เมื่อไรเราถึงจะ I in YOU?
Otto Scharmer ผู้เขียนหนังสือ Theory U ได้กล่่าวตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ถึงการจัดระดับการสนทนา หรือการฟังออกเป็น 4 ระดับ คือ I in me, I in it, I in you และ I in now
I in me ก็คือการฟังแบบใช้ตัวเราเป็นตัวตั้ง คือเราจะมีความทรงจำเก่า ความหมายเก่า เทปม้วนเก่าอยู่แล้ว เมื่ออะไรที่คลับคล้ายคลับคลา เราก็พร้อมจะเสียบชุดความหมายเดิมๆเข้าไปทันที เหมือน download ของเก่ามาใช้ เป็นการสนทนา การฟังแบบผิวๆเผินๆ ฟังๆไปแบบนี้เผลอๆเราอาจจะด่วนสรุปว่าเราเข้าใจหมดแล้ว ก็หยุดฟัง แม้ว่าจะทำท่าทำทางฟังอยู่ก็ตาม เช่น เพื่อนเราพออ้าปากพูด เราก็รู้ไปหมดว่ามันจะพูดว่าอะไร เราก็จะหยุดฟัง (ที่จริงคือหยุดสนใจ) หันไปคิดเรื่องที่เราจะพูดต่อของเราทันทีที่มันพูดจบ (แล้วเพื่อนเราก็จะ return the favour คือแสร้งเป็นฟัง แล้วก็คิดเรื่องที่จะพูดต่อไปอีก) ผลสุดท้ายก็คือ เป็นการพูดจาแบบสุภาพ ถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่ไม่มีใครฟังอะไรกัน แยกย้ายกันกลับไป ทุกคนเหมือนเดิมทุกประการ
I in it ขยับลึกลงไปอีกนิด แทนที่จะเอาเราเป็นตัวตั้ง ก็เอา reference หรือ แกนอ้างอิงมาเป็นตัวตั้ง ใช้เยอะในการสนทนาทาง academic หรือการศึกษาวิชาการ นัยว่า evidence-based หรือการเรียนเชิงประจักษ์นั้น จะพูดจะจา จะต้องมีอ้างอิง มีการศึกษา ไม่ได้คิดเองเออเองนะ อันนี้มักจะเป็นการ debate มีคนที่เหนือกว่า มีคนที่ด้อยกว่า (เหตุผล) ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง อาจจะฝ่ายเดียว มีน้อยครั้งที่จะเปลี่ยนสองฝ่าย (ถ้าโค่นกันไม่ลง) บางทียังสรุปไม่ได้ ก็ยังงงๆกลับไปทั้งคู่ ในขั้นนี้เรียกว่าเป็นการฟังแบบ "เปิดจิต" (Open Mind)
ใน สองแบบนี้ ถ้าลงมาที่ debate แล้วเกิดอารมณ์ ความเปราะบางของ self บังเกิด ก็จะมีความโกรธ มีความระแวดระวังตัวเกิดขึ้น การสนทนาการฟังก็จะย้อน retrograde กลับไประดับหนึ่งใหม่ เพื่อรักษามิตรภาพ หรือรักษาความรู้สึก security ของ self ตนเองเอาไว้ หรือบางทีแตกหัก กลับสูญเสีย self ไปก็มี เพราะเอาคุณค่าของตนเองไปแขวนไว้กับสิ่งที่เชื่อในตอนแรก
I in you เป็นการ ฟังไม่เพียงแค่ contents แต่สนใจไปถึงว่า ทำไม และอะไรกันแน่ ที่ผู้พูดกำลังต้องการจะสื่อ เพราะอะไร มันสำคัญอย่างไรกับคนพูด และสำคัญอย่างไรที่เขาเลือกมาพูดกับเรา ทำไมเราถึงได้มาฟังเรื่องนี้ เราจะมีบทบาทเช่นไร มีความหมายอย่างไร เป็นการฟังแบบ "เปิดหัวใจ" (Open Heart) เพราะเปิดจิตอย่างเดียว บางทีมันยังมีความคลางแคลงใจหลงเหลือ ไม่เชิงเหตุผล แต่มันไม่โดนใจเราก็ไม่อยากจะรับรู้ จนเมื่อเราสามารถที่จะ embrace โอบกอดกับสิ่งที่เราคลางแคลงได้ เราถึงจะรับรู้ในมิตินี้ได้ ในการสนทนาระดับนี้ บางคนก็บอกว่าเป็น Dialogue ลึกกว่า debate ในระดับนี้ บางทีบางครั้ง เราอาจจะนึกถึงเรื่องอะไรอยากจะพูดออกมา ปรากฏว่าเพื่อนที่นั่งอยู่ด้วยกันก็พูดขึ้นมาเฉยเลยก็มี
I in now และเมื่อหัวใจของผู้ร่วมสนทนาเปิดกว้าง สิ่งที่ "สำคัญที่สุด" ของแต่ละคน ถูกนำออกมาแลกเปลี่ยน เปิดเผย อย่างไว้วางใจ ณ ตรงนี้เองที่ "อนาคต" กำลังจะผุดปรากฏ หรือถือกำเนิดขึ้น ต่อหน้าต่อตา อนาคตที่ไม่มีใครพยากรณ์ หรือบอกกล่าวล่วงหน้า ถูกผลักดันมาอยู่ริมขอบของปัจจุบัน เมื่อทุกๆคนได้ตระหนักถึง presence ว่าทำไมจึงได้มาอยู่ ณ ที่นี้ ตรงนี้ กับคนอื่นๆ นี่จะเป็นปัจจุบันที่ "ชัดเจนที่สุด" เราจะไม่ได้นำเอาอดีต นำเอาความหมายเก่า นำเอา download ของเดิมๆมาคาด มาเดา แต่ ณ ขณะนี้ เราอยู่ here and now โดยแท้จริง ความรู้ใหม่ที่จะปรากฏขึ้นนั้น เป็นเพราะ NOW นี่จะเป็นการสนทนาแบบ generative dialogue ในระดับ "เปิดเจตจำนง" Open Will พวกเราจะเข้าสู่ ณ ที่ที่อนาคตผุดกำเนิด (where the future emerges)
สาเหตุที่การสนทนาระดับลึกมากๆไม่ค่อยได้เกิด ก็เพราะอุปสรรคระหว่างทาง การด่วนตัดสิน (judgmental attitude) จะขัดขวาง open mind เพราะว่าเรา "รู้" ไปเสียแล้วว่ามัน "ไม่มีทางใช่" (นอกเหนือจากสิ่งที่เราเชื่อ) หรือความคลางแคลงใจ (cynicism) ก็จะเป็นกำแพงการ open heart แต่สิ่งที่จะยากที่สุดก็คือ ความกลัว ที่จะกั้นไม่ให้เราเข้าสู่ open will เพราะเราจะต้องยอมถอดทิ้ง สละสิ่งที่เคยเป็น เคยรู้ เคยบอกว่านี่แหละเรา ออกไปชั่วขณะหนึ่ง ยอมที่จะ embrace อะไรก็ตามที่จะปรากฏขึ้น ยอมลดเกราะ ลดทิฏฐิเดิมๆ กล้าให้อภัยแก่ตนเอง และคนอื่นๆในสิ่งที่จะเกิดขึ้น (อภัยทาน) เข้าสู่ Fearless state ซึ่งจะต้องใช้เจตจำนงความมุ่งมั่น และความกล้าหาญ พลังเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อเราเองเข้าใกล้ The Source ว่าทำไมเราถึงมีอยู่ ทำไมเราถึงเกิดมา ทำไมเราถึงได้มาอยู่ที่นี่ กับผู้คน มีศักยภาพอย่างที่มี มีสังฆะอย่างที่ปรากฏ เมื่อเราละวางได้ true knowledge จึงผุดปรากฏได้ (when we let go, we let come)
คนถามว่าจะรู้ได้อย่างไร ว่าเราลงมาถึงระดับสาม ระดับสี่
Otto Scharmer บอกว่า ง่ายนิดเดียว ในระดับสามและสี่ เราจะเกิดการ "เปลี่ยนแปลง" ไปจากเดิม หลังการสนทนานั้นๆ
ทันทีที่หัวใจเราเปิด ยอมรับสีสัน ชีวิตอื่นๆเข้ามา สอดประสาน ผสมกับการรับรู้ "ความจริง" ของเรากับของผู้อื่นมาผสม เมื่อนั้นเราก็จะเติบโตขึ้น เปลี่ยนไปจากเดิม
มีคนมากมาย พยายามสร้างการสื่อสารเพื่อสันติ แต่ทำไปในระดับหนึ่ง หรือสอง ลำพังแค่การฟังอย่างลึกซึ้ง การเยียวยาจะเกิดขึ้นได้แค่ในระดับหนึ่ง แต่เราอาจจะยังบอบช้ำ และสมุหฐานของโรคยังไม่ได้ชำระแต่อย่างใด เราจะต้องรับรู้ความทุกข์ ความลำบากของผู้คนรอบๆข้างเราด้วย เมื่อนั้น เราจึงจะเกิด "กรุณา" ซึ่งมาจากการ "เข้าใจ" ในทุกข์ ของเรา และของเขา เราจึงจะสามารถเดินไปด้วยกัน
การไปฟังแต่ละครั้ง แต่ละที แน่นอนที่สุด จะเกิด feel-good effects แต่เป็น one-directional เมื่อเราฟังจนข้อมูล exhausted แล้ว อะไรจะเกิดขึ้น? จะมีอะไรเปลี่ยนไหม? สิ่งแรกที่มีก็คือ "อา… เรามีคนฟังแล้ว" เมื่อนั้น violence ก็จะถูกเจือจางลงไป ยิ้มออก ช้าลงได้ แต่กระบวนการเยียวยาที่สำคัญยังไม่เกิดขึ้นเลย เพราะนี่เป็นแค่ระยะหนึ่งของอริยสัจสี่ คือ ทุกข์ ได้ถูกเรียบเรียง และมองลงไปอย่าง objective ได้ ถ้า เราค้างคาอยู่แค่นี้ ยิ่งพินิจพิจารณา โดยไม่ได้หันเหทิศทางไปสู่สาเหตุ ไปสู่การดับ และหนทางแห่งการดับทุกข์ negative emotion เป็นอะไรที่แปลกประหลาดที่สามารถหล่อเลี้ยงตัวมันเองได้ แทนที่จะเดินออกมา เราก็สามารถ "จมลงไป" แทนได้
ตรงนี้การฟังแบบ active and deep listening จะเสริมด้วย reflection คือ การสะท้อนแบบปราศจากอคติ อย่า ไปเสริมฟืนไฟ version ของเราให้ความชัดของทุกข์นั้นฮือโหมไปมากกว่าเดิมด้วย emotional aggravation แต่สะท้อนให้ชีิวิต การกระทำ การไม่กระทำ มันชัดขึ้นจากแง่มุมต่างๆ
ในการทำ palliative care ช่วงนี้จะเกิดขึ้นหลังการ breaking the bad news คนมักจะกังวลว่าเราจะแก้ปัญหาอะไรได้หรือ แต่ที่จริงเราไม่ต้อง เราอยู่ตรงนั้นมีบทบาทหน้าที่อื่น คือ เป็นกัลยาณมิตรที่สะท้อน ที่เสนอ ที่ช่วยเหลือ ในสิ่งที่เขาต้องการจาก expertise ของเราเท่าที่เรามี เราไม่ควรเกิด sympathy ลงไปกับเรื่องราว แต่ในขณะเดียวกัน เราจะต้องมี empathy กับเรื่องราวของเขาได้

Thursday, 15. July 2010
ดีครับ ผมว่าบางครั้งเราก็ลงไปถึง 3 ได้นะครับเช่นเวลาสัมภาษณ์คนไข้ ที่ไม่ใช่ซักประวัติ(ระดับ 1-2 ตัดสินและแนะนำในสิ่งที่เป็นเรา ประสบการณ์ของเราที่เราได้ยินจากคนไข้รายอื่น) ถ้าระดับ 3ที่พบคือเราจะฟังและได้ยิน พร้อมเข้าใจในความรู้สึก(sensing) ว่านี่เป็นความทุกขื ไม่สบายใจของเขา(illness) ที่ทำให้เขาไม่สบายและมารพ. แล้วก็ร่วมคิดแต่ชี้นำว่าควรทำอะไร เพราะบางครั้งเขาก็อ้อ ขึ้นมาเองแล้วกลับไปแก้ไขได้เอง(อันนี้คือ K3 ของเขาเปล่าไม่รู้) ไม่รู้ว่าที่เล่ามามันเป็นระดับ 3 ได้ไหม เพราะเอาไว้สอนน้องนักศึกษาแพทย์ครับ
Thursday, 15. July 2010
ก็น่าจะได้อยู่นะครับ
ในใจผม ยังคิดว่ามันจำเป็นต้องเป็น mutual ไหม คือเกิดทั้งสองด้าน ทางหนึ่งก็คิดว่าไม่จำเป็น อีกทางหนึ่งคิดว่าถ้าเรา open heart แล้ว จะให้เกิด I in You ทั้งสองข้าง มันก็แค่อีกกะตี๊ดเดียว อะไรจะเป็นอุปสรรค? ก็เกิดคำถามใหม่ทันทีว่า ขณะที่เราเปิดรับข้อมูลคนไข้เต็มที่ ตัวเราเองพร้อมที่จะไว่้วางใจและเปิดอกกับคนไข้มากเท่าคนไข้เปิดต่อเราหรือไม่?
เมื่อไรที่เราสามารถเปิดอกกับคนไข้ เล่าความพร้อม ข้อจำกัด สิ่งที่เราทำได้ ไม่ได้ (รวมไปถึงที่อยากจะทำ) เมื่อนั้น open-heart ก็จะเป็น two-way communication เกิดทั้ง I in You และ You in Me น่าจะเป็น sensing ที่สมบูรณ์แบบ
Friday, 16. July 2010
ขอบคุณครับ นี่น่าจะเป็นคำตอบที่ดี ที่เราพบว่า defensive medicine ทำไมจึงมีแนวโฯ้มมากขึ้น เพราะหมอเราอาจกลัวที่จะเปิดทุกสิ่งทุกอย่างอย่างจริงจัง เพราะเมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่ชาวบ้านเริ่มดูแลตนเองได้มากขึ้น เราก็เป็นแค่คนให้ข้อมูล แนะนำซึ่งถ้าเรากล้าที่จะตอบว่าไม่รู้ ทำไม่ได้และหาหรือแนะนำต่อ ส่งต่อให้อย่างเต็มที่ การฟ้องร้องคงไม่่ต้องกลัวนะครับ
Friday, 16. July 2010
โอ้…อนุภาพของความกรุณา
แค่มองเห็นความทุกข์
หัวใจก็อ่อนโยนและนุ่มนวล
เปิดโอกาสให้ใช้ศักยภาพทั้งของเขาและเรา
เดินเคียงข้างในมรรคาแห่งความทุกข์
เพื่อแปรเปลี่ยนให้เป็นความสุข สันติ
โอ้…อนุภาพของความกรุณา
Tuesday, 3. August 2010
ขอบคุณมากค่ะ ใช้ประโยชน์ได้เยอะเลย
ได้ทบทวน….ใช้….และบอกต่อ……..
เกื้อกูลต่อเพื่อนร่วมงานได้ดีที่เดียว
ศิริพร สกุลรัตน์(อ้วน)