Author: kijja
• Friday, December 25th, 2009

เพื่ออรรถรสในการอ่านบทความนี้กรุณาชมและฟังเพลงเหล่านี้ก่อนนะครับ: Chaconne ของ Bach เล่นโดย Hilary Hahn http://www.youtube.com/watch?v=5uCdKH_zHVs http://www.youtube.com/watch?v=CdtU0T4Ukd8&feature=related และ Grand Sonata ของ Paganini เล่นโดย Aniello Desiderio http://www.youtube.com/watch?v=Ss3ASlxNSo4

ผมกำลังเรียนรู้ที่จะเล่นสองบทเพลงที่แนะนำให้ฟังกันในย่อหน้าก่อนนี้อยู่ ผู้ประพันธ์บทเพลงทั้งสองคน คือ บาค และ ปากานินี่ ต่างเป็นผู้ประพันธ์ดนตรีคลาสสิคผู้มีชื่อเสียง แต่สไตล์การประพันธ์ดนตรีของทั้งสองแตกต่างกันมาก จนครูดนตรีของผมกล่าวว่า หากใครเล่นเพลงของบาคได้ดีก็จะเล่นเพลงของปากานินี่ไม่ดี แต่ผมก็อยากเป็นคนฝืนกระแสที่พยายามจะหัดเล่นเพลงทั้งสองให้ได้ดีเมื่อได้ศึกษาดนตรีทั้งสองนี้เลยมีเรื่องที่จะเขียนเล่าให้ฟังกัน

เริ่มที่ Chaconne เป็นท่อนสุดท้ายใน Partita for violin BWV 1004 แม้จะเพียงท่อนเดียง แต่ก็มีความยาวมากกว่าทุกท่อนของเพลงชุดนี้รวมกัน เชื่อกันว่าบาคแต่งบทเพลงนี้ในช่วงที่ภรรยาคนแรกเสียชีวิต จึงเจือด้วยกลิ่นอายของความเศร้าและความสูญเสีย ลักษณะของดนตรี Chaconne หมายถึงดนตรีที่มีทำนองหลักและทำนองผันแปรที่เล่นติดต่อกัน ทำนองหลักของบทเพลงนี้อยู่ในแปดห้องแรก และถูกบรรเลงเป็นทำนองผันแปรอีกสามสิบครั้ง! ถ้าไม่บอกก่อนคงยากที่เราจะรู้ว่าในระยะเวลาสิบห้าถึงสิบเจ็ดนาที (แล้วแต่คนเล่น) เราได้ฟังทำนองเดียวกันไปกว่าสามสิบครั้งแล้ว

เพลงนี้ยังแบ่งเป็นสามท่อน ขึ้นต้นด้วยบันไดเสียงไมเนอร์ ท่อนที่สองเป็นบันไดเสียงเมเจอร์ และท่อนสุดท้ายกลับมาเป็นบันไดเสียงไมเนอร์อีกครั้ง ท่อนแรกมีความยาวเป็นสองเท่าของท่อนที่สอง และท่อนที่สองมีความยาวเป็นสองเท่าของท่อนที่สาม เป็นลักษณะคล้ายกันกับเพลงเถาในดนตรีไทยที่เริ่มด้วยเพลงสามชั้น สองชั้น และชั้นเดียวตามลำดับ สำหรับกีตาร์แล้ว Chaconne ในท่อนแรกเล่นยากที่สุด (และสำหรับไวโอลินก็คงยากไม่ต่างกัน) จนมีคนกล่าวว่าเป็นเพลงหนึ่งที่ยากที่สุดสำหรับเครื่องดนตรีทุกชนิดทีเดียว

เทคนิคที่ยากไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เพลงนี้เป็นที่น่าสนใจ การให้ความหมายต่อเพลงนี้ต่างหากที่ทำให้บทเพลงนี้ยิ่งใหญ่ สำหรับผมและอีกหลายคนที่สนใจ Chaconne รู้สึกว่าในเวลาสิบห้านาทีของเพลงนี้ ได้เปิดเผยถึงจิตวิญญาณมนุษย์ออกมาในแง่มุมต่างๆกัน และในความต่างกันนั้นกลับมีความเหมือนกันที่ร้องด้วยทำนองหลักซึ่งผันแปรออกไปต่างๆกัน ในท่อนแรก ความสูญเสียแสดงออกมาในเสียงคอร์ดดีไมเนอร์ ทำนองผันแปรต่อมาเป็นตัวแทนของความปั่นป่วนในจิตใจของมนุษย์ที่ถูกกระทำจากการสูญเสียนั้น เหมือนพายุที่พัดโหมกระหน่ำจนสิ้นพลังในตอนท้ายของท่อนแรก (ซึ่งเป็นตอนจบในวิดีโอแรก) กลับคืนสู่ความสงบในท่อนที่สอง(ในวิดีโอที่สอง) เริ่มด้วยบันไดเสียงเมเจอร์ เป็นตัวแทนของความสุขจากความทรงจำ ทำนองหลักที่กลับมาเป็นเสียงเมเจอร์ที่อ่อนหวาน เสียงดนตรีไหลรินออกเปลี่ยนแปรเป็นความหวัง ความมุ่งมั่นในทำนองผันแปรต่อๆมา แต่ท้ายสุด ก็ต้องกลับมาสู่ในท่อนที่สาม ความทุกข์ยังคงดำรงอยู่ แม้จะมีความสุข ความหวัง และความมุ่งมั่น ทั้งหมดของจิตวิญญาณของมนุษย์ต่างมีที่มาจากต้นกำเนิดเดียวกัน และหวนกลับคืนสู่ต้นกำเนิดนั้น สิ่งนี้แทนด้วยการจบลงด้วยเสียงโน้ตตัว เร ที่เล่นพร้อมกันด้วยสายสามเส้น ดังกังวาลต่อไปอีกยาวนาน

ดนตรีของบาคมีเสน่ห์อยู่ตรงที่มันมีทำนองซ้อนอยู่ในทำนอง ในการบรรเลงแต่ละครั้งเราจะได้ยินดนตรีที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเรามุ่งสนใจที่เสียงใด และขึ้นอยู่กับผู้บรรเลงว่าตั้งใจเน้นเสียงใด ความหมายของดนตรีขึ้นอยู่กับการตีความของทั้งผู้บรรเลงและผู้ฟัง ตัวอย่างที่อาจทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นด้วยการแบ่งวรรคตอนในประโยคที่ทำให้การรับรู้ของผู้ฟังเปลี่ยนไป เช่น ประโยคว่า "ฉันรักเธอ", "ฉัน…รักเธอ", และ "ฉันรัก…เธอ" ให้ความหมายที่แตกต่างกันออกไป สำหรับคีตกวีหลายท่าน พยายามกำหนดให้ผู้เล่นต้องเล่นตามความคิดของผู้ประพันธ์ แต่บาคกลับตรงกันข้าม สิ่งที่เขาเขียนไว้ไม่ว่าจะเล่นออกมาอย่างไร ก็มีความหมายในแบบต่างๆ ไม่มีใครบอกได้ว่าควรเล่นอย่างไร นอกจากรับรู้ได้ด้วยตัวเองว่ารู้สึกอย่างไรเมื่อเล่นออกไปเท่านั้น ผมนึกถึงคำพูดของ Dyens นักดนตรีคนโปรดของผมที่กล่าวต่อนักเรียนของเขาว่า "Do not afraid of mistakes, they do not exist!" เช่นเดียวกับที่ Maturana เขียนไว้ในว่า "Mistake does not exist in present." เราตัดสินได้แต่อดีตเท่านั้น

(ยังมีต่อ)

Category: Uncategorized
You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

5 Responses

  1. ขอบคุณคุณหมอที่กรุณาเขียนเล่าถึงการเล่นดนตรี และการฟังดนตรีคลาสสิคค่ะ สวยงามและนุ่มนวลมาก ทำให้นึกถึงภาพยนตร์ชีวิตของโมสาร์ต Amadeus ในภาพยนต์เรื่องนี้ก็มีการอธิบายดนตรีของโมสาร์ตเช่นกัน คล้ายๆ กับที่คุณหมอเขียนค่ะ มันดีมากๆ สำหรับคนที่ไม่ใช่นักดนตรี(อย่างหนู)

    นึกค้างๆ อยู่ค่ะ ว่า บางทีเราก็ตัดสิน อดีต ไม่ได้ สมมติว่า เราในอายุ 10 ขวบ เห็นการกระทำของเราในอายุ 5 ขวบ เรา็ก็ตัดสินไปอย่างหนึ่ง พอเราอายุ 20 เราอาจมองเหตุการณ์ตอน 5 ขวบ แล้วก็ตัดสินอีกอย่าง แล้วพอเรา อายุ 35 เราก็ตัดสินอีกแบบ มันก็ไม่แปลกอะไรที่เราจะคิด และตีความต่างๆ กันไป ตามประสบการณ์ที่เพิ่มพูนของเรา เพียงแต่การตัดสินในแต่ละครั้งส่วนหใญ่เราลงโทษตัวเอง การที่บอกว่า ห้อยแขวน อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน ก็เพื่อสิ่งนี้ คือป้องกันไม่ให้เรามองด้านเดียว

    แต่อืม…มันอาจจะคนละประเด็นกับที่คุณหมอจะบอกก็ได้ค่ะ

    ด้วยความเคารพ

  2. จริงอย่างที่คุณ mint ว่า เมื่อเวลาผ่านไปการตัดสินก็เปลี่ยนไปตามประสบการณ์ รวมถึงสภาวะพื้นฐานของอารมณ์ในแต่ละช่วงเวลา แม้การตีความบทเพลงของผมก็เป็นไปตามประสบการณ์ของตัวเอง ไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าผู้ประพันธ์ได้ยินเสียงดนตรีของเขาอย่างไร ในการตีความ เราแค่รู้สึกว่าควรเล่นอย่างไร และรู้สึกอย่างไรจากการเล่นตามนั้น สำหรับวิดีโอที่ผมเลือกมา เนื่องจาก Hilary Hahn เล่นได้หมดจดชัดเจน ฟังได้ง่ายกว่าของผู้เล่นคนอื่น แต่เธอยังไม่สื่อในสิ่งที่ผมเขียนอย่างชัดเจนนัก ลองหาใน Youtube ที่ Nathan Melstein เล่นจะใกล้เคียงกับที่ผมเขียนมากกว่า ครูผมบอกว่าสำหรับนักดนตรีที่อายุน้อย ยากที่เขาจะเข้าถึงบาคได้ และด้วยเหตุนี้เองมั้งที่ในบรรดานักเรียนของครูมีผมคนเดียวที่สนใจเล่นบทเพลงของบาค

  3. ช่วงวันสองวันมานี้เลยฟังเพลงตามที่คุณหมอแนะนำค่ะ รู้สึกว่าเพลงของบาคก็เพราะดี อาจจะเป็นเพราะแผ่นที่ฟัง เป็นพวกรวมฮิตก็ได้ หลายเพลงก็สดใส รื่นรมย์ ฟังอยู่ 2-3 แผ่นค่ะ

    คุณหมอเก่งนะคะ เล่นดนตรีเก่ง และก็เขียนเก่งด้วย เพราะอ่านแล้วเลยไ่ม่รู้ว่า คุณหมอเป็นจีเนียสอายุน้อยที่สนใจเพลงของบาค หรือเป็นนักดนตรีอายุมากที่เรียนกับคนอายุน้อย

  4. อันหลังครับ อิๆๆ

  5. ซาโตริ

Leave a Reply