Archive for ◊ June, 2010 ◊

Author: drwithan
• Friday, June 25th, 2010

ช่วงนี้ (มีนาคม ๒๕๕๓) ผมทดลองตั้งคำถามกับตัวเองทุกๆ เช้าที่ตื่นขึ้นมาว่า

วันนี้ผมจะ “ทำอะไรดีๆ” ให้คนอื่นๆ ได้บ้าง

แน่นอนว่า สิ่งดีๆ ที่ผมจะทำให้กับตัวผมเองและคนใกล้ชิดนั้น เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดที่ต้องทำทุกวันและต้องรักษาฐานตรงนี้ไว้ให้ได้อย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว

ผมรู้สึกว่า “ยังไม่เพียงพอ”

ผมรู้สึกว่า “มิติของการทำอะไรให้ผู้อื่นหรือสิ่งอื่นๆ” เป็น “มิติ” ที่ลึกซึ้งมากกว่าเดิม

ในช่วงแรกๆ ที่ทดลองทำเรื่องแบบนี้ ผมได้ตั้งใจไว้ว่า ผมน่าจะ “มีอะไร” อย่างน้อยหนึ่งอย่างหนึ่งเรื่อง ที่เราทำดีๆ ให้กับคนอื่นที่เราไม่รู้จัก “ทุกๆ วัน”

ในเบื้องต้นนั้น ผมพบว่า “รอยยิ้ม” เป็นอะไรที่เริ่มต้นได้ดีทีเดียวครับ

“การให้รอยยิ้ม” ของเราออกไป โดยไม่คาดหวังอะไรนั้น เป็นจุดเริ่มต้นเรื่องหนึ่งที่สร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับตัวเราเองได้

“การให้รอยยิ้ม” ถือได้ว่าเป็น “การกระทำ” อย่างหนึ่งได้

พอจะนับได้ว่า ได้ทำอะไร “เล็กๆ น้อยๆ” เท่าที่พอจะทำได้ออกไปแล้ว

ผมมาพบว่า บางทีผมไม่ควรจะไปเสียเวลากังวลกับสิ่งที่ผมทำอะไรไม่ได้ แต่ผมควรจะสนใจพิเศษกับสิ่งที่ผมทำได้ ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

ท่านอ.หมอประเวศ วะสี จะพูดเสมอว่าให้เรามีปีติสุขกับความสำเร็จแม้จะเพียงเล็กๆ น้อยๆ นับตั้งแต่ที่ผมได้ยินประโยคนี้เป็นครั้งแรกในสมัยที่ผมยังเป็นนักเรียนแพทย์ ได้จดบันทึกเอาไว้ เป็นเวลาเกือบสามสิบปีเต็มๆ แล้ว ถึงตอนนี้ผมก็ยิ่งเชื่อและศรัทธาเสมอ ในเรื่องของการกระทำสิ่งสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แบบที่ท่านอาจารย์บอกไว้

เมื่อเริ่มต้นการให้อะไรบางอย่างด้วยการเริ่มจาก “การให้รอยยิ้ม” แบบนี้เป็นต้น

ผมยิ้มและเรียนรู้จนผมเชื่อว่าไม่มีใครยิ้มได้แบบผม ไม่ใช่ว่า ผมยิ้มเก่งกว่าใครหรือสร้างยิ้มได้ดีกว่าใคร แต่รอยยิ้มรอยนี้เป็นเอกลักษณ์ของผม

อย่างน้อย ณ เวลานั้นสำหรับใครก็ตามที่เจอรอยยิ้มที่ปลิวไปจากใบหน้าของผม

รอยยิ้มของผม ณ เวลานั้นจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาในวินาทีนั้น เพียงเท่านั้นจริงๆ

เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังต้องเลี้ยวขวาผ่านสี่แยกเพื่อจะไปส่งลูกสาวไปโรงเรียน

หญิงสาวบนมอเตอร์ไซด์คันหนึ่งที่กำลังจอดรอไฟแดง ส่งยิ้มไปให้กับคนบนรถยนต์อีกคันหนึ่งที่กำลังเลี้ยวผ่านมา คาดว่าคงจะเป็นคนที่รู้จักคุ้นเคยกัน บังเอิญว่าจังหวะที่ผมเลี้ยวรถยนต์ไปและหันไปมองเธอนั้น รอยยิ้มเธอยังคงค้างอยู่ จังหวะที่ผมเลี้ยวรถผ่านไปและเหลียวหน้าไปเห็นจึงเหมือนกับว่าเธอยิ้มให้กับผมอย่างเต็มๆ ไปด้วย

ผมยิ้มกลับอย่างเป็นอัตโนมัติได้ทันที ยิ้มตอบรับไปโดยที่ผมไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำไปว่าได้ส่งรอยยิ้มออกไปแล้ว

แปลกดีครับ เป็นความรู้สึกที่แบบว่า “ดีมากๆ” เลยครับกับ “รอยยิ้มของคนแปลกหน้า” แบบนี้ที่สามารถยิ้มให้กันแบบไม่มีต้นสายปลายเหตุยิ้มให้กันโดยบังเอิญแบบที่ไม่มีเหตุผลอะไรทั้งสิ้น

ไม่ได้ทำอะไรให้แก่กัน ไม่ได้รู้จักกัน เพียงแค่ยิ้มให้กันและสามารถรู้สึกถึง “คุณค่าแห่งรอยยิ้ม” ที่สามารถสร้างความสุขให้แก่กันและกันได้อย่างง่ายๆ

ผมนึกถึงคำพูดของใครต่อใครที่พูดเสมอๆ ว่า “โลกนี้สวยงามด้วยรอยยิ้มจริงๆ”

ต่อมา ผมพบ “ความเชื่อมโยง” ระหว่าง “รอยยิ้ม” “ลมหายใจ” และ “หัวใจ”

ผมพบว่า เมื่อผมลองเชื่อมสามอย่างนี้เข้าด้วยกัน ผมรู้สึกว่า “รอยยิ้มแบบนี้” เป็น “รอยยิ้มจากหัวใจ” ที่สร้างความสุขให้กับผมได้มากขึ้นกว่าเดิม ผมลองเริ่มต้นด้วย “ลมหายใจเข้า” และยิ้ม สูดรับความดีงามความสวยงามของสิ่งที่เราเห็นสิ่งที่เรารับรู้ตรงนั้น ให้ไหลเข้าไปสู่หัวใจที่ทรวงอกด้านซ้ายของเรา

เมื่อยิ้มเข้าไปถึงบริเวณหัวใจของเราด้วยลมหายใจเข้าแล้ว

ในช่วงรอยต่อของลมหายใจก่อนที่เราจะหายใจออก ให้เราลองรู้สึกว่า หัวใจของเราเป็น “เครื่องขยาย” ความดีงามความสวยงามเล็กๆ เหล่านั้น

ให้มีขนาดใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมสักห้าเท่าหรือสิบเท่า

เมื่อลมหายใจออกมาถึง ให้เราสิ่งความสวยงามที่เราขยายเพิ่มมากขึ้นด้วยหัวใจของเราให้ออกไปกับลมหายใจออกพร้อมกับรอยยิ้มของเรา

ผมพบว่า รอยยิ้มแบบนี้ เป็นรอยยิ้มที่มีพลังมากๆ สามารถสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับตัวผมเองได้มากมาย

นอกจากนั้น “สิ่งที่เรายิ้มด้วย” ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้คนเสมอไป เราอาจจะลองยิ้มกับสุนัขหรือแมว อาจจะลองยิ้มกับไฟจราจร ลองยิ้มกับรถยนต์คันหน้า ลองยิ้มกับบรรยากาศ ลองยิ้มกับต้นไม้ดอกไม้ใบหญ้า

ผมสังเกตว่าผมพบ “รอยยิ้ม” จำนวนมากมายผุดพรายเข้ามาในชีวิตของผม

“รอยยิ้ม” จำนวนมากแทนคำขอบคุณของคนที่กำลังข้ามถนน เด็กนักเรียนบางคนถึงขั้นยกมือไหว้ สบตาและขอบคุณ เมื่อผมหยุดรถให้พวกเขาข้ามถนน

ผมรู้สึกถึง “ความอุดมสมบูรณ์” ของรอยยิ้มที่มีอยู่มากมายในสังคมไทยของเรานี้เอง เป็น “ความอุดมสมบูรณ์” ของ “มิตรไมตรี” ที่ผู้คนไม่ต้องลงทุนอะไรเลย

คนไทยโชคดีนะครับที่เป็นสังคมที่ยิ้มกันง่าย

“รอยยิ้ม” เหล่านี้ล้วนช่วยทำให้ผู้รับอย่างผม “รู้สึกดี” อิ่มเอิบและหัวใจชุ่มฉ่ำ รู้สึกได้ถึง “ความจริงใจ” จากผู้คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

อยากจะชวนกันกลับมาช่วยกันสร้าง “รอยยิ้มจากหัวใจ” ที่ “ไม่มีเงื่อนไข” ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปกันเถอะครับ

นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์

drwithan@hotmail.com

• Monday, June 21st, 2010

การดูแลผู้คนในพวกเราชาวสาธารณสุข มักถ้าทำไปตาม หนังสือคู่มือ ว่าด้วยมาตรฐานการดูแล ในความเห็นของผม ผมคิดว่ามันดีได้ระดับหนึ่ง แต่มันยังไม่พอ มันขาดชีวิตชีวา และความเห็นใจ ความเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้ที่เราเข้าไปดูแล ทำไมมันยังไม่พอ ก็มีคู่มือแล้วมาตรฐานก็มีแล้ว แล้วไง

ผมคิดว่าพวกเราหลายคน คงเคยเอารถไปซ่อมนะครับ ถ้าซ่อมอู่หลักที่เป็นยี่ห้อรถนั้น ก็จะแข่งกันเรื่องมาตรฐานการดูแลรักษารถยนต์ของเรา หลักๆเวลาเขามาบอกเราก็จะเป็นอย่างนี้มังครับ

“รถท่าน รุ่น ทะเบียนนี้นะครับ”

วันนี้ เราตรวจเบรคให้แล้วครับ ใช้ได้ครับ

น้ำมันเครื่องเราเปลี่ยนให้แล้ว ระยะต่อไป ที่ ……

ใส้กรอง ยังใช้อีก ……กิโลเมตร

ที่ปัดน้ำฝนปัดได้……

ไฟท้าย ไฟหน้า ติดครับ

และ……………….

ไม่ต้องไปแคร์ว่ารถได้ยินแล้วจะรู้สึกอย่างไรใช่ไหมครับ เพราะรถมันไม่มีอารมณ์ความรู้สึก ไม่มีชีวิต แต่พวกเราชาวสาธารณสุขดูแล มนุษย์ ครับ มีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนกับเราทุกประการ เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นปู่ เป็นลูก เป็นที่รักของใครบางคนเสมอ การดูแลพวกเขาจึงไม่ต่างกับที่เราดูแลพ่อแม่ ลูก และคนที่เรารัก ไม่ควรจะต่างกันเลย ลองดูซิครับถ้าเรารายงานอาการของเขาแบบช่างซ่อมรถ รายงานเรา

หญิง วัย …ปี เพศ หญิง นะค่ะ

ตรวจหัวใจแล้ว โตนิดหน่อย ยังเต้นได้อีก ….วัน

เชค ปอดให้แล้ว .ดำเล็กน้อย ลดบุหรี่จะไม่ดำมากกว่านี้

เลือด มีจาง เติมเลือดให้แล้ว ถ้าจางก็เติมใหม่

ตามีต้อแล้ว ให้มัวกว่านี้ค่อยผ่า (แล้วทำไมไม่ผ่าตอนนี้)

ความดัน 142/92 ตามมาตรฐานถือว่าสูง ต้องเอาให้ต่ำ

และ………

ตอนอ่านโปรดอ่านแบบช่างซ่อมรถรายงานนะครับ หรือความจริงพวกเราก็รายงานด้วยน้ำเสียงแบบชาวซ่อมรถรายงานอยู่แล้วหรือเปล่า ไม่รู้เหมือนกัน คนที่เราดูแลส่วนใหญ่ความอดทนสูงครับ มักหาเหตุผลในการพูดไม่มีหางเสียงให้พวกเราตลอด “พวกหมอทำงานหนัก เครียด อย่าไปว่าเค้าเลย” ความไม่รับรู้ในอารมณ์ความรู้สึกของผู้คน มันก่อให้เกิดปัญหาในการดูแล เพราะเราจะดูเหมือนคนใจดำ ใกล้เคียงกับหุ่นยนต์มาก ผมมีตัวอย่างจริง มาเล่าให้ฟังครับ (แต่ชื่อจะไม่ใช่ชื่อจริงนะครับ)แล้วคุณลองพิจารณาดูในชีิวิตจริงคุณเป็นคนแบบไหน และมีคู่มือเล่มไหนบางถ้าทำตามแล้วจะรับรู้ความรู้สึกของผู้คน

ในรพ.แห่งหนึ่งในประเทศนี้ ตอนเช้า พยาบาลวัยกลางคนพัชรา กำลังปฏิบัติงานในตึกหญิงสอง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

“พี่พัดหรือค่ะ ” เสียงที่ปลายสายดังร้อนรน

“ค่ะ พี่เอง ใครน่ะ”

“หนู เอ ค่ะ ตึกเด็กหนึ่ง ช่วยหนูหน่อยได่้ไหมค่ะ หัวหน้าไปประชุมยังไม่มา หนูมีคนไข้ที่มีอาการแปลกๆไม่รู้จะทำไงค่ะ”

“เคส อะไรค่ะ ”

“คือ ที่จริงแล้วคนไข้ไม่แปลกแล้วค่ะ ญาติซิค่ะแปลก คนไข้เด็กอายุ หกเดือนค่ะ สงสัยหวัด 2009 อาการหนักมาหลายวัน วันนี้เสียชีวิตแล้ว แม่ของเด็กค่ะ ไม่ยอมให้หนูทำอะไรกับเด็ก พูดยังไงก็ไม่ response หนูไม่รู้จะทำยังไงค่ะ นี่ผ่านไป สามชั่วโมงแล้ว แกก็ไม่ขยับ พี่ช่วยหนูหน่อยนะ ไม่งั้นเคลียเตียงไม่ได้”

“โอเค จะไปเดี๋ยวนี้”

เด็กอายุน้อยจังเลยนะ ด่วนจากโลกนี้ไปเสียแล้ว พัชราคิด ขณะเดินไปที่ตึกเด็กหนึ่ง

“เอ คนไข้อยู่ไหน”

“เตียง ห้าค่ะ”

พัชราเดินไปที่เตียงห้า ภาพที่เห็นทำให้เธอ จุกแน่นในคอทันที

หญิงสาววัยยี่สิบต้น ผมเผ้ายุ่งเหยิง โอบลูกที่แน่นิ่ง ไร้ลมหายใจในวงแขน กำลังพยายามป้อนนมลูกที่ไม่หายใจด้วยเต้านมของเธอ พยายามใส่หัวนมเข้าไปในปากเด็ก ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีแม้แต่เสียงร้องไห้ออกจากลำคอ นัยตาของเธอจ้องตรงไปทีใบหน้าของลูกเธอเหมือนดังว่าลูกของเธอยังมีชีวิต

พัชราหยุดข่มอะไรบางอย่าง แล้วเดินไปนั่งข้างๆหญิงสาวคนนั้น แล้วค่อยช่วยเธอขยายเสื้อ เพื่อจะทำให้เธอสามารถป้อนนมลูกได้โดยสะดวกกว่าเดิม อย่างเงียบงัน มือนั้นค่อยๆโอบไปที่ไหล่ของหญิงสาวผู้สูญเสีย

เสียงฝีเท้ากระแทกเข้ามา ธิดา หัวหน้าตึกเด็กกลับจากประชุม ได้รับรายงานจาก เอ ก็ตรงเข้ามาที่เตียงห้า

“คุณแม่ค่ะ ลูกคุณแม่เสียชีวิตแล้วนะค่ะ ป้อนนมไปไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ ดิฉันมีเรื่องแจ้งให้ทราบเพื่อจะได้เข้าใจสาเหตุที่เกิดขึ้น นะค่ะ คือลูกคุณแม่เป็นหวัด 2009 อาการหนักแล้วนะค่ะตอนมา เราได้ให้ยาต้านไวรัสเต็มที่ แต่โรคนี้ในเด็กนี้โอกาสรอดชีวิตน้อยมากนะค่ะ เราทำเต็มที่แล้ว เสียใจด้วยนะค่ะ ถือว่าเขาบุญน้อย ทำใจซะนะค่ะ เออ…แล้วศพจะให้จัดการยังไงค่ะ”

พัชราเหลือบตา มอง ธิดาอย่างแข็งกร้าว

“ธิดา เธอไปเตรียมเอกสารก่อนไปทางนี้พี่จะจัดการเอง” เสียงเข้มขึ้นมาชัดเจน

เนื่องจากพัชราเป็นรุ่นใหญ่ และเป็นกรรมบริหารรพ. ธิดาจึงสะบัดหน้าจากไปอย่างเสียไม่ได้ พลางบ่นพึมพำ “อะไรว่ะ อุตส่าห์ชี้แจงคนไข้ตาม มาตรฐานความเสี่ยงแล้ว ยังจะมาตวาดใส่เราอีก”

พัชรายังคงนั่งอยู่ข้างมารดาผู้สูญเสียไปราวครึ่งชั่วโมง และเมื่อหัวนมของมารดาเข้าในปากของลูกตัวเองได้ น้ำตาของคนเป็นแม่ร่วงพราวลงไปพรมบนเสื้อของลูกน้อย เธอหันใบหน้านองน้ำตา มาหาพัชราพร้อมกับบอกว่า

“น้องเค้ายังไม่ได้กินนมเลย”

พัชรา กอดคนเป็นแม่ด้วยน้ำตาเช่นกัน หัวอกคนเป็นแม่ ห่วงใยทุกเรื่องราวของลูกน้อย เป็นห่วงแม้รู้ว่าสิ้นใจ แต่ลูกน้อยยังไม่ได้กินนมจากอกเธอก่อนตาย เป็นเรื่องที่เธอกังวลมากกว่าเรื่องความตาย ไม่มีคำพูดใตปลอบประโลมเธอได้ แค่เพียงมีคนเข้าใจว่าเธอรู้สึกอย่างไรก็พอแล้ว

ผมพิมพ์เรื่องนี้ ด้วยสายตาที่พร่าเลือนเหมือนกัน เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตของการเป็นหมอตลอดเวลา พวกเรา มีโอกาสเลือกได้ว่าจะ เป็น เอ เป็นพัชรา หรือธิดา ใครจะเป็นช่างซ่อมหรือ ใครเป็นผู้ดูแล แต่ผมเชื่อว่า สิ่งที่พัชราทำ ไม่ได้มาจากคู่มือมาตรฐานเล่มใด นอกจากการใช้หัวใจเป็นเครื่องช่วยนำทางในการดูแลผู้คน พวกเราล่ะครับใช้อะไรนำทาง และหลังจากเราใช้สิ่งนั้น เราแน่ใจไหมครับว่าถึงเวลาที่เราเป็นแม่คนนั้น เราอยากให้คนดูแลเราใช้อะไรนำทางในการดูแลเรา

Author: drwithan
• Saturday, June 19th, 2010

บรรยากาศก่อนช่วงเวลาเคอร์ฟิวห้าทุ่ม ที่กาดรวมโชคจังหวัดเชียงใหม่ เป็นบรรยากาศที่แปลกทีเดียว เสียงประกาศตามสายประกาศว่าขณะนี้สี่ทุ่มและใกล้เวลาเคอร์ฟิวแล้ว ขอให้บรรดาพ่อค้าแม่ค้าเตรียมตัวเก็บของก่อนเวลาด้วย

ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย ผมและอาจารย์แอ้ด-พัฒนา แสงเรียงได้เจอกับแผ่นดีวีดี “Invictus” ซึ่ง “เตะตา” อาจารย์แอ้ดเป็นพิเศษและเมื่อผมได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว พบว่าเป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจมากๆ และเนื้อหาก็ช่างเหมาะสมกับสถานการณ์เคอร์ฟิวในช่วงนี้จริงๆ

มอร์แกน ฟรีแมนนำแสดงเป็น “เนลสัน แมนเดล่า” ประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของประเทศแอฟริกาใต้ ในช่วงที่คนผิวดำเพิ่งชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๓๗ นี้เอง โดยที่ก่อนหน้านี้เนลสัน แมนเดล่าถูกจำคุกเป็นนักโทษการเมืองอยู่นานยี่สิบเจ็ดปีเต็ม ตั้งแต่ปี ๒๕๐๗ ถึงปี ๒๕๓๔

ช่วงเวลานั้นแอฟริกาใต้ มีความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงมาก ก่อนที่จะมีการเจรจาและมีการเลือกตั้งนั้น ได้เกิดสงครามกลางเมืองเป็นเวลาหลายปี ระหว่างคนผิวดำซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศกับคนผิวขาวที่มีเพียงจำนวนน้อยมากแต่เป็นคนที่กุมอำนาจทางการเมืองมาโดยตลอด

ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยฉากที่เนลสัน แมนเดล่าเข้าไปทำงานที่ทำเนียบประธานาธิบดีในฐานะประธานาธิบดีเป็นวันแรก มีเจ้าหน้าที่ในทำเนียบที่ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวกำลังเดินถือกล่องที่เก็บของใช้ส่วนตัวกำลังเดินสวนกลับออกมา เพราะคนเหล่านี้เชื่อว่าประธานาธิบดีคนใหม่จะต้องปลดพวกเขาออกจากงานทั้งหมดอย่างแน่นอน

แมนเดล่าเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวทันทีแล้วประกาศว่า “อดีตคืออดีต เราต้องมองไปข้างหน้า เราอยากให้พวกคุณช่วย ถ้าคุณอยู่ช่วยทำงานก็ถือว่าเป็นการรับใช้ประเทศชาติ”

ฉากที่ประทับใจผมฉากต่อมาก็คือฉากการแต่งตั้งทีมบอดี้การ์ดของประธานาธิบดีที่แมนเดล่า เลือกคนผิวขาวจำนวนสี่คนที่เคยเป็นบอดี้การ์ดของอดีตประธานาธิบดีผิวขาวคนก่อน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับทีมบอดี้การ์ดเดิมของเขาที่ทั้งหมดเป็นคนผิวดำ

หัวหน้าบอดี้การ์ด (ผิวดำ) ของเขาเข้าไปพบที่ห้องส่วนตัวเพื่อคัดค้านการแต่งตั้งทีมบอดี้การ์ดที่มีคนผิวขาวอยู่ด้วย เพราะเขารู้สึกไม่ไว้วางใจคนผิวขาวเหล่านี้ว่าอาจจะเป็นไส้ศึกหรืออาจจะปองร้ายแมนเดล่าได้

แมนเดล่าบอกว่า “ชาติที่เท่าเทียมกันต้องเริ่มที่นี่ การปรองดองเริ่มที่นี่ และการให้อภัยก็จะต้องเริ่มต้นที่นี่เช่นเดียวกัน”

เขาบอกกับหัวหน้าบอดี้การ์ดของเขาอีกว่า “การให้อภัยจะช่วยชะล้างความกลัวในดวงวิญญาณของคุณ” ซึ่งตรงกับที่ท่านติช นัท ฮันห์พูดไว้เสมอว่า การที่เราไม่สามารถให้อภัยใครสักคนหนึ่งได้แสดงว่าเรายังมีความกลัวต่อคนๆ นั้นอยู่ ความกลัวของเราจะหายไปต่อเมื่อเราสามารถให้อภัยได้เท่านั้น และการเอาชนะความกลัวที่ดีจะต้องเริ่มต้นด้วยความรัก

เขาเอาชีวิตของเขาเข้าแลกจริงๆ “ความเชื่อใจ” ของเขาต่อคนผิวขาวซึ่งเคยเป็นศัตรูของเขานั้น ทำให้เขาชนะใจคนผิวขาวเหล่านี้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ

น่าสนใจอย่างที่สุดเลยว่า “อะไร” ที่ทำให้เขาสามารถ “ให้อภัย” กับคนที่ทำให้เขาต้องอยู่ในคุกนานถึงยี่สิบเจ็ดปีได้

และเมื่อมาถึงเรื่อง “รักบี้” ซึ่งเป็นกีฬาในดวงใจของคนผิวขาว ในขณะที่ทางพรรคผิวดำของเขาได้มีโอกาสล้างแค้นโดยพวกเขามีมติให้ยุบเลิก “ทีมรักบี้สปริงบอร์ก” ซึ่งกำลังตกต่ำ แมนเดล่าบอกว่า เราต้องเลิกสร้างความกลัวให้กับคนผิวขาว การล้มเลิกทีมสปริงบอร์กซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของคนผิวขาวจะทำให้คนผิวขาวเกิดความกลัวและไม่เป็นผลดีอะไรเลยกับการสร้างชาติ

เขาบอกว่า “การสร้างชาติจะต้องใช้อิฐทุกก้อน ไม่ว่าอิฐเหล่านั้นจะมีสีอะไร”

แมนเดล่าให้ความสนใจกับทีมสปริงบอร์กท่ามกลางความไม่พอใจของคนผิวดำในพรรค ทีมที่ปรึกษาของเขาและรวมถึงลูกสาวของเขาเองซึ่งเจ็บแค้นกับสิ่งที่คนผิวขาวได้ทำกับเธอและครอบครัวของเธอในอดีต

ในจังหวะนั้นปี ๒๕๓๘ แอฟริกาใต้กำลังจะเป็นเจ้าภาพเวิร์ลคัพของรักบี้ ซึ่งสปริงบอร์กมีเวลาในการเตรียมทีมเพียงหนึ่งปี เขาเชิญฟรังซัว พินาร์ (แสดงโดยแมท ดามอน) ซึ่งเป็นกัปตันทีมสปริงบอร์ก มาดื่มน้ำชาในทำเนียบประธานาธิบดี

แมนเดล่าบอกว่าสำหรับตัวเขาเอง ในช่วงที่ย่ำแย่ที่สุดของชีวิต บางทีเขาก็พึ่งบทกวีหรือถ้อยคำที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเขา อย่างเช่น “Invictus” ซึ่งเป็นบทกวีที่บอกว่า “ฉันกุมชะตาชีวิตของตัวเอง ฉันเป็นกัปตันของดวงวิญญาณของฉันเอง”

แมนเดล่าให้การสนับสนุนพินาร์และทีมสปริงบอร์กอย่างไม่เป็นทางการ การแวะไปเยี่ยมเยียนในเวลาฝึกซ้อม เขาสามารถจดจำชื่อนักรักบี้ทุกคนได้ทั้งๆ ที่ในช่วงนั้นเขาอายุมากกว่าเจ็ดสิบห้าปีแล้ว การจัดให้นักรักบี้ได้พบได้สอนเด็กๆ ผิวดำที่ไม่เคยเล่นรักบี้มาก่อนในชุมชนของคนผิวดำ การใส่ชุดและหมวกของทีมสปริงบอร์กในวันแข่งขัน ฯลฯ

ทั้งหมดเป็นศิลปะที่เขาลงมือทำและโชคก็เข้าข้างเขา สปริงบอร์กสามารถชนะเลิศเวิร์ลคัพได้สำเร็จในปี ๑๙๙๕ พินาร์ให้สัมภาษณ์สดในวันนั้นว่า เป็นเพราะ “คนแอฟริกาใต้ทั้งสี่สิบสองล้านคน” ที่ช่วยเป็นกำลังใจให้กับเขา

และในวันนั้น “เพลงชาติ” ของแอฟริกาใต้ซึ่งเคยเป็น “ข้อขัดแย้งในชาติ” ก็ได้รับการยอมรับจากคนทั้งผิวดำและผิวขาว

ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว ผมสุดจะบรรยาย “เป็นหนังแผ่นที่คุณจะยอมทนดูแม้คุณจะปวดปัสสาวะแค่ไหนก็ตาม” ซาบซึ้งจนผมต้องหลั่งน้ำตาในหลายๆ ตอน

นึกๆ ดูแล้วผมพบว่า บาดแผลในหัวใจของชาวแอฟริกาใต้นั้น “บาดลึกและบาดนาน” กว่าคนไทยมากมายหลายเท่านักนะครับ คำถามก็คือคนไทยจะสามารถสมานบาดแผลในหัวใจของพวกเราได้อย่างไร และเราจะอยู่กันอย่างไร-เราเป็นคนเลือกทั้งสิ้นเลย

โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อเหลือเกินว่า คนไทยทุกคนสามารถเป็นเนลสัน แมนเดล่าได้ เพียงแค่คุณ “รู้สึกดีๆ” และ “ให้อภัย” กับคนที่กำลังอยู่หน้าคุณอยู่ตอนนี้ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม

นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์

drwithan@hotmail.com

• Tuesday, June 15th, 2010

เย็นวันหนึ่งผมขับรถออกไปรับลูกทั้งสองคน ขณะที่ขับผ่านตลาดประตูเชียงใหม่ ผมสังเกตเห็น เด็กชายวัยประมาณ สิบเอ็ดสิบสอง ประคองไหล่ เด็กหญิงอายุน่าจะน้อยกว่าเด็กชายคนนั้นสักปีสองปี ข้ามถนน เมื่อผมชะลอรถให้เด็กสองคนข้าม สิ่งที่ผมเห็นคือแววตาของเด็กผู้ชายที่มุ่งมั่นและระวังภัยให้กับเด็กหญิง เขาจะอยู่ด้านขวามือของเด็กผู้หญิงหันด้านข้างให้กับรถผม เหมือนกับว่าหากรถจะชนให้ชนเขาก่อน เป็นเวลานานมาแล้วที่ผมไม่เห็นเด็กผู้ชายดูแลเด็กผู้หญิงอย่างจริงจังเหมือนกับเด็กคนนี้ เป็นความน่ารักที่เกิดขึ้นบนท้องถนนที่แสนจะวุ่นวาย

ผมมาฉุกคิดว่า เอ..เวลาเราขับรถช่วงจราจรติดขัด เรามักจะก่นด่าผู้คนที่ไม่น่ารัก และอารมณ์ขุ่นมัวพร้อมระเบิดอารมณ์ได้ตลอดเวลา โดยลืมดูไปว่ามีความน่ารักของผุ้คนเกิดขึ้นระหว่างทางเหมือนกัน ผมก็เลยลองมองหาความน่ารักที่เกิดขึ้นระหว่างขับรถในช่วงเวลาที่ผู้คนวุ่นวายรีบร้อนดู ตอนที่รีบร้อนมากที่สุดคือตอนไปรับลูกกลับจาก รร.ในเมือง

แล้วผมก็พบว่ามีความน่ารักของผู้คนเกิดขึ้นมากมายบนที่ริมถนน ไม่ว่าจะเป็นเด็กน้อยที่วิ่งวุ่นวาย และโผเข้าหาแม่ แม้คุณแม่จะวุ่นวาย แต่ก็มีอ้อมกอดให้ลูกน้อยของเธอ โอบกอดด้วยสีหน้าที่มีความสุข

คุณปู่คนหนึ่ง อุ้มหลานอายุไม่ถึงขวบในอ้อมแขน ให้แผ่นหลังของหลานแนบแผ่นอก สองแขนต่างเก้าอี้ ออกพาหลานสำรวจโลกภายนอก โลกของคนที่เกิดมาก่อน ส่งมอบต่อให้เลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง ความรีบร้อนบนท้องถนน เริ่มไม่มีผลกระทบกับอารมณ์ความคิดของผม ผมเริ่มผ่อนคลาย และเห็นความรัก ความน่ารักตลอดรายทางมากขึ้นเรื่อยๆ

รถยนต์คันข้างหน้าผมขับนำไปอย่างรีบร้อน หยุดรถทันทีที่เห็นแม่ลูกคู่หนึ่งระล้าระลัง จะข้ามถนน คนขับรถบางคนให้ทางแก่รถบางคันให้ไปก่อน อย่างน่ารัก ทุกอย่างเกิดขึ้นตลอดเวลาที่ผมขับรถไปรับลูก

แม้จะมีความไม่น่ารักเกิดขึ้นเช่นกัน แต่ มันไม่ใช่เรื่องที่เราต้องไปให้ความสนใจกับมัน เพราะสิ่งน่ารักเกิดขึ้นมากกว่า และนี่คือสิ่งที่ทำให้คนเราสามารถดำรงเผ่าพันธุ์กันต่อไปได้ การให้ที่ไม่ได้หวังตอบแทนอันใด นอกจากเอื้อเฟื้อกันในฐานะความเป็นเพื่อนร่วมโลกเดียวกัน แม้ผมจะเคยถูกคนแต่งกายภูมิฐานเสื้อผ้าราคาแพง โดนแซงในท่อส่งผู้โดยสารที่ขึ้นเครื่องบิน(ซึ่งผมมักสงสัยเสมอว่าการขึ้นไปนั่งบนเครื่องบินก่อน นี่จะทำให้เราถึงจุดหมายปลายทางก่อนใครหรือเปล่า ถึงรีบร้อนกันมากนัก) แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน เด็กสาวคนหนึ่งซึ่งไม่รู้จักกันเลย ก็เดินมาหา และยื่นแขนมาให้ผมเกาะ พร้อมกับบอกว่า “เห็นคุณอาเกาะราวเดินมาตลอดทาง ช่วงข้างหน้าไม่มีราวให้เกาะ เกาะแขนหนูไปด้วยกันก็ได้นะค่ะ”

ใครว่าวัยรุ่นไม่มีน้ำใจ ใครว่าเขาไม่สังเกตสนใจใครนอกจากตัวเอง สิ่งที่ทำให้เขาไม่ทำประโยชน์อย่างอื่น เพราะสังคมไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องราวเหล่านี้ต่างหาก เด็กตีกันออกข่าวตั้งหลายวัน และต่อเนื่อง แต่เด็กๆไปบำเพ็ญประโยชน์ ช่วยเหลือผู้คน ไม่ตีข่าวให้คึกโครมเหมือนกับเด็กตีกัน ความดีงามในสังคมที่เด็กทำมีมากกว่าที่เห็นในทีวี สังคมเราจึงอยู่ได้ ถ้าเด็กจะเป็นไปอะไรที่เลวร้าย บางทีก็เพราะผู้ใหญ่ที่เลวร้ายนั่นเอง ไม่ต้องโทษเด็ก ลูกเราเป็นอย่างไร เราเองนั่นแหละที่เป็นต้นแบบ

ย้อนกลับมาที่ถนนอีกครั้ง เมื่อรับลูกสาวคนโตขึ้นรถ

รถก็มาติดไฟแดงที่สี่แยกระหว่างไปรับลูกชายคนเล็ก

สายตาผมเหลือบไปมองเห็นที่ร้านข้างทาง พ่อแม่ลูก กำลังล้อมวงกินกัน อย่างสงบ แม่ค่อยๆป้อนข้าวลูก ผมยกมือถือขึ้นถ่ายรูป และบอกลูกสาวว่า “วันนี้ระหว่างที่มารับ เธอ ป๊าเจออะไรน่ารักอย่างที่เห็นอยู่นี่มากมาย แต่ถ่ายรูปไม่ทัน โชคดีที่ติดไฟแดง ถ่ายได้ เห็นไหมเขามีความสุขกันดีนะ”

ลูกสาวผมหันไปมองยิ้มและพยักหน้าimage

หลังรับลูกชายคนเล็ก ก็กลับบ้านก่อนกลับมาติดสี่แยกใหญ่ สี่แยกรวมโชค ไฟแดงที่นี่จะนานเป็นพิเศษ ด้านหน้าผมเป็นดอยสุเทพ เด่นสงบอยู่เบื้องหน้า สูงขึ้นไปเมฆกลุ่มหนึ่งลอยอยู่บนท้องฟ้า บังพระอาทิตย์แต่ไม่มิด แสงสาดส่องกลุ่มเมฆเหมือนรัศมีเปล่งประกาย สวยงามบนท้องฟ้า ผมชวนลูกๆดู และเป็นอีกครั้งที่รู้สึกโชคดีที่ติดไฟแดง ได้ถ่ายรูปนั่นไว้ ลูกสาวก็บอกสวยดีนะป๊า ใช่ เรานั่งดูธรรมชาติอันงดงามในรถด้วยกัน

เช้าวันต่อมา บนถนนศรีดอนไชยที่ค่อนเงียบสงบเนื่องจากพึ่งพ้น เจ็ดนาฬิกามาได้ นาทีเดียว พ่อ ลูก คู่หนึ่งก็สวนทางกับรถของผม พ่อสวมกางเกงขาสั้นเสื้อยืดวิ่งเหยาะๆสวนทางมาในเลนตรงข้าม ข้างหน้าพ่อคนนั้น เด็กอายุ ประมาณสามขวบ ปั้นรถสามล้อคันจิ๋วนำหน้า สายตาผมจับจ้องไปที่พ่อลูกคู่นั้น เป็นภาพที่น่ารักทีเดียวในยามเช้า ผมหันไปหาลูกสาวผม ก่อนที่ผมจะเอ่ยปากใดๆ ลูกสาวผมบอกมาทันที ”เสียดายล่ะซิป๊า ถ่ายรูปไม่ทัน” เธอก็เห็นในสิ่งที่ผมเห็นเช่นกัน

ก็อย่างที่ผมบอกล่ะ ครับ เด็กๆของเราจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นกับว่าบรรดาเราที่เป็นพ่อแม่จะเป็นคนอย่างไรให้เด็กดู