• Friday, October 30th, 2009
Departures (2)
การสอน การเรียน และการประเมินมิติทางจิตวิญญาณ
เนื่องจากสาเหตุที่นำภาพยนต์เรื่องนี้มาฉาย ก็เพราะเป็นส่วนประกอบของการอบรมภาคปฏิบัติการเรียนการสอน Ethics และ palliative care ดังนั้น เราจึงมีการชมแบบใช้ mentality model ของ medical education ด้วย นั่นคือ มองหาเรื่องราวที่เกี่ยวกับการเรียน การสอน การประเมิน รวมไปถึงเรื่อง professionalism
เป็นที่ถกเถียงและพูดคุย กันมานาน ว่าสอนยังไงดี เรียนยังไงดี ประเมินได้หรือไม่และอย่างไร ยิ่งในหัวข้อที่ออกไปทางนามธรรมมากๆ เป็นปรัชญา เป็น values เป็น characters ของบุคคล จะทำอย่างไรจึงเกิดการเรียนรู้ไปในทางที่เราคาดหวังหรือใฝ่ฝันไว้?
Departures มีคนที่เป็น "อาจารย์" (ในภาพยนต์เรียก "หัวหน้า") คือ ซาซากิ แสดงโดยซึโตมุ ยามาซากิ (ผมดูแล้วคิดว่าหน้าตาคล้ายอาจารย์วิจารณ์ พานิชมาก แหะ แหะ สงสัยคิดถึงอาจารย์มากเกินไปครับ) หนักแน่น เคร่งขรึม พูดน้อย แต่พูดแต่ละครั้งจะลุ่มลึก จะว่าไปในภาพยนต์เรื่องนี้ตอนที่แกสอนไดโกะนั้น แกไม่ได้พูดอะไรสักคำกับไดโกะเลย แต่เป็นการ "สอนแสดง" สอนโดยทำให้ดู เพราะไม่ได้เป็นห้องเรียน แต่ต้องไปทำกับศพจริงๆ ต่อหน้าครอบครัวจริงๆ จะมานั่งจับมือทำ หรือขออนุญาตญาติๆว่าให้นักเรียนฝึกหัดทำหน่อย คงจะใช่ที่ แต่ปรากฏว่าแม้แต่เราคนดู เราก็ดูตามการกระทำของซาซากิอย่างเพลิดเพลิน มือไม้แทบจะขยับตามไปด้วย และข้อสำคัญ เราเกิดความเคารพในการปฏิบัติของท่านขึ้นมาจับใจ
ในเวลา ทำงาน ซาซากิ จะเคร่งขรึม เอาจริงเอาจัง และมีสมาธิที่สุด จิตใจมุ่งแน่วแน่ในงาน และทุ่มเทความรัก ความเอาใจใส่ในรายละเอียด และความ sensitive ต่อความรู้สึก ความสัมพันธ์ของผู้คนรอบข้างตลอดเวลา ช่วงเวลาบรรยายประกอบให้ญาติฟังว่ากำลังทำอะไร ใช้น้ำเช็ด ใช่้กระดาษเช็ดตรงไหนเพราะอะไร เป็นการชำระครั้งแรกหลังความตาย และครั้งแรกของชีวิตใหม่ ในขณะเดียวกันก็ปฏิบัติต่อร่างกายของผู้ไร้ชีวิตอย่างนอบน้อม ใช้มือ ใช้ผ้าป้องไม่ให้เห็นการกระทำบางอย่างที่อาจจะดูหวาดเสียว แต่ด้วยความชำนาญทำให้ไม่ดูลึกลับ ไม่ดูน่าสงสัยอะไร กระบวนท่าที่ใช้ในการถอดเสื้อผ้าออกและใส่ชุดที่เตรียมไว้ให้กับร่างกายนั้น ดูสง่างามและสวยงามอย่างยิ่ง
more…
• Thursday, October 29th, 2009
Departures
ในการจัดการการเรียนการสอนวิชาจริยธรรม หรือวิชาใดๆที่มีเรื่องของคุณธรรม คุณค่า และการสื่อสารปฏิสัมพันธ์ นอกเหนือจากจัดเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติ (workshop) แล้ว วิธีหนึ่งที่ค่อนข้างจะมีประสิทธิภาพคือการชมภาพยนต์และวิจารณ์ ใคร่ครวญ ในครั้งนี้สำหรับการอบรมเชิงปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนจริยศาสตร์และ palliative care สำหรับอาจารย์ใหม่ ที่จัดโดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เราได้นำเอาภาพยนต์เรื่อง Departures มาใช้
Disclaimer: เนื้อหามีการเล่าเรื่องในภาพยนต์ อาจเป็น movie-spoiler ***
ภาพยนต์เรีื่องนี้ได้รับรางวัลเรียกว่า "กวาด" เกือบ across board ของงานประกวดภาพยนต์ของญี่ปุ่น และได้ The Best foreign film honor ของรางวัลออสการ์ด้วย ดังนั้นลำพังในแง่ของ cinematography การตัดต่อ การแสดง ก็เป็นภาพยนต์ชั้นดีที่ควรชม และสะสมอยู่แล้ว แต่เมื่อพิจารณาถึง "เนื้อหา" ก็จะยิ่งได้รับรสชาติเกินบรรยายหรือพรรณนา และเชื่อเหลือเกินว่ามุมมองของผู้ชมแต่ละท่าน จะไม่มีเหมือนกันหมด เพราะเราจะต้องนำเอา personal experiences และความเชื่อ ความรู้สึก การรับรู้ของหัวใจ เข้ามาเชื่อมโยงกัน สร้างสรรค์เป็นประสบการณ์ "บันเทิง" และสุนทรีย์ที่สุดเป็นเวลา 130 นาที
หนุ่ม นักเชลโล ไดโกะ โคบายาชิ (แสดงโดยมาซาฮิโร โมโตกิ) ที่พึ่งเริ่มอาชีพในวงออเคสตราเล็กๆวงนึงในโตเกียว ประสบความผิดหวังคาดไม่ถึงเมื่อวงของเขาถูกยุบเพราะไม่มีคนมาชมเพียงพอ ไดโกะต้องยอมขายเชลโลตัวโปรดที่พึ่งซื้อมา และย้ายไปอยู่บ้านเกิดที่บ้านนอก โดยมีภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก มิกะ (นำแสดงโดยดาราสาวสวย เรียวโกะ ฮิโรสุอิ จากเรื่อง Wasabi) นักออกแบบ website ติดตามให้กำลังใจโดยตลอด ไดโกะอ่านพบประกาศสมัครงาน "ผู้ช่วยการบริการเดินทาง" ในหนังสือพิมพ์ ด้วยความที่คิดว่าเป็นอะไรที่เกี่ยวกับบริษัทท่องเที่ยว และประกาศว่าเงินเดือนดี ไม่ต้องการประสบการณ์มาก่อน จึงได้ไปสมัครงาน ค่อยพบว่าที่แท้บริษัท NK นั้นก็คือ "โนกัง" หรือบริษัทรับจัดแต่งศพก่อนนำเข้าโลง (ประกาศหนังสือพิมพ์ ตกคำ "การเดินทางสู่สุคติ" ไป) ในสังคมที่คนส่วนใหญ่ยังรู้สึกรังเกียจอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับความตาย การทำงานแต่งศพดูเหมือนจะเป็นงานที่ไม่มีคนยินดีประกาศตัวเป็นอาชีพที่น่า ภาคภูมิใจเท่าไรนัก แต่หลังจากที่ไดโกะได้ลองทำงานไปเรื่อยๆ ชีวิตเขาก็เปลี่ยนแปลงไป เกิดมุมมองใหม่ มองเห็นศักดิ์ศรีในการทำงานวิชาชีพที่อาศัยความซื่อสัตย์และเกียรติแห่ง หน้าที่ความรับผิดชอบ และเปิดโลกทรรศน์ของความสุนทรีย์ ไปจนถึงสัจจธรรมแห่งชีวิต ทั้งๆที่ไดโกะต้องทนทำงานแบบลับๆล่อๆ ไม่กล้าบอกภรรยา เพื่อนฝูงพาตัวออกห่าง จนถึงกับเมื่อภรรยาทราบความจริงก็ขอแยกกันอยู่ แต่ไดโกะที่คิดว่าตนเองได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่สำคัญ ก็ยังทำงานต่อไป จนในที่สุด ปมทุกอย่างก็ได้คลี่คลายไปทีละอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาชีวิตตอนเด็กๆของไดโกะที่พ่อหนีจากบ้านตามเด็กสาวคน หนึ่งไปตั้งแต่เขาอายุ 6 ขวบ เรื่องภรรยาที่ไม่เข้าในงาน และเพื่อนฝูงที่รังเกียจเดียดฉันท์
more…
• Wednesday, October 21st, 2009
ครูติ๋ว สุธาสินี น้อยอินทร์
ในงาน World Palliative Care Day ที่โรงพยาบาลศิริราชที่ผมได้มีโอกาสไปเข้าร่วมด้วยเมื่อ 7-9 ตุลาคม 2009 ปีนี้ นอกเหนือจากได้ฟังปฐมปาฐกถาสุมาลี นิมมานนิตย์แล้ว อีก highlight หนึ่งของงานต้องเป็นวาระที่ได้เข้าฟังการสัมภาษณ์ชีวิตของคุณครูติ๋ว แม่ติ๋ว หรือคุณสุธาสินี น้อยอินทร์
โฆษณา ของไทยประกันชีวิตชุดนี้สร้างความประทับใจให้ประชาชนชาวไทยอย่างมากอยู่ระยะ หนึ่งทีเดียว (ก่อนที่ชุดล่าสุด Que sera sera จะออกมา) หลังจากผมชมภาพยนต์โฆษณาชิ้นนี้ไม่นาน ก็ได้ทราบว่าเรื่องราวของ "แม่ต้อย" นั้น ทำมาจากเรื่องจริง ชีวิตจริงของคุณครูติ๋ว แห่งบ้านโฮมฮัก
ที่จริงมูลนิธิส่งเสริมสาธารณสุข (มสส) และกลุ่มจิตวิวัฒน์ได้เชิญตัวจริง เสียงจริง แม่ติ๋ว ไปสนทนากันแล้วครั้งหนึ่ง แต่ผมพลาดรายการนั้นไปเพราะอะไรไม่รู้ ไม่งั้นเราจะได้ dialogue กันให้สมใจ แต่รายการนี้ที่ศิริราช พอเห็นผมก็รู้เลยว่าชะตาของเราจะได้นำพามารู้จักและฟังเรื่องราวของแก ก็ได้เตรียมตัว (ฟัง) อย่างดี
อย่างที่เราทราบกัน แม่ติ๋ว เป็นโรคมะเร็ง และยังรับการรักษาอยู่ กระนั้นก็ตามเรื่องนี้มีแต่ทำให้สิ่งที่แม่ติ๋วหรือครูต่ิ๋วกำลังทำอยู่นั้น ยิ่งมีค่า มีความหมายมากขึ้น เพราะแม่ติ๋วกับ "บ้านโฮมฮัก" ได้ช่วยดูแลเด็กถึง 117 ชีวิตจากทุกสาระทิศ อาศัยพลังงานเพียงหนึ่งเดียวคือ "ความรัก" ที่หล่อเลี้ยงคนทุกคนด้วยกันในบ้านนี้ บ้านโฮมฮักอยู่ที่ เลขที่ 3 หมู่ 12 บ้านประชาสรรค์ จังหวัดยโสธร เด็กๆที่มาอยู่ที่นี่ อาจจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ เด็กที่เป็นโรคเอดส์ (AIDS) เด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ และเด็กที่พ่อแม่เสียชีวิตไปก่อนอย่างรวดเร็ว ซึ่งเด็กแต่ละคนมีความบอบช้ำ ไม่เพียงแค่ทางกาย แต่ทั้งทางจิตและทางสังคมด้วย
more…
• Thursday, October 15th, 2009
จุดสุดยอดแห่งวิชาชีพแพทย์ พยาบาล
ในช่วงปีที่ผ่่านมา บ้านเมืองเรามีกฏหมายสำคัญ น่าสนใจมากฉบับหนึ่งเกิดขึ้น คือ พรบ.สุขภาพมาตรา 12
"บุคคล มีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข ที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้…เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้าน สาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง"
ที่บางคนอาจจะเรียกเป็น "พินัยกรรมชีวิต" (แต่ศาสตราจารย์แสวง บุญเฉลิมวิภาส นักกฏหมายยอดกัลยาณมิตรของวงการแพทย์บอกว่า "คำพินัยกรรม" อาจจะไม่สื่อถูกต้องนัก เพราะพินัยกรรมตามกฏหมาย จะมีผลบังคับใช้หลังการตายของคนทำ ซึ่งไม่ใช่ในกรณีที่เราพูดถึงกันอยู่)
กฏหมายฉบับนี้ดูเหมือนเรียบง่าย แต่ความหมายโดยนัย ผมเรียก (เอาเอง) ว่าเป็น The Act of Dead with Dignity หรือกฏหมายว่าด้วยสิทธิในการเสียชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี เพราะว่าที่สุดแล้วเนื่้อหา และเจตนาของกฏหมายฉบับนี้ก็คือ การเคารพในศักดิ์ศรีและสิทธิมนุษย์ ณ จุดสุดท้ายแห่งชีวิต เป็นคำขอคำสุดท้าย เป็นความปราถนาสุดท้าย เป็นฉากสุดท้ายที่ชีวิตของคนๆหนึ่งอยากจะให้สิ่งนี้เป็นความทรงจำที่หลง เหลืออยู่ สำหรับครอบครัว คนที่รัก และกัลยาณมิตรของตน
ในช่วงปีที่ผ่านมา ก็มีการทำประชาพิจารณ์ ถกอภิปรายเรื่องกฏหมายฉบับนี้ทั่วประเทศ เพราะออกมาเป็นพระราชบัญญัติแล้ว อันดับต่อไปก็คือการทำเป็นกฏกระทรวง ออกแนวทางปฏิบัติจริง หลังจากกฏหมายตัวแม่คลอดออกมาแล้ว ก็มีผู้สนใจ เกี่ยวข้อง (ทุกวงการ เพราะเรื่องของความตาย ไม่ได้มีข้อยกเว้น เพศ วัย อาชีพ เชื้อชาติ สัญชาติ แต่อย่างใด) มาเข้าร่วมแสดงความคิด ความรู้สึก ความเชื่อ มีการนำเอาประสบการณ์ทั้งโดยตรง (หมายถึงเคยเห็นคนตายด้วยตนเอง ไม่ได้หมายถึงตนเองเคยตายยังไงแล้วมาเล่าให้ฟังนะครับ!!) และโดยอ้อม เป็น story telling ประกอบมากมาย คนมาร่วมมีทั้งแพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร และคนไข้ ญาติ และประชาชนทั่วไป ร่างกฏกระทรวงก็ค่อยๆออกมาเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ตัว ผมเองคิดว่า กระบวนการขั้นตอนที่ว่าก็เป็นเรื่องจำเป็นที่สุด แต่ในใจยังคิดถึงอีกประเด็นหนึ่ง ที่เกี่ยวกับการนำ พรบ.ฉบับนี้มาใช้จริง
more…
• Wednesday, October 14th, 2009
Palliative care for All
All for palliative care
ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้ให้ปฐมปาฐกถาสุมาลี นิมมานนิตย์ในงาน World Palliative Care Day ที่โรงพยาบาลศิริราช กระผมขออนุญาตย่อความและถ่ายทอดสิ่งประทับใจลงมาในบันทึกนี้
อาชีพแพทย์พยาบาล เราดูแลรักษาผู้ป่วยทั้งในและนอกโรงพยาบาล ผู้ป่วยในก็จะมี Hospital Number (H.N.) ซึ่งเป็นหมายเลขประจำตัวคนไข้ สะดวกต่อการค้นหาประวัติเก่า ซึ่งถ้าใช้ระบบชื่อ ระบบนามสกุล โอกาสเขียนผิด ตกสระ วรรณยุกต์ เป็นที่วุ่นวาย (ภาษาไทยเรามีถึง 44 พยัญชนะ สระมี 21 รูป 32 เสียง และอีกวรรณยุกต์อีก 4 รูป 5 เสียง) บางทีเราเผอเรอทำงานไปมากๆเข้า เราก็เยคุ้นชินกับการให้การรักษาเฉพาะคนที่มี H.N. เท่านั้น นัยว่า คนนี้แหละที่ได้เซ็น informed consent คืออนุญาตให้เราทำการรักษาด้วยวิธีต่างๆได้
หากแต่ว่าสุขภาวะนั้น ไม่ได้เป็นอะไรที่ "หยาบ" เช่นนั้น
ใน ระบบหรือกระบวนทัศน์ "การแพทย์ที่ใช้หัวใจแห่งความเป็นมนุษย์" สุขภาวะได้กลับสู่หนทางเดิมที่ลึกซึ้ง ละเอียดอ่อน และวางอยู่บน "วิถี" ที่สูง นำไปสู่ หรือ วางอยู่บน "มรรคา" แห่งความหมายที่แท้ของความเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง
ผู้คนก่อนที่จะเจ็บไข้ได้ป่วย ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิต มีความสุขมาก่อน ความจริงข้อนี้ดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่บุคลากรทางการแพทย์อาจจะหลงลืม ไม่ได้นำมาใคร่ครวญคิดประกอบกับสิ่งที่เราทำ หรือหน้าที่ที่เรากำลังปฏิบัติ เรานำเอาหลักการทำงานที่ "มีประสิทธิภาพ" แต่วางอยู่บนแรงผลักระบบอุตสาหกรรม ระบบ mechanic ที่ใช้กับเครื่องจักร เครื่องกล วางอยุ่บน concept หรือ principle ของการ "ทดแทนอะไหล่" และ "mass production" อะไหล่ชิ้นหนึ่งทดแทนอะไหล่ชิ้นอื่นๆได้พอดิบพอดี บริหารจัดการเป็นส่วนๆ ใครทำส่วนไหนก็เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะส่วน ไม่จำเป็นต้องมองเห็นว่า jigsaw ชิ้นที่ตนเองถืออยู่นั้น ที่จริงอาจจะเป็นส่วนประกายในดวงตาของภาพศิลป์ชิ้นใหญ่ มองไม่เห็นความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของงานกับจิตวิญญาณ ไม่เพียงเฉพาะของตนเอง แต่เป็นจิตวิญญาณของสังคม ของอดีต-ปัจจุบัน-อนาคตของมวลมนุษยชาติ
ใน วาระสุดท้ายแห่งชีวิต เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดช่วงหนึ่ง เป็นวาระโอกาสอันดีที่จะทำการสำคัญหลายประการ และ "ทิ้งร่องรอย" ที่มีความหมายที่สุดให้หลงเหลือ หลังจากที่ "เรา" ได้ละทิ้งกายหยาบนี้ให้เน่าเปื่อย ผุผัง ย้อนกลับเป็นส่วนหนึ่งของธาตุธรรมชาติอีกครั้ง การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เปรียบเสมือนการวาดมังกร แต้มนัยน์ตา (ฮว่า หลง เตี่ยน จิง) อาจ จะเป็นเพียงแค่จุดๆเดียว แต่กำหนดความสุนทรีย์งดงามของผลงานทั้งชิ้น ให้คำจำกัดความของผลงาน masterpiece ของแต่ละชีวิต แต้มให้ดี มังกรกลับกลายเป็นมีชีวิต บินเหินฟ้า ทะลุเวหาไปอย่างที่จิตรกรจางเซิงเหยาได้สำแดง
ชีวิต ทุกชีวิตมีความหมาย มีร่องรอย ทิ้งหลงเหลือเอาไว้ ไม่ได้เฉพาะแต่ทรัพย์ศฤงคาร แต่ที่สำคัญคือ ความหมาย ความสำคัญ คุณค่า ความเชื่อ และความสัมพันธ์ที่ชีวิตนั้นๆได้มีต่อผู้คนแวดล้อมอย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างจะส่งผลกระทบต่อเนื่อง เป็นวัฏจักรสืบต่อๆไป
more…
• Monday, October 12th, 2009
สดุดีแด่อาจารย์สุมาลี นิมมานนิตย์
วันที่ 7-9 ตุลาคมที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช จัดนิทรรศการประชุมวิชาการงาน World Palliative Care Day 3 วัน เพื่อเป็นวาระรำลึกถึงศาสตราจารย์เกียรติคุณแพทยหญิงสุมาลี นิมมานนิตย์ ใน ฐานะที่ท่านเป็นผู้บุกเบิก นำพาการดูแลผู้ป่วยและญาติอย่างเป็นองค์รวม และการทำ palliative care ปูเป็นรากฐานทั้งในด้านการบริการและบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอนในคณะ แพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อาจารย์สุมาลีเสียชีวิตอย่างสงบและมีศักดิ์ศรีที่สุดจากโรคมะเร็ง ณ รพ.ศิริราชตามเจตจำนงของอาจารย์เอง อาจารย์ได้นำเอาธรรมะเข้ามาปฏิบัติจริง และสานรวมกับการทำงานเป็นแพทย์ เป็นครู เป็นผู้ป่วย เป็นลูก และเป็นนักวิปัสนาจารย์ที่แท้ เป็นตัวอย่างครูแพทย์ในอุดมคติแกรุ่นน้องและกัลยาณมิตร เพื่อนแพทย์ทั่วไปในปี 2009 นี้จึงได้มีการริเริ่มจัดให้มีปาฐกถาสุมาลี นิมมานนิตย์ เป็นการเปิดประชุม World Palliative Care Day และจะเป็นประเพณีปฏิบัติต่อๆไป เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระคุณ และเกียรติประวัติการทำงานเป็นครู การทำงานเป็นแพทย์ของอาจารย์ เป็นอนุสรณ์ และเป็นแบบอย่างแก่แพทย์รุ่นต่อๆไป
ในปีนี้ปฐมองค์ปาฐกคือศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ซึ่งท่านมีความสนใจ และให้การสนับสนุนการทำ palliative care เป็นหนึ่งใน model การดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ ปร้บเปลี่ยน paradigm การรักษาพยาบาลในประเทศไทย มุ่งเน้นที่ความเป็นคน ความรักความเข้าใจ และการเจริญสติ ในการดูแลรักษาพยาบาลและการทำความเข้าใจชีวิต
อาจารย์สุมาลีเป็น nephrologist หรือหมอโรคไตผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพเป็นที่ประจักษ์ แต่ข้อสำคัญคือ อาจารย์เป็นครูที่ีมีความเป็นครูทุกกระเบียดนิ้ว อาจารย์มีความรักลูกศิษย์และให้ความสำคัญกับบุคลิกการเป็นแพทย์ของลูกศิษย์ ไม่น้อยไปกว่าความรู่้เชิงวิชาการแพทย์ ในช่วง 10+ ปีหลัง อาจารย์สุมาลีเล็งเห็นว่า การจะเป็นแพทย์ให้ได้ดี มีความสุข และเกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างแท้จริง นักศึกษาแพทย์ควรจะมีพื้นฐานพัฒนาทางด้านจิตใจให้ดีด้วย ดังนั้น ตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา นักศึกษาแพทย์ศิริราชทุกคน จะได้ไปฝึกเจริญสติกับคุณแม่สิริ กรินชัย และอาจารย์ยังเชื้่อเชิญเพื่อนๆรุ่นน้องอาจารย์แพทย์ ให้ตามไปร่วมปฏิบัติธรรมด้วยกัน จนบัดนี้เมล็ดแห่งการเจริญสติกำลังค่อยๆงอกเงยผลิบาน ออกดอกออกผลขึ้นในบัณฑิตแพทย์รุ่นใหม่ และส่งผลงอกงามต่อๆไปในวงการแพทย์ไทยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้กระทั่งในช่วงสองสามปีสุดท้าย หลังจากที่อาจารย์รับทราบว่าตนเองมีโรคมะเร็งระยะลุกลาม อาจารย์กลับใช้สภาวะทางกายเป็นบททดสอบสิ่งที่อาจารย์มีศรัทธาและเชื่อมั่น อาจารย์ใช้วิธีการเจริญสติภาวนา เพื่ออยู่กับโรคภัยไข้เจ็บ จนกระทั่งคนภายนอกอาจจะดูไม่ออกเสียด้วยซ้ำว่าอาจารย์มีโรคลุกลามอยู่ภายใน กาย เพราะภายนอกนั้น อาจารย์ยังปฏิบัติหน้าที่ เป็นหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ ทำงานหนักกว่าเดิม ออกบรรยายตามที่ต่างๆ ให้ความรู้การดูแลตนเองและการทำความเข้าใจชีวิต อาจารย์สุมาลีได้แสดงให้เห็นว่า อาชีพครู อาชีพแพทย์ และการเป็นมนุษย์ที่มีความสุขสงบเป็นสรณะนั้น ทำได้จริงๆและทำได้อย่างไร อาจารย์สุมาลีได้สำแดงคุณานุประโยชน์แห่งการเจริญสติในทางปฏิบัติ ในการดำรงชีพท่ามกลางโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างกล้าหาญ มั่นคง และงดงามมีศักดิ์ศรีอย่างยิ่ง
ผมยังจำได้ครั้งหนึ่ง ที่อาจารย์สุมาลีบรรยายเรื่อง palliative care และอาจารย์เล่าเรื่องที่อาจารย์เองต้องเป็นคนแจ้งข่าวร้ายแก่คุณแม่ของ อาจารย์ (ซึ่งกลับกันกับสถานการณ์ปกติ ที่หมอเป็นคนแจ้งข่าวร้ายแก่คนไข้และญาติ) อาจารย์ได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น อย่างเป็นขั้นตอน เป็นลำดับ แก่คุณแม่ของอาจารย์ ณ ที่โต๊ะอาหารที่บ้าน แจ้งว่าเป็นอะไร มีวิธีรักษาอย่างไร และต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง อาจารย์ได้นำเอาบทสวดคำสอนในโพชฌงค์ 7 มาช่วยกันวินิจวิเคราะห์กับคุณแม่ และนำมาปฏิบัติเพื่อใช้เผชิญกับโรคที่กำลังคุกคาม ตั้งแต่ สติ ธัมมะวิจัย วิริยะ ปิติ ปัทสัทธิ สมาธิ และถึงขั้นสุดท้ายของธัมมะที่ยากที่สุดคือ อุเบกขา จนกระทั่งเห็นซึ้งถึงประโยชน์ของการนำธรรมะมาใช้ในทางปฏิบัติจริง
ในฐานะลูกศิษย์คนหนึ่งของอาจารย์ ณ ที่นี้ ผมจึงใคร่ขอสดุดี และขอขอบพระคุณอาจารย์ ที่ได้แสดงตัวอย่างการดำรงชีพในฐานะเป็นครู และเป็นแพทย์ และสำคัญที่สุด ในการเป็นมนุษย์อันประเสริฐ ใช้ชีวิตเพื่อประโยชน์แต่เพื่อนมนุษย์เป็นสรณะ ทำให้ชีวิตของอาจารย์ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจ และความทรงจำอันยิ่งใหญ่แก่คนที่ได้มีโอกาสมาเกี่ยวข้องกับอาจารย์ ขอปวารณาว่า จะลอกเลียนแบบ ซึ่งคุณค่าและวิถีที่อาจารย์ได้สำแดงไว้ เท่าที่สติปัญญาความสามารถของผมจะเอื้ออำนวย
กราบสดุดี
• Monday, October 12th, 2009
World Palliative Care Day 2009
Discovering Your Voices
ประมาณเสาร์ที่สองของเดือนตุลาคมของทุกปี กำหนดเป็นวัน World Hospice and Palliative Care Day มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาคมทั่วโลกเกิดความตระหนักในความจำเป็นและสิทธิ พื้นฐานของคนทุกคนที่จะได้รับการดูแลในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างสม ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ในปีนี้ theme ของงานคือ Discovering Your Voices
คล้ายๆกับการรณรงค์ในเรื่องอื่น อาทิ AIDS หรือ การรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ การที่มี World Day Events เป็นเพราะว่าสิ่งที่เราต้องการเป็นการขับเคลื่อนในระดับสังคมโดยรวม และเป้าหมายที่ตั้งไว้จะเกิดขึ้นยากมาก หรือไม่เกิดเลย ถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวในระดับมหภาค อุปสรรคเบื้องต้นก็คือการขาดความตระหนักรู้ในความสำคัญของเรื่องนั้นๆ และ "พฤติกรรม" รวมทั้ง "เจตคติ" ของประชาชน มีผลกระทบต่อเป้าหมายอย่างมาก
วัตถุประสงค์
เผยแพร่วิสัยทัศน์ด้านความจำเป็น ที่จะต้องมีการให้บริการดูแลผู้ป่วย ระยะสุดท้าย (palliative care) และสถานให้บริการ (hospice) ในประเทศต่างๆทั่วโลก โดยการเปิดโอกาสและวาระให้มีการสนทนาในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง
ประชาสัมพันธ์ความสำคัญและเพิ่ม ความเข้าใจในด้านความจำเป็น ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ สุขภาวะทางกาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ ของผู้ป่วยที่อยู่ในสภาวะบีบคั้นกดดันจากโรคที่เป็น รวมทั้งครอบครัวของผู้ป่วยด้วย
เพื่อรณรงค์หาทุนสนับสนุนในการพัฒนาระบบ hospice และ palliative care เพื่อกิจกรรมและการบริการด้านนี้ทั่วโลก
เดิมกิจกรรม World Hospice and Palliative Care Day จัดโดยองค์กร Voices for Hospices ที่มีฐานอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ต่อมาเนื่องจากความจำเป็นต่างๆ รวมทั้งเกิดความร่วมมือจากกลุ่มประเทศทั่วโลกในด้านนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจึงได้รวมตัวกัน form เป็น committee of Worldwide Palliative Care Alliance หรือสมาพันธ์โลกการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย และได้เข้ามารับผิดชอบในด้านการจัดวัน WorldDay ในปี 2009 นี้แทน
Pain-free is Human’s Right
more…
• Saturday, October 10th, 2009
การที่เรามักมีคำถามเสมอว่า”จะให้ฉันมองโลกในแง่ดีได้อย่างไรกันก็ในเมื่อ……..?” มันเป็นเรื่องที่น่าชวนกันมาขบคิดทีเดียว และ การที่เราเองมองทุกอย่างจากความรู้สึกที่เหมือนกับว่าโลกทั้งใบมันดูหม่นหมองหรือหนักไปกว่านั้นคือโลกมีแต่สิ่งเลวร้ายมันอาจเกิดจากปัญหาในการมองของเราด้วยหรือเปล่านะ…?
อยากชวนพวกเราหันกลับไปเรื่อง สี่อุปสรรคขวางกั้นการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งนะครับ
๑.ไม่สามารถรับรู้ในสิ่งที่เห็น
๒.ไม่สามารถพูดในสิ่งที่คิด
๓.ไม่สามารถทำในสิ่งที่พูด
๔.ไม่สามารถเห็นในสิ่งที่ทำ
ผมขอหยิบอุปสรรคข้อที่หนึ่งมาลองขบคิดในปัญหาข้อนี้จากมุมมองส่วนตัวนะครับว่า ความรู้สึกขัดใจที่เกิดขึ้นอาจเกิดเพราะปัญหาจากความสามารถในการมองเห็น ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเราไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวเรานะครับ เพียงแต่เป็นการมองเห็นเพียงเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง อาจยกตัวอย่างเรื่องเกรดการเรียนของเด็กที่ผู้ใหญ่มักมองหาข้อด้อยหรือการเรียนที่ต่ำสุดของเด็กมาเป็นบรรทัดฐานว่าใส่ใจหรือสนใจเรียนรู้แค่ไหน สายตาเราจึงไปจับจ้องข้อด้อยเป็นจุดโฟกัส จนความสามารถในการมองเห็นสิ่งที่โดดเด่นและงดงามในส่วนอื่นขาดหายไป เด็กอาจมีคะแนนน้อยในวิชาหลักๆเช่น คณิตศาสตร์ อังกฤษ ฯ แต่เด็กอาจโดดเด่นหรืองดงามในเรื่อง ภาษาไทย ศิลปะ หรือ วิชาอื่นๆ ที่เราเองแทบไม่ได้ใส่ใจมองและจุดนั้นมากกว่าที่เราน่าจะใส่ใจและมองเห็นความโดดเด่นและงดงามในตัวเด็ก
เมื่อข้อที่หนึ่งเป็นอุปสรรคจนเราไม่สามารถรับรู้ในสิ่งที่เห็นอีกด้านหนึ่งที่งดงามได้ อุปสรรคที่ทำให้เกิดตามมาคือการไม่สามารถพูดในสิ่งที่คิด และไม่สามารถทำในสิ่งที่พูดได้จนรุกรามไปถึงการที่เราอาจไม่สามารถเห็นในสิ่งที่ทำได้ เพราะการที่ถูกตัดสินว่าเขามีข้อด้อยทำให้เวลาที่เกิดกระบวนการคิดมักจะไปสะดุดว่าความคิดของเราอาจด้อยค่าในสายตาคนอื่น เมื่อขั้นตอนนี้เดินทางมาหยุดตรงนี้แล้ว การกระทำเพื่อการเปลี่ยนแปลงบางอย่างไปสู่สิ่งที่ดีกว่าจึงไม่เกิดขึ้นและเราเองอาจไม่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆในทางที่ดีขึ้น
หากเป็นเช่นนี้จึงอยากลองชวนพวกเราลองเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้งดงามขึ้นในสายตาเรา คือการลองมองหรือสังเกตสิ่งรอบตัวเราอีกครั้งและลองมองหาความงดงามในสิ่งนั้นให้เจอ อาจเป็นเพียงสักข้อเดียวก็ยังดีกว่าที่ไม่สามารถมองเห็นและลองฝึกมองหาความงดงามในอีกด้านไปเรื่อยๆบางทีความสามารถในการรับรู้ในสิ่งที่เห็นอาจเปลี่ยนไปและนำไปสู่การเห็นความงอกงามของเมล็ดพันธ์ที่เราเองหลงลืมเอาใจใส่รดน้ำพรวนดินนั้นคือเมล็ดพันธ์แห่งความรักที่มีรากแตะสัมผัสกับความสมบูรณ์ที่ดีงามในจิตใจและหล่อเลี้ยงด้วยพลังแห่งการชื่นชมสิ่งรอบข้าง ได้อย่างเป็นสุข
หากวันนี้เราสามารถชื่นชมต่อสิ่งรอบข้างได้จากการมองเห็นความงามของสรรพสิ่ง เชื่อมั่นเสมอว่าเราจะพบเห็นรอยยิ้มของสิ่งรอบข้างได้ทุกวันและทุกเวลาครับ
• Tuesday, October 06th, 2009
Health Promoting Palliative Care
ในงานนี้ผมได้เจอกับคนหน้าเก่าที่อยากจะเจอหลายคน หลังจากที่ได้มีโอกาสทำความรู้จักเมื่อคราวมาซิดนีย์ครั้งก่อน หนึ่งในนั้นคือ คุณหมอแฟรงค์ เบรนแนน (Frank Brennan) ที่ตอนผมไปอยู่ hospice Calvary ได้ดูแลให้ความรู้ผมเป็นอย่างดี ในงานนี้ Frank เป็นคนคุม workshop เรื่อง Health Promotijng Palliative Care ผมได้เข้าร่วมและพบว่ามีประเด็นน่าสนใจที่นำเอากลับมาคิดต่อได้พอสมควรที เดียว
Health Promotion หรือที่เราเรียกว่า "การสร้่างเสริมสุขภาพ " เป็นการรณรงค์แผนยุทธศาสตร์ระบบสุขภาพใหม่ ที่เน้นเชิงรุก คือทำให้มีสุขภาพที่ดี มากกว่ารับที่มักจะมุ่งไปที่รักษาโรคภัยไข้เจ็บหลังจากเป็นเรียบร้อยแล้ว ปกติเวลาพูดว่าสร้างเสริมสุขภาพคนเลยมักจะนึกถึงตอนที่ยังไม่ป่วยเป็นหลัก พอป่วยแล้วก็ตั้งรับเหมือนแบบเดิมๆ
แต่ที่จริงแล้ว หลักการของการสร้างเสริมสุขภาพนั้น เอามาใช้ได้ทั้งคนยังไม่ป่วยและคนป่วยก็ได้ เพราะกระบวนการไม่ได้ขัดแย้งกัน และส่วนใหญ่ยังเสริมซึ่งกันและกันอีกต่างหาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำ palliative care หรือการดูแลผู้ป่วยในวาระสุดท้ายนั้นเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพกลับยิ่ง เด่นชัดมากเป็นพิเศษเสียด้วยซ้ำไป
Health promotion: process that enables people to increase and control over to improve their own health.
การสร้างเสริมสุขภาพคือกระบวนการทำให้ประชาชนสามารถเพ่ิ่มศักยภาพและการควบคุมดูแลสุขภาพของตนเองให้ดีเท่าที่เป็นไปได้
กระบวนเสริมศักยภาพที่ว่านี้ อาจจะทำได้ 5 วิถีทาง ได้แก่
ทำได้ (enabling)
ทำง่าย (mediating)
และการรณรงค์ (advocating) มีสามประการคือทำให้คนรู้สึกว่า…
ทั้ง 5 ประการนี้เป็น "หนทาง" หรือ "อุบาย" ประกอบกันที่จะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมและสามารถกระทำในสิ่งที่ต้องการได้
more…
• Monday, October 05th, 2009
Medical Professionalism and Palliative care
การไปร่วมงานประชุม APHN ครั้งที่ 8 ที่ Perth ผมนำเอาโปสเตอร์ไปแสดงด้วย หัวข้อเรื่อง palliative care teaching in medical school, a way for medical professionalism development เป็นประสบการณ์การจัดประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง palliative care ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ของเราจัดมาได้หลายปีแล้ว
Key สำคัญที่ผมไปนำเสนอก็คือ การเรียนรู้ที่ได้ผลสำหรับนักเรียนแพทย์ มาจากสองปัจจัย ได้แก่ การเรียนประสบการณ์ตรง คือ bedside และการสะท้อนสดๆหลังการทำกิจกรรม ในพื้นที่ที่ปลอดภัย ปราศจากการตัดสิน characters ถูกผิด
ผลก็คือในช่วง 2 ปีครึ่งที่ผ่านมาล่าสุด มีนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่หกตอบแบบสอบถามมา 264 คน แบบสอบถามนี้ทำทันทีหลังจากกิจกรรม holistic doctor programme ที่เราจัดให้นักศึกษาแพทย์เวชปฏิบัติชั้นปีที่ 6 (ที่เราเรียกว่า extern) กิจกรรมก็คือจะมอบหมายคนไข้ palliative care ไปให้ externs เขาไปประเมินล่วงหน้า และมานำเสนอในวันกิจกรรมในรูปแบบ narrative คือ เล่าเป็นเรื่อง เป็นราวแบบประสบการณ์ของคนไข้เอง ไม่ใช่ในแบบการนำเสนอทั่วๆไปของนักเรียนแพทย์ เน้นที่ความรู้สึก และความคิดของคนไข้และญาติ หลังจากนั้น เราก็จะไปที่ bedside เพื่อที่อาจารย์แพทย์ทำการ approach และสัมภาษณ์ให้ดู ในช่วงสุดท้ายเราก็กลับมาที่ห้องสัมมนาและทำการสะท้อนกันว่านักเรียนเขาเห็น ได้คิด ได้รู้สึกอะไรกันบ้าง แบบสอบถามที่ใช้ก็จะเป็น blank sheet ให้เขียนมาอย่างที่เขาอยากจะเขียน
ตอน วิเคราะห์นั้นผมเองมานั่งอ่านแบบสอบถามปึกที่ว่านี้ แล้วก็ categorize ตาม domain ของ medical professionalism หรือวิถีแพทย์ เราก็ได้มาทั้งหมด 1270 items
Professionalism Domains
items (%)
Holistic Approach
465 (36.61)
Autonomy
272 (21.42)
Primacy welfare of the patients
263(20.71)
Medical professional competence
161 (12.68)
Communication skill
109 (8.58)
การจัด categories จากการอ่าน short feedback assay ของน้องๆนักเรียนจัดเป็นงานพอสมควรทีเดียว และยอมรับว่าใช้ subjective คือความรู้สึกของผมค่อนข้างเยอะ แม้ว่าในแต่ละ domain ผมจะทำ criteria ไว้ในใจก่อนล่วงหน้าว่า อะไร แบบไหน ถึงจะเรียกว่าเป็น autonomy อะไรแบบไหนจึงเป็นการแสดงว่านักเรียนเขาเรียนรู้เรื่อง primacy welfare ของคนไข้ แต่สุดท้ายก็มีบางคำ บางเรื่องราวที่นักเรียนเขียนเล่ามาเป็นเรื่องและผมต้องตัดสินใจเอาว่า เขาได้เรียนเรื่องอะไรอยู่ใน domain ไหนของ medical professionalism
more…
ความคิดเห็นล่าสุด