Blog Archives

Monday, May 31st, 2010 | Author: phoenix

ความรักและการแสดงออก

กระบวนการสำคัญสำหรับการทำ counselling หรือการให้คำปรึกษาคือ "การฟัง" ทีนี้เราจะพบว่า ทำ workshop ฝึกพูดนั้นไม่ยาก ก็ให้พูดออกมา แต่การทำ workshop ฝึกฟังนั้นจะซับซ้อนกว่า ขึ้นกับวัตถุประสงค์ว่าเราอยากจะฝึกในมิติอะไร (ไม่ได้หมายถึงฝึกในมิติที่สี่ twilight zone อะไรแบบนั้น) และอยากจะให้ "เกิดอะไร" ในตัวนักเรียนหรือในที่นี้คือคุณหมอๆที่จะมาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ของเรา

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงเลือกเอา mini-World Cafe มาเป็นเครื่องมือใน workshop นี้


WORLD CAFE: LOVES

เริ่มต้นแบบ classic ด้วยการนั่งสมาธิ เพราะเป็นชั่วโมงบ่าย หลังกิจกรรมอื่นๆที่เราได้ใช้สมองซีกซ้ายกันอย่างมากแล้ว เรียกว่าหัวกำลังวิ่งปรู๊ดปร๊าด ก่อนจะเริ่มเราต้องทำให้ "ช้าลง" ในที่นี้คือคลื่นสมอง และลดกระบวนการคิด เพิ่มกระบวนการสร้างสรรค์จินตนาการ การนั่งสมาธิในที่นี้เป็นการนั่งสบายๆ ประกอบเพลงบรรเลงเย็นๆช้าๆ และ navigate ด้วยการพิจารณาอวัยวะส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารของเรา เสริม positive thinking ด้วยการให้ขอบคุณอวัยวะเหล่านี้ ได้แก่ ตา หู ปาก มือ หัวใจ

หลังจากนั้นต่อด้วย video clips Playing for Change ใช้เพลง Standby Me แล้วตามด้วย clip "Chickens" จาก DVD BaraKa

ถึง ตอนนี้หวังว่าผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่จะออกจาก beta-mode เข้าสู่ alpha-mode ของคลื่นสมองกันแล้ว สีหน้าผ่อนคลาย หายใจยาวขึ้น นุ่มนวลและอ่อนโยนมากขึ้น ไหล่เปิด ยืดอก ไม่ห่อเหี่ยวงุ้มงอ ผมก็ให้แบ่งกลุ่ม เป็นกลุ่มละ 4-5 คน เนื่องจากผู้เข้าร่วมเรากะทัดรัด มีแค่ 25 คน ก็จัดเป็นหกกลุ่มๆละ 4 และมีกลุ่มหนึ่งที่มี 5 คน นั่งล้อมวงเป็น perfect circle เข่าชนเข่า

ผมเริ่มด้วยขอให้แต่ละคนลองมองหน้า สบตากัน ยิ้มให้กัน แล้วก็พูดว่า "ฉันเห็นเธอ" อีกฝ่ายให้ตอบว่า "ฉันอยู่ตรงนี้" ตอบรับในความมีตัวตน และมองเห็นตัวตนของอีกฝ่ายหนึ่ง หลังจากนั้นเริ่ม series 3 คำถามตามปกติของ world cafe ที่เคยทำมา

เมื่อถามคำถามหนึ่งคำถามในแต่ละรอบ ใช้เวลา (อันจำกัด) ประมาณ 15-20 นาที ครบเวลาก็จะมีเสียงระฆังเตือน ให้หาตัวแทนประจำกลุ่มหนึ่งคน นั่งอยู่กับที่ คนที่เหลือแยกย้ายกันไปหากลุ่มใหม่ ไม่ให้ตามกันไปหมด แต่ให้แยกย้ายกันออกไป พอได้กลุ่มใหม่ ก่อนที่จะเริ่มสนทนาในประเด็นต่อไป ให้ตัวแทนที่นั่งเป็นเจ้าภาพ ลองเล่าเรื่องราวที่เราประทับใจมาในรอบที่แล้วให้เพื่อนๆฟังสักหนึ่งหรือสอง เรื่อง แล้วค่อยเริ่มสนทนารอบใหม่

คำถาม แรก: ให้ทุกคนลองนึกว่า "ใครรักเรามากที่สุด และเราทราบได้อย่างไร หรือเขา/เธอแสดงออกมาอย่างไร เราจึงรู้ว่ารักเรามากที่สุด"

คำถามที่สอง: ให้ทุกคนลองนึกว่า "เรารักใครมากที่สุด และที่แล้วมา เราได้แสดงออกไปอย่างไรถึงความรักที่สุดของเรา"

คำถามที่สาม: ให้ ทุกคนลองนึกว่า "คนไข้คนไหนของเราที่เราประทับใจมากที่สุด อาจจะเป็นชีวิตอันเศร้าโศก หรือการประสบความสำเร็จในการรักษา หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เราประทับใจ"

แต่ละคำถาม ให้ผลัดกันพูด พูดที่ละคน

Ground Rule: ขณะ ที่เพื่อนกำลังพูด ให้ทุกคนฟัง ห้ามถาม ห้ามสะดุด ห้ามพูด ให้ตั้งใจฟัง จนกว่าเพื่อนจะบอกเองว่า "จบ" ให้ฟังเหมือนกับว่าเราเกิดมาเพื่อที่จะได้ยินเรื่องดังต่อไปนี้ ในวันนี้แหละ ส่วนคนพูด ลองพูดเสมือนว่าเราเกิดมา ก็เพื่อที่จะได้เล่าเรื่องที่จะพูดในวันนี้แหละ

 


หลังจากนั้นก็เป็นการสะท้อน
more…

Thursday, May 27th, 2010 | Author: phoenix

หมอ ครู​ แม่

ปีนี้พวกเราได้ไปทำ workshop จิตตปัญญาเวชศึกษา ที่ ม.วลัยลักษณ์เป็นปีที่สอง เป็นการได้เจอะเจอนักเรียนแพทย์ชั้นปีที่สอง กำลังไฟแรง กำลังตื่นเต้น กำลังพิศวงงงงวยกับหลายสิ่งหลายอย่าง ชีวิตนักศึกษามหา’ลัย เพื่อนใหม่ สถานที่ใหม่ การเรียนที่ต้องเป็นคนควบคุมดูแลตนเอง รับผิดชอบตนเอง ระบบการเรียนแบบ adult learners (Andragogy) ที่มี assumption ว่าผู้เรียนนั้นเป็นผู้ที่เติบโตสมบูรณ์แล้ว โดยเฉพาะในด้านวัยวุฒิ รู้ตัว รู้ตน ว่าตนต้องการจะทำอะไร อยากจะเป็นอะไร และควรจะทำตัวอย่างไรจึงจะบรรลุความใฝ่ฝันนั้นๆ วิธีการเรียนแบบ adult learners นั้นจะอิงกับเงื่อนไขข้อนี้อย่างมาก เพราะจะไม่เหมือนการเรียนสำหรับเด็กๆที่ยังไม่เติบโต ยังไม่ mature จับพลัดจับผลูจับคู่ผิด นักเรียนและครูจะทุกข์ทรมานกันทั้งคู่

สมัยเด็กๆ สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อแตกต่างกันชัดเจนก็คือ "ความรับผิดชอบ" เพราะเด็กยังมีประสบการณ์ชีวิตน้อย ความสามารถในการ "มองให้รอบคอบ" นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นโดย intelligence เพียงอย่างเดียว แต่ต้่องอาศัย "เห็นมาเยอะ ผ่านมามาก" จึงจะทราบเหตุปัจจัย ไม่ได้มองอะไรๆเป็น linear equation เท่านั้น แต่สามารถมองเห็นเป็นองค์รวม รับรู้เป็นอิทัปปัจจยตา เชื่อมโยงสิ่งต่างๆได้ ประสบการณ์เป็นอะไรที่ต้องสะสม อาจจะมีทางลัด ไปขโมยประสบการณ์คนอื่นโดยการฟัง โดยการอ่่านได้บ้างก็จริง แต่ก็ยังสู้ของจริงๆที่ใช้สฬายตนะทั้งหมดของตนเองรับรู้ รับทราบ และเข้าใจ ไม่ได้

เมื่อ นึกถึงตอนนี้ก็รู้สึก "น่าหวาดเสียว" อยู่บ้างว่า เรา "assume" ถูกหรือเปล่า?

ยัง ไงๆเด็กที่เข้ามาเรียนแพทย์นั้น ปีแรกๆก็ยังอยู่ใน teenagers วัยรุ่นกันอยู่นะ เขา/เธอจะเพียงพอที่จะเป็น "ผู้ใหญ่" แล้วจริงๆน่ะเหรอ

ในสภาพความเป็นจริง "สถานะ" ของเด็กที่เข้ามาจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ที่แน่ๆที่ทุกคนคงจะคิด (และ/หรือ "หวัง") เหมือนกันก็คือ ตอนเรียนจบแล้วนี่ บัณฑิตแพทย์ที่เดินออกมาจะต้องเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบได้ เพราะอาชีพนี้เวลารับผิดชอบนั้น เราพูดถึง "การรับผิดชอบชีวิต" มนุษย์ ไม่ใช่เพียงคนเดียว แต่ทั้งครอบครัว ทั้งชุมชนเลยทีเดียว

และ อีกประการก็คือ สิ่งที่จะแยกแยะผู้ใหญ่กับเด็กนั้น ถ้าหากเป็นเรื่อง "ความรับผิดชอบ" ข่าวดีก็คือสิ่งนี้ "สร้าง หล่อเลี้ยง ประคบประหงม" ให้เติบโตงอกงามได้ในพื้นดินอันอุดม ในสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ และนี่เองที่เป็น "ที่มา" ของบทความนี้ใน series ม.วลัยลักษณ์ของปีนี้

more…

Wednesday, May 26th, 2010 | Author: phoenix

คนไข้คือครูใหญ่

ช่วงนี้เป็นช่วงการหมุนเวียนกลุ่มแรกของนักศึกษาแพทย์ที่ ม.อ. กลุ่มที่ผมได้เข้ามาคุมกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพในผู้ป่วยศัลยกรรมเป็น นักศึกษาแพทย์ปีที่สี่ที่พึ่งขึ้น ward เป็นปีแรกและยังหมาดๆ (แค่ 3-4 อาทิตย์) เราแบ่งนักศึกษาออกเป็น 6 กลุ่มๆละประมาณ 7-8 คน แต่ละกลุ่มจะได้รับมอบหมายให้ไปสัมภาษณ์ผู้ป่วยศัลยกรรม "เชิงลึก และเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ" กลุ่มละหนึ่งราย เสร็จแล้วก็ค่อยมานำเสนอให้ทุกคนฟัง โดยมีรายงานส่งแยกต่างหาก รายละเอียดให้อยู่ใน written report แต่การนำเสนอเป็นแบบ free style เน้นความประทับใจ เน้น core message ที่อยากให้เพื่อนๆได้ยินที่เราเห็นว่ามีค่ามากที่สุด เป้าหมายทั้งหมดยังคงเป็นเรื่อง empowerment ของคนไข้ แต่แทนที่จะเป็นเชิงระบบ ก็จะเป็นเชิงปัจเจกบุคคล เฉพาะคนไข้รายนี้รายเดียว