Author: kijja
• Wednesday, October 29th, 2008

กิจจา เจียรวัฒนกนก jkijja@hotmail.com

เคยอ่านหนังสือเรื่อง The Grapes of Wrath ของ John Steinbeck นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์ และรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม จำได้ถึงความรู้สึกที่ได้รับรู้ความทุกข์ยากอย่างที่สุดของคนครอบครัวหนึ่ง (Joad) ที่ประสบความยากจนบีบบังคับให้ต้องทิ้งถิ่นฐานอพยพไปหาที่อยู่ใหม่ ในระหว่างเศษฐกิจตกต่ำของอเมริกา (The Great Depression) แต่ในที่สุดความยากจนทำให้ Rose of Sharon หญิงสาวผู้มีความฝันจะเป็นมารดาของบุตรในครรภ์และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในผืนดินที่ห่างไกลจากความยากจน แต่กลับต้องเสียบุตรของตนทันทีที่ให้กำเนิดเนื่องจากการขาดอาหาร และสามีของเธอก็ละทิ้งครอบครัวไปก่อนหน้านี้ ฉากสุดท้ายของเรื่องที่เธอโน้มกายลง ป้อนน้ำนมของเธอแก่ชายผู้กำลังจะตายจากการขาดอาหารเป็นฉากที่สะเทือนใจอย่างยิ่ง แม้ว่าโชคชะตาจะพรากทุกๆความหวังไป แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครจะเอาไปจากเราได้ คือความเป็นมนุษย์ แม้ว่า Rose of Sharon จะสูญเสียทุกอย่าง แต่ความเป็นมนุษย์ของเธอก็ยังอยู่ ความงดงามที่เธอมอบชีวิตแก่ผู้ที่กำลังจะสิ้นใจด้วยน้ำนมอันเป็นเลือดเนื้อของเธอเองนั้น เป็นสิ่งยืนยันถึงคุณค่าของคนธรรมดาๆอย่างเธอ ที่ไม่ต้องมีอุดมการณ์ยิ่งใหญ่ใดๆ นอกจากมอบตนเองให้แก่ชิวิตที่อยู่ตรงหน้า

วันนี้ผมรู้สึกเหมือนกับได้กลับมาอ่านเรื่อง The Grapes of Wrath ใหม่อีกครั้งเมื่อได้ยินเรื่องราวอันน่าสลดของครอบครัวหนึ่ง เมื่อภรรยาได้มารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคที่ไม่ได้รุนแรงอย่างไร แต่ด้วยเหตุที่ไม่คาดหมายทำให้เธอเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว แพทย์ผู้รักษาซึ่งเป็นคนดีที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ผมรู้จัก เสียใจอย่างมาก และพยายามช่วยเหลือครอบครัวของเธออย่างเต็มที่ นอกจากการช่วยเหลือส่วนตัวแล้ว ยังส่งเรื่องให้ทางการพิจารณาความช่วยเหลือเบื้องต้นจนครอบครัวของเธอได้รับการเยียวยาช่วยเหลือจากทางราชการอย่างสูงสุดเท่าที่กฎหมายจะให้ได้ แต่วันนี้เอง ผมได้รับข่าวอันน่าเศร้าว่า สามีของเธอได้พยายามฆ่าตัวตายด้วยการดื่มยาฆ่าแมลง และกำลังอาการหนักจนแพทย์หมดหวังที่จะช่วยชีวิต เขากำลังจะทิ้งให้ลูกคนเดียวของครอบครัวให้เผชิญโลกต่อไปเพียงลำพัง ปราศจากทั้งพ่อและแม่ ผู้ที่แจ้งข่าวนี้ให้ผมทราบเป็นนักสังคมสงเคราะห์ผู้รับดูแลดำเนินเรื่องการของความช่วยเหลือเยียวยาของผู้ป่วยรายนี้ แต่สิ่งที่เธอกำลังประสบอยู่นั้นก็หนักหนาสาหัสยิ่ง มารดาของนักสังคมสงเคราะห์ท่านนี้กำลังนอนอยู่ในห้องไอซียูจากโรคที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ และยังไม่รู้สึกตัว ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ ระหว่างฟังเรื่องราวทั้งหมด ผมรู้สึกสะเทือนใจในความทุกข์ยากที่จริงจังยิ่งกว่าในนิยายใดๆ และในทันทีนั้น ก็รู้สึกได้ว่า เมื่อความทุกข์ปอกเปลือกทุกอย่างไปจากเรา ในที่สุด ก็เหลือเพียงความเป็นมนุษย์ที่เรามีให้ต่อกัน ในเรื่องราวความทุกข์ที่ได้รับฟังนั้นทำให้เราไม่อาจทำสิ่งอื่นใดได้นอกจากรับฟังเพื่อร่วมแบ่งปันความทุกข์นั้นกับเขาในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ในเวลาใกล้เคียงกัน ผมกำลังรับฟังแพทย์พูดถึงเรื่องที่มีผู้กล่าวว่า วิกฤติขาดแคลนแพทย์เกิดจากนโยบายประชานิยมที่เกิดนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้าจนแพทย์ทนงานหนักไม่ได้ ต้องลาออกไปอยู่เอกชน หรือไม่รักษาผู้ป่วยหนักๆอีกต่อไป ดูเหมือนว่าผู้กล่าวจะเห็นว่าความผิดพลาดเป็นเพราะเราใช้แพทย์ทำงานเพื่อนโยบายทางการเมือง แต่ผมเองมีความเห็นที่แตกต่างออกไป งานที่หนักขึ้นกว่าเดิมนั้น จริงอยู่ที่เป็นผลมาจากนโยบาย แต่ในการทำงานหนักขึ้นทำให้เราได้ใช้ความรู้ความสามารถแก่คนไข้ที่เดิมไม่มีโอกาสได้เข้ามารับการรักษา พวกเขาอาจนอนตายที่ใดที่หนึ่งที่เราไม่รู้ไม่เห็น เพียงเมื่อการเปลี่ยนแปลงระบบทำให้พวกเขาได้เข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ดีขึ้น ทำให้เราทำงานหนักขึ้น ซึ่งไม่ใช่ผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่ใครเลย นอกจากผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้น

Parker Palmer กล่าวว่า ความเป็นวิชาชีพนั้นไม่ใช่เพียงมีความรู้ความชำนาญในวิชาของตนเอง แต่ต้องนำความรู้ความชำนาญนั้นเพื่อนำความจริงแท้มาสู่มนุษยชาติด้วย อะไรเล่าคือความจริงที่วิชาชีพทางการแพทย์นำมาสู่มนุษยชาติ ผมคิดว่าสิ่งนั้นคือนำความเป็นมนุษย์มาสู่มนุษยชาติ คือการดูแลกันและกัน ไม่เพียงแต่การใช้วิชาการของเราในการหาเลี้ยงชีพ แต่เราต้องนำวิชาชีพของเราเพื่อรับใช้ความเป็นมนุษย์ของเรา เพื่อที่จะเติมเต็มให้หัวใจมนุษย์ของเราได้รับรู้ แบ่งปัน บรรเทาความทุกข์ของผู้ที่ต้องการเรา ทั้งในฐานะแพทย์ พยาบาล แต่ละในฐานะเพื่อนมนุษย์ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่พวกเราต้องไม่ปล่อยให้ใครผู้ใดมาลดทอนคุณค่างานของพวกเรา ให้เหลือเพียงเป็นการกระทำเพื่อรับใช้นโยบายการเมือง หากเรายอมรับเช่นนั้น งานของเราก็คงแห้งแล้ง ไร้ชีวิต ไม่มีความหมายที่สัมพันธ์กับตัวตนที่แท้จริงของเราอีกต่อไป และนั่นคงเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกแย่ๆกับงานของตนเองมากขึ้น ทางออกของปัญหาขาดแคลนแพทย์ พยาบาล ไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มเงินให้แข่งกับเอกชนได้ แต่เป็นเรื่องของการทำให้งานของพวกเขามีคุณค่ามากกว่าเงินทองเหล่านั้นต่างหาก

ก่อนจบผมของฝากบางส่วนบทกวี The True Professional ของ Magaret J. Wheatey ที่เขียนให้กับงานของ Parker Palmer ความหมายของ professional หรือที่ผมแปลว่า “ผู้รู้ที่เที่ยงแท้” ซึ่งหมายถึงวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็น ครู แพทย์ พยาบาล หรือผู้ใช้ความรู้ความชำนาญของตนเพื่อมนุษยชาติที่ไม่เพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น

ผู้รู้ที่เที่ยงแท้เป็นบุคคลที่

ไม่บดบังความงดงามแห่งหัวใจมนุษย์

ด้วยภาพลวงตาแห่งความช่ำชองทางวิทยาการ

ผู้รู้ที่เที่ยงแท้เป็นบุคคลที่

ฉีกภาพลวงตาทั้งหมดออกไปให้เห็น

ความจริงแท้อันเชื่อถือได้ที่

หัวใจมนุษย์จักพักพิง

เปิดให้เห็นความจริงอันเชื่อถือได้

ขอหัวใจของเราได้พักพิงกับพวกเขาเถิด

You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

One Response

  1. 1
    วิธาน 
    Thursday, 30. October 2008

    อืมมม เป็นเรื่องราวที่สะเทือนใจมาก
    แต่ผมก็พบว่า บางทีเรื่องราวเหล่านี้แหละที่อาจจะช่วยนำพาให้ผู้คนในสังคมได้มีโอกาสหันกลับมาสนใจเรื่องความรู้สึกกันบ้าง

    เราละเลยเรื่องการใส่ใจกับความรู้สึกและพยายามปกป้องตัวเราเองกันมานาน
    โดยอ้างความเป็นวิชาชีพ หรือความเป็นมืออาชีพ
    หรือแม้แต่จะพยายามนำเรื่องราวต่างๆ มาเป็นข้ออ้างอันทำให้เราต้องหนีไปจากอารมณ์ความรู้สึก

    กิจจานำพาเรื่องราวได้น่าสนใจดีมากจริง ครับ

Leave a Reply