Author: drwithan
• Friday, October 24th, 2008

เขียนไว้เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๑

ผมอาจจะเชยไปหน่อยที่เพิ่งได้ดูภาพยนตร์เรื่อง “Freedom Writers” นี้ทางเคเบิ้ลทีวีในคืนวันนี้เองช่วงสี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน

เป็นภาพยนตร์ที่ให้อะไรกับผมมากมาย fw_wallpaper2_800

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของคุณครูจี ที่มาเริ่มทำการสอนภาษาอังกฤษให้กับ “เด็กเหลือขอ” ชั้นเกรดเก้าและเกรดสิบ (เทียบเท่า ม. ๓ และ ม.๔ ของไทย) ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในแคลิฟอเนียร์

“เด็กเหลือขอ” เหล่านี้ไม่มีครูคนไหนอยากสอน ก็เลยยกให้คุณครูจีซึ่งเป็นคุณครูคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงาน

เด็กๆ เหล่านี้แบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่าตามเชื้อชาติ เช่น พวกนิโกร พวกผิวขาว พวกผิวเหลือง พวกละติน ฯลฯ ในวันแรกๆ คุณครูจีก็แทบจะกระอักเลือดเพราะเด็กๆ ไม่มีใครสนใจเรียน แถมยังการใช้ความรุนแรงชกต่อยกันต่อหน้าครูอีกต่างหาก

จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ในวันหนึ่งมีนักเรียนคนหนึ่งเขียนภาพการ์ตูนล้อเลียน นักเรียนอีกคนหนึ่งที่เป็นนิโกร

คุณครูจีเห็นเข้าก็โกรธและโยงเรื่องนี้เข้ากับเรื่องราวของ “ฮิตเลอร์” ที่ทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ที่เริ่มต้นจากมีคนเขียนภาพล้อคนยิวว่ามีจมูกใหญ่ ปากหนาเป็นการเหยียดเชื้อชาติ ทำให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังชาวยิวไปทั่ว

เด็กๆ เงียบไปทั้งห้องเมื่อเห็นคุณครูจีโกรธและจริงจังกับเรื่องนี้มาก ทั้งๆ ที่พวกเขาคิดว่าเป็นเรื่องเล่นๆ สนุกๆ โดยไม่นึกว่าจะเป็นความรุนแรง

ในที่สุดมีนักเรียนคนหนึ่งถามถึงเรื่อง “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ว่าเป็นอย่างไร พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน คุณครูจีก็เลยเกิดไอเดียที่ทำให้เธอสามารถ “เบลนดิ้ง” กับเด็กเหลือขอเหล่านี้ได้

เช้าวันหนึ่งเธอเริ่มด้วยการนำเทปกาวสีแดงมาแปะที่พื้นเป็นเส้นตรง แบ่งห้องเรียนออกเป็นสองส่วนและให้เด็กๆ ยืนอยู่ริมผนังห้อง และบอกว่า ถ้าใครมีส่วนเกี่ยวข้องคำถามที่คุณครูจีถามถึงให้เดินเข้าไปและวางเท้าที่เส้นแดงกลางห้อง

ครูจีเริ่มด้วยคำถามง่ายๆ ก่อนแต่ผมจำไม่ได้ถนัดว่าครูจีถามอะไร แต่จากนั้นคำถามก็เริ่มซีเรียสขึ้น เช่น ใครเคยถูกไล่ยิงบ้าง ใครเคยถูกตัดสินให้เข้าคุกหรือสถานพินิจมาบ้าง

มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่เดินเข้าไปเหยียบเส้นแดง

มุมภาพนั้นดีมาก เพราะถ่ายให้เห็นเด็กคู่กรณีหลายคู่ในห้องเรียนที่เคยทะเลาะชกต่อยกันมานั้น ต่างก็เดินเข้าไปเหยียบเส้นแดงเหมือนกัน พวกเขานิ่งเงียบและมองหน้ากันด้วยความรู้สึกว่า อืมม “เราต่างก็ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันนะ”

ใครมีเพื่อนรักที่ถูกฆ่าตายไปแล้วบ้าง ปรากฏว่าเด็กเกือบทั้งห้องเดินเข้าไปเหยียบเส้นแดง

ครูจีก็เพิ่มจำนวนของเพื่อนที่ถูกฆ่าตายเป็น สองคน สามคน สี่คน แม้จำนวนจะลดลงแต่ก็ยังมีนักเรียนยืนอยู่ที่เส้นแดงหลายคน

มุมกล้องช่วยให้คนดูได้อารมณ์ร่วมของเด็กในห้องเรียนนั้นเลยว่า อืมม “ทุกคนต่างก็มีความทุกข์ร่วมกัน ความทุกข์จากเรื่องเดียวกันนะ”

ผมชอบกิจกรรมนี้ของครูจีมาก และคิดว่าในเวริคช็อพต่อๆ ไปก็อาจจะลองนำไปประยุกต์ใช้ดูได้บ้างเหมือนกัน

จากนั้นก็มาถึงเรื่องทีเด็ด เช้าวันหนึ่งคุณครูจีถือถุงกระดาษใหญ่มาสองใบ คุณครูหยิบของออกจากถุงสองใบนั้น ปรากฏว่าเป็น “สมุดบันทึก” ให้กับเด็กๆ ไว้เขียนบันทึก ครูจีบอกว่าเป็นสมุดเปล่าเอาไว้ให้เด็กๆ เขียนถึงความรู้สึกหรือเขียนถึงอะไรก็ได้ ถ้าใครอยากให้ครูอ่านก็ให้นำมาวางไว้ในตู้ด้านหลังของคุณครู ซึ่งคุณครูจะเปิดล็อกทิ้งเอาไว้

ผมแทบจะกระโดดตัวโหยง เมื่อดูถึงฉากนี้ เพราะผมไม่เคยดูภาพยนตร์เรื่องนี้มาก่อน แต่เรื่องราวก็เป็นเรื่องราวเดียวกันกับที่พวกเราได้ใช้ในเวริคช็อพของเราคือเราให้ “สมุดบันทึกการเดินทาง” หรือ “Journal of your Journey” สำหรับผู้เข้าร่วมได้เขียนบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้น

เรื่องนี้ได้เสริมให้เราเห็นคุณค่าของการเขียนมากยิ่งขึ้นไปอีก

ครูจีให้เด็กเดินเข้ามาหยิบสมุดเองทีละคน ตอนแรกทุกคนยืนนิ่ง แต่พอมีคนหนึ่งเดินเข้ามาหยิบสมุดทุกๆ คนก็เดินเข้ามาหยิบทีละคนจนครบ

วันหนึ่งครูจีมาเปิดตู้ดูก็พบว่า มีสมุดบันทึกวางอยู่ในนั้นเต็มไปหมด ให้เข้าใจได้ว่าเด็กๆ เขียนบันทึกและอยากให้ครูจีอ่านทุกคนเลย ครูจีใช้เวลาในการอ่านเรื่องราวของเด็กๆ เหล่านั้น เป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม

จากนั้นครูจีก็ให้เด็กๆ ได้อ่านหนังสือวรรณกรรมที่เกี่ยวกับความรุนแรงที่เขียนขึ้นโดยเด็กวัยรุ่นผิวดำคนหนึ่ง ทำให้เด็กๆ ได้รับรู้ว่า พวกเขาไม่ได้โดดเดี่ยว

เรื่องราวยังลามไปถึงหนังสือที่ชื่อ บันทึกของแอนน์ แฟรงค์ เด็กสาวชาวยิวที่หนีการตามล่าของเกสตาโป และอยู่ในเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แม้ว่าในที่สุดแอนน์ แฟรงค์จะถูกจับไปฆ่า แต่บันทึกของเธอยังอยู่และ “เธอยังบอกเล่าเรื่องราวของเธอได้เสมอ”

ครูจีให้เด็กๆ ลองเขียนจดหมายถึงหญิงชราชาวฮอลแลนด์คนหนึ่งที่เคยเป็นคนช่วยเหลือให้ที่หลบซ่อนแก่แอนน์ แฟรงค์ ว่าเด็กๆ รู้สึกอย่างไร

ปรากฏว่าทั้งหมดกลายเป็นงานเขียนที่มีคุณค่ามาก “เด็กเหลือขอ” เหล่านี้ได้สร้างสรรค์งานเขียนที่มีคุณค่า และทั้งหมดทำให้พวกเขารู้สึกว่า “เขามีคุณค่า” ไม่ใช่ใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยความกลัวและเอาตัวรอดด้วยความรุนแรง

หญิงชาวฮอลแลนด์เดินทางมาที่แคลิฟอร์เนียร์ ภายใต้การระดมทุนค่าเครื่องบินของเด็กๆ

หญิงชาวฮอลแลนด์คนที่เคยช่วยแอนน์ แฟรงค์ เล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ในวันที่ ๔ สิงหาคม ให้ฟังว่า เกสตาโปบุกเข้ามาและค้นพบห้องที่แอนน์ แฟรงค์หลบซ่อนอยู่ ทหารคนหนึ่งใช้ปืนจ่อที่หัวของเธอและกำลังจะเหนี่ยวไก โทษฐานให้ที่หลบซ่อนชาวยิว แต่บังเอิญทหารอีกคนหนึ่งได้ยินเธอพูดสำเนียงของชาวออสเตรีย เพราะเธอเกิดที่ประเทศออสเตรีย เธอก็เลยรอดชีวิตไปอย่างหวุดหวิด

เด็กชาวนิโกรคนหนึ่งบอกหญิงชราว่า คุณเป็นฮีโร่ของผมนะครับ

หญิงชราบอกว่า “ฉันเพียงทำสิ่งที่ฉันต้องทำ เราเป็นแค่คนธรรมดาๆ เราเพียงทำสิ่งเล็กๆ ที่แตกต่างในโลกที่มืดมิดใบนี้เท่านั้น และเราจะเป็นฮีโร่ได้ทุกๆ วัน”

คำพูดนี้ของเธอทำให้ผมอดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า

อืมม ในฐานะเจ้าหน้าที่ทางสาธารณสุข ผมจะสามารถทำอะไรเล็กๆ ที่แตกต่างได้บ้างหรือไม่อย่างไร?

เป็นภาพยนตร์ที่ทำให้ผมต้องน้ำตาซึมได้หลายๆ ตอนเลยทีเดียว

เป็นภาพยนตร์ที่ทำให้เราได้เห็น “วิธีการ” ค้นหา “แรงบันดาลใจ” หรือ “ความหมายแห่งการมีชีวิต” ได้จริงๆ

เรียกได้ว่าภาพยนตร์เรื่องสมบูรณ์พร้อมทั้งสมองสามชั้นที่มีทั้งด้านสว่างด้านมืดพร้อมทั้งทฤษฎียูซีอิ้งเซ้นซิ่งและพรีเซ้นซิ่งเลยทีเดียว

You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

10 Responses

  1. ระยะนี้อ่านงานของ Parker Palmer ใหม่ เขาได้ยกย่องว่าเป็นครูของครู เพราะโครงการ Courage to teach อันเป็นชื่อเดียวกับหนังสือเล่มดังของเขา เป็นงานสร้างแรงบันดาลใจให้ครูได้ทำงานอันยิ่งใหญ่ที่สังคมมอบหมายออกมาจากตัวตนที่แท้จริง ทำงานสร้างให้เกิดการเรียนรู้ด้วยความสุข ไม่ใช่เด้วยความทุกข็ การเป็นครูไม่ใช่แค่สอน แต่ทำให้นักเรียนได้รู้ว่าแต่ละคนมีความสำคัญต่อโลกที่พวกจะเป็นผู้ดูแลรักษาต่อไปอย่างไร

    จากบทความนี้ ผมจะฝันว่าเด็กไทยจะได้เรียนกับครูที่มี courage to tech บ้าง ครูผู้จุดประกายไฟให้เด็กๆได้รู้วิธีดูแลอนาคตของตนเอง และสังคมอย่างดีงาม ไมถูกกดลงให้ต่ำต้อย เป็นเพียงผู้ขายแรงงานรับใช้คนชั้นสูงในเมืองหากว่าเป็นเด็กในชนบท ไม่ถูกมอมเมาให้เป็นผู้ขายแรงความคิดให้กับบริษัททุนนิยมที่มุ่งทำแต่กำไรสูงสุดโดยเขามองเห็นว่าการทำเงินสูงสุดเป็นเป้าหมายของชีวิตด้วย เป็นอะไรต่อมิอะไรแต่ไม่ได้เป็นตัวเขาเองอย่างแท้จริง ความดี ความงาน ต้องมีสถาบันรองรับอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามัญจะตัดสินได้เอง เราต้องการครูเหล่านี้ ผู้จะนำเอาอำนาจความเป็นมนุษย์กลับมาสู่พวกเราอีกครั้ง

    หรือเป็นได้เพียงแค่ความฝัน มั้ง

  2. 2
    ไพลิน สาระมนต์ 
    Friday, 31. October 2008

    ขอบคุณผลงานเขียนของคุณหมอมากค่ะ อ่านแล้วรู้สึกดีจังเลย เกิดแรงบันดาลใจขึ้นอีกเรื่อยๆ ในการเขียนของไพลินเอง

    อ่านแล้วทำให้มีความคิดว่าน่าจะลองเอาไปปรับประยุกต์ใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ในคลินิกผู้ป่วยเบาหวานความดันโลหิตสูง กลุ่มเจ้าหน้าที่แรงบันดาลใจฯ และในกลุ่มเยาวชนที่เวียงแก่น ช่วงนี้เรามีเวทีอยู่บ้างเดือนละครั้ง หรือสองครั้งในแต่ละกลุ่ม จริงๆ อยากดูหนังเรื่องนี้สักครั้งก่อนกะว่าจะลองไปทำ ไพลินว่าจะลองหา Load ดูก่อนค่ะ

  3. ได้ดูหนังเรื่องหนึ่งค่ะ เนื้อหาอาจคล้ายๆ ที่คุณหมอเล่า ชื่อเรื่องเดอะคอรัส เข้าใจว่าเป็นหนังฝรั่งเศส พูดถึงครูที่ต้องสอนอยู่ในสถานกักกันเด็กเหลือขอ ที่มีกฏพื้นฐานว่า “แรงมาแรงกลับ” ครูคนนี้เป็นนักแต่งเพลง การใช้เพลงและการร้องประสานเสียงช่วยให้เด็กๆ มีความสุขและค้นพบความหมายของตัวเขา…หนังดีมากค่ะให้แรงบันดาลใจเช่นกัน แม้กระทั่งกับคนที่เล่นดนตรีไม่เป็น

    เรื่องราวแบบนี้มีอยู่ในการทำงานจริงๆ ที่เรือนจำนครปฐมเคยมีอาสาสมัครสอนนักโทษเล่นพิณแก้ว….จนโด่งดัง ขึ้นเวทีระดับชาติ …ความสำเร็จความงดงามไม่ใช่การได้ขึ้นเวทีระดับชาติ แต่เป็นเพราะเห็นว่าคนแต่ละคนตระหนักในคุณค่าของตนนั่นเอง

  4. แรงบันดาลใจจาก Freedom writers

    “ พี่ว่าก่อนตัวจะวิ่ง ตัววางทุกเรื่องก่อนนะแล้วเราจะวิ่งตัวเบา อย่าเอาเรื่องไปแบกไว้ เราจะวิ่งด้วยตัวเบาโหว่งเลยเหรอ ลองดูนะ” คำพูดจากคุณหมอนวดเรณูแวบ ขึ้นมาในห้วงคำนึงของผู้เขียนขณะผู้เขียนกำลังปั่นจักรยานอยู่บนเส้นทางหลวงเวียงแก่น - เชียงของอยู่บริเวณหมู่บ้านทุ่งทราย ต.หล่ายงาวตอนพลบค่ำของคืนวันศุกร์ คืนวันศุกร์นี้เป็นศุกร์พิเศษของผู้เขียน เพราะวันนี้ผู้เขียนและพี่พิสมัยแห่งเมืองเวียงแก่น มีนัดกับพี่ๆ ลุง ป้า น้า อา แม่อุ๊ยบ้านทุ่งทรายตอนหนึ่งทุ่มตรงซึ่งทุกศุกร์ปกติผู้เขียนหลังจากวิ่ง Jogging เสร็จก็จะอยู่ท่ามกลางกองหนังสือ หรือนสพ.ที่ผู้เขียน และรายการโทรทัศน์โปรดปรานอยู่ในบ้านพัก “ พี่กับแฟนไม่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงพี่ไม่ไปหรอก วันนี้เพิ่งกลับมาจากไปเก็บส้มเขียวหวานที่สวนมา พอมาถึงบ้านก็รีบมาเปิดร้านเลย ” เสียงของหมอนวดขณะร่วมวงคุยกับลูกค้าที่มารับบริการนวดของเธออยู่หน้าร้านนวดขณะที่ผู้เขียนกำลังจะปั่นจักรยานออกจากร้านนวดมุ่งหน้าสู่ศาลา SML หน้าวัดทุ่งทรายศาลาประจำหมู่บ้านทุ่งทรายอยู่ติดถนนทางหลวงพลบค่ำก็จะมีรถรับส่งนักเรียน รถยนต์ รถหกล้อ มอเตอร์ไซด์ผ่านเป็นระยะๆ

    แม่อุ๊ยจันทร์รูปร่างผอมสูงโปร่ง ผมสั้นสีขาว อายุราว 65 ปี สวมเสื้อแขนสั้นบางๆ สีลายดำเหลือง นุ่งผ้าซิ่นกำลังยืน รอคิวชั่งน้ำหนัก วัดรอบเอว และวัดความดันโลหิตสูงร่วมกับบรรดาเพื่อนบ้านอยู่กลางศาลา ระหว่างผู้เขียนช่วยวัดรอบเอว บันทึกข้อมูลลงในสมุดรายชื่อแม่อุ๊ยก็เข้ามาทักทายผู้เขียนและคุณหมอคนอื่น ปกติแถวชนบทบ้านเราไม่ว่าใครที่ทำงานในรพ.เขาจะเลือกคุณหมอหมด “ แม่เพิ่งไปรับยามา ไม่เห็นเจอคุณหมอเลย 2 ครั้งแล้วคุณหมอไปไหนมาเหรอนึกว่าย้ายไปเสียแล้ว ” / “ไพลินกินข้าวมาหรือยัง พี่มีฝรั่งไร้เม็ดที่สวนมาฝาก แม่ล้างมาให้แล้วล่ะ ” วันนี้มีแม่อุ๊ย ลุง ป้า น้า อาพี่มาร่วมนั่งล้อมวงทั้งหมด 16 คน “ เราลองมานั่งสมาธิสบายๆ กันสักพักดีกว่า รับรู้ถึงเสียงจากภายนอก เสียงรถยนต์ เสียงพูดคุย เสียงต่างๆ ดูการหายใจของตัวเอง สังเกตหน้าท้องหลับตาลงช้าๆ เบาๆ ดูการเคลื่อนไหวของหน้าท้องการหายใจที่ดีนั้นเป็นอย่างไร ………” ลมเย็นพัดผ่านมาสัมผัสกาย หลายคนสวมเสื้อแขนยาวเตรียมพร้อมสำหรับการพูดคุยกันในวันนี้
    วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกอย่างไร “ ช่วงนี้แม่กินยาเพิ่มเป็นสามเม็ดแล้วหมอ สองเม็ดมันไม่หลับ เมื่อก่อนแม่กินสองเม็ด พอดีเลยเดือนนี้คุณหมอก็เพิ่มยาให้แม่กินยาเป็นสามเม็ดหลับได้ดี สบายหมอ ไม่ชัก หลับดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน ” แม่อุ๊ยพูด “ จะว่าสบายก็สบายดีนะหมอ แต่มันก็ดูเหมือนมีเรื่องให้คิดอยู่ข้างใน มันพะวงอะไรไม่รู้หมอบอกไม่ถูก ” พี่พยนต์คุณแม่บ้านวัย 41 ปีพูด “ ช่วงนี้ดีหมอกินน้ำผลไม้อะไรไป ไปรับยามากินตลอด ” ใครมีปัญหาเรื่องกินยาไหม “ แพ้ยา ปี้เคยแพ้ยามี 3 ชนิดตัวแรกกินแล้วมันคันมีปื้นตุ่มเหมือนไฟไหม้ขึ้นตามแขน ตามตัว ปี้รีบไปหาหมอหงัดให้หมอหงัดฉีดยาให้หายดี อีกอย่างจำไม่ได้ว่าชื่ออะไรกินแล้วใจสั่น หายใจไม่ออกพี่รีบมาหาหมอหงัดอีก มาถึงหมอได้ยินเสียงผู้คนพูดกันเจี้ยวจ้าวเหมือนตกใจอะไรพี่ก็ไม่รู้ตัวอีกเลยรู้ตัวอีกทีหมอว่าพี่หมดสติไปพี่แพ้ยา มีบัตรแพ้ยาด้วยนะ อยู่บ้านจำชื่อยาไม่ได้ พี่ขี้แพ้ แต่ไม่แพ้มดส้มนะ ทุกวันยังไปหามดส้มมาขายอยู่ ” รู้ไหมค่ะถ้าเป็นโรคเบาหวานความดันโลหิตสูง เราต้องทำอะไร อย่างไร คิดอย่างไร “ กินผงชูรสอยู่หมอ แต่ลดลงมาบ้างแล้วหมอ ตั้งแต่เข้ากลุ่มที่วัดทุ่งทรายที่หมอมาคราวที่แล้วเมื่อสองเดือนก่อน ” แม่อุ๊ยสวยวัย 60 ปีพูด “ พยายามไม่เครียดหมอ เครียดความดันชอบขึ้น หลังๆ มาแม่กินน้ำผลไม้เขาเอามาขายโฆษณาในวิทยุ ขวดละสี่ร้อยกว่าบาทแม่กินสองขวด ตอนแรกตัวเบา ฉี่เยอะดูเหมือนจะดีแต่ตอนนี้ก็เฉยๆ ความดันก็สูงเหมือนเดิม ” แม่อุ๊ยดีพูด …………………………………….
    “ตอนนี้ใกล้สี่ทุ่มแล้วก่อนกลับขอตั้งกติกาเล็กน้อยใครกำลังพูดคนที่เหลือขอให้ฟังเขาจ้องหน้าเขา ไม่พูดแทรกขึ้นมา ถ้าใครอยากพูดขอให้คนที่พูดอยู่พูดจบก่อน และต่อไปถ้าน้องขอเชิญใครที่มีสภาพการณ์ตอนนี้ตรงกับที่น้องเชิญออกมาขอออกมานะเจ้า ” ผู้เขียนพูด “ ใครที่ตอนนี้ไม่มีภาระส่งลูก ลูกๆ จบการศึกษาแล้วสบาย หรือมีแต่ส่งหนี้อย่างเดียวไม่ได้ส่งลูกแล้วขอให้ออกมานั่งตรงวงในวงเล็กเลย ” ขอให้ทุกคนปรบมือให้คุณแม่ทั้งห้าคนด้วยค่ะ สมาชิกที่นั่งล้อมวงอยู่วงนอกก็จะได้รับคำขอบคุณจากสมาชิกกลุ่มที่นั่งอยู่วงใน “ ใครขายส้มโอได้กำไรบ้าง / ใครมีลูกๆ ส่งเงินให้ใช้ทุกเดือนบ้าง / ใครมีความสุขดีบ้าง ” ตามลำดับและต่อไป “ ใครที่มีภาระหนี้ ลูกๆ ยังเรียนไม่จบ ขอให้ออกมานั่งล้อมวงเล็กอยู่ด้านในวงล้อมใหญ่ ………. และ / ใครอยู่บ้านคนเดียวบ้าง ” ผู้เขียนพูด “ แม่สบายดีหมออยู่คนเดียว ปีใหม่ลูกก็มา ไม่เป็นไรกินยาสามเม็ดก็หลับสบาย ทำใจแล้วหมอกินยาแล้วกะหลับ ”แม่อุ๊ยจันทร์พูด / “ คนโตเหลืออีกหนึ่งปีหมอ ทนเอาใกล้แล้ว คนเล็กอยู่ม.1 อยู่ทนอีกนิดเดียว ” พี่พี่พยนต์

    สุดท้ายแม่ๆ น้าๆ ลุงรู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าหลังจากน้องพาทำกิจกรรมที่ผ่านมา “ พี่มีเพี่อนหมอ คนอื่นเขาก็ส่งลูกเรียนกัน เราไม่ทุกข์อยู่คนเดียวมีคนที่เขาก็เป็นเหมือนเรา บ่รู้สึกโดดเดี่ยว” / “ อยู่ต่ออีกไหมหมอเอาจนแจ้งกะได้ ” / “ ดีหมดหม้วนดีหมอ ” / “ อยากให้ลูกมาอยู่ใกล้ๆ เราตอนเราไม่สบาย อยากให้เขาได้ทำงานสบายๆ จบแล้วมีงานทำ แต่เขาก็ว่างนะหมอจบตั้งป.ตรี เราจบป.4 เราไม่เห็นว่างเลย ให้ลูกๆ มาทำนาเขาสู้ไม่ไหว เราเป็นรุ่นที่ทำนารุ่นสุดท้ายหรือเปล่าไม่รู้ ” ………………………. แรงบันดาลใจจากบทความ Freedom Writers ของนพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ

    คืนนี้เป็นคืนวันศุกร์ที่พิเศษสำหรับผู้เขียน เราไม่โดดเดี่ยว ยังมีบางคนที่เดือดร้อนกว่าเรา มีบางคนที่ให้แนวคิดกับเรามีแนวคิดที่จริง ดี และงดงาม “ ส่งลูกจบแล้ว พี่ก็พอหามดส้มมาขาย ก็สบายใจแล้ว ” / “ เวลาวิ่งแข่งนะอย่าเก็บเรื่องมาแบกนะมันหนัก วางเลยแล้วเราจะวิ่งตัวเบาโหวงเลย ก่อนวิ่งแข่งสักหนึ่งฝึกโยคะนะหมอ ฝึกท่าที่ให้เราเห็นการหายใจสอดคล้องกัน วิ่งเสร็จมานวดผ่อนคลายเดี๋ยวตามไปที่สนามแข่งให้ ” แชมป์วิ่ง 1,500 เมตรในกีฬาโซน 2 สสจ.เชียงรายประจำปี 2551 คงไม่ไกลเกินฝัน

  5. ขออภัย….ฝรั่งไร้เมล็ด ????

  6. 6
    Praeva^^^*** 
    Tuesday, 18. November 2008

    เป็นบทความที่ดีมากค่ะอาจนำมาใช้กับกลุ่มที่พยายามจะก่อร้างสร้างตัวอยู่แต่ยังร
    สึกว่าบางครั้งการตั้งทำถามที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีเพื่อนที่มีความรุ้สึกคล้ายๆกันมันจะเป็นการตอกย้ำความเจ็บของเขาหรือป่าวหรือว่าเป็นการไปสะกิดความรุ้สึกที่คนเราต้องการเก็บไว้หรือป่าวหรือบางครั้งเราอาจจะลืมเลือนความรู้สึกนี้ไปแล้วหรือบางครั้งเราเองก็ยังสับสนว่าการตั้งคำถามแต่ละครั้งของเราเราต้องการอะไรจากคำถามนั้นๆ……….

  7. 7
    วิธาน 
    Thursday, 20. November 2008

    เหมือนเป็น “ความรู้สึก” ว่า “ได้ร่วมทุกข์” อะครับ

    เวลามี “ทุกข์” ก็แน่นอนว่าต้องเจ็บปวดครับ อย่างที่พวกเราบอกจริง
    แต่ “ทุกข์” แบบนี้ เป็น “ทุกข์ร่วม” นะ

    คนเรามักจะลืมไปว่า พวกเรามี “ทุกข์ร่วม” กันอยู่
    พอรู้สึกว่า “ร่วมกัน” ได้ การแก้ปัญหาก็จะค่อยๆ เกิดได้เองครับ คือค่อยๆ ดิ่งลงไปสู่ระดับที่สี่ที่ก้นตัวยู ได้เอง

  8. ทุกข์ร่วมจริงๆ ค่ะ แต่ละคนกำลังเผชิญกับความกลัว ความไม่ไว้วางใจกับภาระกิจในชีวิตในแต่ละช่วงพอเปิดวงเสร็จทุกคนไว้วางใจกัน เล่าเรื่องราวของกันและกันให้เพื่อนในวงฟังวงสนทนาก็ไหลลื่นในบางประเด็น แฮ่ แฮ่ แต่บางประเด็นที่ถามเข้าไปในวงไพลินก็รู้สึกเหมือนกันค่ะ ว่าไปตอกย้ำเขา วงเงียบลงเราก็หยุดเลยได้เห็นท่าทีและรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว ต้องปรับกระบวนการ หรือคำถาม แต่เจตนาเดิมนะคะ เจตนาน่าจะดี เรามาหามาพูดคุยเราเชื่อว่าน่าจะดี บอกไม่ได้เป็นรูปธรรม แต่ทุกคนกลับบ้านด้วยรอยยิ้ม….. ( อันนี้เข้าข้างตัวเองเจ้า )

  9. 9
    วิธาน 
    Friday, 21. November 2008

    ไพลินครับ
    ผมเข้าใจว่าก็คงจะต้องเป็นหน้าที่ของ “โค้ช” นั่นแหละครับที่จะต้องเข้าไปดูแลตรงจังหวะนั้น จังหวะที่ “โค้ช” จะต้องดูว่า ทำอย่างไรให้สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ควรจะไหลไปสู่ที่สิ่งที่ควรจะเป็น
    แต่ก็ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี “โค้ช” ก็ไม่ควรจะรบกวนระบบมาก หรือให้วงเป็นไปตามที่ “โค้ช” ต้องการซะทุกครั้ง

    ไม่จำเป็นจะต้องเกิดเรื่องดีๆ อย่างที่ “โค้ช” ต้องากรทุกครั้งหรอกครับ

    พวกเขาจะมี “วิถี” ของพวกเขาเอง “โค้ช” เองก็ต้องฝึกการวางใจอย่างไม่มีเงื่อนไขเช่นเดียวกันครับ

  10. คืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาได้ลงไปร่วมวงสนทนากับพี่ๆ น้องโครงการพยาบาลตำบล ณ บ้านทุ่งคำ ต.หล่ายงาวของฝ่ายการพยาบาลมา

    ไพลินใจเย็นขึ้น ไม่รีบตะครุบเหมือนที่ผ่านมา บ่อยวงสนทนาให้ไหลลื่นครั้งนี้เราอย่างไรดี ” รอข้อมูล Input ก่อนไหมค่ะ หรือพี่ว่างัย ” เราก็ปล่อยวงสนทนาไหลลื่นเขาจัดการกันเอง ไม่มีการโกรธกันหลังจากมีการต่อว่าต่อขานกันในวงเมื่อมีคนพูดแทรกเราขึ้น ถ้าเป็นวงสนทนาในรพ. ก็ไม่แน่เหมือนกัน พอเราปล่อยเรากลับได้เห็นสิ่งความร่วมไม้ร่วมมือ กลัวหมอเสียใจคนมากันน้อย แม่อุ๊ยวัย 78 ปีก็มาด้วยทำให้ลุงๆ ป้าๆ ที่กำลังขมักเขม้น และเตรียมการในการเก็บเกี่ยวข้าวในวันต่อไปได้หัวเราะ ยิ้มน้อยในความอารมณ์ดีของแม่อุ๊ย

    วงสนทนาเราจะเห็นชีวิตของสมาชิกแต่ละจากการเล่าสู่กันฟังของแต่ละคน คนที่มีเรื่องไม่สบายใจก็ได้ระบาย ( การให้บริการของรพ. ออกแนวพฤติกรรมบริการที่ไม่ค่อยประทับใจเขา ) ไม่สบายอยู่ก็ได้ถามไถ่คุณพยาบาลว่าจะทำอย่างไรดี ” ตอนแรกแม่กลัวนะหมอ กลัวตาย กลัวโรคเบาหวาน แม่มองเขาเป็นศัตรู ไม่ได้มองว่าเป็นมิตรหรอก” มีการปลอบโยนและให้กำลังใจกันเราไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงอยู่คนเดียว

Leave a Reply