การดูแลผู้คนในพวกเราชาวสาธารณสุข มักถ้าทำไปตาม หนังสือคู่มือ ว่าด้วยมาตรฐานการดูแล ในความเห็นของผม ผมคิดว่ามันดีได้ระดับหนึ่ง แต่มันยังไม่พอ มันขาดชีวิตชีวา และความเห็นใจ ความเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้ที่เราเข้าไปดูแล ทำไมมันยังไม่พอ ก็มีคู่มือแล้วมาตรฐานก็มีแล้ว แล้วไง
ผมคิดว่าพวกเราหลายคน คงเคยเอารถไปซ่อมนะครับ ถ้าซ่อมอู่หลักที่เป็นยี่ห้อรถนั้น ก็จะแข่งกันเรื่องมาตรฐานการดูแลรักษารถยนต์ของเรา หลักๆเวลาเขามาบอกเราก็จะเป็นอย่างนี้มังครับ
“รถท่าน รุ่น ทะเบียนนี้นะครับ”
วันนี้ เราตรวจเบรคให้แล้วครับ ใช้ได้ครับ
น้ำมันเครื่องเราเปลี่ยนให้แล้ว ระยะต่อไป ที่ ……
ใส้กรอง ยังใช้อีก ……กิโลเมตร
ที่ปัดน้ำฝนปัดได้……
ไฟท้าย ไฟหน้า ติดครับ
และ……………….
ไม่ต้องไปแคร์ว่ารถได้ยินแล้วจะรู้สึกอย่างไรใช่ไหมครับ เพราะรถมันไม่มีอารมณ์ความรู้สึก ไม่มีชีวิต แต่พวกเราชาวสาธารณสุขดูแล มนุษย์ ครับ มีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนกับเราทุกประการ เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นปู่ เป็นลูก เป็นที่รักของใครบางคนเสมอ การดูแลพวกเขาจึงไม่ต่างกับที่เราดูแลพ่อแม่ ลูก และคนที่เรารัก ไม่ควรจะต่างกันเลย ลองดูซิครับถ้าเรารายงานอาการของเขาแบบช่างซ่อมรถ รายงานเรา
หญิง วัย …ปี เพศ หญิง นะค่ะ
ตรวจหัวใจแล้ว โตนิดหน่อย ยังเต้นได้อีก ….วัน
เชค ปอดให้แล้ว .ดำเล็กน้อย ลดบุหรี่จะไม่ดำมากกว่านี้
เลือด มีจาง เติมเลือดให้แล้ว ถ้าจางก็เติมใหม่
ตามีต้อแล้ว ให้มัวกว่านี้ค่อยผ่า (แล้วทำไมไม่ผ่าตอนนี้)
ความดัน 142/92 ตามมาตรฐานถือว่าสูง ต้องเอาให้ต่ำ
และ………
ตอนอ่านโปรดอ่านแบบช่างซ่อมรถรายงานนะครับ หรือความจริงพวกเราก็รายงานด้วยน้ำเสียงแบบชาวซ่อมรถรายงานอยู่แล้วหรือเปล่า ไม่รู้เหมือนกัน คนที่เราดูแลส่วนใหญ่ความอดทนสูงครับ มักหาเหตุผลในการพูดไม่มีหางเสียงให้พวกเราตลอด “พวกหมอทำงานหนัก เครียด อย่าไปว่าเค้าเลย” ความไม่รับรู้ในอารมณ์ความรู้สึกของผู้คน มันก่อให้เกิดปัญหาในการดูแล เพราะเราจะดูเหมือนคนใจดำ ใกล้เคียงกับหุ่นยนต์มาก ผมมีตัวอย่างจริง มาเล่าให้ฟังครับ (แต่ชื่อจะไม่ใช่ชื่อจริงนะครับ)แล้วคุณลองพิจารณาดูในชีิวิตจริงคุณเป็นคนแบบไหน และมีคู่มือเล่มไหนบางถ้าทำตามแล้วจะรับรู้ความรู้สึกของผู้คน
ในรพ.แห่งหนึ่งในประเทศนี้ ตอนเช้า พยาบาลวัยกลางคนพัชรา กำลังปฏิบัติงานในตึกหญิงสอง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
“พี่พัดหรือค่ะ ” เสียงที่ปลายสายดังร้อนรน
“ค่ะ พี่เอง ใครน่ะ”
“หนู เอ ค่ะ ตึกเด็กหนึ่ง ช่วยหนูหน่อยได่้ไหมค่ะ หัวหน้าไปประชุมยังไม่มา หนูมีคนไข้ที่มีอาการแปลกๆไม่รู้จะทำไงค่ะ”
“เคส อะไรค่ะ ”
“คือ ที่จริงแล้วคนไข้ไม่แปลกแล้วค่ะ ญาติซิค่ะแปลก คนไข้เด็กอายุ หกเดือนค่ะ สงสัยหวัด 2009 อาการหนักมาหลายวัน วันนี้เสียชีวิตแล้ว แม่ของเด็กค่ะ ไม่ยอมให้หนูทำอะไรกับเด็ก พูดยังไงก็ไม่ response หนูไม่รู้จะทำยังไงค่ะ นี่ผ่านไป สามชั่วโมงแล้ว แกก็ไม่ขยับ พี่ช่วยหนูหน่อยนะ ไม่งั้นเคลียเตียงไม่ได้”
“โอเค จะไปเดี๋ยวนี้”
เด็กอายุน้อยจังเลยนะ ด่วนจากโลกนี้ไปเสียแล้ว พัชราคิด ขณะเดินไปที่ตึกเด็กหนึ่ง
“เอ คนไข้อยู่ไหน”
“เตียง ห้าค่ะ”
พัชราเดินไปที่เตียงห้า ภาพที่เห็นทำให้เธอ จุกแน่นในคอทันที
หญิงสาววัยยี่สิบต้น ผมเผ้ายุ่งเหยิง โอบลูกที่แน่นิ่ง ไร้ลมหายใจในวงแขน กำลังพยายามป้อนนมลูกที่ไม่หายใจด้วยเต้านมของเธอ พยายามใส่หัวนมเข้าไปในปากเด็ก ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีแม้แต่เสียงร้องไห้ออกจากลำคอ นัยตาของเธอจ้องตรงไปทีใบหน้าของลูกเธอเหมือนดังว่าลูกของเธอยังมีชีวิต
พัชราหยุดข่มอะไรบางอย่าง แล้วเดินไปนั่งข้างๆหญิงสาวคนนั้น แล้วค่อยช่วยเธอขยายเสื้อ เพื่อจะทำให้เธอสามารถป้อนนมลูกได้โดยสะดวกกว่าเดิม อย่างเงียบงัน มือนั้นค่อยๆโอบไปที่ไหล่ของหญิงสาวผู้สูญเสีย
เสียงฝีเท้ากระแทกเข้ามา ธิดา หัวหน้าตึกเด็กกลับจากประชุม ได้รับรายงานจาก เอ ก็ตรงเข้ามาที่เตียงห้า
“คุณแม่ค่ะ ลูกคุณแม่เสียชีวิตแล้วนะค่ะ ป้อนนมไปไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ ดิฉันมีเรื่องแจ้งให้ทราบเพื่อจะได้เข้าใจสาเหตุที่เกิดขึ้น นะค่ะ คือลูกคุณแม่เป็นหวัด 2009 อาการหนักแล้วนะค่ะตอนมา เราได้ให้ยาต้านไวรัสเต็มที่ แต่โรคนี้ในเด็กนี้โอกาสรอดชีวิตน้อยมากนะค่ะ เราทำเต็มที่แล้ว เสียใจด้วยนะค่ะ ถือว่าเขาบุญน้อย ทำใจซะนะค่ะ เออ…แล้วศพจะให้จัดการยังไงค่ะ”
พัชราเหลือบตา มอง ธิดาอย่างแข็งกร้าว
“ธิดา เธอไปเตรียมเอกสารก่อนไปทางนี้พี่จะจัดการเอง” เสียงเข้มขึ้นมาชัดเจน
เนื่องจากพัชราเป็นรุ่นใหญ่ และเป็นกรรมบริหารรพ. ธิดาจึงสะบัดหน้าจากไปอย่างเสียไม่ได้ พลางบ่นพึมพำ “อะไรว่ะ อุตส่าห์ชี้แจงคนไข้ตาม มาตรฐานความเสี่ยงแล้ว ยังจะมาตวาดใส่เราอีก”
พัชรายังคงนั่งอยู่ข้างมารดาผู้สูญเสียไปราวครึ่งชั่วโมง และเมื่อหัวนมของมารดาเข้าในปากของลูกตัวเองได้ น้ำตาของคนเป็นแม่ร่วงพราวลงไปพรมบนเสื้อของลูกน้อย เธอหันใบหน้านองน้ำตา มาหาพัชราพร้อมกับบอกว่า
“น้องเค้ายังไม่ได้กินนมเลย”
พัชรา กอดคนเป็นแม่ด้วยน้ำตาเช่นกัน หัวอกคนเป็นแม่ ห่วงใยทุกเรื่องราวของลูกน้อย เป็นห่วงแม้รู้ว่าสิ้นใจ แต่ลูกน้อยยังไม่ได้กินนมจากอกเธอก่อนตาย เป็นเรื่องที่เธอกังวลมากกว่าเรื่องความตาย ไม่มีคำพูดใตปลอบประโลมเธอได้ แค่เพียงมีคนเข้าใจว่าเธอรู้สึกอย่างไรก็พอแล้ว
ผมพิมพ์เรื่องนี้ ด้วยสายตาที่พร่าเลือนเหมือนกัน เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตของการเป็นหมอตลอดเวลา พวกเรา มีโอกาสเลือกได้ว่าจะ เป็น เอ เป็นพัชรา หรือธิดา ใครจะเป็นช่างซ่อมหรือ ใครเป็นผู้ดูแล แต่ผมเชื่อว่า สิ่งที่พัชราทำ ไม่ได้มาจากคู่มือมาตรฐานเล่มใด นอกจากการใช้หัวใจเป็นเครื่องช่วยนำทางในการดูแลผู้คน พวกเราล่ะครับใช้อะไรนำทาง และหลังจากเราใช้สิ่งนั้น เราแน่ใจไหมครับว่าถึงเวลาที่เราเป็นแม่คนนั้น เราอยากให้คนดูแลเราใช้อะไรนำทางในการดูแลเรา

Monday, 21. June 2010
เป็นสิ่งที่เราพบและเจอกันบ่อยจริงๆครับ แต่มีกี่ครั้งที่เราเข้าไปนั่งดูแลเขา ผมว่าปรากฏการณืเคยเกิดในทุกคนช่วงที่เป็นนักศึกษาแพทย์ แต่จบแล้วตรงนี้ก็หายไป ไม่มีมาตรฐานข้อใดมาเขียนได้ความรู้สึกมั้งครับ
Tuesday, 22. June 2010
เมื่อเมษายน 51 จำได้ว่าวันอังคารเราพาลูกชายวัย 4 ขวบไปหาหมอที่
ร.พ.เอกชน หมอตรวจแล้ว บอกว่า คอแดง เป็นหวัด ให้กินยาแก้อักเสบ
2 วันต่อมาลูกมีไข้สูง เราลาหยุดงานเฝ้าไข้ที่บ้าน เช็ดตัว ไข้ลดลง
วันที่สามสี่ลูกกินลง เล่นปกติ แต่วันเสาร์เช้า ลูกกินโจ๊ก (มื้อเช้า) แล้ว
อาเจียน ปากซีดขาว มือเท้าเย็น ฉี่ไม่ออก เรารีบพาลูกไปร.พ เดิม
คุณหมอเด็กตรวจแล้ว บอกว่า หัวใจเต้นช้า และเบา
ถามเราว่าจะให้ลูกแอดมิดไหม
10 โมงเช้าหลังเจาะเลือด คุณหมอแจ้งผลว่า เป็นไข้เลือดออก
ไม่มียารักษาไวรัสชนิดนี้ ต้องรักษาตามอาการ โดยให้น้ำเกลือ
และวัดความดันเป็นระยะ เฝ้าระวังอย่าให้เข้าสู่ภาวะช็อก
4 โมงเย็น คุณหมอเข้าเวรอีกคน เข้ามาวัดชีพจรเบา และความดันต่ำ
บอกว่าต้องย้ายไปห้องไอซียูด่วน
2 ทุ่มลูกชายคนเล็กพูดกับเราเป็นครั้งสุดท้ายว่า
“อยากให้หม่าม้าอุ้ม”
เราขยับไปนั่งบนเตียงไอซียู อุ้มลูกแนบอก ลูกหลับตาเหมือนคนนอนหลับ
เราเหลือบมองจอชีพจรไม่รับสัญญาณ หรือ แสดงตัวเลขใด ๆ แล้ว
หมอบอกให้เราออกไปรอหน้าห้อง ทีมพยาบาลช่วยกันปั๊มหัวใจลูก
15 นาทีผ่านไป พยาบาลเดินมาตามเราเข้าไปห้องไอซียู
หมอบอกว่า “น้องไม่อยู่กับเราแล้ว”
ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีเวลาตั้งตัว หรือ เตรียมใจว่าจะพบกับ
เหตุการณ์เช่นนี้ ลูกจากไปก่อนวัยอันควร ทำให้เราและครอบครัวตระหนัก
ถึงความไม่แน่นอนในชีวิต และใช้ชีวิตแต่ละช่วงเวลาให้คุ้มค่ากับครอบครัว
Tuesday, 22. June 2010
ป.ล. จินนี่อ่านบทความของคุณวรวุฒิแล้วเศร้า สะเทือนใจ
จึงเขียนเล่าประสบการณ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้มุมมองของผู้เป็นแม่ค่ะ
Wednesday, 23. June 2010
ขอบพระคุณ คุณจินนี่ที่ได้กรุณาพวกเราอย่างมาก นำเรื่องนี้มาแบ่งปัน มอบให้พวกเรา ที่หลายๆคนทำหน้าที่ดูแลผู้คน ให้ได้รับรู้ครับ ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถจะทำเช่นนี้ได้ ผมเองไม่ทราบจะขอบคุณอย่างไรดี ก็เอาเป็นว่าจะพยายามอย่างที่สุด ที่จะให้ใครก็ตามที่ผมพอจะเกี่ยวข้องได้ หาทางป้องกันไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกกับใครก็ตาม หรือถ้าจะเกิดขึ้น ก็ขอให้เป็นเพียงเหตุสุดวิสัยอย่างที่สุดเท่านั้น
Thursday, 24. June 2010
ขอบพระคุณ คุณจินนี่ครับ ตอนนี้ผมอยู่ในที่เข้า อินเตอร์เนตได้ยาก เพิ่งจะสามารถเข้าได้เต็มที่ตอนนี้เอง 0.56 น. จึงจะได้เข้ามาตอบ คุณจินนี่
เรื่องราวของคุณจินนี่ วนเวียนอยู่ในความรู้สึกผมทั้งวัน
บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร แต่มันทำให้ งานที่ผมกำลังทำอยู่มีความหมายมากกว่าที่เคยเป็น
ทุกครั้งเราที่เป็นหมอดูแลผู้คน ถ้าสติหลุดออกไปจากงานหรือ ลืมไปว่าเรากำลังดูแลผู้คนอยู่ ผู้คนที่เราดูแลจะไม่ถูกดูแล
เป็นเรื่องที่มีความหมายมากครับ ที่มีคุณแม่ผู้สูญเสียได้มาบอกเล่าถึงประสบการณ์ในมุมมองของคุณแม่
สำหรับเจ้าหน้าที่ทางสาธารณสุข พวกเราคงจะได้เห็นความสำคัญของการควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออก ที่เป็นมากกว่า ตัวชี้วัดหรืองานที่โดนบังคับให้ทำ แม้ต้องตากแดดตัวดำ พ่นหมอกควันที่เหม็นอย่างร้ายกาจ(ผมเคยตามทีมควบคุมโรคไปพ่นยาด้วยครับ มันทั้งเหม็น และร้อนจริงๆ) เราก็ต้องไม่ลืมว่าเมื่อไหร่ที่เราย่อย่อน หรือ ท้อถอยในการทำงาน ก็จะมีผู้คนที่ต้องได้รับประสบการณ์ในการสูญเสียเพิ่มขึ้น งานของเรามีความหมายมากกว่าเป็นเพียงหน้าที่ แต่เป็นชีวิตของผู้คนที่เราต้องดูแล
ตัวผมเองเกือบสูญเสียลูกสาวคนโตไปในวัยใกล้เคียงกับ คุณจินนี่ เมื่อลูกสาวหยุดหายใจ และหัวใจหยุดเต้น จากการที่มีไข้สูง ช่วงเวลานั้นมันเป็นความทุกข์ความกลัวอย่างถึงที่สุดว่าจะไม่มีลูกสาวผมให้ผมอุ้ม และกอดเขาไว้อีก ตัวที่เริ่มเย็นไม่เท่ากับความหนาวเย็นในหัวใจที่พุ่งเข้ามาโจมตี เป็นห้านาทีที่ทารุณที่สุดก่อนที่ลูกสาวจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ซึ่งผมเข้าใจว่ามันคงไม่เท่ากับที่คุณจินนี่รู้สึก ที่ได้สูญเสียไปตลอดกาล
นับจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นต้นมา การดูแลเด็กที่ป่วยเปลี่ยนไปตลอดกาลสำหรับผม
ขออนุญาตคุณจินนี่นะครับ ที่จะเรื่องราวนี้ ไปบอกเล่าต่อ ให้แก่ชาวสาธารณสุข เพื่อเขาจะได้ตระหนักว่าหน้าที่ของเขาสำคัญมากน้อยแค่ไหน และ การดูแลผู้คนของพวกเขา ซึ่งนั้นหมายรวมถึงผม จะได้เปลี่ยนไป เพื่อให้กรณีของคุณจินนี่เป็นรายสุดท้าย แม้การทำให้อัตราตายของโรคนี้เป็นศูนย์ แทบเป็นไปไม่ได้ แต่การทำให้โรคนี้ไม่มีในประเทศไทยเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ถ้าเพียงแต่พวกเราจะไม่ย่อท้อและทำทุกวิถีทางและส่งต่อกันไปจากรุ่นสู่รุ่น เราต้องทำได้ในวันหนึ่ง
่ขอบพระคุณคุณจินนี่อีกครั้งนะครับ ที่แบ่งปันประสบการณ์เรื่องนี่ให้กับพวกเรา
ขอบคุณพี่สกลครับ ที่โพสบอกคุณจินนี่ได้ตรงใจผม ก่อนที่ผมจะหาทางโพสบอกเรื่องนี้ได้
Thursday, 24. June 2010
ขอขอบคุณทั้งคุณหมอสกล และคุณหมอวรวุฒิที่สละเวลาเข้ามาตอบ
รวมทั้งเขียนบทความที่เป็นประโยชน์ในการดูแลร่างกายและจิตใจค่ะ
จินนี่เขียนบันทึกนี้ไว้เพื่อเป็นอุทาหรณ์ Life is short!
ระวังภัยเงียบจากยุงลายพาหะนำโรคไข้เลือดออกในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน
ไข้เลือดออกสายพันธ์ใหม่จะไม่แสดงอาการ คนไข้มีสติแม้เข้าสู่สภาะวะช็อค
ขอให้คุณพ่อแม่ทุกคนเฝ้าระวังอาการของเด็กเล็ก และวัยรุ่น
ตอนนั้นทาง ร.พ โทรมาแจ้งว่าจะต้องแจ้งทางสาธารณสุข กรณีมีผู้เสียชีวิตจาก
ไข้เลือดออก เจ้าหน้าที่สาธารณสุขแถวฝั่งธนโทรมานัดพ่นยาฆ่ายุงทั้งบ้านของสามีและบ้านของพ่อแม่จินนี่ (ฝากคุณตาคุณยายช่วยเลี้ยงหลานในวันทำงานค่ะ) พวกเราตอบคำถามกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และได้รับคำแนะนำในการเยียวยา
จิตใจจากพี่สาธารณสุขที่มาเยี่ยมที่บ้านค่ะ
ยินดีค่ะคุณหมอจะนำเรื่องนี้ไปถ่ายทอดบอกต่อให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเฝ้าระวังกันและหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในวงกว้างค่ะ
ด้วยความนับถือ
จินนี่
24.06.53
Friday, 25. June 2010
ผมก็ขอขอบคุณคุณจินนี่ด้วยครับ ที่ให้โอกาสได้รับรู้เรื่องจริงนี้และเป็ฯสิ่งสำคัญที่เราควรอยู่ด้วยความไม่ประมาท ไม่ใช้คำว่าพรุ่งนี้ก่อนนะ เดี๋ยวค่อยทำ โดยเฉพาะกับคนที่เรารัก กับครอบครัว และคนไข้ที่เราดูแลเพราะคนไข้รายนั้นก็คือคนที่สำคัญของครอบครัวเขาเช่นกัน ผมจะเอาเรื่องนี้แจ้งในองค์กรและสอนน้องๆที่ผ่านมาเรียนกับผมครับ
ขอบคุณครับ
Saturday, 26. June 2010
ขอบคุณ … อ้ายหมอวุฒิ… เจ้า
อ่านแล้วรู้สึกทึ่ง และได้คิดใคร่ครวญ ตื้อๆ ในอกเลย
ขอสูมา ไปเชียงใหม่แล้วไม่ได้ไปคารวะพี่ อ้ายท่าน
วันที่ 20- 22 มิถุนายน 53 ที่ผ่านมาพวกเรานำโดยพี่เงาะ อ.จู้ พี่แอน พี่ซ้ง และพี่เภสัชกร ร่วมกันจัดงานเขียนเรื่องเล่าเภสัชกรฯ — ได้มากกว่าเรื่องเล่าค่ะ ทีมงานรพ.สันทรายเยี่ยมยอดมากค่ะ … พวกเราได้ครบรส อิ่ม… การได้พาผู้เข้าร่วมฯ ประมาณ 20 ท่าน ใคร่ครวญชีวิต การมีชีวิตที่อยู่รอด อยู่ร่วม อยู่อย่างมือความหมาย …. พวกเราคาดว่า นัก ( อยาก ) เขียน แต่ละท่านเกิดการสันดาบภายในจิตใจของเขา เกิดเครือข่ายร่วมกันเรียนรู้ โดยมีการพัฒนาระบบยา การสร้างกลไกเฝ้าระวัง และอื่น เป็นเครื่องมือ แต่คาดว่าแต่ละท่านคงได้มากกว่าที่กล่าวมา
Saturday, 26. June 2010
ไพลิน บ่เป็นหยัง บ่ว่างบ่เป็นหยัง สบายดีน้อ พัฒนาระบบอะไรก็ดีทั้งนั้น อย่าลืมพัฒนาหัวใจเฮาต้วย ป้องกันไม่ไห้กลายเป็นมนุษย์ checklist
Sunday, 27. June 2010
โดนแล้ว หนึ่งดอก
น้องเป็นแบบนั้นแน่เลยนะ พี่อ้ายหมอพูดแปลกๆ ค่ะ
ไพลินดูแลหัวใจตัวเองไปด้วยค่ะ หลง.. แล้วกลับมาน่าจะทันกาลอยู่
Sunday, 27. June 2010
55555 ยังชอบเอาหน้ามารับเหมือนเดิมนะ ไม่รับมั้งก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก
Wednesday, 30. June 2010
^+^ …. @^_^@
ขอบคุณค่ะ
ไพลิน