Author: phoenix
• Thursday, July 08th, 2010

ยังใช้ facebook ไม่เป็น

ผมจัดตัวเองว่าเป็นคนที่ติดตามเทคโนโลโยในระดับ "พอประมาณ" คือ ไม่ถึงกับ cutting edge แต่ก็พอถูไถสนทนา แต่ตอนหลังๆพบว่าสงสัยจะเริ่มปลงกับ "ตกยุค" ของตนเองเสียแล้ว ตั้งแต่หลุด HI5 โดยยังไม่ทันจะเริ่ม ปรากฏว่าเขาก้าวข้ามไปทำอย่างอื่นกัน ด้อมๆมองๆ tweeter จนพอจะเริ่ม ปรากฏว่าเขาหันไป facebook กัน พอมาถึง facebook ฮ่า! เริ่มมีกะเขาบ้าง พอจะใช้ ปรากฏว่าเราไม่ทันอีกแล้ว

ที่ ว่า "ไม่ทัน" ก็คือ ผมคิดว่า social network ที่เป็น internet หรือ digital online เนี่ย มันช่าง "รวดเร็ว" เหลือเกิน จนเกินรสนิยมผมไปหลายปีแสง

วันก่อนอ่านบทความของรุ่นน้อง comments ไปนิด เพราะรู้สึกว่าน่าสนใจ พอวันนี้นึกอะไรออกมาได้ จะไปเขียนต่อ ปรากฏว่าเรื่องนั้นมันกลืนหายไปกับอดีต มีบทความใหม่ๆ หัวข้อสนทนาใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา ไล่ตามหาไปอยู่พักใหญ่ก็ไม่เจอของเดิมที่เราจะเพิ่มเสียแล้ว ต่างจากเครื่องมือโบราณชิ้นเดิมของผมคือ blog ที่ยังไงๆมันก็ยังอยู่ที่เก่า หรือมีสารบัญ มี key words ที่อะไรที่พอจะ trace กลับไปใหม่ได้ ไม่ว่ามันจะเลื่อนลงไปเหมือนกัน (แต่ด้วยความเร็วของเราเอง เพราะเป็น blog เรา) หรือจะหาของคนอื่น ก็เป็นหมวด และเป็นอะไรที่ไม่หวือหวาวืดวาดเร็วเกินไป

เดือนที่แล้วมั้ง ที่อ่านเจอโฆษณาแวบๆ มีคนจัดอภิปรายเรื่องอะไรสักเรื่อง หัวข้อน่าจะลึกซึ้งพอประมาณ (ในรสนิยมของผม) ปรากฏว่า มีวิทยากรถึงสิบกว่าคน!! หะแรกเราก็คิดว่านี่คงจัดเป็นวันสองวัน หรือมีหลายห้องคู่ขนาน เปล่าเลย เขาจัด "วูบเดียว" นั่นแหละ คนนึงพูดประมาณ 5-10 นาที แล้วก็พูดต่อๆกันไปเรื่อยๆ แป๊บเดียวสิบกว่าท่าน จบ!!

เสียงปรบมือเกรียวกราว ความรู้มหัศจรรย์เสพย์ผ่านไปในพริบตา!!

เมื่อเจอปรากฏการณ์เช่นนี้ ทำให้คนที่เริ่มคิดอะไรช้าลงอย่างผมก็เกิดอาการขวัญหนีดีฝ่อ รีบสำรวจตนเองว่า เอ… เราช้าลง หรือคนอื่นเร็วขึ้นหว่า เพราะถ้าเราช้าลงเยอะๆ อาจจะเป็นอาการเริ่มต้นของ Alzhiemer รึเปล่า ลองสมาธิ วิปัสนาเร็วๆ อืม.. ก็ยังอยู่นี่นะ เรียบเรียงอะไรต่อมิอะไรได้เหมือนเดิม แสดงว่านี่เป็นปรากฏการณ์ที่โลกรอบตัวผมมันวิ่งเร็วขึ้นเป็นหลัก

ถ้า facebook ทำให้เรา "สัมผัส" และมี "ความสัมพันธ์" อย่างที่โลกกำลังดำเนินไปในอนาคต ผมก็เกิด "อคติ" ขึ้นมาไรๆกับความสัมพันธ์แบบที่ว่านี้ เพราะใน old school ของผม การค่อยเป็นค่อยไป เป็น ingredients ที่สำคัญในการที่จะเกิดสิ่งสำคัญมากๆอย่าง "ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์"

เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นและ "เปลี่ยนแปลง" บน facebook นั้น เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่เพียงเฉพาะการสนทนาในประเด็นๆหนึ่ง แต่หัวข้อใหม่ๆ ที่เสนอเข้ามานั้นก็เช่นกัน ภาษาที่ใช้ก็มีการพัฒนาไปให้สั้น กระชับ เร็วขึ้นๆ จนผมสงสัยว่าสักกี่เปอร์เซ็นที่เราไม่ได้ใช้การ downloading เอาความหมายเก่าในหัวเรามาเติมให้ครบ เสริมให้เข้าใจ และเราสามารถที่จะ "เข้าใจ" กันและกันได้จริงๆหรือ ในการสนทนาที่เร็วขนาดนี้ บางสนทนามีผู้ร่วมเกิน 30 คน และพูด (พิมพ์) คนละ 1-2 ประโยค แต่ก็สามารถถกเถียง ทะเลาะ เห็นด้วย เอออวย เออออ ไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ!!

ที่น่ากังวล (ผมเอง) ก็คือ ภาษา stereotyping มันแทรกซึมลงมาเยอะมากในวัยรุ่น หรือ facebookers กลุ่ม tweetple เหล่านี้ คำ "ศาสนา" คำ "คุณธรรม" คำ "ความดี" มีมิติเหลืออยู่แค่เป็น catch-phrase และ emotional slang ไปอย่างงงงวย หรือจะเป็นเพราะผมอ่านเร็วไปเอง แต่ เอ… คนอื่นๆก็รับไปแค่นั้น แล้วก็รีบๆเปลี่ยนเรื่องอื่น เหมือนกับชีวิตจะหมดสิ้นไปถ้าไม่มีเรื่องใหม่มา feed กันต่อๆไปไม่มีหยุดยั้ง

ผมคิดว่าคงจะมีวิธีใช้ที่ถูกต้องที่ตัวผมเองยังค้นหาไม่เจอ ด้วยความเป็นคนขี้เวียนศีรษะ (อ่านแล้วทะแม่งๆ) อาจจะมองโลกในแง่ร้ายเกินไป แต่ทว่าความสัมพันธ์ที่ "ฉาบฉวย" มันไม่มีอะไรมีค่ามากนัก เราก็จะตัดทิ้งไปได้เหมือนแคะขี้มูก อาจจะปั้นๆดมๆพอสะอิดสะเอียนแล้วก็ดีดทิ้ง ถ้าพูดถึงขี้มูกก็คงจะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าพูดถึงความผูกพันของมนุษย์ ก็น่าตกใจ

ผมยังโหยหาความสัมพันธ์ที่เราค่อยๆทำความรู้จักกัน มีพื้นที่ ทั้ง space and time ที่หล่อเลี้ยง ไม่ใช่สาดโครม มีเขาพูด แล้วก็เราพูด แล้วก็เขาพูด เราพูด สามารถอ้อยอิ่งกับความเงียบที่กำลังสนทนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องพิมพ์ตลอดเวลา พูดตลอดเวลา ในการเพาะเลี้ยงความสัมพันธ์

You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.
Leave a Reply