• Saturday, September 26th, 2009
เย็นวันศุกร์ ผมประชุมที่กระทรวงสาธารณสุขเสร็จ ออกมาจับ taxi กับอาจารย์พัฒนา ได้แท็กซี่คันหนึ่ง คนขับอายุวัยกลางคนแล้ว หน้าตาขมึงทึง คิ้วขมวด
เมื่อขึ้นรถ ลุงคนขับถาม "ไปไหนครับ" เสียงแข็งๆ
"ไปสนามบินดอนเมืองครับ เออ.. ระหว่างทางช่วยแวะที่ ริชมอนด์ ด้วยนะครับ"
"รร.ริชมอนด์ " ลุงทวนคำ เสียงยิ่งแข็งขึ้น
"ครับๆ พอดีลืมของไว้ที่นั่น แวะแป๊ปเดียวครับ"
แกก็เงียบไม่ผงกหัว ไม่พูดอะไร เอ..แล้วแกจะแวะให้เราไหมนี่ ถ้าไม่แวะก็ฝากคนที่กระทรวงเอาให้แล้วกันนิ ผมนึกในใจ
รถเคลื่อนตัวออกไปได้ นาทีหนึ่ง
เสียงโทรศัพท์มือถือของคุณลุงก็ดังขึ้น สนั่นรถ แกก็ยื่นออกควานหาใหญ่ ข้าวของกระจัดกระจาย
พอคว้าได้ก็กระชากเสียง "ฮะโหล มีอะไร"
ทันใดนั่นเสียงใสๆแจ๋วๆ ก็ดังสวนออกมา แต่ฟังไม่ออกว่า ว่าอย่างไร
และทันทีนั่นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างในรถก็เปลี่ยนไป หน้าตาคุณลุงยิ้มแย้ม เสียงลุงแกก็อ่อนโยนจนรู้สึกได้ "รอปิดเทอมก่อนนะ"
more…
• Saturday, September 19th, 2009
การประชุมจิตวิวัฒน์ประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๕๒ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้ผมเกิดความสุขอิ่มเอมและเกิดกำลังใจเกิดแรงบันดาลใจเพิ่มขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
คุณครูวิเชียร ไชยบัง ผู้อำนวยการโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จ.บุรีรัมย์ ผู้เขียนหนังสือที่ดีมากๆ ชื่อว่า “โรงเรียนนอกกะลา” เป็นผู้จุดชนวนความสุขและความหวังให้กับวงจิตวิวัฒน์ในวันนั้น วงจิตวิวัฒน์ได้มีโอกาสรู้จักเรื่องราวของคุณครูวิเชียร ผ่านคุณหมอสมชาย ธรรมสารโสภณ จากโรงพยาบาลกระสัง
ในระหว่างที่รอจะเข้าห้องประชุม ผมพลิกๆ อ่านดูหน้าแรกของหนังสือ “โรงเรียนนอกกะลา” เล่มนี้ก็พบข้อความที่จะทำให้คนอ่านต้องสะดุ้งและเกิดความสงสัยใคร่รู้ว่า เรื่องราวของโรงเรียนนี้เป็นอย่างไร และเป็นไปได้อย่างไร ครูวิเชียรเขียนไว้ว่า
|
โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาเป็นโรงเรียนที่ไม่มีการสอบ เป็นโรงเรียนที่ไม่มีดาวให้ผู้เรียน เป็นโรงเรียนที่ไม่ต้องใช้แบบเรียน เป็นโรงเรียนที่ไม่มีการอบรมหน้าเสาธง เป็นโรงเรียนที่พ่อแม่ต้องมาเรียนรู้ร่วมกับลูกและเป็นโรงเรียนที่ทุกคนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข
|
ครูวิเชียรค่อยๆ บอกเล่าเรื่องราวมากมาย ว่าลำปลายมาศพัฒนาสามารถเป็นไปได้ตามที่ได้เขียนไว้อย่างไร
more…
• Sunday, September 13th, 2009
โลกุตตระโอสถ และยาสามัญประจำบ้าน
สองวันที่่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางมาเข้าร่วมงานมหกรรมความรู้การพัฒนาสุขภาวะทางจิต (วิญญาณ) ที่จัดโดยมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ และ สรพ. มีภาคีมาร่วมงานมากมาย อาทิ สคส. สสส. เสมสิกขาลัย กลุ่มจิตตปัญญาศึกษาจาก ม.มหิดล และผู้คุ้นหน้าคุ้นตาจากกลุ่มจิตวิวัฒน์เกือบครบองค์ทีเดียว เห็นจะขาดไปก็หลวงพี่ไพศาล วิสาโล เท่านั้น ที่เหลือ ผู้หลักผู้ใหญ่ที่น่ารัก น่านับถือ มากันพร้อมหน้า อาจารย์ประเวศ อาจารย์ประสาน ต่างใจ อาจารย์อารีย์ อาจารย์สุมน (รุ่น S) อาจารย์จุมพล พี่โกมาตร (รุ่น M) ดร.สรยุทธ ดร.จารุวรรณ (รุ่น L) เป็นมหกรรมที่นำเอาหลักการ KM แลกเปลี่ยน สนทนา รับฟัง มาบูรณาการและจัดทำได้อย่างน่าสนุก และได้ความรู้ภาคปฏิบัติ และข้อสำคัญคือเกิดแรงบันดาลใจจากแค่การนำเอาวลี คำพูด หรือเรื่องราวแต่ละเรื่องมาขบคิดใคร่ครวญต่อที่บ้านเท่านั้น วิทยากรรับเชิญที่ทรงคุณวุฒิและทักษะในการถ่ายทอดอีกหลายท่าน ได้มีโอกาสได้กราบทักทายหนึ่งใน mentor ของผมคือท่านอาจารย์สิวลี ศิริไล เห็นรอยยิ้มและได้รับคำทักทายอันเปี่ยมไปด้วยนำ้ใจและความเมตตาของอาจารย์ ผมก็รู้สึกตัวเองอายุยืนขึ้นอีกหลายวินาทีพรหมนั่นเลยทีเดียว
มหกรรมความรู้ครั้งนี้ เพ่งไปที่การค้นหายุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ที่เราจะทำให้เกิดการขับเคลื่อนพัฒนาสุขภาวะทางจิตในเมืองไทยเรา ในทุกๆ section ของสังคม ถึงแม้ว่า main theme และผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่จะมาจากภาคสาธารณสุข และภาคการศึกษาก็ตาม และเนื้อหาและความรู้ที่ได้ น่าจะสามารถนำไปดัดแปลงและหว่านลงไปในสังคมได้โดยไม่ยากนัก ไม่ว่าจะเป็นของสัดส่วนไหนของสังคมก็ตาม เพราะจะอย่างไร เราก็มี "ความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง" (ซึ่งเป็นคำ top hit ในงานมหกรรมครั้งนี้) กันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว
more…
• Friday, September 11th, 2009
คำว่า “โปรเจคขอบคุณ” ลอยเข้ามาในความคิดของผม ในช่วงเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๒ เมื่อผมได้ทดลองสัมภาษณ์คนที่ไม่รู้จักว่า พวกเขาพอจะนึกขอบคุณอะไรได้บ้างในวันนั้นนับตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมา
ผมลองตั้งสมมติฐานไว้ว่า
หนึ่ง เป็นไปได้หรือไม่ว่า “ปริมาณความสุขของคนๆ หนึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับความสามารถในการขอบคุณของคนๆ นั้น”
สอง “ในบริบทที่เหมาะสม การขอบคุณน่าจะเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดเรื่องหนึ่งที่คนๆ หนึ่งจะสามารถทำได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่นาที”
สาม เป็นไปได้ว่า สำหรับคนส่วนหนึ่ง อาจจะต้องการบริบทที่เหมาะสมหรือความช่วยเหลือบางอย่างจากคนใกล้ชิดรอบข้างที่จะทำให้พวกเขาสามารถทำให้ความรู้สึกขอบคุณของเขาพุ่งทะลุออกมา
สมมติฐานครั้งนี้ตั้งอยู่ในองค์ความรู้เรื่อง “การทำงานของสมองสามชั้น” โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองชั้นกลางที่เกี่ยวข้องอารมณ์ความรู้สึกและเชื่อมโยงกับการใช้พลังงานของหัวใจ เช่นความรักความผูกพันการชื่นชมขอบคุณ ที่พิสูจน์ในหลายๆ งานวิจัยแล้วว่า เป็นสมองส่วนที่มีความสำคัญมากไม่น้อยไปกว่าสมองชั้นนอกที่ใช้ในการคิด
ตามที่เล่าไปในตอนที่แล้ว ผมใช้เวลาสองสามวันในการเดินสัมภาษณ์คนที่ไม่รู้จัก ผมทำได้ข้อมูลมาเพียงสิบสี่คนเท่านั้น แม้ว่าผมจะสนุกสนานกับการได้ทดลองพูดคุยกับคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อนแต่ข้อมูลที่ได้ในเรื่องการขอบคุณก็อาจจะได้น้อยเกินไปหรืออาจจะต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ข้อมูลที่มากพอที่จะเห็นภาพอะไรบางอย่าง
ผมนึกถึงท่านอ.ดร.สุธี วัฒนศิริเวชซึ่งท่านเป็นอาจารย์สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เมื่อได้พูดคุยกันถึงวัตถุประสงค์ของผม ท่านอ.สุธีก็ตอบรับด้วยความเต็มใจที่จะช่วยหาข้อมูลจากนักศึกษาที่ผ่านห้องเรียนของท่าน ในเวลาเพียงไม่กี่วันผมได้ข้อมูลเรื่องการขอบคุณนี้จากอ.สุธีและอ.ดรุณี วัฒนศิริเวช จากนักศึกษาจำนวน ๗๓ ข้อมูล และเมื่อลองวิเคราะห์ดูเล่นๆ พบว่า
more…
• Friday, September 04th, 2009
อภิชาตศิษย์ 3
ผมเคยเขียนเรื่อง "อภิชาตศิษย์" ไว้ต่างกรรม ต่างวาระ สองตอน คือตอนหนึ่งและตอนสอง แม้จะมีเรื่องราวที่แตกต่างกัน แต่ก็เกิดขึ้นในกิจกรรมเดียวกัน คือการเรียนการสอน Health Promotion หรือการสร้างเสริมสุขภาพ ระหว่างที่นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่สี่ปฏิบัติงานใน block pre- and postoperative care (การดูแลก่อนและหลังการผ่าตัด) สำหรับเรื่องคราวนี้ก็เกิดขึ้นในกิจกรรมที่ว่านี้เช่นเดียวกัน
คราวนี้เนื่องจากมีนักศึกษาเพิ่มมากขึ้น มาทีนึงกว่า 50 คน เราเลยแบ่งเป็น 6 กลุ่ม จากเดิมแค่ 4 กลุ่ม ผมเลยได้มีโอกาสฟังเรื่องราวกลุ่มละ 6 เรื่องแทนที่จะเป็น 4 เรื่อง เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากที่ว่าเมื่อเราเปิดโอกาสให้นักศึกษาลองเข้าไปทำความ เข้าใจคนไข้ในมิติลึกอย่างเต็มที่แล้ว นักศึกษาเราได้แสดงศักยภาพทั้งด้านมิติการเป็นแพทย์ และมิติอื่นๆได้อย่างน่าทึ่งแทบจะตลอดเวลา
ต้นมังคุด
เรื่องที่หนึ่ง ป้าสำลีกับต้นมังคุด
เริ่ม ต้นด้วย video clip (home-made) มีคุณป้าคนหนึ่งเดินอยู่ในสวน แบกเอาบันไดเหล็กมาหนึ่งบันได วางลงไปที่โคนต้นไม้ท่ามกลางกองใบไม้ แล้วก็ไต่ขึ้นไป เพื่อจะเด็ดลูกมังคุด สักประเดี๋ยวบันไดก็โอนเอน ในที่สุดก็ล้มครืนลงมา คุณป้า (แสดงโดย นศพ.) ลงมานอนจุกอยู่บนพื้น จนสักครู่ก็มีคนมาพบและนำส่งโรงพยาบาล
ปรากฏ ว่าน้องๆ นศพ.ได้เข้าไปสัมภาษณ์กับคุณป้าสำลีหลายครั้ง จนในที่สุดได้ขออนุญาตคุณป้าขอสัมภาษณ์และถ่าย video clip ไว้ด้วย มาประกอบการนำเสนอว่าในมุมมองของคุณป้าสำลี ความเจ็บป่วยครั้งนี้เกิดจากอะไร มีผลกระทบเช่นไรต่อตัวแก และจากประสบการณ์ครั้งนี้ แกจะนำไปกลับไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขอย่างไรบ้าง ออกมาเป็นเสียง สีหน้า ท่าทาง ชัดเจนแก่บรรดาเพื่อนๆที่นั่งฟังด้วยกัน
more…
• Thursday, September 03rd, 2009
โลกคือจิตนี้ พร่องอยู่เป็นนิจ….
ธัมมุทเทส ๔
ระยะนี้ผมได้สวดมนต์มากขึ้น มีหนังสือสวดมนต์ซึ่งมีคำแปลของพระสูตรสำคัญๆ เมื่อได้อ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นถ้อยคำอันไพเราะ น่าไปใคร่ครวญพิจารณา ไม่รู้เป็นเพราะเมื่อเวลาผ่านไป การรับรู้ของเราก็เปลี่ยนไปด้วย สามารถซาบซึ้งกับถ้อยคำที่แต่เดิมไม่มีความหมายต่อเท่าใด อย่างเช่นข้อความที่ผมโปรยไว้ใต้หัวเรื่อง ผมคิดว่าไม่มีการยกตัวอย่างใดจะบรรยายความหมายของโลกสำหรับมนุษย์เราได้ดีกว่านี้ ที่จริงแล้ว ไม่เพียงแต่สำหรับมนุษย์เท่านั้น แม้จะเป็นชีวิตอื่น หรือกระทั่งจักรวาลก็เป็นจิตอันพร่องอยู่เสมอ เพราะมันไม่เคยหยุดนิ่ง เปรียบเหมือนกับการวิ่งออกจากที่หนึ่งไปยังที่อื่นอยู่ตลอดเวลา แรงขับแห่งชีวิตคือการมองเห็นว่ามีสิ่งที่ต้องกระทำอยู่เสมอ ตลอดเวลาโลกต้องการให้สรรพชีวิตอยู่ด้วยการกระทำ มีกรรมเป็นแดนกำเนิดของสัตว์ทั้งปวง ไม่ว่าเป็นเรื่องการกระทำเพื่อตนเอง หรือเพื่อผู้อื่น เพื่อสร้าง หรือไม่ก็ทำลายอะไรบางอย่าง เป็นการนำโดยผู้นำสูงสุดอย่างแท้จริง ไม่ว่าเราจะใช้ภาษาใดเรียกขาน พระผู้เป็นเจ้า เต๋า ปฏิจจสมุปบาท สิ่งนี้คือผู้นำซึ่งไม่ได้สั่งให้เราไปซ้ายหรือขวา ไปทิศเหนือ ใต้ ตะวันตก หรือตะวันออก แต่ได้ติดตั้งเครื่องนำทางที่จะให้เราทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา
กฎของนิวตันที่เราเรียนสมัยมัธยมอาจเป็นเรื่องน่าประทับใจว่าหลักการเพียงไม่กี่ข้อนี้ก็สามารถนำดวงดาวต่างๆให้เข้ามาอยู่รวมเป็นจักรวาลได้ อาจเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับหลักของจักรวาลซึ่งพระพุทธเจ้าสรุปเป็นกฎของไตรลักษณ์ หนึ่งในนั้นคือ ทุกขัง ความไม่สามารถทนอยู่ได้ กฎนี้เองที่นำทางสรรพสิ่งไปข้างหน้าตลอดเวลา แต่มันนำเราไปไหนหนอ แน่ใจได้อย่างไรว่าหากเราก้าวไปในทิศทางที่มุ่งหน้าไปนั้นจะนำทางเราสู่ความสิ้นทุกข์หรือไม่ เราถูกดุนหลังให้เดินจากที่เดิมไปสู่ที่ใหม่พร้อมกับนำกฎนี้ติดตัวไปตลอดเวลา ไม่มีทางที่จะสลัดหลุดไปพ้น ไม่มีอะไรจะรับประกันว่าเป้าหมายของการนำนี้จะไปสิ้นสุดที่ใด
นักวิทยาศาสตร์บอกเราว่าจักรวาลเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “บิ๊กแบง” มันช่างเหมาะเจาะกับความรู้สึกของผมต่อการเดินทางของมนุษยชาติ รวมถึงสรรพชีวิตทั้งหลายด้วย พวกเราต่างมุ่งไปในทิศทางต่างๆตามที่จักรวาลได้สร้างแรงผลักดังที่กล่าวมา ไม่ต่างอะไรกับหยดหมึกบนกระดาษ ที่กระจายซึมไปทุกทิศทุกทางออกจากจุดเริ่มต้น เราไม่อาจล่วงรู้ถึงทั้งต้นธารกำเนิิดและปลายทาง ที่เรารู้เพียงเฉพาะมีที่ว่างของกระดาษอยู่เบื้องหน้าให้เราฝากรอยไว้ว่าครั้งหนึ่งเราได้ผ่านมา และแต่งแต้มจักรวาลด้วยสีสันที่เราวาดวางให้กับประวัติศาสตร์
ชีวิต ไม่ว่าจะมองแบบปัจเจก หรือมองว่าทั้งหมดล้วนเป็นห้วงมหาสมุทรของความเป็นหนึ่งเดียว เราต่างเป็นส่วนหนึ่งของ “บิ๊กแบง” ทางชีววิทยา เคลื่อนไปตาม “ยถากรรม” หรือกรรมของแต่ละคน ด้วยพลังเริ่มแรกของกฎแห่งไตรลักษณ์ การกระทำ หรือกรรมของเราเป็นจุดกำเนิดให้เราเดินต่อไปในโลก หรือ “จิตอันพร่องอยู่เป็นนิจ” นี้ตลอด เรื่องของยักษ์ซีซีฟัสที่ถูกลงทัณฑ์จากเทพซุส ให้เข็นก้อนหินอันหนักอึ้งขึ้นสู่ยอดเขาเพียงเพื่อให้มันกลิ้งตกไปที่เดิมอีกครั้งอยู่ชั่วชีวิต คือทัณฑ์เดียวกัน (หรืออาจเป็นของขวัญ) ที่มนุษย์ทุกคนได้รับ เราเติมการกระทำ หรือกรรมของเราให้กับโลกอันไม่เคยอิ่ม เพื่อกลับมาเป็นจุดเริ่มแห่งตัวตนของเราใหม่อีกครั้งอยู่ร่ำไป เราควรจะสิ้นหวังกับการลงทัณฑ์นี้ไหม
อาจจะไม่ถึงกับสิ้นหวังทีเดียว แต่ละศาสนาล้วนสอนให้เราเดินต่อไปโดยละวางอัตตาไว้ เมื่อเราเดินข้ามอัตตาอันเป็นของลวงตา สิ่งที่เหลืออยู่คือการเดินตามพลังงานเริ่มแรกของจักรวาล เนื่องจาก “สิ่งนั้น” ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะรู้ได้ทั้งหมด ตัวเราได้กลายเป็นเครื่องรับพลังงานนั้นตามความถนัด หรืออาจเรียกว่า ตามกรรมเก่า ก็ได้ บางคนได้รับพลังงานด้านความมุ่งมั่น สามารถทำลายอุปสรรคที่ต้องใช้พลังความมุ่งมั่นไม่ลดละ บางคนอาจมีความสามารถในการเข้าถึงกฎแห่งจักรวาลเป็นผู้มีความสามารถคาดหมายผลของการกระทำได้อย่างใกล้เคียง บางคนเข้าถึงการรับรู้ความงามอันเป็นเครื่องพักแห่งจิต เป็นผู้สร้างความงามโดยแปลความงามอันเป็นนามธรรมออกมาเป็นสิ่งที่ผู้อื่นสัมผัสรับรู้ได้
ไม่ว่ากรรมเก่าจะช่วยให้เราได้รับพลังงานนั้นในทางใด เมื่อเราได้เป็นส่วนหนึ่งของพลังงานนั้นโดยไม่สร้างอัตตามาถือครองการกระทำนั้น เป็นไปได้ที่เราจะไม่ต้องรับการลงทัณฑ์นี้อีกต่อไป แต่การดำรงอยู่ของเราจึงจะเป็นการรับคำสาปให้กลับมาเป็นพร เปลี่ยนการลงทัณฑ์ให้กลายมาเป็นของขวัญ ก้าวไปข้างหน้าโดยไม่มีจุดจบของการเดินทาง เหมือนกับน้ำในแม่น้ำที่ไม่ได้มีเพียงมหาสมุทรเป็นจุดจบของการไหล ทุกจุดที่น้ำผ่านไปล้วนสร้างสรรค์ หล่อเลี้ยงอะไรบางอย่าง ให้กำเนิดสิ่งใหม่ๆ เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับโลก และได้ทำหน้าที่เดียวกันกับผู้นำสูงสุด ด้วยการเติมหยดหมึกให้กับกระดาษเปล่าของกาลเวลา
ความคิดเห็นล่าสุด