ถึงได้มาเรียน สิ่งที่พูดไปทั้งหมดอาจจะ make sense มากขึ้น และถ้าถามว่าถ้างั้นใช้กับเด็กๆได้ไหม ก็จะตอบว่า “ได้ครับ ในบางสาระ บางบริบท วิธีนี้ก็มีจุดเด่นที่เหนือกว่าการนั่งฟังบรรยายอยู่ไม่น้อย”

การเรียนโดย narrative และใช้วิธีกระบวนการเรียนเป็นหลัก มี “ข้อจำกัด” อยู่เหมือนกัน และถ้าไม่คำนึงข้อจำกัดนี้ ดันทุรังใช้ แทนที่จะดีกลับจะเป็นผลเสีย ข้อจำกัดที่ว่านี้ได้แก่

  • ใช้เวลามาก
  • ใช้พื้นที่เยอะ
  • เหมาะสำหรับสาระที่เกี่ยวข้องหลายมิติ เช่น ชีวิต สังคม
  • facilitatorship ต้อง trained เป็นศิลปศาสตร์แขนงหนึ่ง

ใช้เวลามาก

เนื่องจากขั้นตอนในการเรียน ต้องค่อยๆ “ตกผลึก” ซึ่งถ้าจะให้ดี จะไปเร่งมันก็ไม่ได้ เราจะเห็น workshop หลายแบบที่พอจะไปเข้าร่วม ดูรายการ โห 3 วัน 5 วัน 10 วัน ไม่ไหวอะ ใครจะหาเวลาได้มากมายแบบนั้น ฯลฯ จะเห็นว่าคนทำก็ไม่ได้อยากจะใช้เวลาเยอะมากไปกว่าที่จำเป็นหรอก เพราะมันจำกัดเรื่องประสิทธิภาพ แต่เรื่องบางเรื่องเร่งไม่ได้ เช่น ws ภาวนาของสวนโมกข์ เป็นการพัฒนาด้านจิตวิญญาณ การมองตนเอง ค้นหาตนเอง ใช้เวลา 10 วัน จะไปใช้เวลา 1-2 วันไม่ได้ เพราะของพวกนี้พัฒนาจาก “ประสบการณ์ตรง” หมายถึง ทั้งฐานกาย ใจ และความคิด ไม่ใช่ฟัง lecture แล้วจะตรัสรู้ไปในทันทีทันใด พอฝึกฝืนเอาของที่ต้องใช้ 10 วัน เอามายำเหลือ 1-2 วัน แค่เดินทางไปยัง workshop คนก็ใช้เวลาครึ่งวันในการปรับตัว บางคนอดข้าวบ่ายก็เริ่มหงุดหงิด กินน้ำปานะไม่เป็น อยู่ไปได้วันครึ่งเริ่มนิ่งลง อ้าว วันรุ่งขึ้นถึงเวลากลับบ้านแล้ว

ใช้พื้นที่เยอะ และ/หรือ ต้องเลือกพื้นที่ให้เหมาะสม

บางสาระเนื้อหานั่งคิดใคร่ครวญก็พอ บางสาระเนื้อหาต้องลงมือกระทำ ดังนั้นสถานที่ก็ต้องแปรเปลี่ยนและสามารถเป็น critical factors ได้อย่างมาก เช่น จะคุยกันเรื่องการออกกำลังกาย ออกไปๆเหงื่อออก หัวใจเต้นเร็ว จะมี endorphin hormone หลั่งออกมา รู้สึกสุขอย่างประหลาด ลึกๆ พึงพอใจ ฯลฯ อันนี้นั่งจด lecture ไปแค่ไหนก็นึกไม่ออก สุดท้ายก็ “ไม่เข้าใจ” ไม่เข้าใจก็ไม่ทำ เพราะไม่เคยมีประสบการณ์จริงๆ การทำศิลปบำบัด หัวเราะบำบัด การนวด ฯลฯ พวกนี้ต้องมีพื้นที่ทั้งสิ้น และแม้แต่การเรียนที่ไม่ต้องใช้การเคลื่อนที่เยอะ เช่นฝึกทักษะสุนทรียสนทนา การเลือกบริบทห้องที่จะใช้ก็มีผลต่อ outcomes เช่น noises, temperature etc เราไปดูภูมิทัศน์ของสถานศึกษาที่สัมฤทธิผลสูงๆ อย่างออกซฟอร์ด เคมบริดจ์ ในลานสายตาของนักเรียนจะมี background ที่เสริมความคิดจินตนาการอยู่เต็มไปหมด ไปนั่งอุดอู้ในห้องสี่เหลี่ยมทึมๆ ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีลมถ่ายเท จินตนาการที่ออกมาคงจะพอๆกับนักโทษในคุก ประมาณนั้น

เหมาะสำหรับบางสาระ

ถ้าจะเรียนเรื่องบางเรื่องก็อาจจะไม่ต้องวุ่นวายขนาดนี้ จะอย่างไรก็ตามในศึกษาศาสตร์ ตัว “วัตถุประสงค์การเรียน” ก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการกำหนดการจัดประสบการการเรียนรู้ให้นักเรียนอยู่ เรื่องบางเรื่องใช้ lecture หรือบรรยาย ก็ยังทรงประสิทธิภาพ ราคาถูก ประหยัดเวลา และได้ผลตรง ก็ใช้ lecture ไป ไม่งั้น ถ้าจะใช้ new education ไปทุกอย่าง เราอาจจะต้องเรียนกัน 8-9 ปีกันหลายปริญญา หรือหมดงบประมาณในการจัดห้องเรียน แต่ถ้าเลือกให้ถูกต้องเหมาะสม จะพบว่าบางอย่างนั้น ถ้าไม่ใช้แบบนี้อาจจะไม่ได้อย่างที่เขียนไว้ในวัตถุประสงค์ได้เลย ยิ่งทักษะประเภท self reflection หรือ การสะท้อนผู้อื่น หรือการสอน cultural competence แต่ไม่เคยสัมผัสความแตกต่างของมุมมอง ความคิด ความเชื่อ จริงๆ มันก็แค่ memory แต่จะไม่เกิดความชื่นชม และการอยากนำไปเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกตนเอง

อย่างสอนๆใน รร.แพทย์เนี่ย ผมก็สงสัยมากเลยว่า values ของแพทย์ ที่เป็น motto อย่างเช่น “เห็นประโยชน์เพื่อนมนุษย์เป็นอันดับหนึ่ง ประโยชน์ส่วนตนเป็นอันดับสอง” มันถูกทำให้ชัดเจน ซ่อนเร้น (หรือตรงกันข้าม) กันมากน้อยแค่ไหน เราจะการันตีได้ไหมว่า บัณฑิตแพทย์เกียรตินิยมอันดับหนึ่งทุกคนของเรา จะ represent professional values จริงๆ ไม่ใช่เป็นแค่ bag of information เท่านั้น

วิถีแห่งคุณเอื้อ มรรคาแห่งตัวประกอบ

facilitator จึงต้องผ่านการฝึกฝน และในการฝึกฝนต้องมีภาคปฏิบัติ และในภาคปฏิบัติต้องมีขั้นตอนการสะท้อนจาก mentor และการสะท้อนตนเอง เป็นปัจจัยสำคัญ สภาวะ “ภายใน” ของ facilitator สำคัญต่อกระบวนการมาก สัมฤทธิผลของการเรียนแบบนี้ ไม่ได้ขึ้นกับ “กระบวนการ” แต่ขึ้นกับความเข้าใจความสำคัญของ “บริบท” ต่อการเรียนรู้ของมนุษย์ และเอาความเข้าใจนี้มาดัดแปลงใช้จริงๆ (ไม่ใช่เข้าใจเฉยๆ แต่ไม่ได้นำมาใช้)

facilitator ที่สามารถมีความสุขกับการได้เป็น “ตัวประกอบ” จะง่ายกว่าคนที่แสวงหาการได้เป็น “ผู้แสดงนำ” เพราะที่สุดแล้ว การเรียนแบบนี้ก็เพื่อ “การเรียนรู้ของผู้เข้าร่วม” เป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อสนองตัณหาของคนจัดกระบวนการ และก็ไม่ได้แปลว่าห้าม facilitator เรียนไปด้วย แต่ตรงกันข้าม ขอให้ถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น bonus ของงานก็น่าจะพอ เมื่อนั้นเราจะเป็น “คุณเอื้อ” ได้ทุกเมื่อเชื่อวัน กับลูก กับเมีย กับเพื่อน กับหมาแมว กับศัตรู กับ aliens

ชีวิตที่เบาสบายเช่นนั้น….