Archive for ◊ January, 2010 ◊

Author: phoenix
• Friday, January 29th, 2010

Whisper of the Heart

อีก Animation หนึ่งจาก Studio Ghibli เนื้อเรื่องโดย อ.เอโออิ ฮิอิราจิ และการวาดอันเลื่องชื่อของ อ.ฮายาโอะ มิยาซากิ ผู้สร้างสรรค์ Spirited Away และทีม เรื่องนี้กำกับโดย อ.โยชิฟูมิ คอนโดะ และ Disney team ทำบรรยายภาษาอังกฤษทั้งหมด

Synopsis:

ชิซูกุ เด็ก สาวช่างฝันและอ่อนไหวในอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น ทว่าลืมสำรวจความฝัน ความรู้สึกของตนเอง ใช้ชีิวิตอย่างสนุกสนานวัยเรียน ตื่นเต้นไปกับเรื่องราวความรักของเด็กวัยรุ่นของเพื่อนสนิท ชิซูกุวันๆจะจมลงไปในหนังสือเรื่องราวต่างๆ จนมาสังเกตเห็นชื่อคนๆหนึ่งที่ยืมหนังสือเล่มเดียวกับเธอเกือบทุกเล่ม กลายเป็นปริศนาลึกลับในหัวใจของสาวน้อย และแล้ววันหนึ่งเจ้าแมวเหมียวหน้าตาลึกลับที่โดยสารรถไฟไปด้วยกันได้นำพาไป เจอร้านขายของเก่าร้านหนึ่ง ชีวิตของชิซูกุจึงได้ประสบพบกับ เซจิ อามาซาวา เด็กหนุ่ม trainee ประกอบไวโอลิน ที่ต้องการอยากจะเป็นนักประกอบไวโอลินอาชีพอย่างมาก จนต้องการออกจากโรงเรียนไปค้นหาว่าตนเองสามารถทำอย่างที่ฝันได้หรือไม่ เมื่อนั้นเองที่หัวใจของชิซูกุได้ค้นพบมิติใหม่ในการให้ความหมายกับความฝัน ของตน

animation ของ อ.ฮายาโอะ มิยาซากิ มีเสน่ห์เฉพาะตัว ตอนที่ทีมดิสนีย์นำเอาเรื่อง Spirited Away ของอ.ฮายาโอะมาเพื่อขอทำภาคภาษาอังกฤษ ก็ทึ่งเมื่อทราบว่า อ.ฮายาโอะ เป็นผู้ออกแบบทั้ง story board, character designs และวาดรูปเอง ตัดต่อเอง เกือบทั้งหมด ซึ่งเวลาดิสนีย์ทำ animation จะมีแผนกแยกเป็นส่วนๆทั้งหมดแล้วนำมารวมกันทีหลัง ดังนั้น animation ของ อ.ฮายาโอะ จะเรียกได้ว่าแฝงไว้ด้วยบุคลิก personality ที่เป็นเอกลักษณ์ของท่านมาอย่างชัดเจน

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า อ.ฮายาโอะ จะมี "อะไร" กับฉากบินไปในท้องฟ้ามากๆ ทั้งในเรื่อง Spirited Away เอง เรื่องนี้ เรื่อง Nausicaa etc ทุกเรื่องจะมีฉากที่ตัวละครเหินบินไปด้วยวิธีต่างๆ สีสันของท้องฟ้า ป่าเขาลำเนาไพร และการเคลื่อนที่แบบสามมิติพาคนดูฝ่าเมฆ ระยอดไม้ ผ่านหุบเขาไปอย่างตื่นตาตื่นใจ

more…

Author: phoenix
• Friday, January 29th, 2010

Grave of Fireflies สุสานหิ่งห้อย

ช่วงนี้ผมชมภาพยนต์ animation ของค่าย Studio Ghibli ต่อเนื่องกันหลายเรื่องเพราะติดใจตั้งแต่ได้ชม Spirited Away (เรื่องนี้ต้องเขียนต่างหากอีกตอน) เพื่อนผมก็เลยแนะนำเรื่องนี้มา แต่เป็นของค่าย Adv Studio คือ Grave of the Fireflies หรือชื่อไทยว่าสุสานหิ่งห้อย ทำมาตั้งนานแล้วครับ ตั้งแต่ 1988

หมอวรวุฒิ (ผอ.รพ.สันทราย) บอกว่าดูเรื่องนี้มาแต่เด็กๆ จำได้อย่างเดียวว่าเศร้ามาก จนไม่สามารถทำใจดูซ้ำได้อีกเลย (แกพยายามจะบอกเป็นนัยว่าแกเป็นคน sensitive อ่อนไหวน่ะครับ work บ้าง ไม่ work บ้าง) เนื่องจากตอนนี้เพราะอะไรไม่ทราบ ผมกำลังชอบดูหนังที่ทำให้นำ้ตาไหลพราก (ล่าสุดก็ Departures) ก็เลยสั่งซื้อมาจาก Amazon

ตอน หลังเนี่ย ค่าย Disney เขาไปเอาหนังจาก Studio Ghibli มาทำเสียงภาษาอังกฤษหลาย titles มาก และทำอย่างประณีต เรียกว่าวัดเสียง วัดริมฝีปากเลยทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้น ยังเชิญ Director ต้นตำรับมาให้คำปรึกษา ขอความหมายที่แท้จริง เพราะมันจะมีเรื่องวัฒนธรรมเยอะมาก เนื้อหาที่แปลออกมาจึงมีคุณภาพสูง ไม่ใช่เพราะผมดัดจริตไม่ซื้อ version ภาษาไทยมาดูหรอกนะครับ แต่เรื่องพวกนี้ การแปลจากภาษาหนึ่งไปอีกภาษาหนึ่ง เป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนมากๆ

เพราะวรวุฒิขู่ไว้เยอะ เลยเอามาดองไว้นานหน่อย นัยว่าหลบลูกสาว เพราะปกติถ้าผมนั่งดูการ์ตูน จะมีเด็กๆมาปีนป่ายมากองอยู่บนพุงบ้าง เหน็บสีข้างบ้าง ให้พากษ์ให้ (เพราะผมดูภาษาอังกฤษ) ที่น่าสนใจก็คือ หลายๆเรื่อง เด็กๆแค่ดูภาพ ปรากฏว่าเข้าใจเนื่อเรื่องได้เลย เช่น Nausicaa of the Valley of the Wind ทั้งๆที่ค่อนข้างจะ abstract มากทีเดียว หรืออย่างเรื่อง Whisper of the Heart ก็ in กันใหญ่ (อันนี้สงสัยเพราะเป็นรักแรกวัยรุ่น เด็กเลย take เร็วก็เป็นได้) เนื่องจากเรื่องนี้ reputation น่ากลัวมาก เดี๋ยวเด็กเห็นพ่อร้องไห้สะอึกสะอื้นจะตกใจ ฮึ ฮึ

more…

Author: kijja
• Sunday, January 17th, 2010

"If you can’t get out of it , get into it."

Paker J. Palmer

ชีวิตมีทั้งความสวยงาม และความโหดร้าย ในเทศกาลแห่งความสุขกลับมีผู้คนล้มตายจากอุบัติเหตุมากมาย ความสูญเสียที่ถูกลดทอนลงให้เหลือเพียงแค่สถิติสำหรับผู้บริหาร คนจำนวนมากยังคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ผู้ที่บาดเจ็บเสียชีวิตเป็นเพราะพฤติกรรมส่วนตัวของพวกเขาเอง หากไม่ดื่ม สวมหมวกนิรภัย ก็คงไม่เกิดอุบัติเหตุ หรือเมื่อเกิดแล้วก็ไม่รุนแรง นั่นเป็นความจริงส่วนหนึ่ง เมื่อคืนที่ผมขับรถกลับบ้าน จากการใช้สายตาประเมินคร่าวๆ จำนวนคนขับรถจักรยานยนต์ที่สวมหมวกนิรภัยบนท้องถนนมีไม่ถึงยี่สิบเปอร์เซนต์ความสูญเสียจากอุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องความรับผิดชอบส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่สังคมที่ยอมให้มันเกิดขึ้นต่างหากที่ควรทบทวนตัวเอง ที่ผ่านมาเราแก้ไขเพียงทำให้ผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้นกลายเป็นสมาชิกที่ถูกสังคมตัดทิ้งเพราะพฤติกรรมของเขาได้รับการเตือนจากป้ายผ้าบนถนน และสื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐแล้วว่าไม่ปลอดภัย แต่เขาเลือกที่จะฝ่าฝืนเอง ผมจึงอยากตั้งคำถามว่า เราทำได้แค่นี้เองหรือ

คำว่า "แค่นี้เองหรือ" เป็นคำถามต่อผมด้วยเช่นกัน ในระดับสังคมผมก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย เราใส่ใจต่อเรื่องอุบัติเหตุก็ต่อเมื่อถึงวาระเทศกาล หรือในกรณีที่ญาติมิตรคนรู้จักได้ประสบเหตุ มีเหตุการณ์บางอย่างซึ่งสัมพันธ์กับความสูญเสียทำให้ผมต้องกลับมาทบทวนความสัมพันธ์ของตนเองกับผู้คนและหน้าที่รับผิดชอบใหม่ เรามักถือเอาปีใหม่เป็นวาระของการทบทวนตนเอง แต่สำหรับปีใหม่นี้ผมได้รับบทเรียนที่รับมือได้ยากของการใช้ชีวิต ด้วยคำถามนี้ผลักให้ผมเผชิญกับหล่มลึกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ผมคงไม่เล่าเรื่องราวในรายละเอียด แต่จะขอแบ่งปันบทเรียนการได้เผชิญหน้ากับหล่มลึกของจิตวิญญาณ ผลพวงของการรับแรงกระแทกสู่อัตตา กระเทาะเปลือกนอกที่ห่อหุ้มหัวใจออกเหมือนกับงูที่ลอกคราบออกมาใหม่ ซึ่งเป็นทั้งโอกาสให้เติบโตและสภาวะที่อ่อนแอง่ายต่อการบาดเจ็บ

เมื่ออัตตาถูกกระแทก ไม่ว่าจากความสงสัยในคุณค่าที่ยึดถือ จากความผิดหวังของตนเอง และผู้คนรอบข้าง มันง่ายที่จะพยายามกลบเกลื่อนด้วยความไม่รับรู้ หรือใช้ข้อแก้ตัว ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการซุกขยะไว้ใต้พรม ในไม่ช้ามันก็จะถูกไล่ล่าจากความสงสัยในตัวของมันเอง ตัวเราเหมือนกับนักโทษที่ถูกลงทัณฑ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะทั้งความผิดที่กระทำและความพยายามกลบเกลื่อนหลบหนี

ท่านอาจารย์กัณหาเทศนาไว้ในเรื่องของการรับมือกับคนที่เราไม่ชอบใจว่า อย่าหลบหน้าเขา พูดกับเขาด้วยความเมตตา และพูดถึงเขาในสิ่งที่ดี อย่าไปนินทาเขาให้ผู้อื่นฟัง ทำไปบ่อยๆ แล้วความขัดใจกันก็จะคลายลงได้ ผมคิดว่าแม้คนที่เราไม่ชอบหน้าคือตัวเราเองก็สามารถใช้ธรรมะของท่านได้ เมื่อเราสงสัยในตัวเอง ไม่ชอบใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตเรา การหลบหน้าตัวเองยิ่งทำให้เหตุการณ์แย่ลงไปใหญ่ สิ่งที่ผมเผชิญผ่านมาได้เพราะยอมรับความทุกข์ของทั้งตนเองและผู้อื่น รับฟังกันและกันในความทุกข์ของกันและกัน

การรับฟังโดยถอดเปลือกของการปกป้องตัวตน สิ่งที่ทั้งตัวเราและผู้อื่นพูดออกมา แม้จะฟังเหมือนคำตำหนิ ตัดพ้อ แต่เมื่อเราไม่ตั้งธงว่าจะต้องปกป้องอัตตาแล้ว สิ่งที่ได้ยินกลับเป็นความทุกข์ และความเห็นอกเห็นใจ ช่วยเยียวยาความทุกข์ของกันและกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่มีใครช่วยให้เราผ่านพ้นความทุกข์ได้นอกจากการเผชิญหน้ากับมันด้วยตัวเอง รับฟังเสียงของความทุกข์นั้นด้วยใจ ถอดเกราะที่ปกป้องออก ยอมเสี่ยงกับการสลายซึ่งอัตตา

การเสี่ยงนี้คุ้มค่าไหม เมื่อทบทวนดูแล้ว ดูเหมือนบทเรียนจะถูกส่งมาก่อนหน้านี้หลายครั้ง เพียงแต่ผมไม่เคยให้ความสนใจ เมื่อชีวิตถูกยื่นคำขาดให้เผชิญหน้า เราไม่อาจปฏิเสธได้นอกจากผ่านเข้าสู่บทเรียนนี้จนตลอดทาง หนามแหลมที่ทิ่มแทงจนเปลือกของอัตตาขาดวิ่น จนกว่าแสงสว่างจะผ่านเข้ามาได้ เปิดให้เห็นพื้นที่ของจิตวิญญาณที่เคยถูกเงามืดของอัตตาปกคลุม มองเห็นในรายละเอียดที่เราเคยละเลยมานาน ทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่มีความประณีต มีความงาม อ่อนไหว และอ่อนโยนมากขึ้น

แน่นอนว่านี่คงไม่ใช่บทเรียนสุดท้าย แต่การเผชิญหน้ากับมันได้ทิ้งอะไรบางอย่างไว้ นั่นคือความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับบทเรียนต่อๆไป กล้าที่จะให้และรับ ไม่มีประโยชน์ที่จะมัวผลัดวันประกันพรุ่ง มีวิริยะให้กับสิ่งที่เราเห็นสมควรกระทำในวันนี้ และนี่คงเป็นวิธีการรับมือกับอนาคตได้ดีกว่ามัวนั่งวางแผนชีวิตไปวันๆโดยไม่ทำอะไรใหม่เลย

Author: phoenix
• Wednesday, January 06th, 2010

พระตำหนักสมเด็จย่า ดอยตุง

กาแลสลักเสลาอย่างประณีต งดงามนัก

นางแบบเปี๊ยกเมื่อยซะแล้ว อุ้ม แม่่ อุ้ม

มา พ่ออุ้มบ้าง… ไหงทำหน้างั้นละยะ

ระเบียงด้านหลังพระตำหนักแม่ฟ้าหลวง (เขาห้ามถ่ายเข้า ต้องถ่ายออกอย่างเดียว)

 

 

ทิวทัศน์สุดยอด ระเบียงหน้า

 

ปวดฉี่อ่ะ ห้องน้ำอยู่ไหน ป้ายอะไรเยอะจังเยย!!!

Author: phoenix
• Wednesday, January 06th, 2010

สวนรุกขชาติ โครงการแม่ฟ้าหลวง ดอยตุง

ป้ายบอกไปทางนี้ เดี๋ยวแม่จะพาไปอีกทางนึงจ้ะ (พวก anti-map ตัวแม่มาเอง)

เห็นไหมๆ ไม่มีคนเลย

 

นางไม้ (หลงสวน)

นายไม้ (มีนางไม้ ก็ต้องมีนายไม้สิ ทำงง)

นักแสดงเป็ดออกมาตามบทอย่างซื่อสัตย์

ACTION!!!

 

สองนางแบบ ประจำสถานีรบ!!

ART ตัวแม่มาเอง อิ อิ

 

 

สาวๆย่อมคู่กับดอกไม้

 

Author: phoenix
• Wednesday, January 06th, 2010

เทศกาลชิมชา ดอยแม่สะลอง

ไร่ชา 101 ดอยแม่สะลองครับ เข้าชมฟรี มีชาจิบ

มหึมาอลังการ กว่าจะเด็ดยอดชาหมดนี่ คงนานเหมือนกัน

สาวเด็ดชานี่ หน้าตาคุ้นๆแฮะ

เอ๊ะ เธอเดินมาหา

เอ๊ะ เธอมองสบตา…

แล้วเธอก็ถามว่า…

สุขาอยู่หนใด :)

วิ่งโลด

  

เก็บชาแบบรื่นเริงฮ่ะ

แต่ที่สุดยอดของที่นี่

ต้องป้ายนี้!!! อ่านแล้วอึ้งไปชั่วขณะ!!

Author: phoenix
• Wednesday, January 06th, 2010

มหกรรมดอกไม้งาม เจียงฮายเจ๊า

ลานทิวลิป อยู่หน้างานเลยทีเดียว

close-up เข้าไปหน่อย

 

คุณแม่กับลูกๆ (รูปไหนเอ่ย อิ อิ)

เฉลย (ต้องรีบหน่อย หึ หึ)

ดีขึ้น ไม่มีคนมายืนบังดอกไม้ อิ อิ

มุม favorite ของเด็กๆครับ บนสะพาน

ยืนไม่สะใจ ต้องนั่งเลย

แวว presenters show แต่เล็กๆ

เมื่อยแล้วเหรอจ๊ะเด็กๆ เดี๋ยวๆไปนั่งรถกัน

เตรียมตัว ออกรถได้

ดูคุณแม่แล้ว สงสัยใครกันแน่ที่อยากนั่งรถ ออกนอกหน้าเชียวนะเธอ

Author: phoenix
• Wednesday, January 06th, 2010

แอ่วบ่อสร้าง น้ำพุร้อน เชียงใหม่เจ๊า

ต้มไข่ในบ่อน่้ำพุร้อน (คนต้มทำหน้าเหมือนกลัวไข่จะสุก!!!)

Author: drwithan
• Monday, January 04th, 2010

ผมเชื่อว่า บทความชิ้นนี้น่าจะเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับท่านผู้อ่านได้เป็นอย่างดีนะครับ เพราะเราจะสามารถใช้ โอกาสพิเศษ คือ ปีใหม่ ๒๕๕๓ นี้ ทำอะไร ใหม่ๆ ให้กับตัวของเราเองได้เป็นอย่างดี

ปีใหม่ สำหรับตัวผมแล้ว ผมรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาพิเศษที่ดีมากๆ ในการที่เราจะได้ทบทวนตัวเอง และได้ตั้งคำถามกับตัวเราเองว่า ในปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง-และในปีต่อไปข้างหน้านี้ เราอยากจะมีอะไรหรือทำอะไรที่ ใหม่ๆ และแตกต่างไปจาก เดิมๆ กันบ้าง

ความคิดใหม่ๆ ความรู้สึกใหม่ๆ และ พฤติกรรมใหม่ๆ สำหรับตัวเราเองควรเป็นอย่างไรบ้าง?

สำหรับตัวผมเองนั้น มีความคิดใหม่กิจกรรมใหม่ๆ เยอะแยะมากมายทีเดียว เรื่องหนึ่งที่ผมตั้งใจจะทำในปีใหม่ ๒๕๕๓ นี้ก็คือ ผมจะ สะสมความสุข ให้กับตัวเอง-ให้ชัดเจนและให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ผมพบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสมองที่พบว่า

ในแต่ละวันนั้น มนุษย์คิดเยอะมาก โดยเฉลี่ยก็คือ พวกเราแต่ละคนมีเรื่องที่คิดผ่านหัวสมองของเราวันละ ๔๕,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ เรื่อง ในช่วงเวลาที่เราตื่น นั่นหมายความว่า ในแต่ละนาทีจะมี ความคิดไหลผ่านหัวสมอง ของเราหลายสิบเรื่องเลยทีเดียว

ปัญหาก็คือว่า ๙๕% ของความคิดเหล่านี้ เป็น ความคิดเก่าๆ ที่ ซ้ำๆ ซากๆ

เป็นความคิดที่เราเคยคิดไว้แล้วเมื่อวานนี้ เมื่อสองสามวันก่อน เมื่อสัปดาห์ก่อน เมื่อเดือนก่อนหรือแม้แต่เมื่อหลายปีก่อน

ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ๘๐% ของความคิดเหล่านี้เป็น ความคิดด้านลบ ครับ

ความคิดลบๆ เหล่านี้จะนำไปสู่ อารมณ์ด้านลบ และ ความไม่สบายใจหรือความทุกข์ใจทั้งหลายนั่นเอง

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อีกชุดหนึ่งพบว่า ความคิดลบๆ นั้น เกาะติด กับเซลล์สมองได้แน่นหนามาก ในขณะที่ ความคิดด้านบวก นั้น หลุดลื่น ไปจากสมองได้ง่ายกว่ามากๆ

ด้วยพื้นฐานความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสมอง เหล่านี้ จึงทำให้ท่านผู้อ่านเข้าใจได้แล้วกระมังครับว่า ทำไมพวกเราจึงได้ทุกข์ใจกันได้ง่ายดายนัก

แต่ ข่าวดี ในเรื่องงานวิจัยทางสมองอีกชิ้นหนึ่งอธิบายได้ว่า เครือข่ายด้านลบ ของสมองเกาะแน่นได้มากกว่า เครือข่ายด้านบวก ก็เป็นเพราะว่า ตัวเราเอง นั่นแหละที่ไป ซ้ำๆ ซากๆ ให้เครือข่ายเหล่านั้นเกาะตัวกันแน่น

เครือข่ายในสมอง ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบ จะเกาะแน่นหนามากขึ้น หากว่าเราใช้มันบ่อยๆ เหมือนกล้ามเนื้อที่เราใช้บ่อยๆ ก็จะแข็งแรง แน่นหนา

ด้วยความเข้าใจในข้อมูลข้างต้นนี้ เราคงจะเห็นแล้วนะครับว่า คงจะมีหลายวิธีการในการช่วยให้ตัวเรามีความทุกข์ได้น้อยลงบ้าง

หนึ่ง คือ การทำให้จำนวนความคิดในแต่ละนาทีลดน้อยลง เพราะจำนวนความคิดที่มากๆ เหล่านั้น ส่วนใหญ่เป็นความคิดด้านลบ

วิธีการที่จะทำให้ความคิดต่างๆ ลดน้อยลง ก็คือ เราจะต้องช้าลง อยู่กับความจริงตรงหน้าให้มากขึ้น ถ้าเราสามารถอยู่กับความจริงตรงหน้าได้มากขึ้น จำนวนความคิดจะค่อยๆ ลดลงเอง เพราะความคิดจำนวนมากคือความคิดที่เราคิดถึงอดีต และความคิดที่นึกถึงอนาคต วิตกกังวลเรื่องนี้ ห่วงเรื่องนั้น ต่างๆ นานา

สอง ก็คือเราต้องตั้งใจ แช่ กับ ความรู้สึกดีๆ หรือ ความคิดด้านบวก ให้มากขึ้น เพราะข้อมูลเรื่องสมองบอกว่า ความสุขนั้นหลุดลอยไปจากสมองได้ง่าย ในขณะที่ความทุกข์ใจฝังแน่นในเซลล์สมองได้ดีกว่า

วิธีการแช่ ที่ดีวิธีหนึ่ง ก็คือ การเขียนบันทึก ถึง ช่วงเวลาแห่งความสุข บ่อยๆ และแช่กับอารมณ์ดีๆ ตรงนั้นให้นานขึ้นกว่าเดิมอีกสักเล็กน้อย

ถ้าเราสามารถฝึก เขียนบันทึก ถึงเรื่องเหล่านี้ ความรู้สึกเหล่านี้ได้เป็นประจำทุกๆ วันก็ยิ่งดี

ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับแบบฝึกหัดนี้น่าจะเป็นช่วงเวลาค่ำๆ หรือก่อนนอนของแต่ละวันนะครับ

เตรียมสมุดปากกาแล้วหาเวลาที่ไม่ถูกรบกวนสักสิบห้านาที

นั่งให้สบาย แล้วลองนึกถึงชีวิตของคุณที่ผ่านมาในวันนี้ตั้งแต่เช้าถึงค่ำนี้

มีช่วงเวลาใดบ้างของวันที่คุณรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีและมีความสุข

ให้บันทึกว่า ช่วงเวลานั้นคุณกำลังทำอะไรและยาวนานประมาณแค่ไหน

ไม่ว่าช่วงเวลานั้นจะเป็นเพียง ช่วงเวลาสั้นๆ แม้เพียง เสี้ยววินาที ก็ขอให้บันทึกไว้ ถ้าพอจะสามารถระลึกถึงได้ ใช้เวลาสักเล็กน้อยในการ ระลึกถึงความรู้สึกที่ดีๆ นั้นอีกรอบ

เมื่อครบแล้ว ลองนับเวลาดูว่า ในวันนี้คุณมี ช่วงเวลาแห่งความสุข ได้กี่ชั่วโมงกี่นาทีหรือแม้แต่กี่วินาที!!

วัตถุประสงค์ของแบบฝึกหัดนี้ จึงไม่ได้สนใจว่า คุณจะมี ช่วงเวลา ที่มีความสุขได้ยาวนานแค่ไหน

เพียงแค่คุณสามารถ ระลึกถึง ช่วงเวลาแห่งความสุขของคุณได้บ้าง ไม่ว่าช่วงเวลานั้นจะสั้นแสนสั้นเพียงใด ก็ไม่สำคัญขอเพียงให้คุณ เริ่มต้นบันทึก ช่วงเวลาเหล่านั้นไว้ในสมุดบันทึกของคุณก็ใช้ได้แล้ว

ปีใหม่นี้จึงเป็น โอกาสที่ดี ที่จะเริ่ม กิจกรรม นี้ให้กับชีวิตของเราเอง

เป็นโอกาสที่ดีที่จะ เริ่มต้นกับความสุข แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็จะค่อยๆ ทำให้เซลล์สมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับความสุขของคุณได้รับการกระตุ้น เกิดเป็นเครือข่ายของเซลล์สมองที่มีความสุข และเมื่อเครือข่ายเหล่านี้ได้รับการกระตุ้นอยู่บ่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้ เครือข่ายของเซลล์สมองส่วนที่ทำงานด้านความสุข ของคุณแข็งแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งเครือข่ายเหล่านี้แข็งแรงมากเท่าไร คุณก็จะยิ่งรู้สึกมีความสุขได้ง่ายขึ้นได้มากขึ้นเรื่อยๆ ครับ-เป็น ความสุขแฮนเมด ที่สร้างขึ้นมาได้ด้วยตัวคุณเองครับ

                                        นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์

                                drwithan@hotmail.com