• Saturday, October 11th, 2008

 love อู้มาหลายวัน แล้วเขียนวันนี้ อิๆๆ แปลว่าวินัยเริ่มหย่อนยาน แล้วก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ มารขี้เกียจมันค่อยมาหา ก็ฝึกฝืนกันต่อไป อาทิตย์ที่ผ่านมา มีเรื่องดีๆ และเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้เห็นถึง อนิจจัง

เริ่มด้วยเช้าวันที่ 6 ตุลาคม เช้าดีๆได้ไปร่วมประชุมจิตวิวัฒน์ ฟังปาฐกถาของ อ.เสกสรร ประเสริฐกุลเล่าเรื่องการต่อสู้ภายใน การแสวงด้านจิตวิญญาณ คุ้มค่ากับการถ่อสังขารลงไปฟังอาจารย์สองชั่วโมง เสียดายที่ได้ฟังแค่นั้นเพราะเที่ยวบินเที่ยวเช้าไปถึงเวลาเริ่มประชุมพอดี อ.เสกสรรเป็น Hero ทางการเขียนหนังสือของผมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อาจารย์เขียนโดยใช้ภาษาที่คมและสวยงาม มักอธิบายความรู้สึกที่ผมรู้สึกแต่เขียนบรรยายไม่ได้ ออกมาได้อย่างสวยงาม และถ้าใครได้อ่านงานของอาจารย์มากๆ และอ่านที่ผมเขียนบ้างก็จะได้กลิ่นอายการเขียนของอาจารย์เจืออยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมจะเลียนแบบนะครับ แต่คนเรามักได้อิทธิพลจากคนอื่นอยู่แล้ว อืืมม์ แล้วก็ผมไม่เห็นว่ามันจะเสียหายอะไรนี่นา เพราะเราไม่ได้อวดตัวว่าเขียนวิเศษกว่าใครนะ แค่เขียนเท่านั้นแหละ

ได้ฟังอาจารย์พูดถึงการเดินทางภายในของอาจารย์ ผมเข้าใจเองว่า้ถ้าเทียบกับทฤษฏีตัวยูแล้ว อาจารยเสกสรร Presensing และกำลังเดินทางผ่านขาขึ้นของตัวยู สิ่งที่พูดเป็นการตกผลึกจากประสบการณ์ตรง จากการใช้ชีวิตอย่างนั้นจริงๆไม่ได้คิดเอา แล้วสร้างจินตนาการเองว่าเป็นอย่างไร พอดีอาจารย์แกบอกว่าสิ่งที่แกพูด ไม่อนุญาตให้บันทึกหรืออัดเสียง หรืออย่างอื่น ผมเคารพในสิทธิของอาจารย์ครับ ดังนั้นผมจึงไม่บอกรายละเีอียดการพูดได้แต่จะบอกว่าได้ข้อคิดอะไรบ้าง

 

สิ่งที่ผ่านยากที่สุดในชีวิตด่านหนึ่ง ก็คือการติดดี การคิดว่าตัวเองเป็นนักรบแห่งมโนธรรม เมื่อเราคิดว่าเราคิดดีคิดประเสริฐกว่าคนอื่น สิ่งที่ตามมา็ก็คือการตัดสินคนอื่น ว่าด้อยกว่า เลวกว่า แล้วเราก็จะจัดการคนอื่น นั่นคือสภาพสังคมปัจจุบัน ที่บางคนออกมาทำอะไรแล้วคิดว่าตัวเองถูก คนที่ไม่ออกมาคือผิด หรือแหย ขี้กลัว ทั้งที่คนที่ออกมาพูดอย่างนั้นก็เป็นขี้ขลาดหนีตายมาแล้วในอดีต เมื่อเพื่อนเดินออกไปสู่สงคราม คอยยุให้คนเดินไปตายเพื่อเป้าหมายของตนเอง เป็นคนเชียร์นี่มันสนุกกว่านิ แต่ความตาย และแขนขาขาดเป็นเรื่องจริง

เมื่อพ้นยุคสมัยนี้ไปแล้ว บางที ความตายและการเสียอวัยวะ เพืออะไรนี่ มันอาจชัดเจนขึ้น จนกระทั่งมีคำถามว่า เพื่ออะไร สติเป็นเรื่องสำคัญ การรู้ตัวก็เป็นเรื่องสำคัญ การฆ่าฟันในรวันดา ในเขมร สมัยก่อนก็มีจุดเริ่มต้นที่เรื่องราวแบบนี้ มีคนชั่วและคนดี ยังมีหนทางอื่นในการดูแลผู้คน นอกจากการออกมาเอาชนะกัน พูดอย่างนี้ก็ไม่ได้บอกว่าใครถูกใครผิดอีกเหมือนกัน ถ้าจะมีใครตัิดสินผมว่าเป็นคนแบบไหนอันนี้เป็นเป็นสิทธิและเป็นปัญหาของคนๆนั้น ซึ่งการที่ผม หรือเราจะเป็นอะไร มีแต่เราที่รู้อยู่ ไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างเขาว่า หรืออยากให้ใครเขาชื่นชม

วันที่เจ็ดตุลาคม วันถัดมา ความรุนแรง ความแค้น ความขัดแย้ง ความกลัว แพร่สะพัดไปทั่วประเทศ ผู้คนเริ่มรู้ึสึกว่าต้องทำอะไรบ้างอย่าง เราต้องเลือกข้าง เราจะไม่… และอื่นๆอีก ลูกสาวและลูกชายผม นั่งดูทีวีอยู่ แล้วก็ถามว่า “ป๊าเค้าทะเลาะกันทำไมเหรอ ทะเลาะกันนี่ต้องฆ่ากันด้วยหรือ” ผมไม่รู้ว่าเราจะสอนลูกของเราอย่างไรว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่ถูกต้อง การเอาชนะด้วยการฆ่าฟัน เป็นเรื่องถูกต้องหรือ แล้วจะสอนเรื่องเมตตากันอย่างไร การอภัยกันอย่างไร แววตาของลูกทั้งสองไม่เข้าใจ

เด็กอีกหลายล้านคนในประเทศนี้ จะถูกอธิบายเรื่องราวนี้กันอย่างไร เมื่อไปรร. พวกเขาจะทะเลาะด้วยเรื่องพ่อแม่อธิบายไม่เหมือนกันหรือเปล่า   เมื่อพ่อแม่ของพวกเขาเลือกข้าง แล้วการทะเลาะของพวกเขาจะจบลงด้วยความรุนแรงเหมือนที่ปรากฏตามทีวีทุกช่องหรือเปล่า เรากำลังหน้ามืดตามัวกับการเอาชนะกัน จนลืมเป้าหมายที่แท้ของการออกมาทะเลาะกันหรือเปล่า และเราก็ไม่ได้ดูแลคนรุ่นต่อไปว่าจะเติบโตกันอย่างไร

ถ้าเราฝังใจกับมันมากขอให้ดูสิ่งที่เห็นให้เป็นอนิจจัง หลายคนในรัฐบาลที่ผ่านมา เป็นนศ.ที่ถือไม้ และมีมือเปล่าออกไปสู้ปื่น เพื่อประชาธิปไตยและประชาชนบนท้องถนน และก่นด่ารัฐบาลว่าปราบประชาชน เมื่อปี 2516 ปี 2519 คนๆเดียวทีเคยก่นด่าระบบและออกไปประท้วงรัฐบาล เมื่อก่อน บัดนี้เป็นรัฐบาล และบอกว่าการที่รัฐบาลปราบประชาชนคือความถูกต้อง และเพื่อรักษาประชาธิปไตย ไอ้พวกทีออกมาประท้วงนี่เป็นพวกกบฏ เช่นนี้แล้ว ความถูกต้องก็คือที่ๆเรายืนอยู่ไม่ใช่ความถูกต้องแท้ ที่ไม่ขึ้นกับที่เราอยู่ สักวันหนึ่งข้างหน้า คนที่ออกมามีบทบาทในถนนวันนี้ ก็จะเป็นรัฐบาลและปราบประชาชนเช่นกับที่คนเคยก่นประณาม เช่นนั้นแล้ว เรากำลังทำอะไรกันอยู่ และ เราจะเสียสละชีวิตของเราเพื่อสิ่งใด

คืนนั้นผมพาลูกเข้านอน ลูกสาวถือหนังสือการ์ตูนเล่มหนึ่งมาให้ผมอ่านให้ฟังก่อนนอน หนังสือเล่มนั้น ชื่อเรื่องเล่าที่ประทับใจอะไรประมาณนั้น เธอขอให้เล่าเรื่องสุดท้ายของหนังสือให้ฟัง

เรื่องการส่งต่อความรัก

เรื่องนี้เกี่ยวกับคุณยายกับหลานสาว คุณยายเสียคุณตาไป โลกของคุณยายก็หม่นหมองลง หลานสาวบรรยายความรุ้สึกในการเดินไปบ้านยายทุกครั้ง เหมือนเดินไปใต้ต้นไม้ที่มืดครึ้ม ในวันอันขมุกขมัวของฤดูใบไม้ร่วง

วันหนึ่งเมื่อเธอเดินไปบ้านคุณยาย ในใจของเธอก็นึกหน้าคุณยายที่อมทุกข์หน้าตาเศร้าหมอง แต่ทว่าเมื่อเปิดประตูเจอหน้ายาย ยายของเธอใบหน้าสดใสยิ้มแย้มเหมือนมีรัศมีเปล่งประกายออกมา

“เกิดอะไรขึ้นค่ะคุณยายทำไม คุณยายถึงหน้าตามีความสุขอย่างนี้”

“ยายเข้าใจแล้วหลานรัก ยายเข้าใจแล้วว่าทำไมตาทิ้งยายไป “

“ทำไมล่ะค่ะ”

“เพื่อให้ยายมีโอกาสได้รักคนอื่นไหงล่ะหลานเอ๋ย ต่อนี้ไปยายจะมอบความรักให้แก่ทุกคนโดยไม่เลือกว่าเขาเป็นใคร”

จากนั้นคุณยายก็ทำตามที่คุณยายว่า เมื่อหลานสาวได้มาเยี่ยมคุณยายอีกคุณยายก็เล่าเรื่องการส่งความรักให้ฟังว่า คุณลุงของหลานแวะมาและเล่าเรื่องที่กังวลใจมากมาย ทั้งโกรธและเศร้าใจ ยายก็รับฟังอย่างสงบ เมื่อคุณลุงเล่าเรื่องจนหมดและดูใจเย็นลง ก็ลากลับบ้าน วันต่อมาคุณลุงเอาขนมเค้กก้อนโตมาให้คุณยาย คุณยายก็เอาออกไปให้คนยากจนสิบกว่าคน ได้กินขนมอร่อยไป จากนั้นคนสิบกว่าคนก็มาช่วยคุณยายทำสวน หาดอกไม้สวยๆมาปลูก ทำให้คนที่เดินผ่านไปมามีความสุข และคนเหล่านั้นก็ไปทำเรื่องดีๆต่อๆกันไปอีก

คุณยายมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวเหล่านั้น และยังส่งต่อความรักไปทุกวัน

จวบจนคุณยายเข้ารพ. วันสุดท้ายของชีวิต หลานสาวมาเยี่ยมคุณยายตามปกติ แต่เมื่อไปถึงห้องคุณยาย หลานสาวก็ใจหายเมื่อพบกับเตียงที่ว่างเปล่า เธอรีบเดินออกมา พบกับคุณพยาบาล

“ยายเป็นอะไรไปหรือเปล่าค่ะ”

คุณพยาบาลโอบไหล่เธอและพาไปยังหน้าต่างที่มีแสงสว่างสาดส่องเข้ามาlight2window

“คุณยายของหนู ได้พบกับความสงบแล้ว ก่อนที่คุณยายจะสิ้นลม ได้ขอน้ำพี่แก้วหนึ่ง พี่คิดว่าคุณยายคงกระหายน้ำ แต่คุณยายเอาน้ำแก้วนั้นไปรดที่กระถางต้นไม้ข้างหน้าต่าง ซึ่งกำลังเหี่ยวเฉา แล้วบอกว่า ถ้าหลานยายมาบอกหลานยายด้วยนะว่ายายไม่ได้ไปไหน ยายรดน้ำให้ต้นไม้นี้ เพื่อให้มันเติบใหญ่ และเมื่อเติบใหญ่ ขอให้คุณพยาบาลย้ายมันไปปลูกในป่า เพื่อให้มันโตให้ความร่มรื่น และให้ผู้คนได้อาศัยร่มเงาของมัน ได้นั่งพูดคุยกันถึงเรื่องความรักที่ต่างคนได้ส่งมอบให้กันและกัน ส่วนยายไม่ได้ไปไหนหรอก ยายจะเป็นแสงสว่างที่จะส่องมาให้ต้นไม้ต้นนี้ให้เติบโต และยายจะเป็นแสงสว่างที่ส่องมายังมันอีกเมื่อมันเป็นต้นไม้ใหญ่ให้ผู้คน เพื่อเป็นแสงสว่างและแรงบันดาลใจให้ผู้คนต่างๆส่งมอบความรักกันต่อๆกันไป บอกหลานยายด้วยนะ”

sunlight พูดจบทั้งคุณพยาบาล และหลานสาว ก็ยืนนิ่งริมหน้าต่างให้แสงสว่างที่ส่องเข้าอาบไล้ร่างกาย และทั้งคู่ก็รับรู้ถึงความอบอุ่นที่ปรากฏในหัวใจ และเข้าใจความหมายของชีวิตว่าเกิดมาเพื่อสิ่งใด

ผมไม่รู้ว่านิทานเรื่องนี้จะช่วยเยียวยาลูกทั้งสองได้ไหม จากคราบไคล้ของความรุนแรงที่ปรากฏ แต่ผมมีความหวัง เพราะความรักมีอานุภาพมากกว่าความแค้น และความเห็นแก่ตัว ท่ามกลางบรรยากาศที่ความรุนแรงแฝงอยู่ในอณูของอากาศ ผมเชิญชวนทุกท่านส่งต่อความรักครับ ส่งต่อกันไปเพื่อเราทุกคน  

นพ.วรวุฒิ โฆวัชรกุล

You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

16 Responses

  1. 1
    วิธาน 
    Saturday, 11. October 2008

    วรวุฒิยังไม่ได้ใส่ว่า บทความนี้วรวุฒิเป็นคนเขียนนะครับ-

    เสนอว่าใส่ชื่อคนเขียนไว้ใกล้ๆ ชื่อบทความเลยดีมั้ยครับ อิ อิ

  2. 2
    กิจจา 
    Saturday, 11. October 2008

    วรวุฒิเขียนได้สะเทือนอารมณ์ในแบบฉบับของตัวเองดี เวลานี้ข่าวในทีวีเป็นอันตรายต่อเด็กๆ ไม่ควรให้เด็กดูข่าวที่น่ากลัวอย่างนี้
    ผู้ใหญ่เองก็ร่ำๆจะยอมรับความรุนแรงว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีทางเลี่ยงได้ เราต้องไม่ปล่อยให้จิตใจตกอยู่ในสภาพไม่มีทางเลือก เพราะนั่น
    จะทำให้ความรุนแรงมีความชอบธรรม

    เวปใหม่ดูสวยดี แต่ช่อง reply มันไม่ตัดข้อความขึ้นบรรทัดใหม่เองนะ ฝากช่วยแก้ไขด้วย

  3. 3
    วิธาน 
    Saturday, 11. October 2008

    ความคิดที่แตกต่างกันนั้นเป็นเรื่องที่ดี
    แต่จะไม่ดีเลยถ้ามีความรุนแรงผสมอยู่ โดยไม่มีการรับรู้
    เพราะความรุนแรงจะไม่สามารถนำพาให้การเดินทางลงลึกไปสู่ระดับที่สามได้
    แต่จะกระเด้งกลับไปเป็นตัวยูคว่ำ

    อย่างไรก็ตามช่วงเวลานี้ก็อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คนไทยจะได้มีโอกาสฝึกอหิงสา อโหสิ
    กันอย่างแท้จริงกระมัง
    อย่างน้อยเราก็น่าที่จะต้องหมั่นสำรวจสภาพอารมณ์ของตัวเราเองว่าเป็นบวกเป็นลบมากน้อยแค่ไหน
    สุดขั้วเกินไปบ้างหรือยัง

    ความรุนแรงทำให้เกิด “แผล”
    และการเยียวยานั้นแม้จะทำได้ แต่ก็ยากเหลือหลาย
    เรื่องเล่าของวรวุฒิดูจะเป็นเรื่องเล่าที่เหมาะสมกับลูกๆ ทั้งสองเป็นอย่างดีเลยนะครับ

    แถมยังพลอยเผื่อแผ่มาให้กับพวกเราที่ได้มีโอกาสอ่านกันตอนนี้ด้วย
    ขอบคุณหลายๆ เน้อ

  4. ขอบคุณครับพี่กิจจาสำหรับคำแนะนำ กำลังพยายามแก้บางตัวอยู่จะให้มันสวยแก้เซ็งบ้างน่ะครับ ช่วงนี้ว่างก็จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เพราะอาทิตย์หน้าก็ไม่ว่างอีกแล้วครับ
    ขอบคุณสำหรับความห่วงใยพี่วิธานที่ให้เขียนชื่อ อะๆๆ อันนี้ประลองแฟนพันธุ์แท้ครับ ว่าจำสำนวนผมได้หรือเปล่า ครับ อะๆๆๆ

  5. ผมไปserch ดู มีเพลง ส่งต่อความรักด้วยครับ ของ บอย โกสิยพงศ์ ความหมายนั้นตรงกันเด๊ะ กับที่ผมเขียนเลยอยากให้เปิดเพลงนี้ในการชุมนุมทุกแห่งบนแผ่นดินไทยนี้ครับ http://www.youtube.com/watch?v=yEZwZ5Tyc6c&feature=related ส่งมอบความรักมากับเสียงเพลงแล้ว ส่งต่อความรักกันต่อไปด้วยนะครับ

  6. 6
    ดอกผักบุ้ง 
    Sunday, 12. October 2008

    เปิดเพลงฟังพร้อมอ่านนิทานอีกครั้งหนึ่ง อบอุ่น และงามแต้ๆ ขอบคุณจริงๆ

    ได้รับมอบความรักมาแล้ว

    พร้อมส่งต่อค่ะ ….

  7. ความรักมักทำลายกรอบความเชื่อบางอย่างได้
    หากแม้นความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นจะทุเลาเบาบางลงไปเหมือนไฟถ่าน
    ที่ค่อยๆลดความร้อนแรงของไฟ คงต้องใช้เวลาและความรักช่วยเยียวยา
    และหยุดการสุมเชื้อเพลิงให้ลุกขึ้นต่อไป
    ด้วยความรักและความห่วงใยต่อชีวิตของกันและกัน

    ขอแรงอธิฐานนี้ช่วยลดไฟร้อนภายในใจของผู้คน ความรุนแรงไม่มีสิ่งใดที่จะสร้างสรรค์
    เมตตากันให้มากเถิดท่านผู้กล้าทั้งหลาย

  8. เรื่อง คุณยาย นี่ ประทับใจมากครับ

  9. 9
    moonbeam123 
    Sunday, 12. October 2008

    เห็นด้วยอย่างแรงกับบทความนี้

  10. Great story, thank you. ^ ^

  11. ประทับใจกับบทความนี้มาก ขอบคุณนะคะ อ่านแล้วน้ำตาร่วงเลย อยากบอกว่ารู้สึกดีมากๆกับการกระทำแบบคุณยาย จะเก็บไว้คอยเตือนใจตัวเองในเวลาที่เราได้ทำงานร่วมกับคนอื่น หนีไม่พ้นความแตกต่างทางความคิดแต่หากเรามีความรักและพร้อมจะมอบความรักให้กับผู้คนรอบข้างมันจะทำให้เราก้าวพ้นคำว่าเขากับเราไปสู่ความเป็นเพื่อนร่วมโลกกันได้จริงๆค่ะ

  12. อ.วรภัทร์ขอบคุณที่แวะมาเยือนครับ
    คุณดอกผักบุ้ง ส่งต่อเพลงนี้ด้วยการส่งต่อความรักนะครับ
    คุณ moonbeam123กับคุณ777 ขอบคุณที่แวะมาครับ
    สุมาลีครับ คนเรานั้นเมื่อเกิดมาก็ไม่มีศาสนา ไม่มีความแบ่งแยกกัน ไม่มีผิดไม่มีถูก ต่อเมื่อโตขึ้นเราก็มักจะเอาเราเองเป็นศูนย์กลาง
    ที่สำคัญเมื่อเราเชื่อสิ่งใดตามความคิดเรา เราก็คิดว่าสิ่งนั้นเราต้องปกป้องมัน เพราะมันเป็นสัญญะแทนตัวเรา แท้จริงแล้ว ก็ไม่ต่างจากการทะเลาะกันว่าเราชอบไอ้มดแดงตัวไหนมากกว่ากัน ในวัยเด็ก เพียงแต่ในวัยเด็กเราทะเลาะกัน แล้วเราไม่มีปืนไม่มีมีดไม่มีเงินเท่านั้นเอง แม้ตอนนี้พวกเราโตกันเป็นผู้ใหญ่แล้ว ความเชื่อของเราก็ไม่ต่างไปจากเมื่อก่อนที่เราทะเลาะกัน ว่าไอ้มดแดงตัวไหนเก่งกว่ากันนั้นเอง
    เมื่อเราได้สติและ มองให้เห็นอย่างที่เป็นไป เราจะเห็นจริงๆว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นตรงหน้าเรา เรากำลังเป็นเหมือนตาบอดคลำช้างอยู่ มิหนำซ้ำเราไม่ได้คลำด้วยมือของตัวเองซะด้วย ได้แต่ฟังจากปากคนอื่นเล่า ถามตรงๆ ว่าที่ออกมาไม่ว่าข้างไหนมีกี่คนมีรู้เห็นกับสิ่งที่พูดนั้นจริงๆ เป็นความเชื่อซึ่งถูกบอกต่อกันมาแล้วเราเชื่อว่ามันเป้นอย่างนั้นเท่านั้น
    หวังว่าในไม่ช้า เราคงจะได้คลำช้างด้วยมือของเราจริงๆ ซะที เพื่อประจักษ์ว่าความจริงเป็นเช่นไร
    ชีวิตของคนไม่เกิดมาเพื่อเป็นเบี้ยรองเพื่ออำนาจของใคร
    เลือดคนก็มิได้มีไว้เพื่อละเลงหนทางไปสู่เป้าหมายของใคร
    ถามตัวเองว่าพ้นวันนี้ไปอีก สิบปี เราจะคิดถึงเรื่องเหล่านี้อย่างไร
    ความรักต่างหากที่เป็นความหวัง ของมวลมนุษย์
    อีกไม่นาน ธรรมชาติจะพิพากษา สิ่งที่มนุษย์จะใช้ยืดหยัดต่อสู้ได้ ผมมองไม่เห็นทางอื่นนอกจากการส่งต่อความรักให้แก่กัน
    มีความหวังครับ ว่าพวกเราจะตื่นกันสักวันหนึ่งครับ

  13. 13
    vevykapollow 
    Monday, 13. October 2008

    ขอบคุณที่นำมาให้อ่านนะค่ะ

    มันแบ่งบันและส่งต่อความรักผ่านเรื่องดีๆๆ ได้มากเลยค่ะ

  14. thank you so much
    ชอบมาก

  15. ขอบคุณสำหรับบทความนี้เจ้า รู้สึกละมุลหัวใจมาก หลัง 7 ตุลาคมเป็นต้นมาไพลินรู้สึกอึดอัด คับข้องใจ …….. เมื่อยหัวใจ อ่านเรื่องของคุณยายแล้วรู่สึกว่าการมอบและรับความรักให้กันและกันนั้นเป็นการเยียวยาจริงๆ

    ตอนแรกไพลินจะลองเดาดูว่าเป็นใครเขียนอ่านไปอ่านไปแรกๆ คิดว่าหมอวิธานแต่กลางเริ่มเดาถูกว่าเป็นใคร ^ _ ^

  16. เป็นกำลังใจให้ค่ะ

Leave a Reply