Tuesday, November 24th, 2009 | Author: kijja

            หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องเศร้าเกิดชึ้นกับนักเรียนรุ่นพี่ของลูกสาว รถยนต์ซึ่งคุณตาของเธอชนกับรถที่กลับรถโดยไม่ให้สัญญาณอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้คุณตาเสียชีวิตในทันที ส่วนน้องฝ้ายบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง ซึ่งในเวลาต่อมาเธอก็เสียชีวิตท่ามกลางความเศร้าโศกอย่างยิ่งของพ่อแม่ และเพื่อนที่โรงเรียน ด้วยเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก นักเรียนจึงรู้จักกันเป็นส่วนใหญ่ ลูกสาวผมได้ไปงานฌาปนกิจของน้องฝ้ายเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เด็กๆหลายสิบคนไปร่วมงานนี้ เพื่อนที่อยู่ในกลุ่มที่เคยมีกิจกรรมกับน้องก็จัดการแสดง ร้องเพลงให้เธอฟังเป็นครั้งสุดท้าย น้ำตามากมายไหลรินจากทุกคนที่มาร่วมงาน เมื่อกลับมา ผมได้เห็นของที่ระลึกในงานนี้ ซึ่งเป็นกระเป๋าสีชมพูพิมพ์ภาพการ์ตูนที่น่ารัก เป็นของใช้ของเด็กวัยรุ่นหญิงที่เราเห็นกันทั่วไป แต่สำหรับผม มันเป็นตัวแทนของพิธีกรรม ที่บอกถึงความทรงจำต่อน้องเขาว่า เขาคือความงดงามหนึ่งที่ได้เกิดมาบนโลกนี้ และจากพวกเราไปอย่างไม่วันกลับ ผมไม่รู้ว่าหากมนุษย์เราปราศจากพิธีกรรม เราจะยังมีอารยธรรม หรือมีคุณค่าอะไรให้ธำรงรักษาไว้อยู่อีกหรือไม่ หัวใจที่แตกสลายของพ่อแม่คงไม่ได้รับการเยียวยาได้จากพิธีกรรมใดๆ แต่พีธีกรรมคงตกแต่งให้ความทรงจำมีคุณค่า และได้นำความทรงจำนั้นเข้าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเราทุกคนที่ได้รู้จักกับเธอ

Category: Uncategorized
You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

One Response

  1. พิธีกรรม

    น่าสนใจมากครับ ผมคิดว่ากลไกส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในพิธีกรรมก็คือ ขั้นตอนการใคร่ครวญ ไตร่ตรอง ที่ชะลอการให้ความหมายอันตื้นเขิน ลงไปเชื่อมโยงกับมิติทางอารมณ์ ความรู้สึก ประสบการณ์เก่า ประสบการณ์ปัจจุบัน อาจจะไปถึงมิติทางจิตวิญญาณ จมเสร็จแล้ววนย้อนขึ้นแบบตัว U ออกมาเป็นความสะทกสะท้อน และได้ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง

    กระบวนการต่างๆที่ว่า ก็มีอุปสรรคที่จะขวางไม่ให้เกิดครบวงจรได้เยอะ ไม่ว่าจะเป็น voice of judgment, cynicism หรือ fear กลายเป็น protocol ไป ไม่ได้เป็น ritual (ผมว่าสองคำนี้ต่างกันตรงการจะมี หรือไม่มี contemplation) เพราะ ritual หรือพิธีกรรม ต้องมีมิติของการภาวนาร่วมด้วย มิฉะนั้น จะ downgrade ลงไปเหลือแค่ protocol

    อย่างเช่นการกราบเบญจางคประดิษฐ์สามครั้ง เราอาจจะเคยเห็นการกราบแบบลวกๆ เน้นท่า เข่า ศอก ฝ่ามือ อุณาโลม จรดพื้น เอ้าท่าสวย ใช้ได้ (พูดอย่างไม่อาย เพราะผมเคยประกวดมารยาทตอนอยู่ชั้น ม.ศ. 2 ก็เน้นแต่ protocol ไม่ได้คิดอะไรเช่นกัน) แต่พอมาคิดอีกที มันคงจะไม่ได้เป็นแค่นั้น ถ้าเราจะคิดว่าเป็น “พิธีกรรม” เพราะ เราไม่ได้มี contemplation เลย

    แม้กระทั่งการใส่บาตร เราอาจจะมี contemplate ว่าขอให้ถูกลอตเตอรีรางวัลที่หนึ่ง (จากการใส่บาตรมูลค่า 20 บาท) การ contemplate แบบนี้ก็เป็นพิธีกรรม เพราะมีการ contemplate แต่เป็นพิธีกรรมของจิตมาร ไม่ใช่พิธีกรรมของจิตใหญ่ ทั้งสอง ritual มีผลต่อจิตวิญญาณคนทำเหมือนๆกัน คือ ได้เป็นมาร หรือเกิดจิตใหญ่

    น่าสนใจจริงๆครับ ขอบพระคุณที่จุดประกาย

Leave a Reply