Archive for ◊ March, 2010 ◊

Author: phoenix
• Tuesday, March 30th, 2010

ครุ่นคิดใคร่ครวญอย่าง แยบคาย

ทั้งๆที่เราได้เน้นแล้วเน้นอีกว่า ในการใช้ "หัวใจแห่งความเป็นมนุษย์" มาช่วยในการดูแลกันนั้น เราต้องให้ความสำคัญกับ "ความรู้สึก" หรือ feeling หรือ emotion part หรือ limbic system ในสมอง เพราะนี่เป็นที่มาของ "ความสุข" แต่หัวข้อที่ผมจงใจเลือกมาพูดใน session สุดท้ายของงาน HA Forum ปีนี้คือ "ครุ่นคิดใคร่ครวญอย่างแยบคาย" ซึ่งคนอาจจะสงสัยว่า เอ.. ทำไมกลับไปเรื่อง "คิด" อีกล่ะ?

พฤติกรรมมนุษย์ในแต่ละวัน โดยเฉลี่ยจะถูกผลักดันโดยสมองซีกขวา และ limbic system เป็นส่วนใหญ่ นัยว่าประมาณ 24 ต่อหนึ่ง (หนึ่งส่วนเป็นสมองซีกซ้าย ส่วน logic ตรรกะ) และอารมณ์จะมีบทบาทสูงมากในการกำหนดพฤติกรรม ทว่า "ศักยภาพที่แท้" ที่มนุษย์เหนือกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (ที่เริ่มใช้สมองส่วนอารมณ์) และ primate (ชั้นลิงชิมแปนซี ที่เริ่มพัฒนาสมองส่วนหน้า) ก็คือ "การให้ความหมาย" ของสิ่งที่ตนเองทำ สิ่งที่คนอื่นทำ สิ่งที่ตนเองคิด คนอื่นคิด สิ่งที่ตนเองพูด คนอื่นพูด ไปจนถึงการให้ความหมายของ "การมีอยู่" ของตนเอง ที่ Howard Gardner เรียกเป็น Existential Intelligence หรือ ความฉลาดสำหรับ The Big Questions ว่าทำไมถึงมีเรา เราคงอยู่เพื่อ….

ใน "มรรคมีองค์ 8" ก็เริ่มต้นที่ "สัมมา ทิฏฐิ" ปัญญาเห็น ชอบ เป็นหนึ่งในสองของหมวด "ปัญญา" (สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ หรือ ดำริชอบ)

หมวดศีล ก็คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ (ประพฤติดีงาม) สัมมาอาชีวะ   ว่าด้วยการกระทำ แสดงออก

หมวดสมาธิ ก็คือ สัมมาสมาธิ สัมมาสติ สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ)

เป็นปัญญาที่เรา "รู้เท่าทัน" ความรู้สึก (ไม่ได้หมายความไร้อารมณ์ หรือไร้ความรู้สึกนะครับ แต่เป็น "รู้เท่าทัน")

ผมฉาย clip แรกในการพูด เป็นเรื่องของเสือดาวตัวหนึ่ง ฆ่าแม่ลิงบาบูนมาเป็นอาหารตามธรรมชาติของมัน ปรากฏว่ามีลูกลิงที่พึ่งเกิดหล่นตุบลงมาจากท้องแม่ลิง แทนที่เสือดาวตัวนี้จะทำร้ายลูกลิง กลับปกป้อง ไม่ให้หมาป่าไฮยีนาที่มาเลียบๆเคียงๆมาทำอะไร และดูเหมือนเจ้าเสือดาวตัวนี้จะไม่รู้ตนเองเหมือนกันว่าจะทำอะไรดีกับลูกลิง และโดย "สัญชาติญาณ" ของมัน กลับพยายามดูแล สอนให้ลูกลิงปีนต้นไม้ไปเสียด้วยซ้ำ

more…

Author: phoenix
• Tuesday, March 30th, 2010

หยั่งรากหัวใจมนุษย์ ผลิใบหัวใจแพทย์

งาน HA Forum ครั้งนี้ พี่ต้อยดวงสมรและอาจารย์อนุวัฒน์ถามผมว่าพอจะพานักศึกษาแพทย์ ม.อ.มาแลกเปลี่ยนเล่าเรื่องในงานนี้ได้ไหม ผมก็ตอบไปในทันทีว่าได้ และขอเรียนเชิญอาจารย์สองท่านของ ม.อ.ที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงมานับสิบปีแล้วคุมเด็ก (น่าจะเรียกว่าพี่เลี้ยงมากกว่าเนอะ) มาเองเลย คือ ผศ.นพ.อานนท์ วิทยานนท์ หัวหน้าภาควิชาจิตเวช และ รศ.พญ.จารุรินทร์ ปิตานุพงศ์ รอง หน.ภาคและผู้ช่วยคณบดีกิจการนักศึกษา ทั้งสองคนเป็นผู้ริเริ่มโครงการเพื่อนวันอาทิตย์ของคณะแพทย์ ม.อ. และรณรงค์เรื่องการสัมภาษณ์แบบ narrative รวมทั้งการดูแลคนไข้ด้านความรู้สึก การรับรู้

ผมนำข่าวดีไปเรียนอาจารย์ทั้งสองท่านว่างานนี้ นักศึกษาแพทย์เราจะได้เป็นวิทยากร (น่าจะเป็นวิทยากรที่อายุน้อยที่สุดในงาน) แต่จะว่าไป จะเรียนวิทยากรก็ไม่ตรงทีเดียว น่าจะเป็น "ชีวาจกร" คือ "คนเล่าเรื่องชีวิตและประสบการณ์" เฉยๆมากกว่า อาจารย์จารุรินทร์ (ลิลลี่) ก็ได้คัดเลือกเด็กมาอย่างรวดเร็ว เพราะมีคนใน stock ที่ดูแลอยู่แล้วจำนวนมาก ไม่ยากที่จะคัด ยากตรงเอาแค่สองสามคนตามเวลาที่กำหนดให้มากกว่า

ไหนๆเชิญกูรูมาทั้งที ผมเลยแถมโจทย์ให้ทีมนี้ว่า "ขอให้ เป็นเรื่องเล่าที่แสดงความสัมพันธ์ของการใช้การรับรู้เรื่องหัวใจ ความรู้สึกของคนไข้และญาติ มาบูรณาการกับการเป็นแพทย์ ทั้งในด้านการทำงานและการสร้างความภาคภูมิใจ ความสุขในการทำงาน" แค่นั้นยังไม่พอ ผมยังขอให้แสดงถึง​ "กระบวนการ และวิธีการ" พอสังเขปว่าเราทำอย่างไร เพราะอะไร และได้ผลเช่นไรด้วย

แล้วผมก็ตั้งชื่อ session ไปเลย (ตั้งแต่ยังไม่คุยกับเจ้าตัว) บอกแม่ต้อยว่างานนี้ขอใช้ชื่อ "หยั่งรากหัวใจมนุษย์ ผลิใบหัวใจแพทย์"

more…

Author: drwithan
• Sunday, March 28th, 2010

ค่ำคืนที่โรดันเต้

เมื่อหัวใจเปิดกว้าง ความเจ็บปวดก็เยียวยา

ผมรู้สึกโชคดีมากๆ ที่ได้มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่อง “Nights in Rodanthe” อย่างบังเอิญทางเคเบิ้ลทีวีในค่ำคืนหนึ่งเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ นี้เอง

ริชาร์ด เกียร์ นักแสดงที่ผมชื่นชอบรับบทเป็นศัลยแพทย์ที่มีปัญหาครอบครัว หย่าร้างกับภรรยา ไม่ลงรอยกับลูกชายซึ่งเรียนจบเป็นแพทย์เหมือนกัน แถมกำลังมีปัญหาเรื่องฟ้องร้องเพราะคนไข้รายหนึ่งของเขาเสียชีวิตในขณะผ่าตัด เป็นคนไข้ผู้หญิงรายหนึ่งที่มาผ่าตัดแผลเป็นบนใบหน้าแต่ไม่ฟื้นจากการดมยาสลบ

จุดขาดผึงระหว่างเขากับลูกชายก็คือวันที่คนไข้ของเขาเสียชีวิตบนเตียงผ่าตัด แต่เขาก็เลือกที่จะไม่พูดคุยกับสามีของผู้ตาย เพราะเขาเชื่อว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด เขาทำตามหน้าที่และเป็นเหตุสุดวิสัยจากการดมยาสลบ เขาเลือกที่จะผ่าตัดคนไข้รายต่อไปโดยไม่ยี่หระต่อความรู้สึกของญาติผู้เสียชีวิต

เขาลืมไปว่า เมื่อเขาไม่ยี่หระต่อความรู้สึกของคนอื่นๆ นั้น ลูกชายของเขาก็รู้สึกแบบเดียวกันกับคนอื่นๆ และทนไม่ได้ที่พ่อของเขา “ไม่มีความรู้สึก” ลูกชายเขาหนีไปทำงานเป็นแพทย์ในประเทศเอกวาดอร์ โดยไม่ติดต่อไม่พูดคุยกับเขาอีกเลย

โรดันเต้ เป็นชื่อหมู่บ้านเล็กๆ ริมชายฝั่งตะวันออกของรัฐนอร์ทแคโรไลน่า เป็นหมู่บ้านที่คนไข้ของเขาอาศัยอยู่ ทนายของเขาไม่แนะนำให้เขาไปหาญาติคนไข้รายนี้ แต่ด้วยสาเหตุอะไรไม่รู้ “เขารู้สึกว่าเขาควรจะไป” เขาไปพักที่ “บ้านเช่าหลังเล็กๆ” ริมชายหาดหลังหนึ่ง ซึ่งในจังหวะนั้นเขาได้พบกับไดแอน เลนซึ่งแสดงเป็นหญิงลูกสองที่กำลังจะตัดสินใจหย่ากับสามี

วันหนึ่งเขาขับรถยนต์เพื่อไปพบกับสามีของผู้ตายที่บ้านในหมู่บ้าน แต่ลูกชายของผู้ตายไม่ยอมให้เขาพบกับคุณพ่อของเขาซึ่งเป็นสามีผู้ตาย ลูกชายของผู้ตายยังแสดงความโกรธและเกรี้ยวกราดกับเขาแบบรุนแรงจน ริชาร์ด เกียร์ต้องขับรถกลับมาที่พักโดยไม่ได้พบกับสามีของผู้ตาย

ฉากต่อมาสามีผู้ตายพร้อมลูกชายขับรถมาหาเขาที่บ้านพักริมชายหาด บรรยากาศน่ากลัวไม่น้อย เพราะการนำเสนอของฉากนี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเป็นไปได้ว่า ศัลยแพทย์ผู้นี้อาจจะถูกรุมทำร้ายด้วยความโกรธแค้นจากญาติของผู้ตาย แต่ก็มีไดแอน เลนอยู่ในฉากนี้ด้วย บรรยากาศขมึงตึงเครียดมากๆ เมื่อสามีผู้ตายก้าวเดินลงมาจากรถปิกอัพพร้อมลูกชายของเขาด้วยสีหน้าที่ดุดันมาก เขาตัดสินใจเดินลงจากบ้านพักเข้าไปพบกับญาติๆ ของผู้ตายที่ริมชายหาด

ริชาร์ด เกียร์เป็นฝ่ายเริ่มต้นด้วยการพยายามอธิบายถึงสาเหตุการตายของคนไข้ในเชิงวิชาการและพยายามบอกสามีคนไข้ว่าเขาได้ทำดีที่สุดแล้วในการดูแลคนไข้รายนี้ สีหน้าของสามีของผู้ตายยังคงขมึงตึงและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เมื่อริชาร์ดพูดจบแล้ว เขาเพียงถามริชาร์ดว่า “นัยน์ตาภรรยาผมสีอะไร?”

แต่ศัลยแพทย์ที่เชื่อว่าตัวเองดูแลคนไข้อย่างดีที่สุดแล้วจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า คนไข้ของเขามีนัยน์ตาสีอะไร จากนั้นสามีและลูกชายของผู้ตายเดินกลับไปที่รถและขับออกไปโดยไม่พูดอะไรอีก

ริชาร์ดหัวเสียกับการสนทนาครั้งนี้เป็นอย่างมาก เขารู้สึกว่าสามีผู้ตายไม่ยอมรับฟังคำอธิบายที่มีหลักการและเหตุผลของเขาเลย แต่ไดแอนบอกกับเขาว่า “ญาติผู้ตายไม่ได้ต้องการคำอธิบาย พวกเขาเพียงต้องการให้แพทย์รับรู้ว่าพวกเขามีความทุกข์อย่างไร

ริชาร์ดยิ่งหัวเสียกับคำพูดของไดแอนมาก อาจจะเป็นเพราะเขารู้สึกว่าไดแอนไปเข้าข้างญาติผู้ตาย อย่างไรก็ตามค่ำคืนนั้นมีพายุเข้า ด้วยเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้นบวกกับคำพูดของไดแอนได้ทำให้หัวใจของเขาเปิดออก

วันรุ่งขึ้น ริชาร์ดตัดสินใจไปหาสามีของผู้ตายที่บ้านอีกครั้ง ไดแอนขอติดตามไปด้วย ครั้งนี้เขาเดินเข้าไปในบ้านผู้ตายอย่างสงบ นิ่งและรับฟังเรื่องราวของผู้หญิงคนนี้จากสามีของเธอที่พูดถึงเรื่องราวต่างๆ ของเธอ เมื่อหัวใจของเขาเปิดออก ทำให้เขาสามารถรับรู้ความรู้สึกของผู้ชายคนหนึ่งที่สูญเสียภรรยาสุดที่รักของเขาไป

เมื่อหัวใจของเขาเปิดออก เขาไม่ใช่ศัลยแพทย์ที่ยิ่งใหญ่อีกต่อไปแต่เขาเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งที่นั่งฟังมนุษย์ธรรมดาอีกคนบอกเล่าความรู้สึกและความทุกข์ของเขา

สามีผู้ตายเพียงอยากรู้ว่า ในฐานะที่ริชาร์ดเป็นคนพิเศษ ไม่ใช่พิเศษเพราะความเป็นแพทย์ แต่พิเศษเพราะริชาร์ดเป็นคนสุดท้ายบนโลกใบนี้ที่ภรรยาของเขาพูดคุยด้วยก่อนจะเสียชีวิต เขาอยากรู้ว่าคำพูดสุดท้ายของภรรยาของเขาคืออะไร

เรื่องราวจบลงด้วยดีโดยที่ไม่มีการฟ้องร้อง เขายังได้ตัดสินใจเดินทางไปเอกวาดอร์เพื่อรับรู้ความรู้สึกกับลูกชายที่ไม่ได้คุยกับเขามาหลายปีแล้ว ซึ่งในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ

ริชาร์ดกลายไปเป็นคนใหม่ เมื่อหัวใจของเขาเปิดออก-เปิดออกรับความรู้สึก

แม้ว่าในความเป็นจริงเรื่องราวอาจจะไม่ได้สวยหรูเหมือนในนิยาย แต่เรื่องหนึ่งที่ออกจะเป็นความจริงมากๆ ในเรื่องนี้ก็คือ “การเปิดหัวใจออกมารับรู้ความรู้สึก”

มีตัวอย่างมากมายในชีวิตจริงๆ นะครับว่า “เมื่อหัวใจของเราเปิดออก” ความเจ็บปวดต่างๆ ก็ถูกเยียวยา

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งเคยเล่าให้ผมและทีมงานฟังถึงเรื่องราวที่มีผู้ป่วยเสียชีวิต ในเบื้องต้นนั้นญาติผู้ป่วยก็เตรียมจะฟ้องร้องกับทางโรงพยาบาล แต่ทางโรงพยาบาลก็พร้อมที่จะ “รับรู้ความรู้สึก” ต่างๆ ทั้งหมดจากญาติ ไม่อธิบายมากมายไม่แก้ตัวใดๆ แม้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะเป็นเหตุสุดวิสัย ช่วยเหลืองานศพอย่างดี ดูแลความรู้สึกของผู้เสียหายทุกด้านเท่าที่จะทำได้โดยไม่ทอดทิ้ง

เรื่องราวที่เกิดขึ้น “ไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด” แต่เป็นเรื่องของ “ความทุกข์ที่เกิดขึ้น” ว่าได้รับการ “ใส่ใจ” อย่างจริงใจหรือไม่

ผมคงไม่ได้เรียกร้องว่าให้แพทย์เข้าใจความรู้สึกของผู้เสียหายเมื่อเกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นมาแต่เพียงฝ่ายเดียวนะครับ ผู้ป่วยหรือผู้รับบริการเองก็น่าจะลองเปิดรับความรู้สึกของแพทย์และผู้ให้บริการไปพร้อมๆ กันด้วย

โปรดอย่าถามนะครับว่า “ถ้าฉันเปิดความรู้สึกของฉันแล้วเขาไม่ยอมเปิดละ จะทำอย่างไร?” เพราะถ้าถามแบบนี้ก็จะไม่ฝ่ายไหนยอมเริ่มต้นเสียที

และเพราะที่จุดนั้น เราต้องใช้ “ความไว้วางใจและความกล้าหาญอย่างสูงสุด” เท่านั้น เราเพียง “เปิดรับความรู้สึก” ที่เกิดขึ้นจริงๆ ให้ได้เท่านั้น เพราะที่เหลือก็ต้อง “สุดแล้วแต่ชะตากรรม” เป็นเรื่องที่เกินขอบเขตความสามารถและการควบคุมใดๆ ของเราจริงๆ

นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์

drwithan@hotmail.com

Author: phoenix
• Sunday, March 14th, 2010

การเรียนรู้ "กับ"ธรรมชาติ

เป็นตอนต่อจาก "การเรียนรู้โดย /อย่าง/กับ ธรรมชาติ" ที่ได้มาตอนไปประชุม HA Forum ครั้งที่ 11 ที่ผ่านมา

ในเมื่องานที่เราทำนั้น เป็นงานที่ทำกับ "มนุษย์" เป็นหลัก มากกว่างานในสาขาอื่นๆ ความละเอียด อ่อน และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เป็นอะไรที่ "มีชีวิต" นั่นคือสามารถ evolve หรือ "วิวัฒน์" ได้ และเป็น "องค์รวม" นั่นคือ ผลลัพธ์มากกว่าผลรวมของส่วนย่อย เนื่องจากมันจะมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอกอย่างซับซ้อนตลอดเวลา model ที่อาจจะ work ดี ในบริบท business model หรือการบริหารจัดการวัตถุอุปกรณ์ จะต้องขยายมุมมองและมุมการรับรู้คู่ขนานไปให้เท่าทันกับชีิิวิตให้ได้ด้วย

อาจารย์ประพนธ์เปรียบเทียบน่าฟังในเรื่องราวที่เกี่ยวกับขงจื๊อ และเหล่าจื๊อ สองปรมาจารย์ที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมจีนที่ปัจจุบันมีประชากรถึงหนึ่งในสี่ ของโลกนี้ ขงจื๊อนั้นมี "มาตรฐาน" เยอะ ขนบธรรมเนียม ประเพณี code of conducts การเคารพผู้ใหญ่ การเชื่อฟังครูหรือผู้รู้ ฯลฯ ต่างๆ เป็นหลัก เป็นรากฐานลึกล้ำยั่งยืนจวบจนปัจจุบันนี้ในหลายๆประเทศที่มีชาวจีนอาศัยอยู่ ส่วนเหล่าจื๊อ ผู้เป็นต้นตำหรับเขียนตำราเต๋าเต็กเก็ง หรือเต๋าเต๋อจิง ก็จะออกไปทางลัทธิธรรมชาติ กลมกลืนชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เปรียบได้กับหยางกับหยินก็ได้ ใน HA ช่วงแรกๆ ที่นำเข้า เพื่อให้มีอะไรให้ "เกาะ" เราก็อาศัยมาตรฐานเยอะหน่อย เพราะมีเรื่องมาตรฐานแล้ว จะสื่อง่าย สอนง่าย ถ่ายทอดง่ายต่อคนเยอะๆ จนพอเริ่มคุ้นชิน ก็มี SHA เข้ามาจับกับ HA และ SPA เป็นเหมือนกับหยินมาสมดุลกับหยาง

เรื่องธรรมชาติที่พวกเราในวงการ บริการสุขภาพต้่องเรียนก็คือ "ธรรมชาติของมนุษย์" ซึ่งที่จริงแล้ว เราก็ไม่บังควรแบ่งแยกระหว่างธรรมชาติของมนุษย์และธรรมชาติของสิ่งแวดล้อม (หรือ "อมนุษย์") แต่ควรจะเรียนจนเห็นความกลมกลืน ความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของสรรพสิ่งต่างๆ

ยกตัวอย่างเช่น "การทำโรงพยาบาลเปรียบเสมือนบ้าน" ถ้าใช้มาตรฐานจับ เราก็จะไปค้นหาว่าบ้านต้องมีอะไรเป็นบ้าน บางทีก็จะมีปัญหาแล้วจะหาญาติที่ไหนมาประกอบเป็นครอบครัว แต่พอเอา "หัวใจของบ้าน" เข้ามาจับ จะพบว่าคำว่าบ้านนั้น ไม่ได้เป็นแค่ปัญญาฐานกายอย่างเดียว หรือเน้นว่า function ของบ้านคือที่อยู่อาศัย ที่ซุกหัวนอนอย่างเดียว แต่มีความหมายทีี่ลึกซึ้่ง นั่นคือ House is not the same as "Home" นั่นเอง จะต้องมีส่วนของปัญญาฐานใจ และปัญญาฐานความคิดที่ให้ความหมายจำเพาะของบ้านได้ด้วย ก็จะเกิดจินตนาการขึ้นมาทันที

more…

Author: phoenix
• Sunday, March 14th, 2010

การเรียนรู้โดย/อย่าง/กับ "ธรรมชาติ"

บทความนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากการเข้าฟัง session ถอดความรู้ SHA โดยอาจารย์เอก และหนานเกียรติ ณ ห้อง SHA ชั้นล่าง ซึ่งพบบรรดาญาติมิตร gotoknow มาฟังกันเนืองแน่นอบอุ่น

สิ่งหนึ่งที่จะการันตีการพัฒนาอย่างยืดหยุ่นและยั่งยืนก็คือการทำองค์กร เป็นองค์กรที่มีชีวิต และคุณลักษณะสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิต (ชั้นสูง) ก็คือ "การเรียนรู้"

การเรียนรู้ก็ไม่ได้การันตีว่าจะยั่งยืนไปหมด การเรียนรู้ที่แท้จริง ต้องเป็นการเรียนรู้เพื่อประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติโดยรวม (ซึ่งหมายถึงจะต้องเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อองค์รวม อากาศ น้ำ แผ่นดินไปด้วย) การเรียนรู้ที่แท้ก็คือการสังเกต สังเกต สังเกต กฏที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือกฏแห่งธรรมชาติทั้งปวง ไม่ใช่เรียนรู้กฏที่มนุษย์เองใช้อุปาทาน ใช้เวทนา สัญญาทั้งหลายสรรค์สร้างมาทีหลังให้กลายเป็นเกราะ เป็นกรอบ เป็นฝาชีครอบจิตใหญ่เอาไว้ กระดิกกระเดี้ยอะไรไม่ได้

ผมได้มีโอกาสขึ้นเวทีสนทนากับอาจารย์โกศลและอาจารย์โกเมธ ในเรื่องสิ่งแวดล้อมโรงพยาบาลเพื่อการเยียวยา (จำชื่อ session ไม่ได้แล้ว แต่อะไรทำนองนี้) แต่เดิมผมฟังท่านอาจารย์ทั้งสองตอนไปเดินสาย SHA ด้วยกันมาสี่ภาค ก็รู้สึกอิ่มเอมเปรมปิติปัทสัทธิอยู่แล้ว พออาจารย์อนุวัฒน์ท่านกรุณาให้ผมมาร่วม jam ด้วย ก็ดีใจ มีอะไรจะถามไถ่พูดคุยจะได้ทำกันตรงนั้นไปซะเลย ผมเรียนท่านอาจารย์โกเมธไปว่า ผมไม่มี slides หรือ powerpoint อะไรเลย ขอสะท้อนและแสดงความเห็นอย่างเดียว เรียกว่ามายังไงก็ไปยังงั้น (ฮึ ฮึ มาทราบทีหลังจากสายสืบ บอกว่ามีคนบ่นว่า session นี้จดไม่ได้เลย มันพูดอะไรกันอยู่สามคนก็ไม่รู้ อิ อิ นับว่าบรรลุวัตถุประสงค์ คือความรู้ซึมลงไปแบบเต๋า เพราะอาจารย์ประพนธ์ ผาสุขยืดบอกว่า เต๋าที่แท้ (อมตะ) นั้นไม่สามารถบรรยาย พรรณนาเป็นคำพูดได้!!!)

more…

Author: phoenix
• Sunday, March 14th, 2010

ยืดหยุ่น ยั่งยืน กระบวนทัศน์เปิดโลก

ตอนนี้ใครๆใน gotoknow (ที่ผมรู้จัก) หลายๆคนก็เขียนเรื่องเล่าเกี่ยวกับงานประชุมสัมมนา HA Forum ครั้งที่ 11 ที่จัดไป ณ ศูนย์ประชุม IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 10-12 มีนาคมที่ผ่านไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทั้งวิทยากร และผู้เข้าร่วมหลายๆคนเป็นสมาชิกขาประจำของ gotoknow ก็เลยมีทั้งหน้าที่และหน้าม้า (อิ อิ) ที่ดึงคนเหล่านี้ (พวกช่างเขียนทั้งหลาย) มาเจอะเจอกัน นัยว่าในหน้าที่บ้าง ฉวยโอกาสบ้าง ผมเองเลยขอ "ด้วยคน" เพราะงานนี้ ไปทีไร ก็มีอะไรเปิดโลกทรรศน์กลับมาเป็นคนใหม่ ยกเครื่องใหม่ ปีนี้ก็ไม่เป็นข้อยกเว้น และเป็นการจัด theme ที่กล้าหาญชาญชัยฉีกแนวเดิมอย่่างมาก ไม่เพียงเพราะจำนวนหััวข้อที่ขยายออกเป็น 16 ห้องคู่ขนาน แต่ยังมีเรื่องราวของ SHA เรื่องราวของธรรมะ เรื่องราวของจิตใหญ่ นำมาฉาย นำมาแลกเปลี่ยนใน main hall หลายต่อหลายเรื่อง แต่เดิมเรื่องเหล่านี้จะแอบๆอยู่ (ในห้องเล็กๆ เพราะเกรงว่าจะดูโหรงเหรง) แต่งานนี้เรียกว่่า "ธรรมะผงาด ยุรยาตรเป็นทัพนำ" เลยทีเดียว และยังมีหลายๆ sessions ที่ท่านอาจารย์อนุวัฒน์ และแม่ต้อย เชิญเสียงสะท้่อนจากบุคคลนอกวงการสาธารณสุข มาให้มุมมองให้ครบ 360 องศา เราจะได้ไม่งมงายมะงุมมะงาหราอยู่แต่เฉพาะมุมเดิมๆของพวกเดียวกัน ทำให้รสชาติของงานนี้จัดจ้าน แซ่บ กลมกล่อม อย่างย่ิง

เนื่องจากมีคนฉายเป็น shot เป็น session ไปเยอะแล้วจาก bloggers ของเรา ผมจะขอสะท้อนแบบบูรณาการ (คือคิดอะไรก็เขียน) ว่าเกิดอะไรขึ้นในใจ และเห็นอะไรบ้าง

more…

Author: kijja
• Wednesday, March 10th, 2010

สองสามวันก่อน ห้องของลูกสาวผมเป็นเจ้าภาพงานทำบุญที่โรงเรียน ภรรยาผมได้จัดสิ่งของใส่บาตรไว้ และถามว่าจะใส่บาตรให้พระกี่องค์ ลูกสาวจึงตอบแก้ให้แม่ของเธอว่า “พระภิกษุเขานับเป็นรูปต่างหากละแม่” ผมไม่รู้ว่าเหตุใดจึงเรียกพระภิกษุเป็นรูป แต่สิ่งนี้สะดุดใจผมมากเป็นพิเศษ คำว่า “รูป” แสดงให้เห็นว่ามี “นาม” ในสิ่งนั้นด้วย เมื่อผมคิดถึงความเป็นพระสงฆ์ อันเป็นองค์กรที่มีมายาวนานตั้งแต่พุทธกาลมาถึงทุกวันนี้ สิ่งยังสืบเนื่องต่อมาเป็น “รูป” ของสังฆะที่เราสัมผัสได้ ส่วนที่เป็น “นาม” ของสังฆะคือ wholeness ของคำสอนของศาสนาพุทธ การคิดอย่างนี้ทำให้ผมเข้าใจ (อาจเป็นการเข้าใจที่ไม่ถูกก็ได้นะครับ) ว่า พิธีกรรมทางศาสนาอย่างการใช้ตาลปัตรปิดหน้าของพระเวลาสวด เพื่อให้เราละวางความยึดติดกับ “รูป” ของสังฆะ แต่ให้ฟังธรรมะที่แสดงโดยสังฆะโดยผ่าน “รูป” ของภิกษุเหล่านั้ ความเข้าใจนี้ยังรวมไปถึงการทำสังฆทาน หากเราทำโดยไม่เจาะจงแล้วอานิสงค์จึงเป็นการได้เข้าถึงความเป็น wholeness ของศาสนา ไม่ใช่การให้และรับระหว่าง “รูป” คนในตัวเรา กับ “รูป” คนที่เป็นภิกษุ

เรืองการตีความพระรัตนตรัยใหม่นี้เป็นเรื่องที่อาจนำมาซึ่งความเห็นแย้งได้ แต่ผมคิดว่า การที่เรายึดถือสิ่งใดเป็นสรณะแล้ว สิ่งนั้นต้องเป็นที่พึ่งให้แก่เราได้อย่างแท้จริง ดังนั้น การยึดพระพุทธเป็นสรณะก็ไม่ได้หมายความแต่พระพุทธองค์ซึ่งปรินิพานไปกว่าสองพันห้าร้อยปี หากแต่เป็นความสามารถในการได้มองเห็นโลกและจักรวาลตามความเป็นจริงที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบและเป็นศักยภาพที่พวกเราสามารถพัฒนาได้ เรายึดถือพระพุทธเป็นสรณะเพราะเราสามารถพึ่งการมองเห็นตามความเป็นจริงเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์อันเกิดจากอวิชชา เราพึ่งพระพุทธเจ้าได้เพราะพระองค์ให้ความหวังต่อเราที่จะประสบความสำเร็จจากการดำเนินตามพระธรรมคำสอนของท่าน การศรัทธาในพระพุทธเจ้าอยู่ไกลพ้นไปจากเหตุผลที่เรารู้จัก และไกลพ้นไปจากความงมงาย เป็นทางแยกของการเลือกจะกอดความทุกข์อยู่หรือปล่อยวางลง (แต่ก็ำไม่ใช่การผลักไส)

กลับมาที่สังฆะกับ wholeness อีกครั้ง ไม่ใช่ว่าพระสงฆ์ทุกท่านจะเหมือนกันไปหมด แต่ wholeness นั้นสามารถครอบความแตกต่างไว้ได้ และไม่กีดกันความแตกต่างกันอีกด้วย wholeness นั้นแตกต่างกับความเหมือนกัน เหมือนกับแพทย์ที่มีทั้งความเป็นเฉพาะบุคคลและความเป็นแพทย์ที่มีภารกิจในการเยียวยารักษาผู้ป่วย แพทย์แต่ละคนมีความชำนาญแตกต่างกันออกไป เราคงไม่อยากให้ทุกคนเป็นเหมือนกันไปหมด รักษาหายได้เท่ากันไปหมด และจะดีมากหากมีใครที่สามารถรักษาผู้ป่วยได้ดีขึ้น จะเป็นการเพิ่มความรุ่มรวยให้กับ wholeness ของวิชาชีพแพทย์ เพราะในไม่ช้าแพทย์คนอื่นๆก็จะสามารถใช้วิธีการรักษาที่ดีขึ้นอย่างเดียวกันได้

ประเด็นเรื่อง whole ไม่ใช่ผลรวมของ parts นี้เป็น paradox ที่ยากจะยอมรับกัน ความเป็นหน่วยหนึ่งใน whole เป็นสมาชิกในชุมชนหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าการรวมกันของแต่ละคนทำให้เกิดชุมชนนั้นขึ้น สังฆะไม่ได้เกิดจากพระสงฆ์ทุกรูป รวมไปถึงทั้งในอดีต และอนาคต แต่เป็นการดำรงอยู่ของ “นาม”(หรือคุณค่า) หนึ่ง ที่ผ่าน “รูป” แม้แต่องค์กรใดๆก็เช่นกัน เป็นการที่คุณค่าหนึ่งได้งอกงามให้ประจักษ์ต่อโลกขึ้นมาผ่านสมาชิกในองค์กร ผมคิดว่าภาพที่ใกล้เคียงกันคือ การเคลื่อนที่ของเสียงผ่านอากาศเป็นตัวกลาง “นาม” หรือคุณค่าของ wholeness ได้เคลื่อนที่ผ่าน “รูป” ที่เป็นอากาศทำให้เกิดเสียงที่เราได้ยินขึ้น

และเช่นเดียวกับคลื่นเสียงที่ค่อยๆแผ่วเบาลงตามระยะทาง รวมถึงหากถูกขวางกั้นด้วยกำแพงแล้วก็ไม่สามารถผ่านไปได้ การดำรงอยู่ขององค์กรใดๆ ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่าง “รูป” หรือสมาชิกขององค์กรนั้นๆว่ามีความต่อเนื่องหรือไม่ การจัดการความสัมพันธ์ให้แต่ละคนได้เติมความรุ่มรวยให้กับ wholeness นี้อย่างปราศจากกำแพงขวางกั้นจึงจะทำให้การดำรงอยู่ขององค์กรยั่งยืน ตรงนี้มี paradox อีกประการหนึ่ง คือ กฎพื้นฐาน แทนที่จะเป็นกำแพง กลับเป็นภาชนะที่ประคองให้สมาชิกอยู่ร่วมกันได้ เช่นเดียวกับศีลคือภาชนะที่โอบอุ้มพระสงฆ์ให้ดำรงความเป็นสังฆะอยู่ และเช่นเดียวกันหากปราศจากแรงดึงดูดของโลกแล้ว คงไม่มีอากาศให้คลื่นเสียงผ่านไปได้เช่นกัน

การนำเสนอภาพของคลื่นที่ผ่านตัวกลางนี้อาจทำให้เราเข้าใจว่าตัวเราเป็นเีพียงตัวกลางให้คุณค่าต่างไหลผ่านไปเท่านั้น ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรใหม่ขึ้นมาเลย ที่จริงไม่ใช่เป็นเช่นนั้น การดำรงอยู่ของ wholeness ใดๆ ล้วนเกิดจากการกระทำของ parts ที่สั่นไหว ยิ่งโมเลกุลของอากาศสั่นไหวแรงเท่าใดก็ยิ่งทำให้คลื่นเสียงมีพลังมากขึ้น การสั่นไหวด้วยความแรงที่ต่างกัน ด้วยความถี่ที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดเป็นเสียงดนตรีที่ไพเราะ และไม่เพียงเท่านั้น ทุก parts ที่สั่นไหวตามกฎพื้นฐานสามารถเติมความรุ่มรวยให้กับเสียงดนตรีนี้ การดำรงอยู่ใน wholeness คือความเต็มใจที่จะเปล่งเสียงในตัวเองอย่างเต็มที่ในขณะที่รับเสียงของผู้อื่นเข้ามารวมในบทเพลงของพวกเราทุกคน