Blog Archives

Monday, May 31st, 2010 | Author: phoenix

ความรักและการแสดงออก

กระบวนการสำคัญสำหรับการทำ counselling หรือการให้คำปรึกษาคือ "การฟัง" ทีนี้เราจะพบว่า ทำ workshop ฝึกพูดนั้นไม่ยาก ก็ให้พูดออกมา แต่การทำ workshop ฝึกฟังนั้นจะซับซ้อนกว่า ขึ้นกับวัตถุประสงค์ว่าเราอยากจะฝึกในมิติอะไร (ไม่ได้หมายถึงฝึกในมิติที่สี่ twilight zone อะไรแบบนั้น) และอยากจะให้ "เกิดอะไร" ในตัวนักเรียนหรือในที่นี้คือคุณหมอๆที่จะมาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ของเรา

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงเลือกเอา mini-World Cafe มาเป็นเครื่องมือใน workshop นี้


WORLD CAFE: LOVES

เริ่มต้นแบบ classic ด้วยการนั่งสมาธิ เพราะเป็นชั่วโมงบ่าย หลังกิจกรรมอื่นๆที่เราได้ใช้สมองซีกซ้ายกันอย่างมากแล้ว เรียกว่าหัวกำลังวิ่งปรู๊ดปร๊าด ก่อนจะเริ่มเราต้องทำให้ "ช้าลง" ในที่นี้คือคลื่นสมอง และลดกระบวนการคิด เพิ่มกระบวนการสร้างสรรค์จินตนาการ การนั่งสมาธิในที่นี้เป็นการนั่งสบายๆ ประกอบเพลงบรรเลงเย็นๆช้าๆ และ navigate ด้วยการพิจารณาอวัยวะส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารของเรา เสริม positive thinking ด้วยการให้ขอบคุณอวัยวะเหล่านี้ ได้แก่ ตา หู ปาก มือ หัวใจ

หลังจากนั้นต่อด้วย video clips Playing for Change ใช้เพลง Standby Me แล้วตามด้วย clip "Chickens" จาก DVD BaraKa

ถึง ตอนนี้หวังว่าผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่จะออกจาก beta-mode เข้าสู่ alpha-mode ของคลื่นสมองกันแล้ว สีหน้าผ่อนคลาย หายใจยาวขึ้น นุ่มนวลและอ่อนโยนมากขึ้น ไหล่เปิด ยืดอก ไม่ห่อเหี่ยวงุ้มงอ ผมก็ให้แบ่งกลุ่ม เป็นกลุ่มละ 4-5 คน เนื่องจากผู้เข้าร่วมเรากะทัดรัด มีแค่ 25 คน ก็จัดเป็นหกกลุ่มๆละ 4 และมีกลุ่มหนึ่งที่มี 5 คน นั่งล้อมวงเป็น perfect circle เข่าชนเข่า

ผมเริ่มด้วยขอให้แต่ละคนลองมองหน้า สบตากัน ยิ้มให้กัน แล้วก็พูดว่า "ฉันเห็นเธอ" อีกฝ่ายให้ตอบว่า "ฉันอยู่ตรงนี้" ตอบรับในความมีตัวตน และมองเห็นตัวตนของอีกฝ่ายหนึ่ง หลังจากนั้นเริ่ม series 3 คำถามตามปกติของ world cafe ที่เคยทำมา

เมื่อถามคำถามหนึ่งคำถามในแต่ละรอบ ใช้เวลา (อันจำกัด) ประมาณ 15-20 นาที ครบเวลาก็จะมีเสียงระฆังเตือน ให้หาตัวแทนประจำกลุ่มหนึ่งคน นั่งอยู่กับที่ คนที่เหลือแยกย้ายกันไปหากลุ่มใหม่ ไม่ให้ตามกันไปหมด แต่ให้แยกย้ายกันออกไป พอได้กลุ่มใหม่ ก่อนที่จะเริ่มสนทนาในประเด็นต่อไป ให้ตัวแทนที่นั่งเป็นเจ้าภาพ ลองเล่าเรื่องราวที่เราประทับใจมาในรอบที่แล้วให้เพื่อนๆฟังสักหนึ่งหรือสอง เรื่อง แล้วค่อยเริ่มสนทนารอบใหม่

คำถาม แรก: ให้ทุกคนลองนึกว่า "ใครรักเรามากที่สุด และเราทราบได้อย่างไร หรือเขา/เธอแสดงออกมาอย่างไร เราจึงรู้ว่ารักเรามากที่สุด"

คำถามที่สอง: ให้ทุกคนลองนึกว่า "เรารักใครมากที่สุด และที่แล้วมา เราได้แสดงออกไปอย่างไรถึงความรักที่สุดของเรา"

คำถามที่สาม: ให้ ทุกคนลองนึกว่า "คนไข้คนไหนของเราที่เราประทับใจมากที่สุด อาจจะเป็นชีวิตอันเศร้าโศก หรือการประสบความสำเร็จในการรักษา หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เราประทับใจ"

แต่ละคำถาม ให้ผลัดกันพูด พูดที่ละคน

Ground Rule: ขณะ ที่เพื่อนกำลังพูด ให้ทุกคนฟัง ห้ามถาม ห้ามสะดุด ห้ามพูด ให้ตั้งใจฟัง จนกว่าเพื่อนจะบอกเองว่า "จบ" ให้ฟังเหมือนกับว่าเราเกิดมาเพื่อที่จะได้ยินเรื่องดังต่อไปนี้ ในวันนี้แหละ ส่วนคนพูด ลองพูดเสมือนว่าเราเกิดมา ก็เพื่อที่จะได้เล่าเรื่องที่จะพูดในวันนี้แหละ

 


หลังจากนั้นก็เป็นการสะท้อน
more…

Thursday, May 27th, 2010 | Author: phoenix

หมอ ครู​ แม่

ปีนี้พวกเราได้ไปทำ workshop จิตตปัญญาเวชศึกษา ที่ ม.วลัยลักษณ์เป็นปีที่สอง เป็นการได้เจอะเจอนักเรียนแพทย์ชั้นปีที่สอง กำลังไฟแรง กำลังตื่นเต้น กำลังพิศวงงงงวยกับหลายสิ่งหลายอย่าง ชีวิตนักศึกษามหา’ลัย เพื่อนใหม่ สถานที่ใหม่ การเรียนที่ต้องเป็นคนควบคุมดูแลตนเอง รับผิดชอบตนเอง ระบบการเรียนแบบ adult learners (Andragogy) ที่มี assumption ว่าผู้เรียนนั้นเป็นผู้ที่เติบโตสมบูรณ์แล้ว โดยเฉพาะในด้านวัยวุฒิ รู้ตัว รู้ตน ว่าตนต้องการจะทำอะไร อยากจะเป็นอะไร และควรจะทำตัวอย่างไรจึงจะบรรลุความใฝ่ฝันนั้นๆ วิธีการเรียนแบบ adult learners นั้นจะอิงกับเงื่อนไขข้อนี้อย่างมาก เพราะจะไม่เหมือนการเรียนสำหรับเด็กๆที่ยังไม่เติบโต ยังไม่ mature จับพลัดจับผลูจับคู่ผิด นักเรียนและครูจะทุกข์ทรมานกันทั้งคู่

สมัยเด็กๆ สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อแตกต่างกันชัดเจนก็คือ "ความรับผิดชอบ" เพราะเด็กยังมีประสบการณ์ชีวิตน้อย ความสามารถในการ "มองให้รอบคอบ" นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นโดย intelligence เพียงอย่างเดียว แต่ต้่องอาศัย "เห็นมาเยอะ ผ่านมามาก" จึงจะทราบเหตุปัจจัย ไม่ได้มองอะไรๆเป็น linear equation เท่านั้น แต่สามารถมองเห็นเป็นองค์รวม รับรู้เป็นอิทัปปัจจยตา เชื่อมโยงสิ่งต่างๆได้ ประสบการณ์เป็นอะไรที่ต้องสะสม อาจจะมีทางลัด ไปขโมยประสบการณ์คนอื่นโดยการฟัง โดยการอ่่านได้บ้างก็จริง แต่ก็ยังสู้ของจริงๆที่ใช้สฬายตนะทั้งหมดของตนเองรับรู้ รับทราบ และเข้าใจ ไม่ได้

เมื่อ นึกถึงตอนนี้ก็รู้สึก "น่าหวาดเสียว" อยู่บ้างว่า เรา "assume" ถูกหรือเปล่า?

ยัง ไงๆเด็กที่เข้ามาเรียนแพทย์นั้น ปีแรกๆก็ยังอยู่ใน teenagers วัยรุ่นกันอยู่นะ เขา/เธอจะเพียงพอที่จะเป็น "ผู้ใหญ่" แล้วจริงๆน่ะเหรอ

ในสภาพความเป็นจริง "สถานะ" ของเด็กที่เข้ามาจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ที่แน่ๆที่ทุกคนคงจะคิด (และ/หรือ "หวัง") เหมือนกันก็คือ ตอนเรียนจบแล้วนี่ บัณฑิตแพทย์ที่เดินออกมาจะต้องเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบได้ เพราะอาชีพนี้เวลารับผิดชอบนั้น เราพูดถึง "การรับผิดชอบชีวิต" มนุษย์ ไม่ใช่เพียงคนเดียว แต่ทั้งครอบครัว ทั้งชุมชนเลยทีเดียว

และ อีกประการก็คือ สิ่งที่จะแยกแยะผู้ใหญ่กับเด็กนั้น ถ้าหากเป็นเรื่อง "ความรับผิดชอบ" ข่าวดีก็คือสิ่งนี้ "สร้าง หล่อเลี้ยง ประคบประหงม" ให้เติบโตงอกงามได้ในพื้นดินอันอุดม ในสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ และนี่เองที่เป็น "ที่มา" ของบทความนี้ใน series ม.วลัยลักษณ์ของปีนี้

more…

Wednesday, May 26th, 2010 | Author: phoenix

คนไข้คือครูใหญ่

ช่วงนี้เป็นช่วงการหมุนเวียนกลุ่มแรกของนักศึกษาแพทย์ที่ ม.อ. กลุ่มที่ผมได้เข้ามาคุมกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพในผู้ป่วยศัลยกรรมเป็น นักศึกษาแพทย์ปีที่สี่ที่พึ่งขึ้น ward เป็นปีแรกและยังหมาดๆ (แค่ 3-4 อาทิตย์) เราแบ่งนักศึกษาออกเป็น 6 กลุ่มๆละประมาณ 7-8 คน แต่ละกลุ่มจะได้รับมอบหมายให้ไปสัมภาษณ์ผู้ป่วยศัลยกรรม "เชิงลึก และเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ" กลุ่มละหนึ่งราย เสร็จแล้วก็ค่อยมานำเสนอให้ทุกคนฟัง โดยมีรายงานส่งแยกต่างหาก รายละเอียดให้อยู่ใน written report แต่การนำเสนอเป็นแบบ free style เน้นความประทับใจ เน้น core message ที่อยากให้เพื่อนๆได้ยินที่เราเห็นว่ามีค่ามากที่สุด เป้าหมายทั้งหมดยังคงเป็นเรื่อง empowerment ของคนไข้ แต่แทนที่จะเป็นเชิงระบบ ก็จะเป็นเชิงปัจเจกบุคคล เฉพาะคนไข้รายนี้รายเดียว

ทุกกลุ่มมีเวลาประมาณ 4-5 อาทิตย์เพื่อเตรียม case จากระบบ rotation ทั้งหมด 10 อาทิตย์ เราจะเริ่มกิจกรรม presentation นำเสนอในอาทิตย์ที่ห้า ปกติจะใช้เวลาทั้งหมด 3 ครั้งๆละสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งใช้เวลาทั้งนำเสนอและอภิปรายโดยเพื่อนๆประมาณ 1 ชั่วโมง จะเห็นได้ว่าลำพังภาควิชาศัลยศาสตร์เพียง rotation เดียว เราก็ให้เวลาเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพถึง 8 ชั่วโมง (interactive lecture 2 ชั่วโมง และการนำเสนอ case อีก 6 ชั่วโมง) นักเรียนจะได้ทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพที่สอดแทรกใน rotation ต่างๆอีก และยังมี Block Health Promotion โดยเฉพาะอย่างเดียวตอนปลายปีสี่อีก 5 อาทิตย์เต็มๆ ซึ่งผมคิดว่าเป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าหลักสูตรเรา "เน้น" เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพเต็มตัวและเต็มที่ขนาดไหน

ในครั้งนี้นักศึกษาทุกกลุ่มส่งรายงานมาก่อนจะเริ่มนำเสนอ case จะไม่มีการกำหนดว่ากลุ่มไหน present ก่อนหรือหลัง แต่เราจะไปจับฉลากกันในห้อง แสดงว่าทุกกลุ่มจะต้องพร้อมที่จะนำเสนอตอนไหนก็ได้ ผมมีเวลาอ่านรายงานฉบับเขียนประมาณ 1 วัน ปรากฏว่าพออ่านเสร็จ ผมก็เลยตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนรูปแบบเล็กน้อย

เพราะ ว่า 3 ใน 6 รายของผู้ป่วยครั้งนี้ เป็นตำรวจประจำพื้นที่ในจังหวัดปัตตานี ถูก referred มา รพ.ม.อ.พร้อมๆกันเมื่อเดือนที่แล้ว ในเหตุการณ์ที่ขณะที่ตำรวจกำลังเข้าแถวเคารพธงชาติอยู่หน้าสถานีนั้น ก็มีรถมอเตอร์ไซด์ขับเฉียดโรงพักเข้ามา โยนลูกระเบิดข้ามรั้วมาตรงบริเวณที่กำลังเข้าแถวกันอยู่ ผลหลังการระเบิดมีตำรวจเสียชีวิตหนึ่งรายและบาดเจ็บมากน้อยเป็นสิบๆคน ผมเลยอยากให้สามกลุ่มที่เข้าไปสัมภาษณ์คนไข้ทั้งสามรายนี้ ได้นำเสนอพร้อมๆกัน น่าจะมีอะไรน่าสนใจที่จะเรียนรู้

ผมเสนอความเห็นนี้ให้แก่นักศึกษาแพทย์ ถามว่าจะเอาไหม เขาก็คุยกันใหญ่ ประเด็นแรกคือควรให้สามกลุ่มนี้ present ในครั้งเดียวกันไหม ก็ตอบว่าเอา ประเด็นที่สองคือจะเอาครั้งนี้เลย หรือจะเอาครั้งต่อไปดี ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายอยากนำเสนอครั้งนี้ (เดาว่าครั้งต่อไปมันจะค่อนข้างใกล้สอบมากขึ้น ไม่มีใครอยากจะเตรียมตัวนำเสนอตอนนั้น) ก็เลยให้ส่งตัวแทนจากทั้งสองฝ่ายมาเป่ายิ้งฉุบกัน เอาแพ้ชนะ 2 ใน 3 ครั้ง ผลก็คือกลุ่มตำรวจได้นำเสนอก่่อนในครั้งนี้

CASE ที่หนึ่ง

กลุ่มนี้นำเสนอโดยจัดเป็นรายการสัมภาษณ์ นักศึกษาแสดงเป็นคนไข้ (ตำรวจ) ภรรยาคนไข้ คุณหมอ ผู้บังคับการตำรวจ นายกรัฐมนโท และยังมีผู้ประกอบอาชีพในพื้นที่อีกสองคน

more…

Tuesday, May 25th, 2010 | Author: phoenix

ปัจฉิมบทแห่งปฐมกาล

บทสุดท้ายสำหรับชุดการเดินทางไปซิดนีย์ ออสเตรเลีย ของผมเพื่อศึกษาต่อในสาระการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (palliative care)

นอกเหนือจากการมาร่วมการประชุมวิชาการใหญ่ประจำทุกสองปีของ Asia-Pacific Hospice and Palliative Care Conference ดังที่เขียนไว้ในบทความ “โหมโรงแห่งบทสิ้น สุด (The Overture of Finale)” ก่อนเดินทางมา ผมยังได้รับมอบหมายภาระหน้าที่อีกประการจาก “กุนซือ” คือพี่เต็มศักดิ์ “เอ่อ สกล ครั้งนี้ไปประชุม APHN council ลองไป bid เป็นให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมวิชาการครั้งถัดไป (2013) ด้วยสิ”

“อืม.. น่าสนพี่ เอางั้นรึ”

“ได้ข่าว เวียดนามเขาอยากจะเป็นเหมือนกัน อาจจะต้อง bid แข่งกัน”

“ไม่เป็นไร ลองดูก็ได้ครับ”

จำได้ว่าตอนไปประชุมงานนี้ที่กรุงมนิลาเมื่อปี 2007 พี่เต็มศักดิ์ไปเป็นวิทยากรด้วย และได้เชิญ “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ของอาจารย์ประเวศ มาเป็น conceptual framework ของการพัฒนาการดูแลคนไข้ palliative care ในประเทศไทย ผมก็เลยตั้งใจจะนำเรื่องนี้มาขยายต่อ

งานประชุมครั้งนี้สำคัญอย่างไร?

Asia-Pacfic Hospice and Palliative Care Conference เป็นการประชุมใหญ่ทุกสองปี ที่ประเทศในรัศมีรอบๆมหาสมุทรแปซิฟิกและทวีปเอเซีย (พูดง่ายๆก็คือยกเว้นยุโรปและอาฟริกา) จะมาร่วมชุมนุมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการดูแลคนไข้ระยะสุดท้ายกัน และถึงแม้ว่าชื่อจะเป็น Asia-Pacific แต่พันธมิตรสำคัญของ palliative care คือประเทศอังกฤษ ไอร์แลนด์ และยุโรป ก็จะส่งคนสำคัญๆในวงการมาเข้าร่วมด้วยอย่างสม่ำเสมอทุกครั้ง

Hospice Care นั้นเริ่มในประเทศอังกฤษก่อน St Christopher เป็น hospice แห่งแรกของโลก ตั้งโดย Dame Cicely Saunders ตั้งแต่ปี 1967

และตั้งแต่นั้นมา concept ของการดูแลคนไข้อย่างเป็นองค์รวม การประคับประคองที่เน้นคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดของผู้ป่วย และการขยายการดูแลไปถึงญาติและครอบครัวของผู้ป่วยก็ค่อยๆได้พัฒนา เสริมเติม เกิดเป็นองค์ความรู้ที่เป็นการบูรณาการระหว่าง advanced medical knowledge และ delicate humanity sciences ผสมผสานวิทยาศาสตร์การแพทย์เข้ากับศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ต้นทุนความสุขทางสังคมเข้าด้วยกัน

ในตอนแรกนั้นวิชา palliative care และ hospice care จึงได้มีการศึกษาวิจัยในโลกซีกตะวันตกก่อน ได้แก่การรวบรวมหลักฐานเชิงวิชาการ เชิงประจักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลอาการในระยะสุดท้าย เกิดเป็นองค์ความรู้อันมีประโยชน์อย่างยิ่งที่จะช่วยให้การดูแลคนไข้ในระยะ นี้ ช่วยสามารถบรรเทาความทุกข์จากอาการต่างๆที่เกิดขึ้น ในขณะที่อวัยวะทุกส่วนกำลังเสื่อมลงอย่างไม่มีวันหวนกลับคืน ในทางตะวันออกที่มีขนบธรรมเนียม ความเชื่อ ศาสนา อีกลักษณะหนึ่ง ก็จะยังมีการมองเรื่องของความตายที่ไม่เหมือนกับของตะวันตก

ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมขงจื๊อ (confucious) ที่มีพิธีกรรม และศาสนาความเชื่อทางตะวันออก ที่มีเรื่องโชคลาง ความเชื่อเรื่องการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสมในที่ที่สาธารณะว่าเป็น อย่างไร แค่ไหน ถึงจะเรียกว่ายอมรับได้ รวมไปถึงการเชื่อว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของวิบาก เกิดจากกรรม ทำให้การพยายามแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น ความทุกข์ที่ประเดประดังเข้ามาหาทั้งคนไข้และครอบครัว มีอุปสรรคบางอย่างขวางกั้นอยู่ ในขณะที่การร้องขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างและจากรัฐบาลโดยคนไข้เป็นเรื่อง ธรรมดาและเป็นสิทธิของพลเมืองในประเทศตะวันตก แต่ฝั่งตะวันออกนั้น การใช้ชีวิตที่ introvert และสมถะ ไม่เบียดเบียนรบกวนหรือเป็นภาระต่อผู้อื่นกลับเป็น virtue หรือคุณค่าอีกลักษณะหนึ่ง ในขณะที่ autonomy หรือสิทธิในการเลือกวิถีการดำเนินชีวิตของปัจเจกเป็นเรื่องใหญ่ในจริยศาสตร์ ตะวันตก แต่ลักษณะของครอบครัว ความสัมพันธ์ การตัดสินใจเพื่อญาติพี่น้องและการมีส่วนร่วม มีส่วนเกี่ยวข้องระหว่างสมาชิกในครอบครัวของคนตะวันออกจะเป็นเรื่องสำคัญ มากกว่าปัจเจก ทำให้เมื่อตอนแรกเริ่ม ศาสตร์และวิธีการดูแล palliative care ที่พัฒนามาทางฝั่งตะวันตกจะเข้ามาในพื้นที่ Asia นั้น ต้องเจอกับ cultural differences เสียก่อน

งานประชุม Asia-Pacific Hospice and Palliative Care Conference เป็นเวทีสำคัญที่ทำให้โลกของวิทยาศาสตร์การแพทย์ตะวันตก และโลกของวัฒนธรรมประเพณีตะวันออกเชื่อมโยงและเข้าอกเข้าใจกัน ความแปลกใหม่ของสิ่งที่คนไม่เคยรู้เคยเห็น ยังไม่เท่ากับความตื่นเต้นยินดี ที่พบทางออก ทางเลือกใหม่ๆ ที่เราอาจจะนำมาปรับใช้ในการดูแลคนในสังคมของเราเอง ดังนั้นเอง ที่แล้วๆมา ประเทศที่รับเป็นเจ้าภาพจัดงาน จะถือโอกาสใช้งานประชุมนี้เป็น springboard หรือกระดานกระโดด ที่จะผลักดันให้เกิดระบบการดูแลสุขภาพสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้ายในประเทศ นั้นๆ ได้เข้าสู่ main-stream หรือกระแสหลักของระบบสาธารณสุขในประเทศ

ไม่เพียงแต่ประเทศเจ้าภาพจะต้องทำการศึกษา ค้นคว้าว่าสถานการณ์การดูแลคนไข้ในระยะนี้ของประเทศตนเองเป็นอย่างไร ยังจะต้องจัดตั้งองค์กรตัวแทนประเทศเสียก่อน ถึงจะมีสิทธิในการร้องขอเป็นเจ้าภาพ เพียงขั้นตอนนี้ประการเดียว ก็เกี่ยวโยงกับการปูรากฐานที่สำคัญที่สุดของการทำงานเชิงระบบ คือการพูดคุยกันระหว่างคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งมวลชนและรัฐ ว่าเราจะเอากันอย่างไร

ผมได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยจากสอง องค์กร องค์กรแรกคือมูลนิธิชีวันตา รักษ์ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของคนที่ทำงาน palliative care ทั่วประเทศไทย ตอนแรกเป็นชมรมก่อน มีประธานชมรมคือพี่หมอธนเดช สินธุเดช ผู้อำนวยการศูนย์มหาวชิราลงกรณ์ ธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ต่อมาได้ปรับเป็นมูลนิธิชีวันตารักษ์ ผมได้เป็นประธานมูลนิธิคนแรก และปัจจุบันมีการปรับเพื่อการบริหารงานให้เหมาะสมมีประสทิธิภาพ ก็ได้พี่หมอมโน เมตตานันโท เลาหวณิช มาเป็นประธานมูลนิธิต่อจากผมและดำเนินงานมาจนถึงปัจจุบัน และองค์กรที่สองคือเครือ ข่าย palliative care ของโรงเรียนแพทย์ (Medical School Palliative Care Network MS-PCARE) ที่พี่เต็มศักดิ์เป็นประธานเครือข่าย สององค์กรนี้ได้ sign endorse ผมเข้าไปเพื่อปฏิบัติหน้าที่ bidding

ปรากฏว่าในการประชุมรอบแรกก่อนจะถึงวาระ bidding ตอนที่ผมยังไม่ทันตั้งตัว ก็ปรากฏว่าตัวแทนประเทศอินโดนีเซียลุกขึ้นเสนอต่อประธาน APHC (ประธาน council) ว่าอินโดนีเชียจะขอสมัครเป็นเจ้าภาพในปี 2013 (ประเทศมาเลเซียได้รับมอบหมายเป็นเจ้าภาพในปี 2011 ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่งานประชุม 2007) พูดจบตัวแทนจากบังคลาเทศก็ลุกขึ้นบ้างเสนอตัว bid จะเป็นเจ้าภาพเหมือนกัน และยังไม่ทันไร ที่ผมอึ้งไปก็คือตัวแทนจากประเทศอินเดียก็พลอยลุกขึ้นขอร่วม bid ด้วยเหมือนกัน

ตกลงเรามีประเทศที่มีประชากรอันดับสองของโลก คือ India และประเทศที่มีประชากรมุสลิมใหญ่ที่สุดของโลกคืออินโดนีเชียเป็นคู่แข่ง ผมเหลือบตามองไปที่เวียดนาม ปรากฏว่าตัวแทนเวียดนามเฉยๆไม่ว่าอะไร ในที่สุดผมก็ลุกขึ้นเสนอประเทศไทยเพิ่มไปอีกหนึ่ง รวมเป็นสี่ประเทศที่จะ bid กันว่าในปี 2013 ใครจะเป็นเจ้าภาพจัดงานนี้

Presentation

วันเสนอ bidding ผมขออนุญาตประธานและได้รับอนุมัติจากการ vote ในที่ประชุมเพื่อจะนำเสนอเป็นคนแรก ไม่รู้หรอกว่าดีหรือไม่ดี แต่ยังไงๆมันเตรียมตัวมาแล้ว เปลี่ยนอะไรไม่ได้ เป็นไงก็เป็นกัน

Moving-Mount Triangle Model (โมเดลสามเหลี่ยมเขยื้่อนภูเขา)

  • อำนาจ ความรู้

“มุม” แรกที่นำเสนอคือการตั้งเครือข่าย palliative care โรงเรียนแพทย์ของเรา เนื่องจากพื้นเพทั้งผมและพี่เต็ม เราอยู่ในโรงเรียนแพทย์ เราจึงเริ่มจากที่เรามีเสียก่อน จะว่าเป็นโชค หรือเป็นอะไรสักอย่างหนึ่งก็ได้ ที่ปรากฏว่าทีม palliative care ได้ไปอยู่ในโครงการโรงเรียนแพทย์สร้างเสริมสุขภาพ ของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตรแห่งประเทศไทย (กสพท) หรือ Medical School Consortium of Thailand (MSCT) สนับสนุนงบประมาณโดย สสส. มาได้ 2-3 ปีแล้ว เราพึ่งได้งบประมาณ 3 ปีจาก สสส. เพื่อที่จะสร้างร่างหลักสูตร palliative care ที่จะบูรณาการเข้ากับหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (พ.บ.) ที่แต่ละโรงเรียนแพทย์จะนำเอาร่างนี้ไปปรับประยุกต์เข้ากับของตนเอง ปรากฏว่าเรื่องนี้สร้างความ “ฮือฮา” ให้แก่ที่ประชุมมาก เพราะใน model ฝรั่งนั้น palliative care ก็เหมือนกับสาขาวิชาจำเพาะทางการแพทย์อื่นๆ คือเป็นวิชาเฉพาะทาง ที่หมอจบมาต้องเรียนต่อ ไปเป็นหมอสูติ หมอศัลย์ หมออายุรกรรม ฯลฯ แต่ model ที่เรานำเสนอนั้น palliative care จะลงไปสู่หมอทั่วไปทุกคนเลยทีเดียว ในโครงการนี้ เรามีทั้งงานวิจัยสถานการณ์ปัจจุบัน งานวิจัยหลักสูตรปัจจุบัน และการรวบรวมองค์ความรู้โดยใช้ model KM สำคัญๆหลายอย่าง รวมทั้งการจัด share resource ทรัพยากรที่ใช้ในการเรียนการสอนจากทั้ง 18 สถาบันโรงเรียนแพทย์

  • อำนาจ รัฐ

เป็นจังหวะที่เหมาะสมมาก ที่ประเทศเราได้มีการประกาศ พรบ.สุขภาพแห่งชาติ เป็นพรบ.แม่บท ที่มีเนื้อหาหลายประเด็นที่สนับสนุนเรื่อง palliative care อย่างชัดเจน อาทิ พรบ.มาตรา 12 ที่ว่าด้วยการเปิดโอกาสให้คนไข้สามารถปฏิเสธการรักษาได้ ถ้าหากพิจารณาว่าไม่มีประโยชน์อะไรอีกต่อไปสำหรับคนไข้แล้ว

สรพ. ที่ทำหน้าที่ประเมินมาตรฐาน คุณภาพของสถาบันบริการสุขภาพของทุกโรงพยาบาลในประเทศไทย ก็ได้นำเอา palliative care เป็นหนึ่งใน “มาตรฐาน” ทำให้การเคลื่อนไหวการตื่นตัวของ palliative care เกิดขึ้นทั่วประเทศอย่างพร้อมเพรียง

สสส. ที่เป็นหน่วยงานใหญ่ที่สุด สนับสนุนงานวิจัยสุขภาพของประเทศ ก็ได้ให้การสนับสนุนผ่านทางงบประมาณ และงบวิจัยที่เราต้องการ

สปสช. มีโครงการพัฒนาการดูแลคนไข้ในกลุ่มนี้อย่างชัดเจน ทั้งคนไข้กลุ่มมะเร็ง กลุ่มโรคระบบประสาท และโครงการอาสาสมัคร มิตรภาพบำบัด การดูแลคนไข้ด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์

  • อำนาจ สังคม

เรามีการเคลื่อนไหวจาก NGOs หลายกลุ่ม นับตั้งแต่มูลนิธิชีวันตารักษ์ มูลนิธิอโรคยาศาล (ของหลวงตาปพนพัชร์ วัดคำประมง จ.สกลนคร) มูลนิธิธรรมรักษ์ (ท่านเจ้าคุณอลงกต วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี) ที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย และผู้ป่วยโรค AIDs ชมรมพุทธิกา กลุ่มบัวดลใจ และกลุ่มอาสาสมัครอิสระมากมายทั่วประเทศที่มีกิจกรรมของตนเอง และกิจกรรมร่วมกันระหว่างองค์กรมาหลายปี

และด้วยปัจจัยกระถางสามขาดังกล่าวแล้ว จึงเป็นที่มาของ mandate ที่ข้าพเจ้าในฐานะตัวแทนจากประเทศไทยเห็นว่า ถ้าหากที่ประชุมสภา APHC ได้ให้การสนับสนุนให้ประเทศไทยได้อาสาเป็นเจ้าภาพจัดงานนี้ในปี 2013 เราจะทำให้ประชาชน 60 กว่าล้านคนในประเทศไทย ได้มีโอกาสสำคัญที่ไม่เคยมีมาก่อน ในการบูรณาการหลักการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายจากสมาชิกที่จะไปเข้าร่วมงานนี้ กว่า 30 ประเทศ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แลกเปลี่ยนความรู้ และเหนืออื่นใดคือเกิดเครือข่ายของผู้ที่เห็นการดูแลมนุษย์อย่างเป็นองค์รวม ในระดับนานาชาติเกิดขึ้นอีกจุดหนึ่งบนแผนที่โลกในภูมิภาคนี้

พอผม present เสร็จ เพื่อนผมที่เป็นตัวแทนประเทศอินโดนีเซียก็ประกาศถอนตัวจาก bidding และเสนอคะแนนเสียงสนับสนุนประเทศไทยให้เป็นเจ้าภาพ (เพื่อนก็ดียังนี้แหละ) ตามมาด้วยตัวแทนจากอินเดียและบังคลาเทศ ก็ถอนตัว ที่ประชุมก็มีมติเป็นเอกฉันท์ประกาศให้ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน APHC 2013 ณ บัดนั้นเอง

ผมอยากจะเรียนว่า ณ เวลานั้น มันเป็นความรู้สึกที่ปลื้มปิติจนพูดอะไรไม่ออก (จากมาตรฐานของผม นับว่าหายากมาก) และขอบันทึกไว้ ณ ที่นี้ว่าความสำเร็จในครั้งนี้ ก็เพราะการวางแผนเชิงระบบจากสามเหลี่ยมเขยื้่อนภูเขาของอาจารย์ประเวศ ที่ทำให้การนำเสนอเป็นไปอย่างชัดเจน มีพลัง และมองเห็นได้ถึงสิ่งที่เราอยากจะได้ และความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้น

ทำไมถึงเรียกเป็น “ปัจฉิมบทแห่งปฐมกาล”? เป็นบทสุดท้ายของอะไร เป็นกาลของอะไร? คงจะต้องขยายความสักนิด เริ่มจาก “ปฐมกาล” ก่อน วาระในที่นี้ที่ส่วนตัวผมเองเรียกเป็น “ปฐมกาล” ก็คือการเริ่มต้นทิศทางที่ชัดเจน ที่ผมเห็นว่าจะเป็นการนำเอามิติที่โดดเด่นของประเทศไทยเรา คือ ชุมชน ครอบครัว อันเป็นจุดแข็งของเรามาเป็นต้นทุนดูแลสุขภาพ

การสิ้นสุด conference ที่ซิดนีย์ในครั้งนี้ ผมกลับบ้านเมืองไทย ด้วยความรู้สึกได้ประสบความสำเร็จอะไรบางอย่าง ที่ทำให้ผมมองเห็นอย่างชัดเจนในสิ่งที่พวกเราจะได้ร่วมมือกันทำอะไรที่สำคัญ ต่อประเทศชาติ ต่อชุมชน ต่อครอบครัว สิ่งต่างๆเริ่ม make sense มากยิ่งขึ้น การได้เดินทางมาซิดนีย์ในครั้งนี้ ดูเหมือนจะเป็นการรวบรวมเอาวิสัยทัศน์ที่ตอนแรกดูเหมือนจะยังไม่ชัดเจน เป็นความฝัน ได้ผันเปลี่ยนไปเป็นอะไรที่จับต้องได้ และจับต้องแล้วก็ยังฝันต่อไป เป็นฝันดี เป็นความฝันที่คงอยู่แม้แต่ตอนตื่นอยู่ ตอนกำลังทำงาน ตอนที่เรากำลังพูดจา สนทนา สอนนักเรียนแพทย์

ข้อสำคัญ ฝันนี้เกิดขึ้นเพื่อคงอยู่ แม้จะหมดตัวตนผมไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น จะถูกผลักดันต่อไป ดำเนินการต่อไปอย่างไม่มีวันหยุด

Wednesday, May 12th, 2010 | Author: phoenix

กรุณาอย่ามองฉันเป็นเพียง สารละลาย

เงื่อนไขที่สำคัญสำหรับบทเรียนฐานใจก็คือ “การให้พื้นที่ปลอดภัย

เพราะว่าใจคนเรานั้นบอบบาง และเชื่อมโยงกับตัวตน กับ self มาก เราจะมีแนวโน้มที่จะ “ปกป้อง” กันตัวเองไม่ให้รับบาดเจ็บพอๆกับหรือยิ่งไปกว่าการป้องกันตัวจากอันตรายทาง กาย ดังนั้นกระบวนการเรียนรู้ “ใจ” ต้องการพื้นที่พิเศษ

มนุษย์เกิดมาเป็นสัตว์สังคม ทางกายภาพนั้นเราเป็น species สายพันธุ์ที่อ่อนแอมาก แมว หมา ลิง เสือ ฯลฯ ทันทีที่เกิดมาไม่กี่ชั่วโมงสามารถลุกขึ้นเดิน วิ่ง และในเวลาไม่กี่วัน-อาทิตย์ สามารถทำกิจกรรมออกล่า หาอาหารเลี้ยงตัวเองได้บ้าง มนุษย์นั้นใช้เวลาเป็นปีๆกว่าที่กายภาพของเรา และศักยภาพอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร เติบโต ซ่อมแซม เรียนรู้ ใช้เวลานานมากกว่าสัตว์อื่นๆ แต่เรากลับถูกออกแบบมาให้เป็น “สัตว์สังคม” ที่สามารถดึงประโยชน์และความสามารถด้านนี้มาใช้ได้อย่างเต็มที่

มนุษย์จะหยิบยืมความสามารถที่ตนเองไม่มี หรือยังไม่มี มาจากคนรอบข้างเกือบตลอดเวลา ทำให้เรามีเวลาพอเพียงที่จะพัฒนาเฉพาะบางเรื่อง โดยอาศัยคนอื่นที่มีความสามารถเรื่องอื่นมาสนับสนุนเมื่อยามจำเป็นต้องใช้ บางความรู้ ความสามารถที่ตนเองไม่ได้สนใจ หรือพึงพอใจที่จะมี ความจำเป็นด้านนี้ทำให้มนุษย์โดย ทั่วไปจะกลัวการ “อยู่อย่างโดดเดี่ยว” มากที่สุด เมื่อจิตตกจากสาเหตุใดก็ตาม ความรู้สึกด้านลบที่มักจะอยู่ด้วยเสมอคือ “isolation (การแยกตนเองออกจากสมุหะ)” ห้องขังเดี่ยวจะถูกจัดเป็นห้องขังสำหรับโทษอุกฉกรรจ์ เพราะจะเป็นการทำให้เกิดความรู้สึกที่ทารุณ dehumanize ลดความเป็นมนุษย์ลงไปอย่างที่สุด

ผลกระทบอีกด้านหนึ่งก็คือ มนุษย์มีแนวโน้มที่จะแสวงหา “การถูกยอมรับ” อยู่ตลอดเวลา ความเห็นของคนรอบๆข้าง ไม่ว่าจะรู้จักกันหรือไม่ จะสามารถส่งผลต่อพฤติกรรม ความคิด การรับรู้ของทุกคนได้อย่างไม่น่าเชื่อ และเมื่อไรที่เรา “ถูกยอมรับ” เราก็จะเกิดความมั่นใจในตนเอง อบอุ่น สงบสุข สันติ ได้อย่างมากมายเช่นเดียวกัน

เมื่อเราผ่อนคลาย เราจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เราชอบที่สุด… ท่ามกลางผู้คน

เราโหยหาการสื่อสาร ความเข้าใจ การยอมรับ

มีเครื่องมืออันทรงพลังที่สุด.. คือ “การฟัง”

ความรู้สึก “ด้วยกัน” นั้น สวยงาม สงบ เหนือคำบรรยาย

จิตสงบ แม้อยู่ลำพังก็ไม่เหงา (alone but not lonely)

ความหมายของ “ด้วยกัน” นั้นไม่ใช่เฉพาะแค่กายภาพ มนุษย์มีสมองที่พิเศษพิศดาร ขนาดที่เราอยู่ตามลำพัง โดดเดี่ยว ก็ไม่จำเป็นจะต้องรู้สึกเหงา แต่ในทำนองกลับกัน บางครั้งในที่ที่แออัดยัดเยียด มีคนจำนวนมากรายล้อม เราก็สามารถเหงาได้สุดๆ เพราะ “ด้วยกัน” นั้น ไม่ใช่กายภาพ แต่เป็นสภาวะของจิตอันอบอุ่น มีที่พึ่งพิง มีที่ยึดเหนี่ยว และมีสังฆะของจิตเป็นพลัง

วาทะแห่ง workshop “กรุณาอย่ามองฉันเป็นเพียงสารละลาย”

ในการสะท้่อนเรื่องราวของความสุข และการรับรู้ มีน้องคนหนึ่งได้กล่าวประโยคขึ้นมาประโยคหนึ่ง ซึ่งโดนใจหลายๆคน (รวมทั้งกระบวนกรทุกคนด้วย) คือน้องเขาพูดว่ากรุณาอย่ามองฉันเป็นเพียงแค่สารละลาย ฉันก็อยากจะเป็นของแข็ง มีตัวตน เพราะฉันมีตัวตน อยากอยู่ในสายตา ไม่ได้ถูกมองทะลุไป เหมือนอากาศธาตุ

เป็นวาทะเรียบง่าย แต่ได้ภาพพจน์ ได้จินตนาการ และเหนืออื่นใด “ได้ ความรู้สึก” อย่างแรง

“มองฉันเป็นสารละลาย” หมายความว่าอย่างไร?

สารละลายนั้น ประกอบด้วยตัวทำละลาย และตัวถูกละลาย เช่น น้ำเกลือ มีน้ำเป็นตัวทำละลาย มีเกร็ดเกลือเป็นตัวถูกละลาย ละลายเสร็จก็เป็นสารละลายใสไม่มีสี บอกไม่ได้ มองไม่เห็นเลยว่าในถ้วยนั้นมีเกลืออยู่หรือไม่ การมองคนเป็นสารละลายนั้นก็คือทำเหมือนไม่เห็น หรือไม่ให้การรับรู้ตัวตน มันจะรู้สึกบาดเจ็บมาก เพราะคนเราต้องการโหยหาการถูกยอมรับ หรืออย่างน้อย ก็รับรู้ว่าฉันนั่งอยู่ตรงนี้ ฉันมีอยู่ ฉันมีตัวตนนะ

เมื่อได้ยินคำเพรียกพร้องร้องหา “ความมีตัวตน” ออกมาดังๆ จึงเป็นเสมือนระฆังเตือนว่าความทุกข์ที่สุดกำลังก่อหวอด ก่อร่างสร้างตัวอยู่ในดวงวิญญาณหนึ่ง ท่ามกลางผู้คน ในหมู่แวดล้อมของคนที่เรียกตนเองว่า “เพื่อน” มันเป็นความประชดประชันที่เจ็บปวด และจริงแท้

เมื่อไรจึงเกิดปรากฏการณ์นี้ มีสามกรณี

  1. มีคนทำตัวเป็นผู้ทำละลาย หรือ
  2. มีคนทำตัวเป็นตัวถูกละลาย หรือ
  3. มีทั้งคนทำตัวเป็นผู้ทำละลายและผู้ถูกละลาย

ทั้งสามแบบจะลงเอยเหมือนกัน คือ คนบางคนสูญเสีย “การมีอยู่” ไป และเกิดความทุกข์

“ทำตัวเป็นผู้ทำละลาย” หมายความว่า เรากินพื้นที่คนส่วนใหญ่ ปรากฏการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเราคิดว่าเรื่องของ “ฉัน” เป็นสิ่งสำคัญที่สุด จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม จะเกิดอาการ “กินพื้นที่”​ ขึ้นมาทันที ต้องทำของฉันก่อน จะต้องฟังฉันก่อน เมื่อ “ฉัน” ใหญ่ขนาดนั้น ก็จะไม่เหลือพื้นที่ให้คนอื่นๆเลย คนที่มี self aggrandization หรือสร้างอัตตาสูงใหญ่มโหฬารจะเป็นอาการนี้ได้เยอะ

เวลา มีคนไข้ไปหาหมอ หมอซักประวัติ ตรวจร่างกายเสร็จ ให้การวินิจฉัย แล้วก็เริ่มวางแผนการรักษา ปรากฏว่าพอคนไข้ฟังเสร็จ ก็บอกปฏิเสธการรักษา หมอได้ยินดังนั้นก็รีบอธิบายเพิ่ม เพราะคิดว่าตนเองยังอธิบายไม่พอ กลัวว่าคนไข่้จะฟ้อง หรือมีปัญหา ฯลฯ  ซึ่งในความเป็นจริง การปฏิเสธการรักษาอาจจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับหมอเลย แต่มีเหตุผลอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านอารมณ์ความรู้สึก ของคนไข้มาเป็นตัวผลักดันหลักๆ การที่เรารีบอธิบายตามหลักวิชาไปนั้น เป็นเพราะเรา focus ที่ตัวเรา มาตรฐานของเรา ไม่ได้กังวลหรือสนใจในความรู้สึกของคนไข้ ซึ่ง ณ ขณะนั้น ส่วนใหญ่แล้วคนไข้อุตส่าห์มาหาเราเพราะมีทุกข์ เมื่อฟังเราเสร็จแล้วปฏิเสธการรักษา เราคิดว่าทุกข์จะมากขึ้นหรือจะน้อยลง?

ถ้า หากทุกข์มากขึ้น และเรายังไม่เข้าใจว่าทำไมคนไข้จึงปฏิเสธการรักษา ทางที่ดี ก่อนจะเริ่มอธิบาย เราอาจจะควรพยายามทำความเข้าใจ และค้นหาอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดของคนไข่้เสียก่อนที่จะเริ่มอธิบายหลักวิชาของเรา เหตุผลบางอย่าง อารมณ์บางประการของคนไข้ อาจจะเป็นเรื่องที่เราเองก็นึกไม่ถึงก็ได้ ในที่นี้ถ้าเราเอาความคิดของเราเป็นหลัก เราอาจจะเผลอทำตัวเป็นตัวทำละลายไปแล้วโดยไม่รู้ตัว

ทำตัวเป็นตัวถูกละลาย” บางทีก็ไม่จำเป็นต้องมีคนที่เป็นตัวทำละลายเสมอไป คนที่ไม่ค่อยมี self confidence กลัว ไม่เห็นคุณค่าของตนเอง ไม่มั่นใจ ก็อาจจะมีแนวโน้มทำตัวกลมกลืนไปกับ background จนคนมองไม่เห็นก็เป็นไปได้ ในโลกแห่งการขาดความเชื่อมั่น ก็เป็นโลกที่นำมาซึ่งความทุกข์ เพราะเราขาดสิ่งที่จะเป็นแรงผลักดัน หาสิ่งที่คนอื่นจะยอมรับในตัวเองไม่ได้ วัยรุ่นจะเป็นวัยที่เปราะบาง บางทีก็มองโลกในแง่ลบ ติดลบ บางคนจึงหาทางที่จะเรียกร้องความสนใจ หรือการมีตัวตนด้วยการทำตัวแปลกๆในสังคม หรือเลยเถิดไปถึงกับการทำตัว anti-social ฝืนสังคม แหกกฏ เพื่อเป็นการตะโกน “การมีอยู่” ของเขาให้คนอื่นๆได้รับรู้ มองเห็น และได้ยิน

ทั้งสองประเภทสามารถเป็นได้ทั้งแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัว บางคนก็กินพื้นที่คนอื่นอย่างไม่ตั้งใจ หรือยอมหลอมละลายไปกับพื้นที่ด้านหลังไปอย่างปริยาย แต่ก็มีคนที่จงใจกระทำด้วย  สิ่งที่เราควรทำบ่อยๆก็คือการสะท้อนตนเอง ว่า ณ​ขณะนี้ ฉันกำลังกินพื้นที่คนอื่นอยู่หรือไม่ ณ ขณะนี้ ฉันกำลังท้อแท้สิ้นหวัง และละลายตัวเองไปสู่ความ non-existence การไม่มีตัวตนหรือไม่

 

Wednesday, May 12th, 2010 | Author: phoenix

ท่าศาลาซีฟู้ด

ตกเย็นวันแรก แม่มะก็พาพวกเราไปที่ร้านอาหารทะเลประจำอำเภอท่าศาลา ห่างจากมหาวิทยาลัยไปกระตี๊ดเดียว

ร้านนี้เราเคยมากินแล้วตั้งแต่ตอนคราวที่แล้ว ที่เกิดกรณีกระบวนกรคนหนึ่งของเราอุตส่าห์เดินทางเอาหน้า (ที่ใหญ่โต) มาทำแตกกระจายแถวภาคใต้นี่เอง

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า (ไหนๆก็อารัมภบทมาเพื่อจะนำเรื่องมาขายแล้ว อิ อิ ต้องบันทึกเป็นหลักฐานแบบถาวร) พวกภาคเหนือมาใต้ทีไร ก็จะโหยหาของที่อยากกิน ได้แก่อาหารทะเล นัยว่าแถวโน้นขาดไอโอดีน แทบจะต้องกินทิงเจอร์ก่อนนอน หลังแปรงฟัน กันแล้ว ก็เลยมีการต้องพาไปกินกัน พวกนี้ก็จะกระดี๊กระด๊า จินตนาการเมนูตั้งแต่เริ่มเดินทาง คนโน้นจะเอาปูดำ คนนั้นจะเอาปูม้า คนนี้หาหอย คนตัวน่อยก็จะกินหมึกใหญ่ พอรถไปถึงร้าน เราก็เห็นถัง เห็นบ่อ ที่เก็บอาหารสด (คือเป็นๆ) อยู่หน้าร้านเต็มไปหมด

วรวุฒิเดินลงไปก่อน (ใครตะกละสุด ก็รู้กันตอนนี้)

อุ๊ยๆ ๆ ดูนั่นๆๆๆ” ตะโกนเสียงดังตั้งแต่หน้าถนน จรดท่าเรือ

อื้อ หืออออ มีกั้งด้วย มีกั้งด้วย ยังงี้ต้องเอา ยังงี้ต้องเอา” แกพูดไป ปาดน้ำลายออกจากอกเสื้อและกางเกงไป

น้องที่เป็นลูกสาวเจ้าของร้านยืนอยู่ที่ ข้างหน้าร้าน ทำหน้างงๆเล็กน้อย แล้วเดินไปดูที่กาละมังที่คุณหมอผู้อำนวยการสันทราย แห่งจังหวัดเชียงใหม่ประกาศเมนูและเจตนารมย์

มา จากไหนกันคะนี่?” น้องยิ้มหวานให้ท่าน ผ.อ.เรา

สันทราย เชียงใหม่ครับ มาไกลๆ ฮี่ ฮี่

อ๋อ…ค่ะ คือว่ากั้งสันทรายนั้น แถวนี้เราเรียกว่าแมงดาทะเลน่ะค่ะ อร่อยดีนะคะ” น้องชี้แจงอย่างสุภาพ

เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เสียงหน้าแตกกระจาย ร่วงกราวลงบนถนน!!! พวกเราที่เหลือรีบเดินออกมาห่างๆรัศมีความหายนะของใบหน้าทันที

พวกเราก็เลยได้ศัพท์ใหม่ “กั้งสันทราย” ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา อิ อิ

แม่มะกับเหล่าลูกๆกระบวนกร คนขวาสุดนั่นคือเจ้าของ “กั้งสันทราย”

ร้านนี้ปรากฏภายหลังว่า เจ้าของร้านคือพี่เรวัติ เป็นคนบ้านเดียวกันและสนิทกันกับหัวหน้าแก๊ง awaken-mara (มารตื่นรู้) ของพวกเรา คือพี่วิรัช ผู้อำนวยการ รพ.ลำพูน สนิทกันมาก เราก็เลยได้ไปไหว้พี่เรวัติฝากเนื้อฝากตัว (เพราะท่าทางต้องมากินทุกวัน ตอนอยู่ที่นี่)

ร้านติดปากทะเล ได้บรรยากาศมาก

กระชังปลาอยู่ติดกับร้านเลย

อร่อยทั้งอาหาร ดื่มด่ำทั้งบรรยากาศ

Category: Music and Life  | One Comment
Wednesday, May 12th, 2010 | Author: phoenix

SENSATION DANCE

เราตั้งใจให้น้องๆนักเรียนแพทย์ได้ใช้ฐานกายและฐานใจเยอะๆ ดังนั้นเรื่องนี้ไม่สามารถที่จะทำโดยการบรรยาย lecture ได้ ต้องเป็นการฝึกภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะทางใจนี้สำคัญ ในเมืองไทยเราขณะนี้ไม่ได้มีปัญหาเรื่องคนไม่ใช้ฐานใจ แต่มีปัญหาคือใช้ฐานใจไม่เป็น เป็นทาสของอารมณ์ คิดก็คิดแบบเป็นทาสอารมณ์บ้าง คิดแบบเป็นฐานของกรอบความคิดบ้าง ขาดความเชื่อมโยงสอดประสานของกาย วาจา ใจ

เมื่อสองสามปีก่อนผมเคยพูดถึงวาทะของท่านคานธีที่ว่า "The true happiness is when what you think, what you say, and what you do are in harmony" ความสุขที่แท้นั้นคือเมื่อ สิ่งที่ท่านคิด ท่านพูด ท่านทำ สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียว ก็มีคนแย้งว่า อันนั้นมันมากไป เอาแค่สิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำก็พอ หรือบางคนยิ่งไปกว่านั้นบอกว่า เอาแค่คิดกับพูดก็ได้ ไม่ต้องทำ

ข้อสำคัญคือ ผู้ comment ทั้งสองท่านเป็นครู!!

คนแรกบอกเป็นนัยว่า การเป็นครูนั้น เราแค่ "เล่นตามบท" คือกระทำไปตาม script แต่เราไม่จำเป็นต้องเชื่อในสิ่งที่เราพูด หรือแม้กระทั่งในสิ่งที่เราทำ คนที่สองนั้นบอกเป็นนัยว่าการสอน เป็นเพียงแค่ lip service คือเทศน์ไปเรื่อยๆ ทำตัวเป็น tape recorders บันทึกจากตำราหนึ่งไปพ่นใส่อีกที่หนึ่งก็ถือว่าสอนแล้ว ไม่จำเป็นต้องถึงกับลงมือกระทำเอง

ตรงนี้ผมว่าหวาดเสียว และน่ากลัวมาก!

อย่างแรกนั้นเป็น acting คือ "แสดง" เฉยๆ และมีแนวโน้มว่าพอเราปฏิบัติเราก็ไม่ได้เชื่อ พอไม่ได้เชื่อจริงๆ เราก็จะแสดงดีๆเฉพาะตอนที่เราอยู่ในบทเท่านั้น คือ ตอนที่เราคิดว่าเรากำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ แต่พอออกจากบทเมื่อไร เราก็จะทำในสิ่งที่เราเชื่อแทน เวลาพูดโดยที่ไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเองพูดนั้น พลังก็จะขาดหายไป ไม่มี conviction หรือพูดไปแกนๆ ไม่ in ไม่เกิดอารมณ์ร่วม ไม่เชื่อทั้งที่ตนเองพูด ไม่เชื่อทั้งที่ตนเองทำ งานมันก็จะออกมาแกนๆ กระด้าง ข้อสำคัญคือ นักเรียนหรือคนอื่นบางทีก็จะฟังออกว่าหมอเชื่อ อาจารย์เชื่อ ในสิ่งที่พูดและทำมากน้อยแค่ไหน ก่อให้เกิดความขาดศรัทธา หรือก่อให้เกิด "สังคม fake" เสแสร้งทำตัวเป็นคนดีเฉพาะเท่าที่จำเป็น หรือตามบทเท่านั้นก็พอ

ในอย่างที่สองยิ่งชัดเจน คือ ถ้าเราแค่พูดๆอย่างเดียว แต่ทำอีกอย่างหนึ่ง นักเรียนนั้นจะไม่ทำตามที่เราพูด แต่จะทำอย่างที่เราทำ ที่เราคิดว่าเรา "เชื่อ" ในสิ่งที่พูดนั้น พอเราไม่ได้ลงมือกระทำเอง เราก็จะขาดความรู้สึก และไม่สามารถถ่ายทอดให้จริงว่าตอนทำจะรู้สึกอย่างไร ผลสุดท้าย "ความเชื่อ"​ในสิ่งที่เราพูดออกมานั้น เป็นความเชื่อผิวเผิน เชื่อตามตรรกะ ไม่ทราบถึงบริบทจริง เหมือนท่องบ่นธรรมะ คัมภีร์ได้หมดจบกระบวนความ แต่ใช้ชีิวิตอย่างไรไม่เคยนำมาปฏิบัติ เหมือนคนทำ KM แต่ใช้แค่ระดับ information ไม่ได้ใช้ระดับ knowledge คือ เก่งแค่เขียน แค่บรรยาย ฐานกายไม่ได้มา support รองรับ ก็จะขาดน้ำหนักไปเยอะ

SENSATION DANCE

หนึ่งในกิจกรรมที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากคือ sensation dance การเต้นรำด้วยความรู้สึก ด้วยหัวใจ เราตัดสฬายตนะออกไปส่วนหนึ่งคือให้หลับตา หลังจากนั้นก็เริ่มให้คนเข้าสู่ "ความรู้สึกภายใน" ทั้งนี้สายตาเป็นประตูและหน้าต่างระหว่างภายในกับภายนอกร่างกาย

จงกรม

more…

Wednesday, May 12th, 2010 | Author: phoenix

ม.วลัยลักษณ์

อาทิตย์ที่แล้วผมได้มีโอกาสกลับไปที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) อีกครั้ง นับเป็นครั้งที่สอง สำหรับโครงการอบรมภาคปฏิบัติจิตตปัญญาศึกษาสำหรับนักศึกษาแพทย์ สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เมื่อปีที่แล้วได้ไปทำให้นักศึกษาแพทย์รุ่น หนึ่ง (The Legend) ก็มีความทรงจำดีๆมากมายกลับมา เดือนที่แล้วได้อ่านบทความจากพี่เต็มศักดิ์ ที่ ได้ไปสอนมรณวิทยา (Thanatology) แก่นักศึกษารุ่นหนึ่งนี้ ได้อ่านสิ่งที่เขาสะท้อนและคิดก็ปลื้มใจและเกิดความหวังลึกๆว่า กรุงรัตนโกสินทร์ยังไม่สิ้นคนดี ประเทศเรายังมีศักยภาพอีกเยอะ เป็นข่าวดีท่ามกลางข่าวท้าทายสุขภาพจิตทั่วไปในตอนนี้

ครั้งนี้เราไปแบบเต็มทีมยิ่งกว่าครั้งก่อน คือเพิ่มพี่วิธาน ฐานะวุฑฒ์อีกคน นัยว่าอ.มยุรี วศินานุกร (หรือเราเรียกท่านว่า "แม่มะ" คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มวล.) เจาะจงขอ "เชิญ" มาให้ได้ ปีที่แล้วก็เชิญแต่ด้วยความสับสน (ของพี่วิธาน) เลยอดมาด้วยความขัดข้องทางเทคนิก ปีนี้ถูกจองตัวล่วงหน้าอย่างพอเพียง​ (ประมาณ 12 เดือนล่วงหน้า) เราเลยได้มากันครบเครื่อง 4 หน่อ กับหมอวรวุฒิ โฆวัชรกุล และ อาจารย์พัฒนา แสงเรียง กระบวนกรภาคเหนือสามคน (เชียงราย แพร่ และเชียงใหม่) มาพักที่เซนทารา โนโวเทล ก่อนหนึ่งคืน แล้วรถ มวล. มารับตอนเช้า ซึ่งทำให้เพิ่งรู้ว่าโรงแรมนี้มีสองแห่งในหาดใหญ่ (ผมอยู่หาดใหญ่มายี่สิบกว่าปียังไม่รู้เลย!!) เพราะตอนเช้าให้คนขับรถมารับที่ รร. ปรากฏว่าไปรอกันคนละโรงแรม เสียเวลาไปพักใหญ่โทรหากัน ต่างฝ่ายต่างก็บอกว่ารออยู่หน้าโรงแรม ทำไมหากันไม่เจอ คนต่างถิ่นทั้งสองฝ่าย โทรหาผม ผมก็บอกว่ามีอยู่ที่เดียวนั่นแหละ (คิดว่างั้นจริงๆนะ) แต่สุดท้ายก็ค่อยๆหาทางมาเจอกันจนได้ แล้วรถก็มารับผมที่ ม.อ. ออกเดินทางไป มวล.ทันที

ก็เลยได้ความรู้ใหม่อีกประการ คือ รถของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จะติดตั้ง GPS ทุกคัน และมีข้อบังคับห้ามขับเกิน 100 km/hr อะไรทำนองนี้แหละ ก็เลยทำความเร็วไม่ได้ เพราะทุกคันจะมี log ของความเร็วรถบันทึกให้ตรวจสอบตลอดเวลา ก็เป็นมาตรการความปลอดภัยที่น่าประทับใจ (ของ ม.อ. ผมเคยนั่งจากหาดใหญ่ไปพังงา ใช้เวลา 3 ชม.เท่านั้น!! น้องฝ่ายแพทยศาสตร์ที่นั่งไปด้วยลงรถปุ๊บ อาเจียนอยู่ข้างทางนั่นเอง เพราะคนขับเข้าโค้งกระบี่-พังงาแทบจะไม่ชะลอเลยแม้แต่โค้งเดียว ส่วนผมรู้ฝีมือคนขับอยู่แล้ว เลยนั่งหลับมาตลอดทาง) เราก็เลยถึง มวล.ช้ากว่ากำหนดการไปหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ เดินหน้าเจี๋ยมเจี้ยมไปหาแม่มะ รายงานตัวว่ามาช้า และพบว่าน้องๆนักศึกษารวมทั้งอาจารย์ใหม่บางท่านมารออยู่แล้วที่ห้องกิจกรรม อาคารกีฬาและสันทนาการ

เป็นระเบียบเรียบร้อย (วันแรกก็เงี้ย!!)

more…

Thursday, May 06th, 2010 | Author: phoenix

กิน กาม เกียรติ โกรธ เกลียด กลัว

ขออนุญาตนำเอาบทความนี้มาไว้ตรงนี้เพื่อสอนตนเองครับ เป็นปาฐกถาโดยหลวงพี่ ไพศาล วิสาโล เนื่องในวาระท่านได้รับรางวัลศรีบูรพา


สุนทรกถาใน โอกาสรับรางวัลศรีบูรพา
พระไพศาล วิสาโล
รางวัลศรีบูรพานั้นถือกันว่าเป็นรางวัลที่ทรงเกียรติอย่างยิ่งสำหรับนัก เขียนนักประพันธ์ในประเทศนี้ แต่อาตมาขอสารภาพว่า การขึ้นมากล่าวสุนทรกถาในฐานะผู้ได้รับรางวัลศรีบูรพานั้น เป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะบังเกิดกับตนเอง เพราะแม้อาตมาจะเขียนหนังสือมานานกว่า ๓๐ ปี แต่ก็ไม่สามารถกล่าวอย่างเต็มปากว่าตนเองเป็นนักเขียนนักประพันธ์ จะเป็นได้อย่างมากก็นักเขียนสมัครเล่น ซึ่งไม่อาจเทียบชั้นเสมอนักเขียนชั้นครูหรือนักประพันธ์อาวุโสทั้งหลายที่ เป็นเจ้าของรางวัลอันทรงเกียรตินี้ตลอด ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมา ยิ่งกว่านั้นงานเขียนของอาตมาก็ไม่เคยแม้แต่จะเฉียดกรายเข้าใกล้แวดวง วรรณกรรมหรือวงการหนังสือพิมพ์ อันเป็นแวดวงที่ศรีบูรพาได้บุกเบิกสร้างสรรค์และฝากผลงานไว้มากมาย ทั้งนี้มิจำเป็นต้องเอ่ยว่าในอดีตไม่เคยมีพระภิกษุที่ได้รับรางวัลนี้ ด้วยเหตุนี้การได้รับรางวัลศรีบูรพาจึงเป็นเรื่องที่เหนือการคาดคิดของอาตมา

ศรีบูรพาหรือกุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นนักประพันธ์และนักหนังสือพิมพ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของไทย เป็น “สุภาพบุรุษ” ที่มั่นคงในอุดมคติและเปี่ยมด้วยคุณธรรมอันน่ายึดถือเป็นแบบอย่าง อาตมาจึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลที่ตั้งขึ้นในนามของท่าน

คงไม่ต้องกล่าวย้ำในที่นี้ว่ารางวัลศรีบูรพานั้นมีความหมายอย่างไรสำหรับ วงการนักเขียนนักประพันธ์ของไทย แต่มีข้อที่น่าสังเกตประการหนึ่งก็คือ ทั้ง ๆ ที่รางวัลศรีบูรพาเป็นเครื่องรับรองสถานะและเพิ่มพูนเกียรติยศแก่นักเขียน แต่ตลอดชีวิตของศรีบูรพา ท่านหาเคยได้รับรางวัลใด ๆ ไม่ ไม่ว่าจากวงการวรรณกรรมและวงการหนังสือพิมพ์ ทั้งไม่เคยได้รับเกียรติยศใด ๆ ในระดับประเทศ ทั้ง ๆ ที่ท่านมีคุณูปการอย่างยิ่งต่อวงการดังกล่าวและได้อุทิศตนเพื่อประเทศชาติมา โดยตลอด ในทางตรงข้ามท่านกลับถูกจับกุมคุมขังถึง ๒ ครั้ง และกลายเป็นบุคคลผู้ไม่พึงปรารถนาในสายตาของผู้มีอำนาจจนต้องลี้ภัยอยู่ใน ต่างประเทศกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

ชีวิตของศรีบูรพาคือชีวิตของผู้ที่อยู่แถวหน้าในการต่อสู้กับเผด็จการและ อำนาจที่ไม่เป็นธรรม แม้จะประสบเภทภัยเพียงใด ก็ไม่ท้อแท้ท้อถอย หากยังคงมุ่งมั่นต่อสู้ตามอุดมคติปณิธานของตน นั่นเป็นเพราะท่านมีจิตใจมั่นคง แข็งแกร่ง และกล้าหาญ ที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันก็คือ ท่านเป็นผู้ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม อันได้แก่โภคทรัพย์ และชื่อเสียง เกียรติยศ จึงสามารถอดทนต่อการคุกคามของผู้มีอำนาจและไม่ยอมตนเป็นเครื่องมือของนายทุน จึงสามารถบำเพ็ญตนเยี่ยงเสรีชนได้อย่างยั่งยืนยาวนาน

จิตใจที่มั่นคง เข้มแข็ง ดังกล่าวมิได้เกิดจากความยึดมั่นในอุดมคติหรืออุดมการณ์ทางการเมืองเท่านั้น หากยังเป็นผลจากการฝึกฝนจิตใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสมาธิภาวนา จนตระหนักชัดว่าความสุข ความสงบเย็น และอิสรภาพที่แท้จริงนั้นอยู่ที่จิตใจ ดังนั้นแม้จะถูกจองจำ ท่านก็ไม่หวั่นไหวเพราะท่านตระหนักดีว่าอิสรภาพทางใจของท่านยังมีอยู่อย่าง สมบูรณ์ไม่มีใครสามารถแย่งชิงไปได้

อุดมคติของศรีบูรพามิได้อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อให้เป็นประชาธิปไตย มีความเสมอภาค และความยุติธรรม เท่านั้น หากท่านยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงชีวิตด้านในให้เป็นไปในทางที่ดีงาม โปร่งเบาและเป็นอิสระด้วย ดังนั้นในขณะที่ท่านเรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม ท่านก็พยายามฝึกฝนขัดเกลาจิตใจของท่านเองไปด้วย คุณภาพจิตที่เกิดจากการขัดเกลาภายในนี้เองที่เป็นรากฐานอันมั่นคงให้แก่การ ต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีงามของท่าน

ในฐานะนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ ท่านมีผลงานมากมายเพื่อเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเศรษฐกิจ เพื่อเป็นหลักประกันแห่งความเสมอภาคและความยุติธรรมแก่มหาชน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าข้อเขียนเหล่านั้นของท่านได้สำแดงพลังอย่างเต็มที่แล้วใน ยุคสมัยของท่าน แต่มาถึงวันนี้ข้อเขียนดังกล่าวอาจจะพ้นสมัยไปแล้ว เนื่องจากสังคมการเมืองไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมาก อย่างไรก็ตามอีกด้านหนึ่งของชีวิตและงานของท่านก็ยังทรงคุณค่าอยู่ในยุค ปัจจุบัน นั่นคือการให้ความสำคัญแก่จิตสำนึกและคุณธรรม อันเป็นไปเพื่อส่งเสริมสังคมและชีวิตที่ดีงาม

ข้อเขียนเป็นอันมากของศรีบูรพา รวมทั้งชีวิตของท่านเอง มีศูนย์กลางอยู่ที่ สำนึกในทางคุณธรรม อันได้แก่ ความรักและมั่นคงในสัจจะ ความยุติธรรม ความเสมอภาค การเสียสละ การเคารพเพื่อนมนุษย์ ใช่แต่เท่านั้นในช่วงหลัง คุณค่าอีกประการหนึ่งที่ได้รับการเน้นย้ำก็คือ อิสรภาพทางจิตใจที่พ้นจากการครอบงำของกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ อันเป็นที่มาแห่งความสงบเย็นที่แท้จริง

คุณค่าเหล่านี้เป็นคุณค่าสากล ที่มีความสำคัญทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าบ้านเมืองจะก้าวหน้าไปเพียงใด โครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็มิอาจปฏิเสธหรือละทิ้งคุณค่าดังกล่าวได้ แม้ประเทศชาติจะมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย มีรัฐสภา มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่หากผู้คนไม่ซื่อสัตย์ คดโกง ไร้ขันติธรรม รังเกียจเดียดฉันท์กัน มุ่งเอารัดเอาเปรียบกัน สังคมนั้นย่อมหาความสงบสุขมิได้ ความแตกแยกที่เกิดขึ้นและความระส่ำระสายที่ตามมาก็อาจทำให้ระบอบประชาธิปไตย ถึงจุดวิกฤต จนมิอาจตั้งอยู่ได้

ความผาสุกของสังคมใดก็ตามมิได้ ขึ้นอยู่กับการมีระบอบเศรษฐกิจการเมืองที่ก้าวหน้าเท่านั้น หากยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของผู้คนด้วย จริงอยู่คุณภาพของผู้คนนั้นด้านหนึ่งขึ้นอยู่กับระบบเศรษฐกิจการเมืองสังคม ที่แวดล้อมตัวเขา แต่อีกส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับคุณค่าที่สังคมนั้นยึดถือร่วมกันจนเป็นวัฒนธรรม ของสังคม หากวัฒนธรรมของสังคมหรือคุณค่าที่ผู้คนยึดถือนั้นเป็นไปเพื่อส่งเสริมความ เห็นแก่ตัว การเอารัดเอาเปรียบหรือแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน คุณภาพของผู้คนก็ถดถอยและบั่นทอนสังคมให้อ่อนแอ จนนำไปสู่วิกฤตต่าง ๆ มากมาย

สังคมไทยวันนี้กำลังถูกครอบงำ ด้วยวัฒนธรรมสองกระแสใหญ่ ๆ ซึ่งอาตมาขอเรียกว่าวัฒนธรรมแห่งความละโมบ และวัฒนธรรมแห่งความเกลียดชัง วัฒนธรรมแห่งความละโมบนั้นได้ปลุกกระตุ้นให้ผู้คนถือเอาวัตถุเป็นสรณะ มีชีวิตเพื่อการเสพสุข เพราะเชื่อว่าความสุขจะได้มาก็ด้วยการเสพและครอบครองวัตถุ ยิ่งมีมากเท่าไรก็เชื่อว่าจะมีความสุขมากเท่านั้น ภายใต้วัฒนธรรมดังกล่าว ผู้คนจึงมีความต้องการอย่างไร้ขีดจำกัดและไม่รู้จักพอ ทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกันอย่างกว้างขวาง นำไปสู่ช่องว่างที่ถ่างกว้างระหว่างผู้คน ตอกย้ำความไม่เป็นธรรมในสังคม ทำให้การทุจริตคอรัปชัน และอาชญากรรมนานาชนิดแพร่ระบาด รวมทั้งก่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
ขณะเดียวกันวัฒนธรรมแห่งความเกลียดชัง ได้ปลุกเร้าให้ผู้คนเป็นปฏิปักษ์ต่อกันเพียงเพราะมีความแตกต่างทางความเชื่อ ศาสนา อุดมการณ์ ชาติพันธุ์ รวมทั้งสถานะทางสังคม ความกลัวและความหวาดระแวงทำให้มองผู้ที่คิดต่างจากตนเป็นศัตรู ทุกวันนี้การแบ่งฝักฝ่ายขยายตัวจนกระทั่งมองเห็นคนที่ใส่เสื้อคนละสีกับตน เป็นคนเลว เพราะปักใจเชื่อล่วงหน้าเอาไว้แล้วว่า มีแต่คนเลว ไม่รักชาติ เหยียดหยามประชาชน อกตัญญูต่อสถาบัน เท่านั้นที่สวมใส่เสื้อสีนั้น ๆหรือสมาทานความเชื่อทางการเมืองที่ผูกติดกับสีนั้น ต่างฝ่ายต่างติดป้ายติดฉลากให้แก่กันจนมองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและ กัน ผลก็คือพร้อมที่จะห้ำหั่นประหัตประหารกัน

หากวัฒนธรรมแห่งความละโมบ แวดล้อมอยู่ที่คำว่า กิน กาม เกียรติ วัฒนธรรมแห่งความเกลียดชัง ก็รวมศูนย์อยู่ที่คำว่า โกรธ เกลียด กลัว ทั้ง ๖ ก.นี้กำลังบ่อนทำลายสังคมไทยและกัดกินจิตวิญญาณของผู้คนอย่างไม่เคยมีมาก่อน ในสภาพเช่นนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยกันเสริมสร้างพลังทางจิต วิญญาณให้แก่ผู้คน เพื่อต้านทานการครอบงำของวัฒนธรรมสองกระแสใหญ่ดังกล่าว ด้านหนึ่งก็ด้วยการฟื้นฟูคุณค่าอันดีงามเพื่อให้ประชาชนยึดถือและเป็นหลักใน การดำเนินชีวิต แต่เท่านั้นย่อมไม่พอ หากควรส่งเสริมให้ผู้คนได้เข้าถึงความสุขทางจิตใจ อันเป็นความสุขที่ประณีตและประเสริฐกว่าความสุขทางวัตถุ ผู้ที่เข้าถึงความสุขดังกล่าวนอกจากจะไม่หวั่นไหวต่อการเย้ายวนของกิน กาม เกียรติแล้ว ยังพร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น เพราะประจักษ์แก่ใจว่า การให้ความสุขแก่ผู้อื่น ย่อมทำให้ตนมีความสุขด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังเป็นการลดละความยึดติดถือมั่นใน “ของกู” จึงทำให้จิตใจเบาสบาย สงบเย็น

ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้คน เข้าถึงความสุขทางจิตใจ ก็คือการส่งเสริมให้ผู้คนมีสติรู้เท่าทันความโกรธ-เกลียด-และกลัวในใจ รวมทั้งเห็นถึงโทษของความยึดติดถือมั่นในอุดมการณ์ ซึ่งนอกจากทำให้จิตใจคับแคบแล้ว ยังทำให้เกิดทิฏฐิมานะหนาแน่น จนอัตตาครองใจ ไม่เพียงทำให้ตนมีความทุกข์เท่านั้น หากยังสามารถก่อความทุกข์นานัปการแก่ผู้อื่น รวมทั้งการทำลายล้างกัน เมื่อใดก็ตามที่มีสติ ความโกรธ-เกลียด-กลัวย่อมครองใจได้ยาก ทำให้สามารถเห็นความเป็นมนุษย์ของผู้ที่อยู่คนละฝ่ายกับตน เห็นความทุกข์ของเขา เห็นแม้กระทั่งความดีของเขา เมื่อนั้นก็พร้อมจะให้อภัยและสามารถให้ความรักความเมตตากับเขาได้ เพราะถึงที่สุดแล้วเขาก็เป็นเพื่อนที่รักสุขเกลียดทุกข์เช่นเดียวกับเรา แม้จะยังมีความขัดแย้งกันอยู่จะเป็นเพราะความแตกต่างทางด้านความคิดหรือผล ประโยชน์ก็ตาม แต่ก็จะแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ยิ่งกว่าที่จะใช้ความรุนแรงต่อกัน

อาตมาตระหนักดีว่า หากปรารถนาสังคมที่สงบสุข จำเป็นต้องขับเคลื่อนให้มีการเปลี่ยนแปลงสังคมให้มีความเสมอภาค ยุติธรรม และเป็นประชาธิปไตย แต่การเปลี่ยนแปลงสังคมมิได้มีแต่มิติด้านการเมืองเศรษฐกิจเท่านั้น มิติทางจิตวิญญาณก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน จะว่าไปแล้วมิติทั้งสองแยกจากกันไม่ออก จิตวิญญาณของผู้คนมิอาจเจริญงอกงามได้หากอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจการเมืองที่ เลวร้าย ในทางกลับกันระบบเศรษฐกิจการเมืองย่อมไม่อาจเจริญงอกงามได้หากจิตวิญญาณของ ผู้คนถดถอย อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ของสองมิติดังกล่าวมักจะถูกมองข้ามไป ทำให้การเปลี่ยนแปลงสังคมในปัจจุบันละเลยมิติด้านจิตวิญญาณ ส่วนผู้ที่ใส่ใจกับมิติด้านจิตวิญญาณก็มักจะไม่สนใจสังคม หมกมุ่นอยู่กับเรื่องเฉพาะตน ด้วยเหตุนี้สิ่งหนึ่งที่อาตมาพยายามทำก็คือการเชื่อมโยงทั้งสองมิติให้ ประสานกัน

แน่นอนว่าในฐานะพระภิกษุ ย่อมไม่มีอะไรดีกว่าการพยายามนำพาผู้คนให้ตระหนักถึงมิติด้านจิตวิญญาณ และช่วยกันเสริมสร้างพลังทางจิตวิญญาณเพื่อขับเคลื่อนชีวิตและสังคมให้เป็น ไปในทางที่ดีงาม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการกระตุ้นเชิญชวนให้ผู้คนเห็นศักยภาพภายในที่สามารถ นำพาตนให้บรรลุถึงอิสรภาพทางจิตใจได้ ขณะเดียวกันก็เปิดมุมมองเพื่อให้เห็นคุณงามความดีและความเป็นมนุษย์ของผู้ อื่น อันจะนำไปสู่การสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามร่วมกันโดยสันติวิธี เมื่อคำนึงถึงความสามารถที่มีอยู่อาตมาได้เลือกเอาการเขียนหนังสือเป็นหนทาง หนึ่งในการบรรลุจุดมุ่งหมายดังกล่าว อาตมาเชื่อว่าภารกิจดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะในยามที่ผู้คนพากัน ประดิษฐ์ถ้อยคำห้ำหั่นกัน ใส่ร้ายป้ายสี หรือกระตุ้นความเกลียดชังกันอยู่ในขณะนี้ สิ่งที่สังคมไทยต้องการก็คือถ้อยคำที่เชิญชวนให้ผู้คนมีเมตตาต่อกัน เข้าใจความทุกข์ของกันและกัน รวมทั้งเชื่อมั่นในพลังแห่งความรักยิ่งกว่าพลังแห่งความโกรธเกลียด

ชีวิตการเขียนของอาตมาเริ่มก่อน มานานก่อนที่จะอุปสมบท นั่นคือเมื่อ ๓๘ ปีก่อน เมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนชั้นมัธยม เช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวทั้งหลายที่ตื่นมารับรู้ถึงปัญหานานาชนิดที่เกาะกิน บ้านเมืองเวลานั้น อาตมาปรารถนาที่จะเห็นสังคมไทยมีความยุติธรรม เสมอภาค เป็นประชาธิปไตย จึงใช้งานเขียนเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นมโนธรรมสำนึกของผู้คนให้ตื่นตัวมา รับใช้สังคม ควบคู่กับการวิพากษ์สังคม ความปรารถนาที่จะเห็นสังคมเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีงาม เอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อทุกชีวิต เป็นความปรารถนาพื้นฐานที่ผลักดันให้เกิดงานเขียนออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่งานเขียนก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ควบคู่กันไปก็คือการทำกิจกรรมทางสังคม ไม่ว่างานสิทธิมนุษยชน สันติวิธี อนุรักษ์ธรรมชาติ ทั้งนี้เพราะอาตมาไม่ได้ถือตัวว่าเป็นนักเขียน หากเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมมากกว่า แม้เมื่ออุปสมบทแล้ว จะเปลี่ยนบทบาทไป แต่ก็ไม่ทิ้งงานเขียนและงานกิจกรรมอีกหลายอย่าง เป็นแต่ว่าระยะหลังจุดเน้นได้เปลี่ยนไป มาให้ความสำคัญกับมิติทางจิตวิญญาณหรือประเด็นทางศาสนธรรมมากขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่ขาดหายไปมากในขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคม

การได้บวชเป็นพระภิกษุและบำเพ็ญ ภาวนา หันมามองตนอย่างจริงจัง ทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสังคมกับการเปลี่ยนแปลงตนเองเป็นสิ่งที่ต้องทำ ควบคู่กัน ดุลยภาพระหว่างงานภายนอกกับงานภายในเป็นสิ่งจำเป็น ที่ช่วยให้กิจกรรมทางสังคมเป็นไปเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง มิใช่เพื่อสนองอัตตาของตนเอง ขณะเดียวกันก็ทำให้มีความสงบเย็นเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใจให้มีความสุข ไม่หวั่นไหวกับโลกธรรม และไม่ยี่หระต่อสิ่งเย้ายวนหรือยั่วยุ ไม่ว่ากิน กาม เกียรติ รวมทั้งไม่พลัดตกไปในความโกรธ-เกลียด-กลัวด้วย

ความเข้าใจดังกล่าวยังทำให้ อาตมาเห็นชัดว่า การทำงานเพื่อสังคมกับการฝึกฝนพัฒนาตน มิใช่เป็นสิ่งที่ต้องแยกออกจากกัน พูดอย่างท่านอาจารย์พุทธทาสก็คือ “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” ด้วยเหตุนี้จากเดิมที่เคยมองว่าการเขียนหนังสือเป็นปฏิบัติการทางสังคมอย่าง หนึ่ง บัดนี้ได้เห็นกว้างขึ้นว่าการเขียนยังเป็นการปฏิบัติธรรมด้วยในเวลาเดียวกัน จริงอยู่การเขียนนั้นมองในแง่หนึ่งก็คือการประกาศตัวตน แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นการฝึกฝนพัฒนาตนด้วยในเวลาเดียวกัน เมื่อคน ๆ หนึ่งเขียนหนังสือ เขาได้นำเอาความคิดความรู้สึกที่อยู่ภายในออกมาสู่ที่สาธารณะ ให้ผู้คนได้รับรู้และวิพากษ์วิจารณ์ นักเขียนที่ดีย่อมต้องเปิดใจกว้างรับฟังคำวิจารณ์ มิใช่รับแต่คำชื่นชมสรรเสริญเท่านั้น แต่จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องลดทิฐิมานะหรือลดความยึดติดถือมั่นใน “ตัวกูของกู”ให้ได้มากที่สุด หรืออย่างน้อยก็ต้องมีสติรู้ทันความกระเพื่อมของใจเมื่อได้รับคำวิพากษ์ วิจารณ์ นี้คือกระบวนการฝึกฝนตนอย่างหนึ่งที่ช่วยลดอัตตาได้มาก

ครั้งหนึ่งท่านอาจารย์พุทธทาส เคยเขียนถึงศรีบูรพาว่า “การปฏิบัติธรรมนั้น ที่แท้ก็คือการประพันธ์นั่นเอง” มองในอีกแง่หนึ่ง คงไม่ผิดหากจะกล่าวว่า “การประพันธ์นั้นที่แท้ก็คือการปฏิบัติธรรมนั่นเอง” ในข้อนี้อาตมาประทับใจคำพูดประโยคหนึ่งของโรเบิร์ต ฟรอสต์ กวีชาวอเมริกันซึ่งเตือนใจได้ดีมาก เขากล่าวไว้ว่า“การศึกษาคือความสามารถในการฟังสิ่งต่าง ๆ ได้โดยไม่เสียความรู้สึกหรือเสียความมั่นใจในตนเอง” นี้คือทัศนะของการศึกษาซึ่งใกล้เคียงกับพุทธศาสนามาก กล่าวคือบัณฑิตหรือผู้มีการศึกษาย่อมต้องวางใจเป็นปกติต่อคำวิจารณ์ได้ แม้อาตมาจะยังไม่สามารถทำได้อย่างที่ว่า แต่ก็ตระหนักว่าบัณฑิตหรือผู้มีการศึกษาตามนัยนี้แหละที่อาตมาควรก้าวไปให้ ถึง โดยมีงานเขียนเป็นหนทางหนึ่งในการพัฒนาตนไปถึงจุดดังกล่าว

อาตมาขอขอบคุณคณะกรรมการกองทุน ศรีบูรพาที่เห็นว่าผลงานของอาตมามีคุณค่าควรแก่รางวัลศรีบูรพาในปีนี้ อาตมาขอน้อมรับแม้จะรู้สึกว่าเป็นเกียรติยศที่ใหญ่เกินตัวอาตมา ในโอกาสนี้อาตมาขอขอบคุณอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ที่มีส่วนอย่างสำคัญให้อาตมาก้าวอยู่บนหนทางนี้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เป็นเพราะหนังสือของอาจารย์สุลักษณ์ที่เปี่ยมไปด้วยพลังและความกล้าหาญทาง จริยธรรม ทำให้เด็กชายวัย ๑๕ ปีคนหนึ่งเกิดแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าที่จะเขียนบทความแม้จะมีคนอ่านเพียง ไม่กี่คนก็ตาม และทำให้เด็กชายผู้นั้นมีไฟที่จะเจริญรอยตามท่านในด้านอื่น ๆ ด้วย รวมทั้งการทำหนังสืออ่านในห้องเรียนโดยไม่กลัวอาญาของครูหรืออธิการโรงเรียน ยิ่งกว่านั้นเมื่ออาตมาได้รู้จักกับอาจารย์สุลักษณ์ ท่านยังไว้ใจให้อาตมาดูแลวารสารปาจารยสารทั้ง ๆ ที่ยังเป็นแค่นักศึกษาชั้นปีสอง อาจารย์สุลักษณ์ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้งานเขียนของอาตมาได้รับการ ตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องทั้งในระหว่างเป็นฆราวาสและเมื่ออุปสมบทแล้ว อาจารย์สุลักษณ์เป็นผู้ที่อาตมานับถือเป็นครูและแบบอย่างในด้านการเขียน ดังนั้นเมื่ออาตมาได้รับรางวัลศรีบูรพาซึ่งเป็นรางวัลที่เคยมอบแก่อาจารย์สุ ลักษณ์ รวมทั้งนักเขียนชั้นครูอีกหลายท่านที่อาตมานับถือ จึงยิ่งรู้สึกเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ในฐานะนักเขียน

ที่จริงยังมีอีกหลายท่านที่ สมควรได้รับการขอบคุณจากอาตมาในที่นี้ แต่อาตมาได้รบกวนเวลาของท่านมากไปแล้ว จึงขอยุติแต่เพียงเท่านี้ ขอเจริญพร

๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓

Thursday, May 06th, 2010 | Author: phoenix

ปฏิบัติหน้าที่คือปฏิบัติ ธรรม

All that is necessary for the triumph of evil is that good men do nothing.
Edmund Burke
Irish orator, philosopher, & politician (1729 - 1797)

ในโลกนี้ไม่มีการ “ไม่ทำอะไร” เนื่องจากเราทุกคนนั้น “ทำอะไร” อยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงการที่ดูเหมือนว่า “ไม่ทำอะไร” นั้นแท้ที่จริงเราอาจจะกำลัง “ทำอะไร” อยู่มากพอดูทีเดียว

สมัยหนึ่งที่ผมไปเรียนหนังสือที่สหราชอาณาจักร เห็นระบบสนับสนุนสังคมบางส่วนของเขาก็ทึ่ง คือรัฐจะมีการ “อุ้ม” ผู้ด้อยโอกาสในสังคมเยอะมาก โดยใช้งบประมาณจากภาษีส่วนรวม เรียกเงินช่วยตรงนี้ว่า benefit ซึ่งคนที่ลงทะเบียน ก็จะไปเซ็นชื่อรับเงินที่ที่ทำการไปรษณีย์ทุกอาทิตย์ (ที่นั่นเขาใช้ที่ทำการไปรษณีย์หลายหน้าที่ หลายเป็น social network เล็กๆ ที่คนบางคนได้เจอะเจอกันทุกอาทิตย์เป็นเวลาสิบๆปี น่าเสียดาย ตอนนี้ระบบอิเลคโทรนิคส์กำลังไล่ที่ทำการไปรษณีย์ให้เหลือน้อยลงเรื่อยๆ for the sake of “efficiency”) รัฐบาลมีทั้ง unemploy benefit (เงินช่วยผู้ไม่มีงานทำ) มีทั้ง single mother benefit (เงินช่วยหญิงที่เลี้ยงลูกคนเดียว ไม่มีสามี) มีทั้ง child benefit (เงินช่วยคนที่มีลูกอ่อน… ตอนลูกสาวคนโตผมเกิดที่นั่น ผมก็พลอยได้เงินช่วยตรงนี้ด้วย!!) มี teenage-mother benefit (เงินช่วยแม่เด็กที่ยังเป็นวัยรุ่น) มี housing benefit (เงิน และสิทธิในการขอบ้านจากเทศบาลอยู่ก่อน สำหรับผู้ด้อยโอกาส)

ซึ่งจะเห็นว่าต้องใช้เงินมากมายมหาศาลทีเดียว ไม่แปลกอะไรที่ภาษีของประเทศที่มีนโยบายเพื่อสังคมแบบนี้จะแพงสุดกู่

มนุษย์ก็ยังเป็นมนุษย์ แม้ในเรื่องที่ทำเพราะเจตนาดีมากๆ ก็ยังมีด้านลบของมันอยู่

ไปๆมาๆ จากระบบ benefit ที่เกื้อกูลผู้ที่ด้อยโอกาสนี้เอง กลับกลายเป็นที่ที่คนนำไปแสวงหาผลประโยชน์ อาทิ เด็กวัยรุ่นบางคนก็จะรีบมีเพศสัมพันธ์ มีลูก แต่ไม่จดทะเบียน และสามีหายไป เพื่อที่ตนเองจะได้ claim เอา child benefit, single mother benefit, teenage-mother benefit แถมอาจจะพ่วง unemploy-benefit และขอบ้านฟรี หรือราคาต่ำอยู่ก่อน (housing benefit) จากเทศบาล อาทิตย์หนึ่งๆได้เงินช่วยจากรัฐบาลเยอะ เรียกว่าพออยู่ได้เลยทีเดียว

ระบบเกื้อกูลนี้ ถ้าจะใช้การได้ คนต้องขวนขวายหางานทำ เพราะเขาไม่ได้หวังว่าจะอุ้มตลอดไป แต่ก็นั่นแหละ งานมันก็ไม่ได้หาได้ง่ายๆ พิสูจน์ยากว่ากำลังหา หรือไม่ได้หา ปรากฏว่าก็มีบางส่วนที่พยายามหลอกระบบ และขอเงินไปเรื่อยๆ อ้างว่ายังหางานไม่ได้ และ status อื่นๆ ก็ขอ claim benefit ไปพลางๆ

ถ้าหากสถานการณ์เช่นนี้เป็นไปเรื่อยๆ จะเกิดอะไรขึ้น?

ปรากฏว่าลูกที่เติบโตมาในบ้านนี้ ไม่เคยเห็นแม่ทำงานแม้แต่วันเดียว แต่ก็มีเงินใช้ อยู่ได้ โตขึ้นมา ไม่เคยเห็น model ที่คนต้องทำงานหาเงินเลี้ยงตนเอง ก็จะเข้าใจว่า “สิทธิ” ที่ตนเองได้นั้น เป็นได้มาโดยอัตโนมัติ ข้่ามขั้นตอนที่สำคัญที่สุดไปของการมีสิทธิ คือ “หน้าที่”

เงินภาษีที่ได้มาเกื้อกูลผู้ด้อยโอกาสนั้น มาจากการปฏิบัติ “หน้าที่​” ของพลเมืองคนอื่นๆ หาเงิน มีรายได้ แล้วก็เสียภาษี ไม่ใช่เงินที่ตกลงมาจากฟากฟ้า ระบบจะอยู่ไม่ได้หากมีแต่คนใช้เงิน แต่ไม่มีคนปฏิบัติหน้าที่ หรือหาเงินแต่พยายามหลีกเลี่ยงภาษี เห็นแก่ตัว ดังนั้นต้องระมัดระวังไม่ให้ compassionate policy (นโยบายเมตตา) กลายเป็น nanny policy (นโยบายอุ้มเด็ก) ไป เพราะเราหวังว่าเด็ก หรือคนด้อยโอกาส จะโตเป็นผู้ใหญ่ จะเติบโตสร้างโอกาสขึ้นเองได้สักวันหนึ่ง เพื่อชดเชยสังคมให้คนต่อๆไปภายหลัง

“การไม่ทำอะไร” นั้น เป็นการกระทำอย่างมาก ทหารที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ อยู่เฉยๆในยามที่ควรจะทำอะไรสักอย่างอาจจะส่งผลให้เราสูญเสียทั้งประเทศ ตำรวจที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่อาจส่งผลให้กฏหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์คนไม่เชื่อหรือ ปฏิบัติตาม ครูที่ไม่สอน หมอไม่ช่วยคนไข้ ทนายความไม่ส่งเสริมความยุติธรรมในสังคม ฯลฯ การไม่ทำอะไร ล้วนส่งผลกระทบเป็นโดมิโนต่อสังคมโดยรวม ไม่แพ้การทำอะไรๆเลยทีเดียว

การที่เราหันไปทำอะไรที่ไม่ใช่หน้าที่ก็อยู่บนหนทางอันโฉบเฉี่ยว เพราะเราอาจจะกำลังเพิกเฉยต่อหน้าที่หลักของเราอยู่ก็ได้ ดันไปทำอะไรที่เราไม่ได้มีหน้าที่ เราไม่ได้ชำนาญ เราไม่มีความรู้ ไม่มีหลักการหลักวิชา ผลก็คือลดศักยภาพที่แท้ลง เหมือนเอาช่างไม้ไปทาสี เอาหมอไปว่าความ เอาวิศวไปผ่าตัดคนอื่น แม้ว่าบางครั้งเราอาจจะขัดใจที่คนอื่นๆไม่ทำหน้าที่ของตนเอง แต่ก่อนที่ตนเองกระโดดไปทำหน้าที่ของคนอื่น แม้ว่าจะโดยเจตนาที่ดีก็ตาม อาจจะใคร่ครวญดูว่า หนทางที่ดีที่สุด อาจจะต้องดูที่หน้าที่ของตนเองเสียก่อน ว่ามีคนดูแลไหม หากเราไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้น และหากเราไปทำอย่างอื่นนั้น จะดีจริงหรือ

มีคำอยู่คำหนึ่งคือ armchair critic หมายถึงคนที่นั่งวิพากษ์วิจารณ์จากเก้าอี้ คือเฝ้าดูมานาน จนกระทั่งคิดว่าตนเองมีความรู้ความสามารถ ก็เที่ยววิพากษ์วิจารณ์ไปทุกเรื่อง วิจารณ์ไปวิจารณ์มา เลยเข้าใจว่าตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญ เห็นบ่อยเวลาดูบอล!! ไอ้คนโน้นวิ่งช้าไป คนนั้นไม่ยอมประกบคนนี้ เกมนี้ทีมนี้น่าจะชนะมากกว่า ฯลฯ แต่ตนเองวิ่งได้ประมาณ 100 metres ก็แทบจะสิ้นสติสมประดี ดังนั้นเวลาที่เราคิดว่างานที่คนอื่นทำนั้นง่ายๆ ทำไมไม่ทำอย่างนั้น ทำไมไม่ทำอย่างนี้ เราอาจจะต้องชะลอสักนิดนึง เพราะสิ่งที่เราคิดว่าควร ว่าต้องนั้น เขาอาจจะคิดไปก่อนแล้วแต่ในทางปฏิบัติมันทำไม่ได้ เพราะเหตุผลอีกมากมายที่คนใน คนที่ทำมาทุกวี่ทุกวันเท่านั้นถึงจะรู้ เขาก็เลยไม่ได้ทำอย่างที่พวก armchair critic แนะนำให้ทำ

ยิ่งในยุค IT สื่อสารดีขนาดนี้ มันก็ง่ายที่จะทำให้เกิด armchair critic เต็มบ้านเต็มเมือง เพราะเราหาข้อมูลได้เยอะ ได้ง่าย (คุณภาพนั้นอีกเรื่องนึง) แต่ละคนกลายเป็นกูรูผู้เชี่ยวชาญกันทั้งนั้น บางคนบริหารงบรายเดือนของตนเองยังจับต้นชนปลายไม่ถูกสักเดือนก็สามารถ วิจารณ์งบประมาณประเทศได้อย่างฉาดฉาน บางคนปลวกบุกบ้านก็ยังไม่รู้ทำอีท่าไหนดีก็ดันสามารถแนะนำการทหาร การสู้รบปกป้องบ้านเมืองเหมือนกับเป็นจอมทัพมาตลอดชีวิต หรือบางคนบริหารร้าน บริหารบริษัท มีคนงาน 100 คน ก็เกิดเข้าใจแล้วว่าบริหารประเทศ 65 ล้านคนนี้มันคงจะเหมือนๆกัน

เพราะว่าเราแต่ละคน เติบโต ปฏิบัติงานที่เราทำมานี้ มันมีเหตุผลของมันอยู่ เพราะเราได้เรียน ได้ฝึกฝน ทำหน้าที่ของเรามาเป็นปีๆ เกิดทักษะ ความรู้ ความพึงพอใจ เราจึงทำงานของเราได้ดี เกิดปัญญาคิดวิเคราะห์ได้กว้างขวาง การทำหน้าที่เสมือนการปฏิบัติทำ สะท้อนตนเองว่าเราคือใคร กำลังทำอะไร เพราะอะไรเราถึงได้ทำในสิ่งที่ทำ และสิ่งที่เราทำนั้นมีความหมายว่าอย่างไร เพียงเท่านี้สิ่งที่จะได้เรียน ได้ศึกษา ก็มากมายมหาศาลแล้ว โดยยังมิต้องออกไป critic วิพากษ์ความบกพร่องในเรื่องที่ตนเองอาจจะได้ข้อมูลมายังไม่พอ มองไม่รอบ ไม่ลึก หรือแม้กระทั่งได้ข้อมูลมาเพียงแค่ propaganda หรือการปั่นข้อมูลที่ไม่เป็นจริงให้เกิดอารมณ์ เกิดความรู้สึกมากมาย

เราอุตส่าห์ทำงาน มี​ “หน้าที่” ได้แล้ว เราควรจะพิจารณาและปฏิบัติหน้าที่ให้ถึงที่สุด ผลกระทบที่เราทำนั้น มากกว่าแค่งานที่อยู่ แต่เป็น “ธรรมะ” ของมนุษย์ ว่าเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับสังคมโดยรวมอย่างไร เมื่อไรก็ตามที่เราเกิดอยาก “หยุด” ปฏิบัติหน้าที่ของเราเอง และหันไปทำหน้าที่ของคนอื่น ก็ควรจะใคร่ครวญให้ดีว่าความอยากนั้นเป็นอุปาทาน เป็นอารมณ์ หรือเป็นสิ่งที่เราได้ครุ่นคิดใคร่ครวญอย่างแยบคายแล้วว่า เป็นอันพึงกระทำ