ช่วงนี้ (มีนาคม ๒๕๕๓) ผมทดลองตั้งคำถามกับตัวเองทุกๆ เช้าที่ตื่นขึ้นมาว่า
วันนี้ผมจะ “ทำอะไรดีๆ” ให้คนอื่นๆ ได้บ้าง
แน่นอนว่า สิ่งดีๆ ที่ผมจะทำให้กับตัวผมเองและคนใกล้ชิดนั้น เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดที่ต้องทำทุกวันและต้องรักษาฐานตรงนี้ไว้ให้ได้อย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว
ผมรู้สึกว่า “ยังไม่เพียงพอ”
ผมรู้สึกว่า “มิติของการทำอะไรให้ผู้อื่นหรือสิ่งอื่นๆ” เป็น “มิติ” ที่ลึกซึ้งมากกว่าเดิม
ในช่วงแรกๆ ที่ทดลองทำเรื่องแบบนี้ ผมได้ตั้งใจไว้ว่า ผมน่าจะ “มีอะไร” อย่างน้อยหนึ่งอย่างหนึ่งเรื่อง ที่เราทำดีๆ ให้กับคนอื่นที่เราไม่รู้จัก “ทุกๆ วัน”
ในเบื้องต้นนั้น ผมพบว่า “รอยยิ้ม” เป็นอะไรที่เริ่มต้นได้ดีทีเดียวครับ
“การให้รอยยิ้ม” ของเราออกไป โดยไม่คาดหวังอะไรนั้น เป็นจุดเริ่มต้นเรื่องหนึ่งที่สร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับตัวเราเองได้
“การให้รอยยิ้ม” ถือได้ว่าเป็น “การกระทำ” อย่างหนึ่งได้
พอจะนับได้ว่า ได้ทำอะไร “เล็กๆ น้อยๆ” เท่าที่พอจะทำได้ออกไปแล้ว
ผมมาพบว่า บางทีผมไม่ควรจะไปเสียเวลากังวลกับสิ่งที่ผมทำอะไรไม่ได้ แต่ผมควรจะสนใจพิเศษกับสิ่งที่ผมทำได้ ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม
ท่านอ.หมอประเวศ วะสี จะพูดเสมอว่าให้เรามีปีติสุขกับความสำเร็จแม้จะเพียงเล็กๆ น้อยๆ นับตั้งแต่ที่ผมได้ยินประโยคนี้เป็นครั้งแรกในสมัยที่ผมยังเป็นนักเรียนแพทย์ ได้จดบันทึกเอาไว้ เป็นเวลาเกือบสามสิบปีเต็มๆ แล้ว ถึงตอนนี้ผมก็ยิ่งเชื่อและศรัทธาเสมอ ในเรื่องของการกระทำสิ่งสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แบบที่ท่านอาจารย์บอกไว้
เมื่อเริ่มต้นการให้อะไรบางอย่างด้วยการเริ่มจาก “การให้รอยยิ้ม” แบบนี้เป็นต้น
ผมยิ้มและเรียนรู้จนผมเชื่อว่าไม่มีใครยิ้มได้แบบผม ไม่ใช่ว่า ผมยิ้มเก่งกว่าใครหรือสร้างยิ้มได้ดีกว่าใคร แต่รอยยิ้มรอยนี้เป็นเอกลักษณ์ของผม
อย่างน้อย ณ เวลานั้นสำหรับใครก็ตามที่เจอรอยยิ้มที่ปลิวไปจากใบหน้าของผม
รอยยิ้มของผม ณ เวลานั้นจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาในวินาทีนั้น เพียงเท่านั้นจริงๆ
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังต้องเลี้ยวขวาผ่านสี่แยกเพื่อจะไปส่งลูกสาวไปโรงเรียน
หญิงสาวบนมอเตอร์ไซด์คันหนึ่งที่กำลังจอดรอไฟแดง ส่งยิ้มไปให้กับคนบนรถยนต์อีกคันหนึ่งที่กำลังเลี้ยวผ่านมา คาดว่าคงจะเป็นคนที่รู้จักคุ้นเคยกัน บังเอิญว่าจังหวะที่ผมเลี้ยวรถยนต์ไปและหันไปมองเธอนั้น รอยยิ้มเธอยังคงค้างอยู่ จังหวะที่ผมเลี้ยวรถผ่านไปและเหลียวหน้าไปเห็นจึงเหมือนกับว่าเธอยิ้มให้กับผมอย่างเต็มๆ ไปด้วย
ผมยิ้มกลับอย่างเป็นอัตโนมัติได้ทันที ยิ้มตอบรับไปโดยที่ผมไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำไปว่าได้ส่งรอยยิ้มออกไปแล้ว
แปลกดีครับ เป็นความรู้สึกที่แบบว่า “ดีมากๆ” เลยครับกับ “รอยยิ้มของคนแปลกหน้า” แบบนี้ที่สามารถยิ้มให้กันแบบไม่มีต้นสายปลายเหตุยิ้มให้กันโดยบังเอิญแบบที่ไม่มีเหตุผลอะไรทั้งสิ้น
ไม่ได้ทำอะไรให้แก่กัน ไม่ได้รู้จักกัน เพียงแค่ยิ้มให้กันและสามารถรู้สึกถึง “คุณค่าแห่งรอยยิ้ม” ที่สามารถสร้างความสุขให้แก่กันและกันได้อย่างง่ายๆ
ผมนึกถึงคำพูดของใครต่อใครที่พูดเสมอๆ ว่า “โลกนี้สวยงามด้วยรอยยิ้มจริงๆ”
ต่อมา ผมพบ “ความเชื่อมโยง” ระหว่าง “รอยยิ้ม” “ลมหายใจ” และ “หัวใจ”
ผมพบว่า เมื่อผมลองเชื่อมสามอย่างนี้เข้าด้วยกัน ผมรู้สึกว่า “รอยยิ้มแบบนี้” เป็น “รอยยิ้มจากหัวใจ” ที่สร้างความสุขให้กับผมได้มากขึ้นกว่าเดิม ผมลองเริ่มต้นด้วย “ลมหายใจเข้า” และยิ้ม สูดรับความดีงามความสวยงามของสิ่งที่เราเห็นสิ่งที่เรารับรู้ตรงนั้น ให้ไหลเข้าไปสู่หัวใจที่ทรวงอกด้านซ้ายของเรา
เมื่อยิ้มเข้าไปถึงบริเวณหัวใจของเราด้วยลมหายใจเข้าแล้ว
ในช่วงรอยต่อของลมหายใจก่อนที่เราจะหายใจออก ให้เราลองรู้สึกว่า หัวใจของเราเป็น “เครื่องขยาย” ความดีงามความสวยงามเล็กๆ เหล่านั้น
ให้มีขนาดใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมสักห้าเท่าหรือสิบเท่า
เมื่อลมหายใจออกมาถึง ให้เราสิ่งความสวยงามที่เราขยายเพิ่มมากขึ้นด้วยหัวใจของเราให้ออกไปกับลมหายใจออกพร้อมกับรอยยิ้มของเรา
ผมพบว่า รอยยิ้มแบบนี้ เป็นรอยยิ้มที่มีพลังมากๆ สามารถสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับตัวผมเองได้มากมาย
นอกจากนั้น “สิ่งที่เรายิ้มด้วย” ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้คนเสมอไป เราอาจจะลองยิ้มกับสุนัขหรือแมว อาจจะลองยิ้มกับไฟจราจร ลองยิ้มกับรถยนต์คันหน้า ลองยิ้มกับบรรยากาศ ลองยิ้มกับต้นไม้ดอกไม้ใบหญ้า
ผมสังเกตว่าผมพบ “รอยยิ้ม” จำนวนมากมายผุดพรายเข้ามาในชีวิตของผม
“รอยยิ้ม” จำนวนมากแทนคำขอบคุณของคนที่กำลังข้ามถนน เด็กนักเรียนบางคนถึงขั้นยกมือไหว้ สบตาและขอบคุณ เมื่อผมหยุดรถให้พวกเขาข้ามถนน
ผมรู้สึกถึง “ความอุดมสมบูรณ์” ของรอยยิ้มที่มีอยู่มากมายในสังคมไทยของเรานี้เอง เป็น “ความอุดมสมบูรณ์” ของ “มิตรไมตรี” ที่ผู้คนไม่ต้องลงทุนอะไรเลย
คนไทยโชคดีนะครับที่เป็นสังคมที่ยิ้มกันง่าย
“รอยยิ้ม” เหล่านี้ล้วนช่วยทำให้ผู้รับอย่างผม “รู้สึกดี” อิ่มเอิบและหัวใจชุ่มฉ่ำ รู้สึกได้ถึง “ความจริงใจ” จากผู้คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
อยากจะชวนกันกลับมาช่วยกันสร้าง “รอยยิ้มจากหัวใจ” ที่ “ไม่มีเงื่อนไข” ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปกันเถอะครับ
นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
drwithan@hotmail.com

Saturday, 26. June 2010
ดีครับพี่ จริงอย่างพี่ว่า ผมก็จำรอยยิ้มพี่ได้ดีครับ ผมว่าเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดและก็นเป็นเรื่องที่ยากเหมือนกันที่จะยิ้ม อย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะพวกเราเวลาพบหรือเห็นใครยิ้มให้มักจะเกิดการตีความทำให้ใช้ความคิดนำความรู้สึก เลยอาจไม่สุขก็ได้ ทั้งที่ยิ้มอย่างที่พี่ว่ามันเกิดจากความรู้สึกที่ดีแม้ไม่รู้จักกันแต่อยู่ในเหตุการณ์ที่รื่นรมย์ ที่น่าปิติเดียวกันเราก็อาจยิ้มออกมาพร้อมกัน ให้กัน โดยไม่ต้องการคำถามว่า “ยิ้มอะไรเหรอ” “มีอะไรหรือเปล่า”
การยิ้มเมื่อเจอกันเป็นความรู้สึกที่ดีต่อกัน เพื่อนผมสมัยเรียนมันก็ชอบยิ้มให้ทุกคนที่ผ่านจนเพื่อนอีกคนถามว่ารู้จักกันเหรอ เพื่อนที่ยิ้มมันตอบว่า “ไม่รู้จักหรอก แต่ไม่ได้โกรธกันนี่หว่า” ผมว่ามันก็เป็นประโยคที่โน้มความคิดเราลงได้ ให้ความรู้สึกขึ้นมาอยู่เหนือบ้างก็ดีครับ ……..จาก สมชาติ
Wednesday, 30. June 2010
จริงด้วยค่ะ การยิ้ม เป็นการเปิดรับมิตรภาพดีๆ เขณะที่เรายิ้มเราได้เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับในเวลาเดียวกัน คนที่สวยที่สุดหรือหล่อที่สุด ก็คือคนที่มีรอยยิ้มบนใบหน้าค่ะ ^^ พิมพ์ไปยิ้มไปค่ะ
Thursday, 1. July 2010
ลองฝึกตามแล้ว รู้สึกว่า “ใจ” เรามันสบาย โล่งจังเลยค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะ ขออนุญาตนำไปเผยแพร่ต่อนะคะ