Archive for ◊ April, 2010 ◊

Author: phoenix
• Wednesday, April 28th, 2010

ขณะที่เราให้เรารับ ขณะที่เรารับก็กำลังให้

ตอนสองเรื่องการให้และรับ ต่อจากบทความที่แล้ว ขอ แสดงความรู้สึกต่อในเรื่องนี้

เมื่อเรา “ไหว้” เกิดอะไรขึ้นบ้าง?

สมมติ ว่า “ไหว้” เป็นการให้แบบหนึ่ง (ให้ความเคารพ นับถือ) เราให้อะไรบ้าง?

  • แสดงออกว่าเรารับรู้อะไรบางอย่างที่สมควรไหว้ อาทิ อายุอาวุโส ตำแหน่งหน้าที่ สิ่งที่คนๆนั้นทำ พฤติกรรมที่แล้วมาหรือ ณ ขณะนั้นของคนๆนั้นสมควรไหว้ สิ่งที่คนๆนั้นเชื่อศรัทธาและถือปฏิบัติ
  • แสดงออกถึงความสัมพันธ์ส่วนตัว ระหว่างเรากับบุคคลนั้น
  • ยังมี “ไหว้ไปยังงั้น” ซึ่งน่าเสียใจที่นับวัน ไหว้ หรือทำอะไรแบบที่ว่านี้ มีมากขึ้นๆเรื่อยๆ

ดัง นั้นเราอาจจะไหว้เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่ หรืออย่างลึกซึ้งไปกว่านั้น เช่น มีบุญคุณ ไหว้ความดีงาม ไหว้ในสัญญลักษณ์หรือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ จิตวิญญาณ หรือพฤติกรรมอันน่าสรรเสริญ ไร้อัตตา เป็นไปเพื่อประะโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าส่วนตน (หาไม่ยาก เช่นในทหาร ตำรวจตระเวณชายแดน ที่ทำดีไม่ว่าจะมีคนเห็นหรือไม่) ไหว้ตามๆกันไป จะไปยากอะไรแค่ยกมือปะหลกๆ (แทบจะได้ยินเสียง “กองไว้ตรงนั้นแหละย่ะ” ประกอบ)

ทันทีที่เรา “ไหว้” หรือให้ความเคารพไป โดยฉับพลันนั้นเอง เราได้ตอกย้ำอะไรบางอย่างลงไปในตัวตนของเราด้วย จะรู้ตัวหรือไม่ก็เถอะ หรือจะมีคนเห็นหรือไม่ก็ตาม ก็แล้วแต่ที่เราทำไปเพราะอะไร กราบไหว้บูชาเพื่ออามิส (ขอพร ขอถูกลอตเตอรี) หรือไหว้เพื่อสดุดีและตั้งจิตอธิษฐานขอกำลังใจเพื่อปฏิบัติ ประพฤติตามที่ได้ตั้งใจไว้ เมื่อเราให้ความหมายแบบไหนไป กิจกรรมที่เรา “ให้” ไปสักครู่ เรากลายเป็น “ผู้รับ” ไปทันที

ไม่นับความ “งาม” ของการให้ ที่อาจจะมีคนเห็นแล้วชื่นชม เสริมมงคล ราศีให้แก่เราเอง ลูกหลานก็เห็นภาคปฎิบัตินอกเหนือจากทฤษฎี ที่พ่อแม่พร่ำบอกว่าให้เป็นคนมีกิริยามารยาทสมสกุล สมกับการมีคนสั่งสอน

หรือถ้าเราไหว้ไปยังงั้น ทันทีที่ทำ เราก็ได้ “รับ” เหมือนกัน โห เมื่อกี้ไหว้หรือเนี่ย นึกว่าเสยผม ใครสอนมาน้า ที่บ้านสงสัยจะไม่ค่อยมีคนให้ฝึกไหว้อยู่ใกล้ๆ เพราะทำกระดากประดักประเดิดเหลือเกิน

ขณะที่รับ ก็กำลังให้

ขณะที่เรารับอะไรก็ตาม เรากำลังทำกิจกรรมที่ทำให้ “วงจรมงคล” สมบูรณ์ ไม่มีการให้ที่ครบ ถ้าหากไม่มีการรับ ดังนั้นกิจกรรมนี้เป็นของเคียงคู่กัน ถ้าหากเราจะเรียนรู้การให้ โดยไม่ยินยอมรับหรือมองเห็นความงามของการรับไปด้วย ก็อาจจะกลายเป็นว่าเราเองก็ “ไม่เชื่อ” ในคุณค่าอันนี้ แต่หากแต่มองเห็นแต่การตักตวงบุญ ตักตวง feel-good effect ของการให้ฝ่ายเดียว ไม่ยอมสนับสนุนให้คนอื่นได้ทำดีอย่างเราเคยคิดว่าทำบ้าง

เคยมีคนไข้อยู่คนหนึ่ง แกเป็นคนมีศักดิ์ศรีคือว่าสัญญาไว้กับตัวเองว่าจะไม่เป็นภาระให้ใคร ไม่ยอมเบียดเบียนหรือทำให้ใครต้องมาพะวงเดือดร้อนเพราะตัวแก จนแม้กระทั่งล้มป่วยลง ก็ไม่ยอมขอร้องหรือบอกเล่าให้ลูกให้หลาน ให้เพื่อนบ้านคนรู้่จักทราบ เมื่อมาหาเราที่โรงพยาบาล เราก็เกิดความลำบาก เพราะเราไม่แน่ใจว่าเขาอยากจะได้อะไร อยากจะให้เราช่วยอะไรบ้าง ลำพังหมอพยาบาลไม่เท่าไหร่ เพราะเราตรวจได้ พอจะทราบเลาๆว่าแกน่าจะทุกข์จากอะไร แต่สำหรับลูกหลานและญาติๆ สภาวะที่ไม่มีข้อมูลเลยว่าเขาจะมีบทบาทอะไรให้กับคนไข้ในภาวะเช่นนี้ได้บ้าง ทำให้เกิดความทุกข์ที่ค่อยๆสะสม

เราเลยไปสะท้อนให้ฟัง ว่า “ป้าสอนเรื่องกตัญญูกตเวทีไหม สอนให้ลูกให้หลาน ดีไหมป้า อยากให้เขาทำไหม อยากใช่ไหม เพราะอะไร อ้อ เพราะการปรนนิบัติผู้มีพระคุณ ดูแลพ่อแม่เป็นเรื่องที่ดี ทำให้เขาเป็นคนดี ถ้างั้นที่ป้าป่วยอยู่ตอนนี้ ลูกหลานเขาทราบไหมล่ะป้่า ทราบเหรอ อ๋อ รู้เลาๆ แหม แล้วรู้แค่นั้นเขาจะมาช่วยดูแลป้าได้ไหม ได้นิดหน่อยเหรอ เอ… ป้าคิดว่าเวลาลูกหลานอยากดูแล อยากกตัญญู แต่ทำไม่ได้ ไม่มีโอกาส ไม่มีช่องว่างจะทำนี่ เขาจะทุกข์ไหมเนี่ย? ไหนๆป้าก็สอนทฤษฎีไปแล้ว ว่าคนเราควรกตัญญู ทีนี้ภาคปฏิบัติเขาจะหาทำได้ที่ไหน ถ้าป้าไม่ยอมให้เขามาทำ

ปรากฏว่าป้าแกให้ความหมายใหม่ได้ ว่าการขอความช่วยเหลือ บอกเล่าความทุกข์แก่ลูก แก่หลาน มันอาจจะเป็นภาระก็จริง แต่นี่คือ กิจภาระอันเป็น ธรรมะแก่ผู้เจริญ ซึ่งควรจะสนับสนุนให้กระทำ สนับสนุนให้เกิด

การให้การรับ เป็นการทำวงจรกตัญญูกตเวทีให้ครบวงจร และสิ่งนี้ที่จะเป็นรากฐานของสังคมที่เข้มแข็งยั่งยืนจะต้องมีให้หนักแน่น ไม่ใช่มีบุญคุณต้องรีบชำระล้าง เหมือนกับเป็นของสกปรก ล้างให้หมกจด มันไม่ใช่แค่นั้น แต่ให้เราตระหนักรู้่ว่าชีวิตของเราทุกวันนี้ เราขอหยิบยืม ถูกประคับประคอง ถูกค้ำจุน ด้วยบุญคุณเหลือคณานับที่จะชำระล้างได้ สิ่งเดียวที่ใกล้เคียงที่สุด ที่เราจะทำอะไรเพื่อสมกับที่เราได้รับ ก็คือ “การให้ต่อๆไปให้มากที่สุด และตระหนักว่าเราได้สืบสานศักยภาพที่แท้ของมนุษย์ คือความสุขจากการให้ และความสุขอบอุ่นใจจากการเป็นผู้รับ” ให้เป็นมฤดกสำคัญต่อๆไป ไม่มีที่สิ้นสุด

Author: phoenix
• Wednesday, April 28th, 2010

การเป็นผู้ให้และผู้รับที่ สง่างาม รับผิดชอบ สืบทอดความเป็นมนุษย์

ครั้งหนึ่งเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับลูกๆของพวกเราที่โรงเรียน วันนั้ันลูกกลับมาบ้าน ก็เอายางลบใหม่มาอวด พ่อก็ถามลูกว่า “นั่นยางลบใหม่นี่ ไปเอามาจากไหนล่ะลูก?”

“เพื่อนให้มาค่ะ” ลูกตอบ

“อยู่ดีๆทำไมเพื่อนถึงให้มาล่ะ? ไม่ได้ไปขอเขาใช่ไหม” พ่อสงสัย และคิดว่าเด็กอนุบาลมักจะมีเรื่องแบบนี้ คือขอของ แลกของ ให้ของกันเอง

“เปล่่าค่ะ หนูไปสอนการบ้านเพื่อน แล้วเขาให้มาค่ะ”

“เหรอ แหมที่จริง แค่สอนการบ้าน ไม่ต้องไปเอาของเขามาก็ได้นิ” พ่อสอน ไม่อยากให้ลูกทำดีอย่างมีเงื่อนไข

ที่จริงก็จะไม่เอาค่ะ แต่คุณแม่ของเพื่อนยืนยันว่าต้องให้ บอกว่าจะได้ไม่ต้องเป็นหนี้บุญคุณกันต่อไป!!!


ฟังแล้วอึ้ง….

ตกลงการทำอะไรตอบแทนนี่ คือการ “ล้างบุญคุณ ล้างหนี้” หรอกหรือนี่? ผมคิดว่าหลักการนี้ค่อนข้างจะไม่เหมือนสิ่งที่เคยคิดเกี่ยวกับกตัญญู เกี่ยวกับกตเวที ที่ตนเองเคยเข้าใจมาก่อน จริงๆแล้วกลับหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยทีเดียว เรียกว่าวูบแรกเกือบจะหลุดการ “ห้อยแขวน ไม่ด่วนตัดสิน” ไปแล้ว แต่พอเราชะลอ หยุดคิด ก็รำพึงในใจ “นี่อาจจะเป็นร่องรอยของพยาธิกำเนิดของสิ่ง ที่เรากำลังเผชิญในปัจจุบันนี้ก็ได้

ประจวบเหมาะกับเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ไปคุยสาระวิชาการเรื่องจริยธรรมที่ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์ มีการพูดถึง conflict of interest ที่นับวันจะคืบคลานเข้ามาในวงการวิชาชีพ เลยเข้ามาในมโนสำนึก (conscience) และพฤติกรรมของเราเข้าไปทุกทีๆ ก็มีคำถามประเภท “เราผ่าตัดคนไข้ แล้ว ภายหลังคนไข้ใส่ซองมาให้โดยที่เราไม่ได้เรียกร้อง จะรับหรือไม่รับ?” ก็มีการวิเคราะห์ อภิปราย ถกเถียงกันพอสมควร

  • ไม่รับ เพราะเราทำตามหน้าที่
  • ไม่รับ เพราะเดี๋ยวจะหาว่าเราทำเพื่อเงิน
  • ไม่รับ เพราะคนไข้เป็นอาจารย์เรา รับไม่ได้แน่นอน
  • ไม่รับ เพราะจะเกิดครหาว่าเราไม่ได้ทำเพราะหน้าที่
  • ไม่รับ บอกคนไข้ว่าอยากจะให้จริง ก็ให้ไปบริจาคให้การกุศลแทน
  • ไม่รับ บอกว่าตนเองไม่ได้เป็นเพียงผู้เดียวที่ทำ มีคนอีกมากมายช่วยด้วย
  • ไม่รับ บอกว่าจะเป็นการทำให้ตนเองเสียจริยธรรม เสียจรรยาบรรณ
  • รับ เพราะคนไข้ยืนกราน
  • รับ เพราะคนไข้บอกว่าขอให้ในฐานะเป็นลูกศิษย์ เป็นลูกหลานก็แล้วกัน
  • รับ เพราะคนไข้บอกว่าถ้าไม่รับจะโกรธมาก
  • รับ เพราะเห็นว่าคนไข้อยากจะตอบแทน และนี่เป็นวิธีของเขาที่จะตอบแทน
  • รับ แต่ตอนแรกปฏิเสธไม่เอา แต่ถ้าคนไข้ยืนกรานก็รับ
  • รับ แล้วนำเงินไปบริจาคการกุศล
  • รับ แล้วนำเงินไปเลี้ยงทีมงานทุกคนที่ช่วยดูแลคนไข้
  • ฯลฯ

ถ้าจะเขียนเป็นวิชาการ ก็เอา “นิยาม” ก่อนว่า conflict of interest คืออะไร เรื่องนี้ conflict of interest (ภาษาไทยว่า “ผลประโยชน์ขัดแย้ง”) เกิดขึ้นเมื่อไรก็ตามที่ผลประโยชน์หลัก (ต่อส่วนรวม ต่อผู้อื่น ต่อหน้าที่ ต่อคุณธรรม) ถูกเบียดบัง หรือโดนอิทธิพลจากผลประโยชน์รอง (ต่อส่วนตัว ต่ออะไรที่เป็น secondary ต่อผลประโยชน์หลัก) ซึ่งอาจจะเห็นชัดๆ เช่นการหาเงินให้ตนเอง จนกระทั่งมีการกระทำที่ขัดแย้ง มีผลเสียต่อผู้อื่น หรืออาจจะไม่ชัดมาก ตัวอย่างในกรณีหลักก็เช่น นักวิจัย ซึ่งผลประโยชน์หลักคือ “ความรู้” แต่บางทีพอหมอเป็นนักวิจัย ก็อาจจะจะเกิด conflict ได้ เพราะผลประโยชน์หลักของงานหมอคือ “คนไข้” ดังนั้นหมอนักวิจัยต้องระวังให้ดี ว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้น เน้น “ความรู้” หรือเน้น “well-being” ของคนไข้กันแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้า “ความรู้” ที่ได้มา เราอยากทำเพราะเราเองก็จะได้มีชื่อเสียง มี publications มี sponsor อันนี้ยิ่งทำให้ผลประโยชน์ความรู้ ลดขั้นมาเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวลงไปเลย

ถ้าพิจารณากรณีข้างต้น สำหรับตัวหมอเองก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะการรักษาพยาบาลนั้น “สิ้นสุด” ไปแล้ว ไม่ได้มีผลอะไรต่อการตัดสิน การวางแผน การรักษาพยาบาล เรียกว่าหมอนั้น “มโนสำนึกกระจ่างใส” หรือ clear conscience แต่สำหรับ conflict of interest นั้น ประเด็นไม่ได้อยู่แค่เพียงเจตนา หรือเราคิดอย่างไร แต่ “การรับรู้โดยสาธารณะ” ก็ควรนำมาคิดคำนึงด้วย พูดง่ายๆก็คือ ถ้าคนทั่วๆไปรู้เข้า เขาจะคิดยังไงต่อตัวเรา หรือที่สำคัญกว่าคือ ต่อองค์กร ต่อสถาบัน ต่อวิชาชีพโดยรวม

มาถึงตอนนี้ผมก็เกิดสงสัยจริงๆ หลังจากที่ไม่ได้เคยคิดใคร่ครวญลงลึกมาก่อนว่า หากมีคนทราบว่าคนไข้รายนึงมอบเงิน เอาเป็นว่าจำนวนมากให้หมอภายหลังการรักษา จะมีการแปลไปในทางไม่ดี คือ คิดว่าหมอเป็นคนเรียก คิดว่า รพ.เป็นคนตั้งราคา หรือไม่ และมากน้อยเพียงไร?

ก็น่าสนใจมาก

และทำไมคนกลุ่มนี้ถึงได้สรุปไปในแง่ลบ หรือแง่นี้ได้?

ประเด็นที่คิดต่อไปก็คือ ถ้าหากหมอปฏิเสธไป แล้วพอวันปีใหม่ หรือทุกๆเทศกาล คนไข้มาเยี่ยมที่ OPD ที่ Ward นำเอาของฝากมาให้ตามเทศกาลเพราะเขารู้สึกว่ายังไม่ได้ให้ตอบแทนอย่างที่ ตั้งใจ เราจะยืนยันไม่รับไหม? หรือถ้าจะยกตัวอย่างให้ extreme เช่น วันงานแต่งงานลูกสาวเรา ปรากฏว่าเขาสอด cheque เงินสดจำนวนมาก มาให้เป็นของขวัญ พอเราพบ เราจะยืนยันว่าไม่เอา และคืนเงินของขวัญให้เขาไปหรือไม่


ผม ใคร่ครวญดู แล้วก็พบว่า การเป็นผู้รับที่สง่างาม ก็สำคัญไม่แพ้การเป็นผู้ให้ที่เมตตา

และ ทำให้กระบวนการ ให้/รับ สมบูรณ์ครบวงจรแห่งความสำคัญและนัยของพฤติกรรมนี้ด้วย

ลองพิจารณาดู “สมมติ” คนไข้ซึ่งได้รับการดูแลจากเรา (โดยหน้าที่ของเรานี่แหละ) เกิดอยากจะตอบแทน นั่นคือ “ความดี” ของเขาที่เขาถูกอบรมสั่งสอนมา ปรากฏว่า หมอไปบอกว่าถ้ารับของๆเขา จะทำให้หมอเป็นคนเลว เขาจะรู้สึกอย่างไร? และเราก็จะยืนยันรักษา integrity ว่าเราจะไม่รับแน่นอน 100% ไม่ว่าคนที่อยากจะตอบแทนรู้สึกอย่่างไรนั้น ตกลง เรา care หรือ ไม่care well-being ของคนไข้ เรากำลังทำเพื่อ “ตนเอง” หรือ “เพื่อคนอื่น”? กันแน่ ในกรณีนี้?

.ในตัวอย่างข้างต้น เชื่อว่าหมอหลายๆท่านก็จะเคยมีประสบการณ์คล้ายๆกัน และการตอบสนองก็คงจะมีมากมายนอกเหนือไปจากที่ยกตัวอย่างมา แต่สิ่งสำคัญก็คือ “เรายังคง integrity หรือยึดมั่นในสิ่งที่เราเชื่อ เราศรัทธา สอดคล้องกับพฤติกรรมของเราหรือไม่?” จากการสะท้อนหลายมุมใน workshop วันนั้น ก็มีทั้งคนรับและไม่รับ มีทั้งคนไข้ที่ทรงบารมีและความมั่นใจดันจนหมอต้องรับ มีทั้งคนไข้ที่ถูกหมอ “สั่งสอน” ว่าสิ่งที่เขาเสนอเป็นเรื่องไม่ดี และถอยกลับไปอย่างเสียใจ เพราะตั้งใจจะกตัญญูแต่กลับกลายเป็นเรื่องตรงกันข้ามไปได้อย่างไรไม่ทราบ

การให้และการรับเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ขณะที่เรารับก็อาจจะกำลัง “ให้” อยู่ก็ได้ เคยมีแม่บางคน เมื่อเจ็บป่วย ไม่อยากรบกวนหรือเป็นภาระ มีอะไรก็ไม่ยอมปรึกษาลูก ไม่ยอมขอความช่วยเหลือ ด้วยศรัทธาและความเชื่อในการเป็นตัวของตัวเอง แต่ทำอย่างนั้น อาจจะเป็นการปฏิเสธโอกาสของคนรอบข้าง ที่พึงเข้ามาช่วยเหลือ ปรนนิบัติตามหน้าที่ของลูก ของสามี ภรรยา ของญาติและเพื่อนบ้านที่ดีไปก็ได้ การยอมรับความช่วยเหลือจากผู้อื่นไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเป็นภาระอย่าง เดียวเสมอไป แต่เป็นการ “สานความดี” ของสังคมให้สืบเนื่องต่อไป เพราะมนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคม ที่สามารถ “หยิบยืม” พลังจากคนรอบๆข้างมาเสริมพลังชีวิตตนเองตลอดเวลา ปฏิเสธความสัมพันธ์เยี่ยงนี้ก็เท่ากับเราริดรอนลดศักยภาพความเป็นมนุษย์ของ เราเอง

เราเคยรณรงค์ “การให้” มาเยอะ ตอนนี้เพื่อจะดูแลผู้ที่ “ติดดี” ในการให้ แต่ยังเคอะเขินที่จะเป็นผู้รับ เราอาจจะต้องรณรงค์ “การรับ”​ ที่ดีไปด้วย เหมือนกับการเป็นผู้นำที่ต้องเป็นผู้รับใช้ที่ดีฉันใด การจะเป็นผู้ให้ที่ดีนั้นจะต้องสามารถและเป็นผู้รับที่สง่างามได้ฉันนั้น

Author: phoenix
• Thursday, April 22nd, 2010

เด็กในวันนี้

วันนี้นั่งอ่านบทความในอดีต แล้วก็มาถึงบทความหนึ่ง ไม่ได้เขียนเอง แต่ขอมาจากจิตวิวัฒน์ เขียนโดยอาจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ ซึ่งจบลงด้วยบทแปลของกวีชิลีผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม กาเบรียล มิสตรัล (Gabriela Mistral) แล้วเกิดแรงบันดาลใจ

เราสำนึกความผิดมามากครั้ง
ความพลาดพลั้งพานพบมาหลายหน
แต่บาปอันมหันตโทษของผู้คน
คือทิ้งเด็กต้องผจญความเดียวดาย
อีกเมินผ่านธารทองของชีวิต
ทุกสิ่ง สิทธิ์ปรารถนาวิญญาณ์หมาย
เราอาจคอยเวลาเฝ้าท้าทาย
แต่เด็ก สายเกินนักจักรอไว้
ทุกเวลาก่อร่างและเลือดเนื้อ
จิตสำนึก โอบเอื้อเพื่อเติบใหญ่
สำหรับเด็กมิอาจรอ “วันต่อไป”
ชื่อ เด็กไซร้แม่นมั่นคือ “วันนี้”

“We are guilty of many errors and many faults, but our worst crime is abandoning the children, neglecting the fountain of life. Many of the things we need can wait. The child cannot. Right now is the time his bones are being formed, his blood is being made, and his senses are being developed. To him we cannot answer ‘Tomorrow,’ his name is today.”

Su Nombre es Hoy (His name is “Today”)

เราทุกคนมีมฤดกตกทอด ไม่ว่าจะยากดีมีจนแค่ไหนก็ตาม เราจะท้ิงร่องรอยว่าครั้งหนึ่ง “มี” เราอยู่บน planet earth แห่งนี้เสมอ เพราะจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ทุกๆคนจะมี imprint หรือร่องรอยต่อชีวิตอื่นๆด้วยเสมอ โดยเฉพาะกับเด็กๆ

ไม่เฉพาะแค่ลูกหลาน แต่ผู้เยาว์เหล่านี้มองหาแบบแผน แนวทางเดิน และมองไปที่ผู้ที่โตกว่า มาก่อน อยู่ตลอดเวลา การเป็น “นักเรียน/ครู” ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียน จ่ายค่าเทอม หรือนั่งในห้องเรียนเท่านั้น หาก “พฤติกรรมการเรียน การสอน” เกิดขึ้นตลอดเวลาที่เรามีปฏิสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์นี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งว่า หากสังคมที่แวดล้อมเราเป็นเช่นไร เราจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเราเองก็ “มีส่วน” ในการทำให้เกิดสิ่งที่เป็นอยู่ด้วย และหากเรา “ปฏิเสธ” เรื่องนี้ เราเองที่จะไม่เข้าใจ และหาทางแก้ปัญหาแบบไม่ตรงจุด ไม่ตรงเหตุ เพราะมันถูกเบี่ยงเบนไปตั้งแต่แรก

ใน workshop ที่ผมเคยเข้าไปมีส่วนร่วม กิจกรรมหนึ่งคือ “กลับสู่วัยเยาว์” เป็นช่วงที่ให้ผู้เข้าร่วมสงบสติอารมณ์ ผ่อนคลาย แล้วลองรำลึกนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ต่างๆ สมัยที่ยังเป็นเด็ก ทำอะไร เห็นอะไร รับรู้อะไร รู้สึกอะไร เสร็จแล้วลองนำมาเล่าให้เพื่อนๆฟัง บางครั้งขณะที่ได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้ เราแทบจะสามารถ “มองเห็น” เงาเลือนรางของเด็กผมแกละ ซนๆ นั่งซ้อนคนที่อยู่เบื้องหน้า ทำให้เรา “เข้าใจ” บุคลิกที่มาความคิดและพฤติกรรมตอนนี้ ในปัจจุบันนี้ ของคนๆนี้ได้อย่างมากมาย imprint อะไรบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่กับประสบการณ์ตรงในอดีต จะว่าไป เป็นบทเรียนที่ทรงพลัง เหนือกว่าเนื้อหาสาระในห้องเรียน ในโรงเรียน อีกมากมายนัก

ในกระดาษหน้าแรกของตำราแพทยศาสตรศึกษาเล่มหนึ่ง มีเขียนไว้ว่า “We are learning while you least expect it.” เป็นคำของนักศึกษาแพทย์ที่เขียนบอกอาจารย์แพทย์ไว้ หมายความว่า การเรียนรู้นั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ได้เกิดขึ้นตอนเฉพาะที่ครู “จัดฉาก” ไว้เท่านั้น แถม ยังเป็นการเรียนที่เฉพาะหน้า ที่นำไปใช้จริง ได้แก่ ไม่ว่าครูอาจารย์จะพูดว่าอะไรในชั้นเรียนจริยธรรม จริยศาสตร์ แต่สิ่งที่นักเรียนจะทำ จะเชื่อ ก็คือต่อเมื่ออาจารย์ได้แสดงออก กระทำจริง ณ แผนกผู้ป่วยนอก ข้างเตียงคนไข้ ตอนคุยกับญาติ เพราะตอนนั้นเองที่นักเรียนกำลัง “เห็น” ว่า เออ หมอจริงๆเขาทำกันอย่างนี้ คิดกันอย่างนี้ และพูดกันอย่างนี้ (ส่วนที่เกิดขึ้นในห้องเรียนนั้น เป็นเอาไว้ตอบสอบเท่านั้น) ถ้าไม่ระวังและไม่ทราบอย่างนี้ ครูอาจารย์ก็จะ “ถูกจับได้” เรียกว่า off-guard คือการ์ดตก เผอเรอแสดงให้นักเรียนรู้ว่าที่จริงๆแล้วที่พูดไปครูเชื่อในสิ่งที่พูดมาก น้อยแค่ไหน

สิ่งที่เรา “กระทำ” ทุกๆวันนี้่ ดังนั้นจึงเป็นบทเรียนของสังคมจริงๆ ที่จะเกิดขึ้นใน generations ต่อๆไปอย่างแท้จริง และอย่างที่ว่า เด็กนั้นจะ “สังเกต” ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ได้เฉพาะบางอย่างที่เราต้องการ อยาก ให้สังเกต แต่ทุกๆอย่างที่เกิดขึ้น และบางทีก็จะไปเพ่งเล็งตรงอะไรที่เราไม่ทันนึก ไม่ทันระวังสังเกต และจับมาเป็นประเด็น เป็นตัวหลักไปได้อย่างรวดเร็ว

ครั้ง หนึ่ง ผมเคยสอนแสดงการสนทนากับคนไข้และญาติ ในกรณีที่คนไข้และญาติไม่อยากออกจากโรงพยาบาล เราก็จะสนทนาหาเหตุว่าทำไม เขาต้องการจะให้เราสอน เราช่วยเหลืออะไรบ้าง เพื่อที่เขาจะได้กลับไปทำที่บ้านถูก ผมก็จัดให้มีคนไข้จำลอง แล้วก็ลองสัมภาษณ์ให้ดู พอทำเสร็จ ก็ถามนักเรียนทีี่ล้อมวงดูว่าเมื่อสักครู่เห็นอะไรบ้าง เด็กตอบว่า “เห็นอาจารย์พยายามไล่คนไข้กลับบ้านอยู่ ครึ่งชัวโมงค่ะ!!!”

เราก็อึ้งไปวูบ ไม่ได้โกรธ ไม่ได้เคืองอะไรเด็ก แต่นี่คือ “การรับรู้” ที่ authentic ว่าเขารับรู้่แบบนี้ แม้ว่าคนอื่นจะเห็นว่ามีการเรียนเรื่องการสัมภาษณ์ที่เป็นองค์รวม แต่ก็มีโอกาสที่จะเกิด “มุมต่าง” ที่อาจจะเป็นเรื่องราวตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราคาดหวังอยู่ได้ตลอดเวลา ถ้าหากเราไม่ตรวจสอบ ถาม หรือให้เด็กสะท้อนให้ดี ภายหลังเราอาจจะแปลกใจได้มากๆว่า เอ.. เขารับ เขาเรียนเรื่องแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไร และจากใคร

เหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันกำลังจะกลายเป็นบทเรียนภาคปฏิบัติที่สำคัญ ที่เราอาจจะต้องดูแลและไม่ได้คิดถึงเพียงแค่ว่าแพ้ชนะ เพราะผมคิดว่าแพ้หรือชนะจากเหตุการณ์แบบนี้ ไม่มีทาง justify ถูกหรือผิดไปได้ แต่เป็นบทเรียนเรื่อง “เหตุปัจจัย” ความซับซ้อนของความสุข/ทุกข์ที่มีการให้นิยาม ความหมายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และข้อสำคัญก็คือ ทั้งฝ่ายที่อาจจะแพ้หรือชนะนั้น ได้ “บทเรียนชีวิต” อะไรไปบ้าง ลูกหลานของเรากำลังได้บทเรียนอะไรไปบ้าง

ถ้าเราไปแปลง่ายๆว่าใครชนะคือถูก ใครแพ้คือผิด นั่นจะเป็นการส่ง wrong message ที่มีผลกระทบยาวไกล เพราะทั้งสองมิติ ไม่ได้สะท้อน value ซึ่งกันและกัน มีบ่อยครั้งที่ชนะคือทรราชย์ แพ้คืออ่อนแอ (ทางกายภาพ) แต่เข้มแข็ง (ทางจิตวิญญาณ) ในเวลาเดียวกัน อย่างที่มหาตมะคานธีได้แสดง “อหิงสา” (ฉบับถูกต้อง ดั้งเดิม ไม่ใช่แค่ lip service หรือ catch-phrase ประจำวันนี้) ว่าทำอย่างไรจึงจะเรียก

บทเรียนสำหรับลูกหลานของเรา ก็คือ เหตุการณ์ปัจจุบัน ยังไงๆ เราก็อยู่ในสังคม เราไม่ได้อยู่ในโลกสมมติ ฉะนั้น คงจะหลีกเลี่ยงที่เราจะให้ความเห็น ตีความ และตัดสินเรื่องราวต่างๆให้รุ่นต่อๆไปของเราฟัง นี่จะกลายเป็นสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบว่าเราจะทำกันอย่างไร แสดงกันอย่างไร และพูดกันอย่างไร อย่าได้ด่วนตัดสิน มักง่าย เอาฉบับง่ายๆไปก่อนก็แล้วกัน แต่จะกลายเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะทำให้เห็นว่ามนุษย์นั่นซับซ้อน สุขหรือทุกข์มีหลายมิติ และความต่าง สามารถเป็นได้ทั้งความสวยงาม ความน่าเกลียดน่ากลัว แต่เราเองที่จะเป็นคนเลือกว่าจะเอา version ไหน ที่จะกลายเป็นตัวเราในอนาคต

ถ้าไม่ทำเพื่อตนเอง ก็ขอให้ทำเพื่อลูกหลานของเราในอนาคตต่อไป

Author: phoenix
• Saturday, April 17th, 2010

สติคือหางเสือ ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง

วิชาเหมือนสินค้า

วิชาเหมือนสินค้า อันมีค่าอยู่เมืองไกล

ต้องยากลำบากไป                     จึงจะได้สินค้ามา
จงตั้งเอากายเจ้า                         เป็นสำเภาอันโสภา
ความเพียรเป็นโยธา                 แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ
นิ้วเป็นสายระยาง                     สองเท้าต่างสมอใหญ่
ปากเป็นนายงานไป                 อัชฌาศัยเป็นสเบียง
สติ เป็นหางเสือ                         ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง
ถือไว้ อย่าให้เอียง                       ตัดแล่นเลี่ยงข้ามคงคา

ปัญญา เป็นกล้องแก้ว           ส่องดูแถวแนวหินผา
เจ้าจงเอาหูตา                     เป็นล่าต้าฟังดูลม
ขี้เกียจคือปลาร้าย                 จะทำลายให้เรือจม
เอาใจเป็นปืนคม                 ยิงระดมให้จมไป
จึง จะได้สินค้ามา                 คือวิชาอันพิสมัย
จงหมั่นมั่นหมายใจ               อย่าได้คร้านการวิชา

สุภาษิตศรีสวัสดิ์ แต่งโดยนายมี (สมัยรัชกาลที่ 5)

เมื่อกลางวันวันนี้ ครอบครัวกินข้าวกลางวัน คุณตาก็ดูเจ้าตัวเล็กกินข้าวอย่างเอ็นดู เจ้าป๊อกแปีกอายุ 6 ขวบ ใช้ตะเกียบคล่องแล้ว กำลัง enjoy เส้นหมี่อยู่ พอจะโซ้ยเข้าปาก คุณตาก็เตือน

“ร้อนนะลูก เป่าก่อนๆ เดี๋ยวลวกปาก” เจ้่าแป๊กก็เป่าให้เย็นตามคำสั่ง

พอสักประเดี๋ยวคุณยายเอากล่องมาวาง เปิดแง้มดูก็เห็นเป็นขนมครกกำลังร้อนมาเลย ป๊อกแป๊กเตรียมตัวอิ่มทันที (คืออิ่มเส้นหมี่ หันมาหิวหนมแทน) เลยถูกผู้ใหญ่บอกว่า “กินข้าวให้หมดก่อน”

“เส้นหมี่ตะหาก” เด็กย้อน

“นั่นแหละ” พลางก็ปิดฝากล่องขนม เจ้าแป๊กร้อง “แอ๊… ปิดทำไม”

“เดี๋ยวเย็นหมด ต้องกินร้อนๆ”

“อ้าว..ก็แล้วทำไมไม่ให้กินซะเดี๋ยวนี้” เด็กบ่นอุบอิบ “ตกลงมันต้องกินร้อนหรือกินเย็นกันแน่กันนี่” ว่าแล้วก็เดินไปเปิดตู้เย็น หยิบแก้ว หยิบนำ้แข็งมาใส่ เตรียมหาโค้กกิน เดินกลับมาที่โต๊ะกินข้าว สะบัดมือใหญ่เพราะหยิบน้ำแข็งมาเยอะ

“เป่ามือซะสิลูกจะได้หายเย็น”

“เป่ามันก็เย็นสิ คุณตา” เจ้าแป๊กงง

 


สนทนากับเด็กแบบนี้ก็น่าเอ็นดูดี

แต่ถ้าพูดกับผู้ใหญ่ แล้วยังสนทนาแบบนี้ อาจจะเกิดมีการตีกันได้ง่ายๆ เพราะหาว่ากวน

เราให้อภัยเด็ก เพราะเด็กจะมองเห็นสมการเป็นเชิงเดี่ยว แม่หน้ายังงี้แปลว่าโกรธ หัวเราะแปลว่าดีใจ ร้องไห้ก็เสียใจ เสียงดังแปลว่ามีอะไรผิดเกิดขึ้น ฯลฯ พอเราโตขึ้น เราจะทราบว่าเรื่องราวมันไม่ simple เรียบง่ายเสมอไป จะพูดเรื่องๆหนึ่ง อาจจะต้องพูดทั้งหมด พูดทุกมิติ

พูดเรื่องอริยสัจสี่ จะยกเว้นทุกข์ หรือสมุทัย หรือนิโรธ หรือมรรค ก็คงจะไม่ได้ เพราะไม่สมบูรณ์

ปัญหาบ้านเมืองยิ่งจะต้องมองให้รอบคอบ มีนักวิเคราะห์ นักคิด เริ่มต้นก็บอกว่า “วันนี้ไม่ขอ พูดเรื่อง “เหตุ” แต่จะขอวิเคราะห์แต่ทุกข์ การแก้ และทางแก้” มันก็ทะแม่งๆ เพราะเริ่มต้นก็ตัดพื้นที่มองหาต้นเหตุไปซะแล้ว วิธีแก้มันจะเป็นการแก้แบบระยะสั้น

ที่จริงก็ไม่ได้เสียหาย อะไรในบางบริบท ในสาขาจิตเวชศาสตร์ ที่คนไข้เป็นคนไข้โรคจิต การพูดคุยหาสาเหตุ อาจจะไม่นำไปสู่ที่ไหน เขาจึงพัฒนาการ interview อีกแบบ คือแทนที่จะเพิ่ม insight (การมองเห็นเหตุที่มาที่ไป) ซึ่งคนไข้ psychosis จะไม่มี หรือมียากมาก (ก็มันเล่นมีภาพหลอน หูแว่ว เสียงที่มาจาก nowhere มากระซิบ) ก็จะเป็นการสนทนาแบบหาทางออกแทน เรียกว่า solution-focus interview ว่าต่อไปจะทำยังไงต่อ สิ่งที่ทำจึงจะไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน และไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน

ในการแก้ปัญหาระยะยาว และกับคนที่ไม่ใช่คนไข้โรคจิต ถ้าเราทำให้มีการสนทนาและเกิด insight คือ มีการสะท้อนให้เห็นทุกมุม ว่าอะไรทำให้เกิดอะไรในระยะสั้น กลาง ยาว insight ที่ว่านี้ก็จะเสริมกำลัง หรือ empower ให้คนที่อยู่ใจกลางปัญหา มองเห็นได้กว้าง ลึก และยาวที่สุด

การเรียนที่เปรียบเสมือนการเดินเรือนั้น อาจจะเป็นเพราะเราจะต้องตระเตรียมและมีทักษะมากมาย ไม่เพียงแค่เตรียมดู เตรียมฟัง เตรียมถาม เตรียมเขียน แต่เตรียมสติ เตรียมหล่อเลี้ยงปัญญา และ “มองไกล” ไปกว่าสมการข้างหน้า เป่าไม่ได้แปลว่าทำให้ร้อน หรือทำให้เย็นเท่านั้น ของกินไม่ต้องกินตอนร้อนหรือตอนเย็นเท่านั้น แต่มันมี “บริบท” ทุกสิ่งทุกอย่างมีบริบท ถ้าจะเริ่มวิเคราะห์ ก็ตัดบริบทไปหมด ที่เหลือก็จะเป็น pure emotion เป็นอารมณ์ความรู้สึกล้วนๆ

ไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึก ไม่สำคัญ ที่จริงสำคัญมากๆ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเข้าถึง “ความทุกข์” ที่เป็นสัจจธรรม แต่เราเข้าถึงความทุกข์เพื่ออะไร? ถ้าไม่ใช่เพื่อให้เกิด “ปัญญา”?

ปัญญานั้นนำพาเชื่อมโยง สาเหตุต่างๆ บทต่างๆ สิ่งแวดล้อม มาทำให้เกิดมองเห็นที่มา และความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง ตรงนี้ถ้าเรา hot head เอาแต่อารมณ์มาใช้ ที่สุดเราก็ลดศักยภาพลงไปสู่ระดับสัตว์เลื้อยคลาน คือตอบสนองแรงกระตุ้นเพื่อการอยู่รอดเป็นสำคัญที่สุด และการอยู่รอดของตัวเองจะสำคัญกว่าส่วนรวม

ไม่มี “สติ” ก็เสมือนการเดินทาง การเดินเรือของเราไม่มีหางเสือ มันไปตามแรงลม แรงน้ำ จากภายนอก ควบคุมอะไรไม่ได้ แม้ดูเหมือนเราจะยังมีพาย มีใบเรือ จะหลงทิศที่ตั้งใจไว้ไปง่ายๆ

Author: phoenix
• Friday, April 16th, 2010

ทุกขภาวะกำเนิด

เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว หลังจากที่ผมเริ่มอ่านหนังสือเรื่อง Theory U ของ Otto Scharmer แล้วมีคำๆหนึ่งคือ human-centred healthcare หรือระบบบริการสุขภาพแบบมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งลักษณะสำคัญคือการทำความเข้าใจใน “สุข ภาวะกำเนิด (Salutogenesis)” ว่าชุมชน ปัจเจกนั้น มี “ต้นทุน” อะไรอยู่บ้างที่ทำให้ชีวิตของเขาเป็นปกติและมีความสุข เป็นกุญแจสำคัญที่แยกแยะจากกระบวนทัศน์ patient-centred healthcare หรือการดูแลคนป่วยโดยให้คนป่วยเป็นศูนย์กลาง ที่แรงผลักดัน การให้ความหมาย และจินตนาการจะวางอยู่บน หรือถูกผลักดันโดย “พยาธิกำเนิด (Pathogenesis)” พอเราเริ่มเข้าใจว่าที่จริงความเป็นอยู่ที่ดีของคนนั้น ไม่ได้มีเพียงมิติทางชีวภาพเท่านั้น หากเป็นองค์รวม คือมิติของความรู้สึก อารมณ์ จิตสังคมและจิตวิญญาณมาประกอบอยู่ตลอดเวลา เมื่อนั้น แหล่งทรัพยากรที่เราสามารถจะใช้่ และควรตระหนัก ศึกษา ทำความเข้าใจก็ขยายออก และการศึกษาอย่างเป็นองค์รวมสำหรับทุกๆเรื่อง ทุกๆรายวิชา เริ่ม make sense ทำให้เรามองเห็นความสำคัญของประโยคๆหนึ่งของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกที่ว่า “True success is not in the learning but in its application to the benefit of mankind. (ความสำเร็จที่แท้ไม่อยู่ที่เพียงการศึกษา แต่อยู่ที่การนำไปใช้ในเกิดประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์)

ดังนั้นจะเรียนอะไรก็ได้ ขอให้ “เชื่อมโยง” ว่าที่เราเรียน จะเรียกความสำเร็จไม่ได้เลย หากเราหมกมุ่นว่าสำเร็จนั้นบังเกิดต่อตัวเรา คือเรียนเพื่อความสวยงามของตนเอง ของปริญญา ของตำแหน่ง ของเงินเดือน นั่นเป็นเพียงต้นทุน แต่ความสำเร็จที่แท้ก็ต่อเมื่อสิ่งที่เราเรียนไปผุดดอกงอกผลยังความสุข สมบูรณ์ให้แก่ผู้อื่น แก่สังคม แก่สาธารณชน

พอเราว่าถึง “สุขภาวะกำเนิด” เราจะมองเห็นทันทีว่า “สุขภาพ” นั้น ไม่ใช่เรื่องลำพังของหมอ ของพยาบาลซะแล้ว คำๆนี้ถ้ามากับหมอ กับพยาบาล แปลว่าสายไปหน่อย ส่วนจะสายแค่ไหน คือสายเกินไป สายเกินแก้ หรือพอแก้ไหวก็บอกความนัยว่า “เราควรจะทำอะไรไปก่อนหน้านี้เพื่อป้องกัน” ทั้งนั้น

แต่เมื่อเราลองทำรายการ “สิ่งที่ทำให้เรามี ความสุข” ไปเรื่อยๆ ผมพบว่ามี “กับดัก” ที่แฝงเร้นอยู่ในคำๆนี้ เพราะ “สุข” นั้นมีมิติลึกและกว้าง มีแบบตื้นเขินและมีแบบลึกซึ้ง มีแบบลิงโลดและมีแบบสงบสันติ มีแบบนำไปสู่การยึดติดและมีแบบนำไปสู่ความเข้าใจในชีวิต ในยุคปัจจุบัน ยิ่งถ้าเราติด หรือยึด กับอะไรเพียงตื้นเขิน เพียงฉาบฉวย ไม่ยอมมองอะไรยาวไกลไปกว่าเดี๋ยวนี้ พรุ่งนี้ กับดักนี้จะยิ่งลดทอนศักยภาพแห่งมนุษย์ของเราลงไปเรื่อยๆได้อย่่างน่า ประหลาดใจ

เหตุการณ์ ของบ้านเมืองในขณะนี้ เราไม่ได้มองที่ “เหตุ” แต่กำลังมองไปที่ “ผล” แห่งการรับรู้ ให้ความหมาย ปะปนกันทั้งแบบสั้นและแบบยาว และกำลังมองไปที่กระบวนการที่แปล “นามธรรม” เป็น “รูปธรรม” แล้วติดกับดักกับรูปธรรมที่แปลงมาแล้วหนึ่งระดับ แล้วไม่ได้ตรวจสอบว่ามันเป็นตัวแทน “คุณค่า”​ ของอุดมคติแต่แรกเริ่มเดิมทีของเราหรือไม่

อาทิ

เราเกิดมีอุดมคติทางการเมืองอย่างหนึ่ง ซึ่งใคร่ครวญดูแล้ว จะนำไปสู่สังคมในฝัน เป็นสังคมแห่งยุติธรรมและคุณธรรม แต่ก่อนอื่น เราจะต้องทำให้ผู้มีอำนาจนั้น ซื้อ idea นี้ก่อน ไปๆมาๆ เราอาจจะสรุปว่ายังงั้นมิสู้เราลงไปแข่งขันเป็นนักการเมืองเอง จากอุดมคติเริ่มชัดเจนมากขึ้นว่าเราต้องทำยังไง แต่พอเราไป focus ที่จะลงเป็นนักการเมือง ปรากฏว่ามันเกิดมี “ทางแยก” ขึ้นในระหว่างทาง คือทางแยกที่จะเป็นนักการเมืองยังไงก็ได้ กับการจะเป็นแบบมีอุดมคติ  ถ้าเราเลือกไม่ดี และลืมตรวจสอบว่าทำอย่างนี้ มันยังดีอยู่ ตรงกับสิ่งที่เราคิดไว้หรือไม่ “รูปธรรม” คือการลงมาเป็นนักการเมืองน้ำเน่า ก็จะกลืนกินตัวเราลงไป

เราอาจจะแก้ตัวว่่า “ไม่เป็นไรน่า ตอนนี้ ยอมทำๆเลวๆไปก่อน พอมีอำนาจเมื่อไร เราจะกลับตัวกลับใจ และทำตามอุดมคติที่ฝันไว้แต่แรกเริ่ม” หารู้ไม่ว่า “เราทำอะไรลงไป เราจะกลายเป็นสิ่งที่เราทำ ไม่ใช่กลายเป็นส่ิงที่เราฝัน” ปิศาจที่อยู่ในสิ่งที่เราลงมือทำ มันมีแต่จะรัดกัดกลืนกินจิตวิญญาณของเราลงไปเรื่อยๆ

สิ่งหนึ่งที่อาจจะช่วยได้คือ เราไม่ควรจะพึ่ง “สุขภาวะกำเนิด” อย่างเดียวเสียแล้ว เราควรทำความเข้าใจในเรื่อง “ทุกขภาวะกำเนิด” มากขึ้นไม่น้อยกว่ากัน

ทุกขภาวะกำเนิด

ยังนึกภาษาอังกฤษไม่ออก แต่ไม่จำเป็น เพราะคำๆนี้เราพอจะมีความเข้าใจร่วมๆกันอยู่ แต่อาจจะฟังวิชาการน้อยกว่า salutogenesis ไปนิด

เมื่อเปรียบเทียบกัน คนเราค่อยข้างจะ “ใส่ใจ” ในสาเหตุแห่งการเกิดทุกข์น้อย เพราะคิดถึงทีไร มันจะพลอยทำให้หดหู่ไปทุกที (ซึ่งไม่จำเป็นเลย) ซึ่งถ้าเราหันเอาด้านนี้มาประกอบกับสุขภาวะกำเนิด เราเริ่มเห็นอะไรต่างๆชัดเจนมากย่ิงขึ้น ห้อยแขวนสิ่งต่างๆได้นานขึ้น และด่วนตัดสินน้อยลง

ผมโชคดีที่ได้รับ mail merge จากเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง เป็นหนุ่มไฟแรงและศึกษาด้านการดูแลจิตใจ เขากับเพื่อนๆได้ตัดสินใจทำหน้าที่ที่เขาคิดว่าดี ไปพูดคุยกับผู้รับประสบภัย (กลางกรุง) และเขียนเป็นบันทึกฉบับหนึ่งซึ่ง มีเนื้อหาใจความที่ลึกซึ้ง มีประโยชน์มาก ผมจะไม่วิเคราะห์ทั้งหมด แต่ขออนุญาตยกประเด็นบางอย่างที่ผุดขึ้นมาแต่แรกที่ได้อ่าน

คำสะท่้อนเหตุการณ์จากทั้งฝ่ายทหาร และฝ่าย นปช ที่ได้รับบาดเจ็บ เรียกว่าเป็น post-traumatic psychological response หรือการสะท้อนหลังเหตุการณ์บาดเจ็บ (ทั้งทางร่างกายและจิตใจ) ทั้งสองฝ่ายจะเรียงร้อยเหตุการณ์และเชื่อมโยงมา เหมือนกันบ้าง ไม่เหมือนกันบ้าง แต่สิ่งสำคัญคือ “ทำให้อยู่ต่อไปได้” เป็นคำอธิบายที่ตนเองพึงพอใจ ไม่ได้หมายถึงพอใจใน “ผล” แต่หมายถึงพอใจใน “เหตุ” การบาดเจ็บทางร่างกายนั้นสำคัญน้อยกว่าการ “ดูแล” ตัวตนที่แท้

และเราก็เห็น “พยาธิสภาพ” ของการเปลี่ยนอุดมคติ (นามธรรม) มาเป็นรูปธรรมแบบเฉพาะหน้าของทั้งสองฝ่าย เป็นการใช้ defense mechanism หรือกลไกปกป้องกันตนเอง (ที่ใครๆก็ใช้) เพียงแต่คำบางคำ เมื่อนำมาประกอบกับการกระทำ สิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งก็คือ “สำรวจ ตรวจสอบว่า มันยังนำเสนอ เป็นตัวแทนอุดมคติของเราอยู่หรือไม่” ไม่ได้ยึดแล้วติดตราตายตัวอยู่อย่างนั้นไปตลอดชีวิต

เหมือน อย่างเช่น “การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นบาป” จริงแท้แน่นอน แต่เมื่อทหารออกสงคราม เกิดไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ผลอาจจะกลายเป็นมีคนถูกฆ่ามากกว่าอีกเป็นจำนวนมาก เหมือนอย่างเช่น “ยุติธรรม” เป็นเรื่องที่ดี เมื่ออีกฝ่ายทำเลวมาก่อน เราก็จะต้องทำให้เลวเท่า แย่เท่า ไม่น้อยไปกว่ากัน หรือเมื่อ เราทุกข์มาก เราก็เห็นว่าสมเหตุสมผลที่จะทำให้เพื่อนมนุษย์ทุกข์ไม่น้อยกว่าเรา (ที่เห็นๆก็คือ อยากจะให้ “ทุกข์กว่าเรา” เสียละมากกว่า)

“ทุกขภาวะกำเนิด” นั้นมีแฝงอยู่ในทุกๆเรื่อง แต่เรามักจะมองข้ามมันไป เวลาเราจะมองเห็นเรื่องราวต่างๆให้ชัด นั้น เราหวังจะได้ “ทางเลือกที่มากขึ้น” แต่ถ้าเริ่มต้น เราทำตัวให้เชื่อว่าทางเลือกมีน้อยมาก สิ่งที่เราทำต่อๆไป เสมือนขุดหลุมบนตำแหน่งที่เรายืนอยู่ จนตัวเราจมลึกลงๆไปเรื่อยๆ ทางออกที่เราเห็น จะค่อยๆกลายเป็นปากหลุมที่อยู่เหนือศีรษะเรา นับวันยิ่งเล็กลงๆ เราเองจมอยู่ในบ่อที่ลึกลงไปทุกที

ถ้าเรามองเรื่องราวจากทั้งสองประเด็น คือ สุขภาวะกำเนิด และ ทุกขภาวะกำเนิด ดังนี้เราจึงจะมองเห็น “ศักยภาพที่แท้” ของมนุษย์ คือ ทั้งสร้างสรรค์และทำลาย ถ้าเรามองเพียงฝั่งเดียว เราอาจจะเผอเรอมองข้ามด้านมืด (หรือด้านสว่าง) ไปได้ง่ายๆ สิ่งสำคัญคือ “มนุษย์ต้องเลือกกระทำ เพื่อจะเป็น” ดัง นั้น เราพึงมีสติ ใคร่ครวญให้รอบคอบ เส้นแบ่งระหว่างอัจฉริยะและผู้วิกลจริตอาจจะไม่ใหญ่มากอย่างที่คิด เส้นแบ่งระหว่างผู้ชนะกับทรราชย์ยิ่งบางมากกว่า

Author: phoenix
• Tuesday, April 13th, 2010

คนบาปพันปี

วันนี้ขอเขียนเรื่องไม่ค่อยรื่นรมย์สักนิด และฟังๆดูจะขัดแย้งกับบางหลักการที่เคยเขียนมา ได้แก่เรื่อง “เหตุปัจจัย” หรืออิทัปปัจจยตา แต่ก็นั่นแหละ มันมีเหตุที่จะเขียน

คำๆนี้ฟังปุ๊บก็มีกลิ่นสำเนียงจีนๆ อาจจะเป็นเพราะเราคุ้นๆกับภาพยนต์จีนโบราณที่เวลาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ก็จะมีเสียงร้องขอพระองค์อายุยืนยาวเป็นหมื่นๆปี หมืื่นๆปี ในหนังสือกำลังภายในก็จะมีโสมหิมะพันปี พญางูเขียวพันปี อาวุธวิเศษพันปี ดูจะเป็นหน่วยที่นิยมในวัฒนธรรมจีน ทั้งนี้แหละทั้งนั้น คำๆนี้ไม่ได้หมายความตามตัวอักษรซะทีเดียว คือพูดถึง “คนบาป” ส่วนพันปีนั่้นค่อนไปทาง​ “นานมาก หลายๆรุ่น หลาย generations” มากกว่าที่จะเป็นหมายถึงจำนวนปีจริงๆ ซึ่งในความเป็นจริงผมก็ได้ฟังมาจากหมอวรวุฒิ ที่ไปดูภาพยนต์กึ่งๆสารคดีเกี่ยวกับประเทศจีน ที่มีคนถามผู้นำปฏิวัติคนหนึ่งว่า “ทำไมไม่ไปลอบสังหารผู้นำอีกฝ่ายล่ะ ทีเดียวก็เสร็จ” ทั้งๆที่เห็นด้วย และสามารถทำได้ ผู้นำคนนี้คิดอยู่พักนึง แล้วก็ตอบว่า “ไม่ล่ะ ถึงจะเลว จะดี เป็นผู้เหี้ยมหาญในการศึก การสงครามเพียงไร อั๊วก็ไม่อยากเป็นคนบาปพันปี” เรียกว่าขอขีดเส้นตายไว้่ตรงนี้ คือเลวยังไงๆ เห็นแก่ความสำเร็จยังไงๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าทำทุกวิถีทาง มีเส้นแบ่งไว้เหมือนกันว่าอะไรที่จะไม่ทำ

ปกติบาปก็บาปนิดเดียว แต่บาปยังไงเป็นพันปี อันนี้ต้องเห็นว่ามีคนไม่กี่คนที่จะมีโอกาสทำบาปแบบนี้ อาจจะเพราะบารมีไม่ถึง โอกาสไม่อำนวย ไม่ได้อยู่ในที่ที่ต้องอยู่ ฯลฯ มากมายหลายประการ จนตกตะกอนกลั่นมาถึงจุดสุดยอดที่ไปอยู่ในทีี่ที่ต้องอยู่ มีพลังที่ต้องมี มีโอกาสที่มาถึง แล้วก็…. พั้ว! ตัดสินใจทำลงไป ผลกระทบต่อชีวิตคนทั้งประเทศ ทั้งชุมชน ต่อๆไปหลาย generations หลายชั่วโคตร

ถ้า ยังจำตำนาน “อิ้วจาก๊วย” หรือ “ปาท่องโก๋” ได้ นั่นเขาหมายถึงขุนนางสุดยอดกังฉินกับภรรยา คือขุนนางใหญ่คนนี้ให้การใส่ร้ายยอดขุนพลงักฮุย จนตอนนั้นผู้นำหลงเชื่อ ส่งจดหมายถอดยศเป็นสิบๆฉบับ เรียกตัวกลับมาจากด่านหน้า แล้วสั่งประหาร พอตัวตายลง ความชั่วที่มีคนจำได้ และคงไม่อยากลืมง่ายๆ ก็เลยปั้นแป้ง ตัวนึงเป็นตัวขุนนาง อีกตัวเป็นเมีย เอามาบิดแล้วโยนลงกะทะน้ำมันร้อน แล้วเอามากัดกินให้หายแค้น! เป็นวิธีที่ทำให้เรื่องราวความเลวของคนเป็นอุทธาหรณ์ได้ยาวนานเป็นพิเศษ จริงๆ

ผมเคยพูดเสมอว่า เหตุต่างๆนั้น ผมเชื่ออย่างที่ทางพุทธเล่าให้ฟัง ว่ามันมี “เหตุปัจจัย” ไม่ได้มาโดดๆ แต่มาเป็นร่างแหใยแมงมุม กระนั้นก็ตาม ในประวัติศาสตร์มนุษย์ ดูเหมือนว่าจะมี “ปัจเจกบุคคล” หลายคน หลายสมัย ที่เป็นตัว “กดปุ่ม” เพื่อให้เหตุการณ์ที่ซับซ้อนนั้น มาถึงจุดผันเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ คนอย่างเช่นท่านมหาตมะ คานธี มาร์ติน ลูเธอร์ คิง อับบรมฮัม ลิงคอล์น พระพุทธเจ้า เป็นต้น คล้ายๆกับว่า เป็นตัว “ตกผลึก” (precipitate) หลังจากที่ได้มีเหตุการณ์ “สะสม” (predisposing) มานานแล้วนั้่นเอง

ประเด็นก็คือ เรามักจะ “ไม่รู้ตัว” ว่าเรากำลังจะกลายเป็นคน “กดปุ่ม” นั้นอยู่รึเปล่า

เพราะ “รู้ตัว” นั้น อาศัยสติที่ต้องอยู่บนสัมมามรรคาพอสมควร อย่างท่านผู้นำที่ตัดสินใจว่าจะลอบฆ่าอีกฝ่ายดี/ไม่ดี นั่นท่านเกิดรู้ตัวว่าได้ “วนเวียน” อยู่ขอบเหวอันลื่นอยู่แล้ว เรียกว่าหล่นที ไม่มีติดเบรค ลงทีเดียวไปใต้ชั้นเถรเทวทัต one-way ticket เลยนั่นเทียว

“คนกดปุ่ม” ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งอะไรใหญ่โต  ขอเพียงมี “สายใย” ไปยัง right people ที่จะดึงปราสาทไพ่ทั้งหมดลงมาได้ นั่นคือคุณสมบัติเดียวก็พอ ความจริงนั้นมันจะปรากฏออกมาภายหลังเสมอ แม้อาจจะเป็นภายหลังที่คนมีอำนวจหมดอำนาจไปแล้วก็ตาม แต่ก็ปรากฏออกมาในที่สุด คนรับความเดือดร้อน หรือผลกรรม ก็กลายเป็นคนที่เรารัก เรา care มากที่สุด คือลูกหลาน วงตระกูลของเราเอง

ผมสอนนักศึกษาแพทย์เสมอว่า Ethics หรือจริยธรรมนั้น ไม่ได้เรียนเพื่อว่าเราจะได้เป็นคนดีอย่างเดียว เพราะอาชีพของเรา มีโอกาสทำผิดพลาดและความผิดพลาดของหมอ มักจะหมายถึงชีวิตคนได้ง่ายๆ ดังนั้น to err is human ยังไงๆก็ต้องทำผิดเข้าสักวัน ขอให้ความผิดนั้นๆ ได้ทำลงไปโดยมีอะไรยึดที่ดีพอ ชนิดที่ว่าเราสามารถอยู่ ใช้ชีวิต กับความผิดนั้นๆได้โดยไม่ guilt สำนึกผิดรุนแรงเกินไป หลายๆอย่างอาจจะทำให้เราทุกข์ไปทั้งชีวิต หรือทุกข์ที่สุดตอนเราเองเปราะบาง อาทิ บนเตียงที่เรากำลังจะตาย สิ่งที่เรากด เราทับ เราแกล้งเป็นว่าไม่ได้ทำ ไม่ได้เกิดนั้น ตอนนั้นความจริงมันจะประเดประดังมาท่วมท้น และไม่มีใครสักคนจะช่วยได้ ถ้าเคยเห็นกับตาสักราย จะรู้ว่ามันน่าสงสาร ตายอย่างทุกข์ทรมานยิ่งนัก

เห็นแล้วจึงเข้าใจว่า ทำไม “หิริโอตัปปะ” จึงเป็นธรรมคุ้มครองโลก เพราะเราเองที่จะมีสติ รู้ตัว มองเห็นผลแห่งการกระทำ เมื่อไรก็ตามเราแสร้งเป็นมองไม่เห็น ปล่อยจิตกักขฬะ จิตมาร จิตอสูร จิตเปรต จิตสัตว์นรก มายึดครองร่างมนุษย์ของเรา เราสูญเสียความควบคุม สิ่งที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมโนสำนึกของเราตลอดไป

ตอนนี้เราอาจจะกำลังอยู่ขอบเหว (หรือไหลลงมานานแล้วก็ไม่ทราบ) และยังไม่ถึงก้นเหวที ยังอีกเยอะ แต่อาจจะเหลือทางชันอีกไม่กี่ครั้งที่เรามีสิทธิและโอกาสที่จะเบรค เราจะทำอย่างไรกันดีกับสิ่งที่เรายังเหลือ (หรือหวังว่ายังเหลือ) อยู่บ้างนี้?

สำหรับตอนนี้ก็อย่าพึงคิดขนมทอดใหม่ๆ เอาไว้เป็นสัญญลักษณ์คนบาปพันปีแทนปาท่องโก๋เลย ภาวนาอย่าให้เกิดขนมชนิดนี้ขึ้นบนโลกอีกเลยจะดีกว่า เพราะมีทีไร แปลว่าคนนับหมื่น นับแสน นับล้านๆชีวิต จะเสมือนตกนรกทั้งเป็นมาแล้ว

Author: kijja
• Saturday, April 10th, 2010

เลือดสีแดงย้อมให้สีเสื้อกลายเป็นสีดำ การไว้ทุกข์ที่มาก่อนความตายเสียอีก พวกเธอร้องไห้จนหัวใจสลาย ฉันขอซับนำ้ตาพวกเธอด้วยน้ำตา

Author: drwithan
• Tuesday, April 06th, 2010

ผมคงต้องขอเรียนว่า ผมเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง “การให้” แต่ผมรู้สึกว่าผมกำลังเรียนรู้และมีพัฒนาการอะไรบางอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “การให้” ที่อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง

หลังจากเสร็จงานเวิร์คช็อปครั้งหนึ่ง อาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งที่เข้าในงานครั้งนี้ด้วย ได้เขียนอีเมล์ถึงผม

คุณหมอครับ ผมอยากจะบอกกับคุณหมอว่า ความสุขที่ผมมีในทุกวันนี้ เหมือนมันไม่เต็มที่ มันขาดอะไรไปสักอย่าง การทำอะไรให้คนอื่นมีความสุขหรือประสบความสำเร็จนั้น ผมรู้สึกมีความสุข อิ่มเอมใจได้เต็มที่มากกว่าความสุข ณ ปัจจุบันที่ผมมีอยู่

ตลอดระยะเวลาประมาณสองปีมานี้ หัวสมองของผมมันบอกกับผมตลอดเวลาว่า เราต้องเริ่มคิดอะไรสักอย่างเพื่อคนอื่น

สิ่งที่ยากก็คือ ไม่รู้ว่าเราจะทำอะไรดี (ในสิ่งที่เราชอบ) ทำเพื่อใครดี เริ่มจากตรงไหนดีกับใครดี”

คำถามของอาจารย์ท่านนี้น่าสนใจมากครับว่า

บางทีที่เราอยากจะทำอะไรดีๆ ให้กับใครหรืออะไรบางอย่าง แต่บางทีเราก็ไม่รู้ว่าเราควรจะเริ่มอย่างไรดีเหมือนกัน หรือแม้แต่หลายๆ ครั้งหลายๆ หนเราก็จะรู้สึกว่าคนรับเขาก็อาจจะงงๆ กับสิ่งที่เราให้

graphdivider

ตอนสายๆ ของวันหนึ่งเมื่อกลางปี ๒๕๕๒ ขณะที่ผมกำลังเดินเข้าไปยังพระอุโบสถของวัดแห่งหนึ่งในเชียงราย ผมเห็นชายชราคนหนึ่งอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตเก่าๆ สีน้ำเงินเข้มกางเกงขาสั้นสีเดียวกัน รูปร่างเล็กและผอมมาก หัวเข่าและข้อเท้าของชายชราบวมเบ่งเห็นได้ชัด นิ้วมื้อแต่ละข้อนั้นก็บวมปูด ตัดกับกล้ามเนื้อที่ลีบเล็กตามแขนขา ทำให้การใช้มือและเท้าไม่สามารถทำได้ถนัดนักซึ่งน่าจะเป็นโรคข้ออักเสบที่เรื้อรังมานาน ชายชราผู้นี้ค่อยๆ กระเสือกกระสนเดินกระเผลกขึ้นบันไดมาที่ปากประตูของพระอุโบสถ

จากนั้นค่อยๆ ล้วงเข้าไปในกระเป๋าของเขา ค่อยๆ หยิบเหรียญห้าบาทสิบบาทออกมาเป็นกำ เสียงดังปุ๊กๆ หลายปุ๊กมาก ทำให้ผมทราบได้ว่าชายชราผู้นี้กำลังหยอดเหรียญของเขาทั้งหมดลงไปในตู้ทำบุญของวัดที่ตั้งอยู่หน้าพระอุโบสถ ก่อนที่จะยกมือไหว้พระประธานในพระอุโบสถ จากนั้นเขาก็ค่อยๆ กระเสือกกระสนเดินลงบันไดไป

เมื่อชายชราท่านนี้ค่อยๆ เดินออกไป ผมค่อยๆ นึกขึ้นมาได้ว่าจากชุดที่สวมใส่ ชายชราคนนี้น่าจะมีอาชีพถีบสามล้อนั่นเอง

ความรู้สึกที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาในตัวผมเป็นอยากแรกก็คือ “ความรู้สึกละอาย” ที่แม้ผมจะใส่เป็นแบ้งค์ลงไปในตู้ทำบุญ ที่แม้อาจจะเป็นจำนวนเงินที่มากกว่าเหรียญจำนวนมากของชายชราคนนี้ ก็ยังไม่สามารถเทียบเท่าได้ เพราะเหรียญเหล่านั้นอาจจะหมายถึงมื้ออาหารหลายมื้อสำหรับชายชราคนนี้

ความรู้สึกต่อมาก็คือ “รู้สึกนับถือ” ชายชราคนนี้มาก รู้สึกว่าเขายิ่งใหญ่มาก เขา “สามารถให้” ในการทำบุญด้วยมื้ออาหารหลายมื้อของตัวเอง เขาจะต้องถีบสามล้อในสภาพที่ตัวเองก็ต้องทรมานกับโรคข้ออักเสบเรื้อรังอย่างนั้นอีกกี่เที่ยวถึงจะสามารถมีเงินมาใส่ตู้ทำบุญแบบนี้

สิ่งเดียวที่พอจะช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาบ้างก็คือ ผมต้องทำอะไรสักอย่าง ผมเดินตามไปหาชายชราท่านนี้ ผมพบว่าผมต้องอาศัยความกล้าไม่น้อยในการที่มอบเงินจำนวนหนึ่งซึ่งไม่ได้มากมายอะไรให้กับชายชราท่านนี้ ท่ามกลางสีหน้างงงวยของเขาและผู้คนที่อยู่รอบข้าง

ความรู้สึกของผมในวันนั้นช่างคล้ายคลึงกันมากเลยกับความรู้สึกเมื่อครั้งที่ผมก้มตัวลงเก็บขยะในสวนสาธารณะและนำไปทิ้งในถังขยะ

บางทีการทำความดีก็ต้องอาศัยความกล้าไม่น้อยเลย โดยเฉพาะเมื่อยามที่เริ่มต้น

หลังจากนั้นผมก็พบว่าตัวเองสามารถทำแบบนี้ได้บ่อยครั้งมากขึ้น เหมือนกับที่ตอนนี้สามารถเก็บขยะในที่สาธารณะทิ้งลงถังได้อย่างไม่ขัดไม่เขิน

graphdivider

ในหนังสือ Happy for No Reason ของมาร์ซี่ ชิมอฟ เธอเล่าถึงผู้หญิงวัยสี่สิบเอ็ดคนหนึ่ง ที่ป่วยเป็นโรคผิวหนังแข็งและต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดในแต่ละวัน วันหนึ่งเธอไปพบกับพระสงฆ์ในพุทธศาสนารูปหนึ่งในวัดแห่งหนึ่ง พระสงฆ์รูปนี้แนะนำว่า “เธอควรจะฝึกช่วยเหลือคนอื่นให้มากขึ้น” ผู้หญิงคนนี้ก็งงมากเพราะเธอรู้สึกว่าเธอป่วยเป็นโรคเรื้อรังแบบนี้จะไปช่วยเหลือใครได้อีก แค่ช่วยเหลือตัวเองไปวันๆ ก็รู้สึกแย่มากพออยู่แล้ว

วันหนึ่งขณะที่เธอกำลังเข้าแถวรอคิวเพื่อจ่ายสตางค์ในซุบเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง คิวยาวมากและผู้หญิงคนหนึ่งมีท่าทางเร่งรีบมากอยู่ด้านหลังเธอ เธอก็ลองให้ผู้หญิงคนนั้นแซงคิวเธอไปก่อน

เธอพบว่า เพียงแค่ให้คนอื่นแซงคิวไปนั้น ทำให้เธอ “รู้สึกดี” อย่างที่ไม่เคยได้พบมาก่อน หลังจากนั้นเธอก็พบว่าตัวเธอสามารถพัฒนาการให้ของเธอได้มากขึ้นเรื่อยๆ

graphdivider

ผมพบว่าบนโลกใบนี้ มีผู้คนมากมายพยายามทำสิ่งดีๆ กันตลอดเวลา

แต่หลายๆ ท่านก็จะเกิดคำถามเหมือนกับที่อาจารย์มหาวิทยาลัยท่านนี้ตั้งคำถามมาในตอนต้นของบทความ

โดยส่วนตัวผมพบว่า บางทีเราไปให้ความหมายของการให้-ยิ่งใหญ่เกินไป

ยิ่งใหญ่จนเราไม่สามารถทำได้เสียที เพราะจะทำให้เรารู้สึกว่าเรายังไม่พร้อมที่จะให้เสียที เหมือนกับผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคผิวหนังแข็งในหนังสือของมาร์ซี่ ชิมอฟ

บางที “การให้” อาจจะหมายความเพียงแค่ “ให้รอยยิ้ม” หรือ “ให้ความรู้สึกดีๆ” กับโลกใบนี้หรือใครก็ตามสิ่งใดก็ตามบนโลกใบนี้

อาจจะเพียงเท่านั้นจริงๆ

นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์

drwithan@hotmail.com

Author: phoenix
• Monday, April 05th, 2010

Salutogenesis สุขภาวะกำเนิด

ในการเรียนการสอน palliative care เราอาจจะใช้หลักกระบวนทัศน์ใหม่ที่องค์กรอนามัยโลกกำลังรณรงค์อยู่ ณ ขณะนี้ คือ People-centred healthcare (PCH) ซึ่งประเด็นสำคัญที่แตกต่่างไปจากกระบวนทัศน์เดิมก็คือในเรื่อง "ที่มาและทรัพยากรแห่งสุขภาวะ" นั้น จะถูกนำเข้ามาบูรณาการกับวิทยาความรู้ทางการแพทย์ จากแต่เดิมที่เราใช้แต่ pathogenesis หรือพยาธิกำเนิดเป็นตัวผลักดันงานวิจัย หรือกิจกรรมต่างๆ เราเขยิบขึ้นไปมองหาที่ "ต้นทุนชีวิต" ว่าแต่ละคนนั้น มีต้นทุนที่ว่านี้ในมิติต่างๆแค่ไหน เพียงไร เพื่อที่จะนำมาประกอบการตัดสินใจในการดูแลอย่างครบถ้วน

เมื่อปีที่แล้วผมอ่านหนังสือเรื่อง Medicine and Compassion เขียนโดยหมอลอว์น แก quote งานวิจัยชิ้นหนึ่งทำโดย Pearson (เพียร์สัน) ที่เป็นเจ้าพ่อชีวิสถิติสมัยนานมาแล้ว เราท่านที่คุ้นเคยวิชาสถิติสาธารณสุข ก็อาจจะเคยเห็น Pearson’s Curve ที่เป็นรูปกราฟเชิงสถิติมาแล้ว งานนี้เพียร์สันเดินดุ่มๆไปจดบันทึกข้อมูลมาจากป้ายหลุมฝังศพของชาวบ้าน แกทำถึง 3 ประเทศ คืออังกฤษ เนเธอแลนด์ และเยอรมันนี รายงานออกมาน่าสนใจว่า จากที่ค้นพบ ถ้าเมื่อไรที่คู่สามีภรรยา มีคนใดคนหนึ่งเสียชีวิตไป คนที่เหลืออยู่นั้นปรากฏว่าจะตายตามไปในภายในหนึ่งปีอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ นั่นคือพบการตายในกลุ่มนี้มากกว่ากลุ่มความสัมพันธ์อื่นๆนั่นเอง

ทีนี้นั่นคือ "ปรากฏการณ์" พอจะมาถึงขั้นอธิบาย ก็เริ่มยากขึ้น เพราะโรคที่เป็นสาเหตุการตายของทั้งคู่ก็ไม่น่าจะเกี่ยวอะไร การตายก็เกิดห่างๆ ประมาณปีนึง ไม่ได้เป็นติดต่อหรืออะไรแบบนั้น สมมติฐานที่พอจะ "เข้าท่า" ก็ดูเหมือนว่า "การมีชีวิตอยู่ของคนเรานั้น เราอาจจะกำลังขอหยิบยืมพลังชีวิตจากคนรอบๆข้างมาหล่อเลี้ยงอยู่โดยไม่รู้ตัว และจับพลัดจับผลู ถ้าคนที่เราหยิบยืมหลักๆเรามีอยู่น้อยมาก คือมีแค่คนเดียว พอหมดคนๆนั้นๆไป เราก็ตั้งหลักไม่อยู่ หาของหยิบยืมใหม่ไม่ทัน เราก็เลยตายตามไปซะงั้น" ภาษาไทยง่ายๆของเราก็เรียก "ตรอมใจตาย" แต่ในตำราฝรั่ง สาเหตุการตายแบบนี้ไม่มี

มองย้อนกลับไป "สมมติ" ว่าการอธิบายเรื่องพลังชีวิตจากรอบข้างเป็นความจริง เราจะเห็นได้จาก profile การใช้ชีิวิตของชาวตะวันตกนั้น ไม่ค่อยจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ เด็กวัยรุ่นถ้าอายุเกิน 15 ปี ยังมะงุมมะงาหราอาศัยอยู่กับพ่อแม่ดูจะเป็นเรื่องแปลก เรื่องน่าดูถูกดูแคลน จึงพากันออกจากบ้าน แยกหาที่อยู่เป็นอิสระ จนไม่เป็นเรื่องน่าแปลกใจถ้าพ่อแม่ฝรั่งพอแก่ๆลง บางทีก็ยอมทิ้่งบ้านเก่าไปอยู่ nursing home เพราะมันเหงา อยู่บ้านใหญ่แต่เดิมก็ไม่มีใครเป็นเพื่อน ไม่มีคนดูแล สู้อยู่ nursing home ยังมีสังฆะ มีเพื่อนบ้าน เพราะยังงี้ "คนใกล้ชิด" หรือเพื่อนตาย ก็มีกันน้อยอยู่แค่สองคนตากับยาย พอใครคนใดคนหนึ่งตายไป ที่เหลือก็ดูชีวิตมันหมดความหมายลงทันที

ทีนี้มีการศึกษาภายหลังที่น่าสนใจ ที่อาจจะนำมาสอดคล้องกับสมมติฐานที่ว่านี้ (เพราะการออกแบบยืนยันสมมติฐานที่ว่าคงจะยากมาก หรือเป็นไปไม่ได้ที่จะทำ prospective randomized-controlled trial มาพิสูจน์ได้) ก็คือมีการศึกษาเชิงพรรณนาที่คล้ายๆกัน พบว่าเมื่อมี major loss อาทิ การสูญเสียชีวิตของคนสำคัญในครอบครัวไป ได้แก่ สามี ภรรยา หรือลูก ปรากฏว่าคนใกล้ชิดมากๆที่เหลืออยู่จะมี life expentancy หรือช่วงชีวิตลดหดสั้นลงกว่าเกณฑ์เฉลี่ย แล้วก็มีการนำมาเปรียบเทียบกับการดูแลคนไข้กลุ่มหนึ่งทาง palliative care ที่ไม่เพียงเฉพาะจะดูแลคนไข้เท่านั้น แต่จะดูแลผู้ดูแลคนไข้ (เรียกว่า primary care-giver) ด้วย ในประเด็นที่เรียกว่า Grief and Bereavement Care (ผมเคยเขียนบทความเรื่องนี้ไว้ใน series นิราศซิดนีย์ ตอนไปดูงาน palliative care ที่นั่น) เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถกลับสู่สภาวะใกล้ปกติเดิม ใช้ชีวิตต่อไปในสังคมได้หลังการสูญเสีย ก็ปรากฏว่าในการติดตามกลุ่มนี้ไป life expectancy ที่เคยสั้น ก็กลับมายืดยาวได้อีกครั้งหนึ่งจากการมี intervention แบบที่ว่านี้

แต่ workshop ที่ว่าด้วย salutogenesis เราไม่ได้เข้าไปถึงเรื่อง grief and bereavement care ตรงๆ เรากลับมา "สืบค้น" ดูว่า แท้ที่จริงแล้ว "ต้นทุน" ของตัวเราเองพอจะมีอยู่ที่ไหนบ้าง ที่ทำให้เรามีความสุข หรือมีสุขภาวะที่ดี

more…

Author: phoenix
• Monday, April 05th, 2010

 

 

ดาวมหา’ลัย

ใน Workshop ระยะหลัง เราเริ่มนำเอาเทคโนโลยีเล็กๆน้อยๆมาเพิ่ม จากแต่เดิมที่จะไม่เน้นเครื่องมือ electronics ใดๆ (ยกเว้น iPod ไว้เปิดเพลง) ก็เริ่มมีฉาย clips บ้าง เปิดเพลงบ้าง คราวนี้เราเปิดเพลง "ดาวมหา’ลัย" ให้ บรรดาอาจารย์แพทย์ฟัง แล้วปล่อยให้ท่านทั้งหลายคุยกันเอง

ใคร ไม่เคยได้ยินเพลงนี้ ก็จะเป็นเพลงลูกทุ่ง พูดไทยอีสานกันทั้งเพลง เนื้อหาเกี่ยวกับ "น้องดาว" ซึ่งเป็นลูกที่อยู่ที่บ้านนอก ได้เข้าไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ พอกลับมาเยี่ยมแม่ที่บ้าน น้องดาวก็ "ออกอาการ" ไม่คุ้น ไม่เคย ปรับตัวไม่ได้กับสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ก็บ่นออกมาอย่างนั้นอย่างนี้ แม่ก็รำคาญโต้ตอบกับน้องดาว

เนื้อ เพลงและท่วงทำนองออกสนุกสนานแบบลูกทุ่งอีสานขนานแท้ ขนาดฟังดูเหมือนทะเลาะกัน แต่ก็ใช้สำบัดสำนวนประชดประชันเสียดสีได้คันๆมันๆขบขัน ฟังแบบเพลินๆก็ได้ ฟังแบบลึกๆก็น่าสนใจดี

อภิปราย

พอเราเปิดการสนทนาพูดคุยกัน เรื่องที่ธรรมดา ก็กลายเป็นไม่ธรรมดาไปอย่างรวดเร็ว (ทำกับอาจารย์แพทย์ซะอย่าง จะให้ธรรมดาได้อย่างไร ฮึ ฮึ)

เริ่มต้นก็มีคนว่าด้วยตามเนื้อหาสาระตรงๆของเพลงก็คือ เด็กสมัยนี้ พอได้มาเห็นสีสันเมืองหลวง ก็ลืมกำพืด ลืมรากเหง้าที่มาของตนเอง เคยขี่ควาย คุ้ยแมงกุดจี่ในขี้ควายมากิน ก็กลายเป็นคลื่นเหียนเวียนหัวจะอ้วกแตกอ้วกแตนทนไม่ได้ซะแล้ว ต้องเดิน shopping ที่ CenterPoint สยามปารากอน ทนซื้อเสื้อยืดตัวละ 99 บาท 199 บาทไม่ได้แล้ว ไม่สมศักดิ์ศรีดาวมหา’ลัย ดูสิ แม่ส่งไปเรียน กลับกลายเป็นเทวดาไปเสียฉิบ

more…