ค่ำคืนที่โรดันเต้
เมื่อหัวใจเปิดกว้าง ความเจ็บปวดก็เยียวยา
ผมรู้สึกโชคดีมากๆ ที่ได้มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่อง “Nights in Rodanthe” อย่างบังเอิญทางเคเบิ้ลทีวีในค่ำคืนหนึ่งเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ นี้เอง
ริชาร์ด เกียร์ นักแสดงที่ผมชื่นชอบรับบทเป็นศัลยแพทย์ที่มีปัญหาครอบครัว หย่าร้างกับภรรยา ไม่ลงรอยกับลูกชายซึ่งเรียนจบเป็นแพทย์เหมือนกัน แถมกำลังมีปัญหาเรื่องฟ้องร้องเพราะคนไข้รายหนึ่งของเขาเสียชีวิตในขณะผ่าตัด เป็นคนไข้ผู้หญิงรายหนึ่งที่มาผ่าตัดแผลเป็นบนใบหน้าแต่ไม่ฟื้นจากการดมยาสลบ
จุดขาดผึงระหว่างเขากับลูกชายก็คือวันที่คนไข้ของเขาเสียชีวิตบนเตียงผ่าตัด แต่เขาก็เลือกที่จะไม่พูดคุยกับสามีของผู้ตาย เพราะเขาเชื่อว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด เขาทำตามหน้าที่และเป็นเหตุสุดวิสัยจากการดมยาสลบ เขาเลือกที่จะผ่าตัดคนไข้รายต่อไปโดยไม่ยี่หระต่อความรู้สึกของญาติผู้เสียชีวิต
เขาลืมไปว่า เมื่อเขาไม่ยี่หระต่อความรู้สึกของคนอื่นๆ นั้น ลูกชายของเขาก็รู้สึกแบบเดียวกันกับคนอื่นๆ และทนไม่ได้ที่พ่อของเขา “ไม่มีความรู้สึก” ลูกชายเขาหนีไปทำงานเป็นแพทย์ในประเทศเอกวาดอร์ โดยไม่ติดต่อไม่พูดคุยกับเขาอีกเลย
โรดันเต้ เป็นชื่อหมู่บ้านเล็กๆ ริมชายฝั่งตะวันออกของรัฐนอร์ทแคโรไลน่า เป็นหมู่บ้านที่คนไข้ของเขาอาศัยอยู่ ทนายของเขาไม่แนะนำให้เขาไปหาญาติคนไข้รายนี้ แต่ด้วยสาเหตุอะไรไม่รู้ “เขารู้สึกว่าเขาควรจะไป” เขาไปพักที่ “บ้านเช่าหลังเล็กๆ” ริมชายหาดหลังหนึ่ง ซึ่งในจังหวะนั้นเขาได้พบกับไดแอน เลนซึ่งแสดงเป็นหญิงลูกสองที่กำลังจะตัดสินใจหย่ากับสามี
วันหนึ่งเขาขับรถยนต์เพื่อไปพบกับสามีของผู้ตายที่บ้านในหมู่บ้าน แต่ลูกชายของผู้ตายไม่ยอมให้เขาพบกับคุณพ่อของเขาซึ่งเป็นสามีผู้ตาย ลูกชายของผู้ตายยังแสดงความโกรธและเกรี้ยวกราดกับเขาแบบรุนแรงจน ริชาร์ด เกียร์ต้องขับรถกลับมาที่พักโดยไม่ได้พบกับสามีของผู้ตาย
ฉากต่อมาสามีผู้ตายพร้อมลูกชายขับรถมาหาเขาที่บ้านพักริมชายหาด บรรยากาศน่ากลัวไม่น้อย เพราะการนำเสนอของฉากนี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเป็นไปได้ว่า ศัลยแพทย์ผู้นี้อาจจะถูกรุมทำร้ายด้วยความโกรธแค้นจากญาติของผู้ตาย แต่ก็มีไดแอน เลนอยู่ในฉากนี้ด้วย บรรยากาศขมึงตึงเครียดมากๆ เมื่อสามีผู้ตายก้าวเดินลงมาจากรถปิกอัพพร้อมลูกชายของเขาด้วยสีหน้าที่ดุดันมาก เขาตัดสินใจเดินลงจากบ้านพักเข้าไปพบกับญาติๆ ของผู้ตายที่ริมชายหาด
ริชาร์ด เกียร์เป็นฝ่ายเริ่มต้นด้วยการพยายามอธิบายถึงสาเหตุการตายของคนไข้ในเชิงวิชาการและพยายามบอกสามีคนไข้ว่าเขาได้ทำดีที่สุดแล้วในการดูแลคนไข้รายนี้ สีหน้าของสามีของผู้ตายยังคงขมึงตึงและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เมื่อริชาร์ดพูดจบแล้ว เขาเพียงถามริชาร์ดว่า “นัยน์ตาภรรยาผมสีอะไร?”
แต่ศัลยแพทย์ที่เชื่อว่าตัวเองดูแลคนไข้อย่างดีที่สุดแล้วจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า คนไข้ของเขามีนัยน์ตาสีอะไร จากนั้นสามีและลูกชายของผู้ตายเดินกลับไปที่รถและขับออกไปโดยไม่พูดอะไรอีก
ริชาร์ดหัวเสียกับการสนทนาครั้งนี้เป็นอย่างมาก เขารู้สึกว่าสามีผู้ตายไม่ยอมรับฟังคำอธิบายที่มีหลักการและเหตุผลของเขาเลย แต่ไดแอนบอกกับเขาว่า “ญาติผู้ตายไม่ได้ต้องการคำอธิบาย พวกเขาเพียงต้องการให้แพทย์รับรู้ว่าพวกเขามีความทุกข์อย่างไร”
ริชาร์ดยิ่งหัวเสียกับคำพูดของไดแอนมาก อาจจะเป็นเพราะเขารู้สึกว่าไดแอนไปเข้าข้างญาติผู้ตาย อย่างไรก็ตามค่ำคืนนั้นมีพายุเข้า ด้วยเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้นบวกกับคำพูดของไดแอนได้ทำให้หัวใจของเขาเปิดออก
วันรุ่งขึ้น ริชาร์ดตัดสินใจไปหาสามีของผู้ตายที่บ้านอีกครั้ง ไดแอนขอติดตามไปด้วย ครั้งนี้เขาเดินเข้าไปในบ้านผู้ตายอย่างสงบ นิ่งและรับฟังเรื่องราวของผู้หญิงคนนี้จากสามีของเธอที่พูดถึงเรื่องราวต่างๆ ของเธอ เมื่อหัวใจของเขาเปิดออก ทำให้เขาสามารถรับรู้ความรู้สึกของผู้ชายคนหนึ่งที่สูญเสียภรรยาสุดที่รักของเขาไป
เมื่อหัวใจของเขาเปิดออก เขาไม่ใช่ศัลยแพทย์ที่ยิ่งใหญ่อีกต่อไปแต่เขาเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งที่นั่งฟังมนุษย์ธรรมดาอีกคนบอกเล่าความรู้สึกและความทุกข์ของเขา
สามีผู้ตายเพียงอยากรู้ว่า ในฐานะที่ริชาร์ดเป็นคนพิเศษ ไม่ใช่พิเศษเพราะความเป็นแพทย์ แต่พิเศษเพราะริชาร์ดเป็นคนสุดท้ายบนโลกใบนี้ที่ภรรยาของเขาพูดคุยด้วยก่อนจะเสียชีวิต เขาอยากรู้ว่าคำพูดสุดท้ายของภรรยาของเขาคืออะไร
เรื่องราวจบลงด้วยดีโดยที่ไม่มีการฟ้องร้อง เขายังได้ตัดสินใจเดินทางไปเอกวาดอร์เพื่อรับรู้ความรู้สึกกับลูกชายที่ไม่ได้คุยกับเขามาหลายปีแล้ว ซึ่งในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ
ริชาร์ดกลายไปเป็นคนใหม่ เมื่อหัวใจของเขาเปิดออก-เปิดออกรับความรู้สึก
แม้ว่าในความเป็นจริงเรื่องราวอาจจะไม่ได้สวยหรูเหมือนในนิยาย แต่เรื่องหนึ่งที่ออกจะเป็นความจริงมากๆ ในเรื่องนี้ก็คือ “การเปิดหัวใจออกมารับรู้ความรู้สึก”
มีตัวอย่างมากมายในชีวิตจริงๆ นะครับว่า “เมื่อหัวใจของเราเปิดออก” ความเจ็บปวดต่างๆ ก็ถูกเยียวยา
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งเคยเล่าให้ผมและทีมงานฟังถึงเรื่องราวที่มีผู้ป่วยเสียชีวิต ในเบื้องต้นนั้นญาติผู้ป่วยก็เตรียมจะฟ้องร้องกับทางโรงพยาบาล แต่ทางโรงพยาบาลก็พร้อมที่จะ “รับรู้ความรู้สึก” ต่างๆ ทั้งหมดจากญาติ ไม่อธิบายมากมายไม่แก้ตัวใดๆ แม้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะเป็นเหตุสุดวิสัย ช่วยเหลืองานศพอย่างดี ดูแลความรู้สึกของผู้เสียหายทุกด้านเท่าที่จะทำได้โดยไม่ทอดทิ้ง
เรื่องราวที่เกิดขึ้น “ไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด” แต่เป็นเรื่องของ “ความทุกข์ที่เกิดขึ้น” ว่าได้รับการ “ใส่ใจ” อย่างจริงใจหรือไม่
ผมคงไม่ได้เรียกร้องว่าให้แพทย์เข้าใจความรู้สึกของผู้เสียหายเมื่อเกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นมาแต่เพียงฝ่ายเดียวนะครับ ผู้ป่วยหรือผู้รับบริการเองก็น่าจะลองเปิดรับความรู้สึกของแพทย์และผู้ให้บริการไปพร้อมๆ กันด้วย
โปรดอย่าถามนะครับว่า “ถ้าฉันเปิดความรู้สึกของฉันแล้วเขาไม่ยอมเปิดละ จะทำอย่างไร?” เพราะถ้าถามแบบนี้ก็จะไม่ฝ่ายไหนยอมเริ่มต้นเสียที
และเพราะที่จุดนั้น เราต้องใช้ “ความไว้วางใจและความกล้าหาญอย่างสูงสุด” เท่านั้น เราเพียง “เปิดรับความรู้สึก” ที่เกิดขึ้นจริงๆ ให้ได้เท่านั้น เพราะที่เหลือก็ต้อง “สุดแล้วแต่ชะตากรรม” เป็นเรื่องที่เกินขอบเขตความสามารถและการควบคุมใดๆ ของเราจริงๆ
นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
drwithan@hotmail.com
ความคิดเห็นล่าสุด