Archive for ◊ July, 2009 ◊

Author: phoenix
• Thursday, July 30th, 2009

 

Appreciative Interview

เป็นตอนที่สามของ series Appreciative Inquiry ครับ

ในความเข้าใจของผม AI ไม่ได้ป็นเพียงแค่เครื่องมือที่หยิบนำไปใช้เท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องของการ "จัดการโลกภายใน" ของตนเองด้วย และถ้าเป็นเรื่องขององค์กร คนนำไปใช้ก็คือผู้บริหารองค์กร หรือผู้ที่จะทำการขับเคลื่อนนั่นเอง ที่จะเป็นเฟืองตัวสำคัญ

 

Man knows himself only to the extent that he knows the world; he becomes aware of himself only within the world, and aware of the world only within himself.

Every objected, well contemplated, open up a new organ of perception within us.

Johann Wolfgang v. Goethe

คน เรานั้นจะรู้จักตนเองก็ได้เพียงแค่เท่ากับขอบเขตที่เขาได้ทำความรู้จักโลก เท่านั้น นั่นคือตัวเขาอยู่ภายในโลกที่ว่านี้ และโลกนี้ทั้งหมดก็อยู่ภายในตัวเขาเอง

สรรพสิ่งต่างๆ เมื่อถูกนำมาใคร่ครวญไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง ก็จะเป็นการเพิ่มอวัยวะแห่งการรับรู้ขึ้นมาใหม่ให้กับตัวเราเอง

โยฮัน วูฟกัง เกอเธ

เราจะทำ appreciative inquiry ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ "โลกภายใน" ของเราจะต้องเป็นอย่างไร?

อาจจะต้องถามตัวเองสองสามคำถามก่อน

  • เรามองตัวเราเช่นไร เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข ปรับปรุง หรือเป็นอะไรที่เปี่ยมศักยภาพ?
  • เรามองครอบครัว คนรอบข้างเราอย่างไร?

more…

Author: phoenix
• Wednesday, July 29th, 2009

ร่วมฝัน ร่วมวิสัยทัศน์

ยังอยู่ใน series Appreciative Inquiry (AI)

จากหนังสือเล่มแรกของ David Cooperrinder และ Whitney ได้ให้นิยามเชิงภาคปฏิบัติของ AI ไว้ดังนี้

Appreciative Inquiry เป็นกระบวนบูรณาการวิวัฒน์โดยใช้จุดแข็งที่สุด ดีที่สุด ภายในบุคคลและองค์กร รวมทั้งของโลกทั้งหมด อาศัย การรวบรวมอย่างเป็นระบบเพื่อค้นหาสิ่งที่ให้ "ชีวิต" แก่องค์กร ชุมชน ที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดในทุกมิติ ไม่่ว่าจะเป็นเศรษฐศาสตร์ นิเวศน์ หรือมานุษยวิทยา

สำหรับ AI นั้น กลวิธีทางให้พื้นที่แห่งความเป็นไปได้ ศักยภาพ จินตนาการ นวตกรรม จะเข้ามาแทนที่การแทรกแซง การเข้าไปแก้ไข แทนที่จะมีกระบวนการหาข้อบกพร่อง แยกแยะวิเคราะห์เป็นช้ินๆเพื่อหาสมุหโรคของปัญหา ก็จะหันไปใช้กระบวนการค้นหา ฝัน และออกแบบแทน (Discovery, Dream and Design) ในการทำ AI จะเป็นการใช้ศิลปอันอุดมแห่งการถามคำถามเชิงสร้างสรรค์ชนิดไม่มีเงื่อนไข หรือ กรอบครอบงำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง การเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างของทุกๆคน และได้ใช้่ศักยภาพทุกๆมิติที่มีอยู่ กระบวนการนี้ไม่มีขีดจำกัดปริมาณคนที่จะมีส่วนร่วม การแสวงหาศักยภาพ สามารถทำได้ไม่ว่าจะจากคนเป็นร้อย หรือเป็นจำนวนพันหรือเท่าไรก็ตาม ทุกๆคนมีส่วนร่วมในการจรรโลงอนาคตแห่งองค์กรหรือชุมชนร่วมกัน (Destiny)

ใน ปรัชญา AI นั้น วางอยู่บนฐานความเชื่อที่ว่า ทุกๆองค์กรที่เรากำลังทำงาน ทุกๆชุมชนที่เราเป็นสมาชิกนั้น ยังมีต้นทุน ทรัพยากร ศักยภาพ ที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อีกมากมายมหาศาล และสามารถรับรู้ได้จากเรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน ความสามารถจะทำอะไรๆต่อไปในอนาคต แกนพลังแห่งองค์กร การ ทำ AI เป็นเพียงศาสตร์ หรือกลยุทธ ที่จะเชื่อมโยงแหล่งทรัพยากร พลังงานที่ว่านี้ มาเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการขับเคลื่อนและสร้างการเปลี่ยนแปลง ผลที่ได้คือ การขับเคลื่อนองค์กรที่เหมือนกับยกเครื่องใหม่ทั้งหมด ใช้น็อตทุกตัว ใช้เฟืองทุกอัน ใช้พลังงานทุกหยดทำให้เกิดสิ่งใหม่

more…

Author: phoenix
• Wednesday, July 29th, 2009

 

กระบวนทัศน์สรรค์สร้าง วิถีใหม่แห่งการพัฒนาองค์กร

ใครๆก็ทราบว่า คนเราชอบพูดชอบคิดถึงเรื่องดีๆ มีความสุข สนุกสนาน แต่พอถึงเวลาที่จะทำอะไรเกี่ยวกับงาน เกี่ยวกับหน้าที่ หน้าตาเริ่มหงิก คิ้วเริ่มขมวด ยิ้มกลายเป็นแสยะ มือกลายเป็นกำปั้น พูดกลายเป็นสำราก ลูกน้องกลายเป็นภาระ นายกลายเป็นอสูร ฯลฯ

ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นเลย มนุษย์มีอิสระที่จะทำอะไรได้เยอะ ความเป็นไปได้มีไม่สิ้นสุด

ตอนงานประชุมแพทยศาสตรศึกษาแห่งชาติที่ผ่านมา พี่โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ บรรยายเรื่อง Humanized Medical Curriculum (หรืออะไรทำนองนี้แหละครับ แกพูดหลายเรื่อง) ผมได้ถอดความมาบันทึกไว้ได้ 5 บทความ เป็นเกี่ยวกับสังคมปรนัย 3 บทความ (1, 2, 3) และหลักสูตรแพทย์ใหม่อีก 2 บทความ (1, 2) แต่ยังคงมีอะไรเหลืออยู่อีกสองสามประเด็นคั่งค้าง ได้แก่ Narrative Medicine และ Appreciative Inquiry ล่องลอยอยู่ในเวหนจินตนาการ ให้นำกลับไปค้นหาอ่านต่อ แล้วก็เหมือนผีดลใจ หมอวรวุฒิ ผ.อ. รพ.สันทราย ก็ส่งหนังสือมาให้อ่าน 2 เล่ม ทั้งสองเล่มเกี่ยวกับคำที่กำลังล่องลอยในศีรษะผมพอดิบพอดี คือ Appreciative Inquiry เล่มหนึ่งหนา 92 หน้า อีกเล่มเกือบห้าร้อยหน้า ก็ไม่ต้องสงสัยว่าจะอ่านเล่มไหนก่อน

อ่านแล้วก็เกิดความสนใจ อยากนำมาเชื่อมโยงกับสิ่งที่ตนเองทำและสนใจอยู่

และนำมากองไว้ ณ เวทีนี้อีกครั้งหนึ่ง

ผู้แต่งหนังสือเล่มแรก คือ Appreciative Inquiry, A Positive Revolution in Change คือ Dr David Cooperrider และ Diana Whitney ส่วนเล่มที่สองมี Jaqueline Stavros และ Ronald Fry เพิ่มมาอีกสองท่าน บทความนี้คงจะเป็นเพียงการหยิบมาบางหย่อมที่ผมอยากจะหยิบ เนื้อหารายละเอียดที่แท้จริง กรุณาไป

more…

Author: phoenix
• Sunday, July 26th, 2009

Medical Social Sciences & Humanities Courses (2)

ต่อจากบทความที่แล้ว หลักสูตรแพทย์ใหม่ (1)

Medical Social Sciences & Humanities Courses

  • History of Medicine: professional reflexivity

  • Medical Anthropology/Sociology: cultural understanding/macro-structural view

  • Literature/Poetry: personal growth, hermaneutic/humanistic sensibility

  • Philosophy/Epistemology: understanding what we know and how we know

  • Kalology: Aesthetics and Art of Appreciation in Medicine and Healing

Literature/Poetry

เมื่อมีการส่งแพทย์ประจำบ้านไปเรียนวิชาบทกวีและวรรณวิจักษ์ ปรากฏว่ามีผลที่สำคัญเกิดขึ้นกับแพทย์กลุ่มนี้ 3 ประการคือ

  1. การสื่อสารดีขึ้น เป็นเพราะการอ่านบทกวี และบทประพันธ์ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นทันทีก็คือ “คลังภาษา คำศัพท์” ของแพทย์ดีขึ้น มีตัวเลือกในการใช้ภาษา และเข้าใจความละเอียดอ่อนของความหมายของคำที่ดูคล้ายๆแต่ไม่เหมือนกันได้ดีขึ้น
  2. เพิ่มความเข้าอกเข้าใจคนไข้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากการอ่าน นั่นก็คือการได้พยายามทำความเข้าใจมุมมองของเรื่องราว จากมุมของผู้ประพันธ์นั่นเอง ทำให้เกิดความตระหนักถึงความหลากหลายในการรับรู้ของคนจำนวนมาก มองเห็นมิติของ “ความทุกข์” ที่นอกเหนือจาก biological domain มองเห็น “ต้นทุน” ทางด้านอื่นๆที่นำมาซึ่งทั้งความสุข และความทุกข์ของผู้คน
  3. สามารถ “ฟัง” ได้ดีขึ้น มี cultural competence ที่ดีขึ้น เมื่อมี appreciation กับเรื่องราว ก็สามารถมองเห็นมิติเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ สามารถนำไปใช้ในวิชาชีพได้ ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์ หรือการแนะนำ การทำ counseling ที่เน้นทักษะด้านการ deep listening

วรรณกรรมและบทกวีคือทักษะภาษาขั้นสูง ที่จริงอาจจะจัดอยู่ใน Aesthetics ได้เช่นกัน แต่เราจะพบได้ไม่ยากเลยว่า communication กับวิชาชีพแพทย์นั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด เพราะสิ่งที่ได้ทั้งสามประการก็คือ การสื่อสาร empathy และ respect to autonomy ในความต่าง และหาความเชื่อมโยงจากสุขภาวะในมิติอื่นๆนั้น เป็น core domains ของวิชาชีพแพทย์อย่างเห็นได้ชัด

เดี๋ยวนี้การเรียนภาษาแบบรถไฟด่วน หาบทกวี อาขยานแทบจะไม่มีเลย ถ้าจะรำพึงแบบคนรุ่นเก่า คงจะนึกถึงประเภท “ระฆังดังเหง่งหง่าง ฆ้องใหญ่กว้างครางหึ่งหึ่ง” หรือ “ครานั้นเพชรกล้าได้ฟังถาม ก็ชื่นชอบตอบความหาช้าไม่” หรือ “วิชาเหมือนสินค้าอันมีค่าอยู่เมืองไกล ต้องยากลำบากไปจึงจะได้สินค้ามา” ฯลฯ วรรณยุกต์ที่เป็นเสียงดนตรีก็ดูเหมือนกลายเป็น Myth ในการผันเสียง ผันคำ ยากแก่ความเข้าใจ ทั้งๆที่เป็นเสน่ห์ศิลปที่ลึกซึ้งอีกประการในการประพันธ์เพลงไทย เพราะถ้าไม่เข้าใจเรื่อง tune เรื่องวรรณยุกต์แล้ว ก็อาจจะแต่งเพลงได้ผิดเพี้ยน ร้องออกมาผิดความหมายเอาได้ง่ายๆ

ข้อสำคัญคือ ขาดความยืดหยุ่นของภาษาก็จะติดกับดักของ “สังคมปรนัย” เอาได้ง่ายๆ

Philosophy and Epistemology

What do we know and how do we know?

ในการเรียนเพื่อจะเป็นแพทย์นั้น จะเป็นการเรียนที่หวังผลในระดับการปรับเปลียนไม่เพียงเฉพาะ “ความรู้” เท่านั้น แต่จะครอบคลุมไปถึงทักษะและเจตนคติด้วย ในพฤติกรรมศาสตร์เราจะพบว่าสิ่งที่ทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นไม่ได้ขึ้น อยู่กับ “ความรู้” หรือ “ข้อมูล” เพียงประการเดียว คนเราจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง มีแรงกระตุ้นมาหลายฝ่าย และมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับประเดี๋ยวประด๋าว หรือถาวรคงทน ก็ไม่เท่าเทียมกัน และแต่ละปัจเจกบุคคลนั้น ก็ยังตอบสนองต่อวิธีการเรียน ประสบการณ์การเรียนรู้ไม่เหมือนกันอีกด้วย

อุตสาหกรรมที่มีคนลงทุนเป็นเม็ดเงินสูงสุดคือ “อุตสาหกรรมโฆษณา” เพราะมัน “ได้ผล” แต่เมื่อเราพิจารณาดูให้ดี การโฆษณานั้นเป็น “การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม” นั่นเอง

คือเปลี่ยนจากไม่ซื้อ ไม่เคยซื้อ มาเป็นลองซื้อ ซื้อต่อไป ไม่เปลี่ยนยี่ห้อ และถ้าเราสังเกตให้ดี โฆษณาเหล่านี้ น้อยครั้งที่จะใช้เทคนิกการใช้ตรรกะ เหตุผล มาเป็นกลไกชี้นำ แต่จะใช้วิธี “เข้าหา” ทาง “อารมณ์” ของกลุ่มผู้ใช้สินค้ามากกว่า ลองคิดดู พวกหมอ พยาบาล ทำงาน health promotion เรื่องบุหรี่เรื่องเบาหวานเรื่องเหล้ามานาน ออกไปทำทีไร เราก็เผอเรอใช้วิธีเดิมๆคือ บรรยาย ให้ความรู้ เวลาประเมินก็ใช้วิธีถามๆเอา ว่าจำได้ไหม เมื่อกี้สอนว่าไร พอชาวบ้านตอบได้ก็สรุปว่าโครงการได้ผลอย่างสิ้นเชิง

แต่ก็ยังงงๆ เพราะผลที่แท้จริงนั้น คือ “พฤติกรรมเสี่ยง” มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ยังไม่ได้ประเมิน

โจทย์ในสังคมก็คล้ายๆกัน คนโกงบ้านโกงเมือง ไม่ใช่คนที่ด้อยการศึกษา ไม่ใช่คนที่ “ขาดข้อมูล” หรือ “ขาดความรู้” แต่เป็นเพราะ “ขาดหิริโอตัปปะ หรือความละอายและเกรงกลัวต่อบาป” ซึ่งไม่ได้เป็นเพราะเขาไม่ทราบว่าอะไรดี ไม่ดี เผลอๆพวกนี้สามารถบรรยาย lecture ได้เป็นฉากๆ quote คำพูดเพราะๆออกมาได้เป็นชุดๆ

เพียงแต่ “ไม่ทำ” เท่านั้นเอง

ดังนั้น values ของการแพทย์ เรื่อง Altruism หรือ การเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์ เรื่องการเคารพใน autonomy ของผู้อื่น เรื่องเคารพใน dignity ในศักดิ์ศรีของคน ไม่ใช่สิ่งที่เราเพียงบรรยาย สอบความรู้ว่าจำได้หรือไม่ เราใน ฐานะครูแพทย์ โรงเรียนแพทย์ จึงต้องทำความเข้าใจใน Epistemology วิชาที่ว่าด้วยการทำความเข้าใจในการรับรู้ เรียนรู้ ของมนุษย์ให้ดี ให้ลึกซึ้ง ว่าจะสอน หรือจะใช้การจัดประสบการณ์การเรียนรู้เช่นไร จึงจะไม่เพียงจำได้ แต่อยากปฏิบัติ เห็นคุณค่า เกิดความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนเรียน เห็นความเชื่อมโยงของศาสตร์่ต่างๆกับสุนทรีย์ในชีวิตได้

จึงเป็น “จิตตปัญญาศึกษา” หรือ Contemplative Education ที่แท้

Kalology / Aesthetics and Art of Appreciation

การศึกษาเรื่อง “สุนทรีย์ศาสตร์”

เมื่อวานซืนได้มีโอกาสไปร่วมงาน KM ผู้ป่วยโรคเบาหวานในเขตจังหวัดสงขลา จัดโดย สพช.เขต มีทั้งพยาบาล คุณหมอ อาสาสมัคร และคนไข้มาร่วมงาน ซึ่งบรรยากาศอบอุ่นมาก เป็นกันเอง ประกายตาผู้เข้าร่วมมีความมุ่งมั่น ผ่อนคลาย และข้อสำคัญคือ มีความสุข

ผมคิดว่าในวิชาชีพนี้ ถ้าจะให้ดี ไหนๆเราจะทำหน้าที่เกี่ยวกับความป่วยไข้ ยืดชีวิตคนไม่ให้ตายไปก่อนเวลาอันควร ด้วยความรู้ความชำนาญต่างๆ เราน่าจะหล่อเลี้ยง “ฉันทาคติ” ที่ว่า เพราะเหตุใด “ชีวิตจึงมีค่า มีความหมาย มีความสุข มีความงดงาม” แล้วอาศัยความชื่นชมที่ว่านี้ ทำให้งานของเราทุกวันๆมีความหมายที่ลึกซึ้ง ออกไปนอกจากตัวเรา ไปหาผู้อื่น สังคม และสิ่งที่เป็นภายนอกตัวเราได้

เพราะที่ผมเคยเขียนเรื่อง “ความงาม ความดี และความจริง” นั้น สมดุลคือ I, You/We, It หรืออะไรที่เพื่อตัวฉันนั้นมันก็เป็นแค่ความงาม ส่วนความดีเกิดขึ้นก็เมื่อทำอะไรให้แก่คนอื่น ความจริงคือปรากฏการณ์ต่างๆที่เราสังเกต รวบรวม และตกผลึกเป็นศาสตร์สาขาต่างๆ

“เพื่อตัวฉัน” นั้นคือแค่ความงาม  อันดีชั่วต่อนามไม่ปรากฏ

“เพื่อเธอ” คือความดีทวียศ         ทรงกลดจรัสสว่างกระจ่างใจ

ความจริง” คือศาสตร์ คือความรู้ ประดับอยู่คู่ศิลป์สวยสดใส

บรรเทาทุกข์ดูแลคนป่วยไข้         ฉันนั้นไซร้งามถึงซึ่งจิตวิญญาณ

เป็นที่น่าสนใจที่ขณะนี้ ด้วยวัฒนธรรมบางประการ เราได้อยากให้คนภายนอกช่วยหาเกณฑ์มาบอกว่าเราทำดีแล้วหรือยัง มองในอีกแง่หนึ่งก็ดี เพราะว่าความสำเร็จทางการแพทย์ หรือในการเป็นแพทย์นั้น มันเป็นสุขภาวะของผู้อื่น แต่กว่าหากที่เรากำลัง focus นั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับสุขภาวะ แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ เราอาจจะกำลัง miss-focus และเผลอๆ อาจจะพาลเสียอกเสียใจ ทั้งๆที่องค์กรของเรา คนของเรา ได้อุทิศตนให้แก่ผู้อื่นอย่างเต็มกำลัง เต็มความสามารถ สุดท้ายใช้ criteria อะไรที่กำลังมาตัดสินเราว่าเราทำดีแล้วหรือไม่?

ในโลกบริหารจัดการแบบ business model ที่เน้น เร็ว ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล input versus output นั้น จะติดปัญหาเรื่องการลงทุน ลงแรงทางจิตวิญญาณของผู้คน และผลลัพธ์ทางจิตใจ ทางสังคม และทางจิตวิญญาณของปัจเจก ของครอบครัว ของสังคมที่เกิดอาสาสมัคร จิตอาสา ที่สืบต่อไปอีกเป็น generations ซึ่งในทางการนับ case แต่ละ case ที่นับหนึ่ง สอง สาม สี่ ไปนั้น มันเป็น evidence ของ humanity ที่การนับแบบนั้น ค่อนข้างจะ downgrade หรือเป็นการ dehumanization dehumanity อย่างมากเลยทีเดียว

จดหมายที่ Edward Demming ผู้ริเริ่ม TQM เขียนให้เป็นคำนำหนังสือแก่ Peter Senge

Our prevailing system of management has destroyed our people,People are born with intrinsic motivation,self-respect,dignity, curiosity to learn,joy in learning.The forces of destruction begin with toddlers–a prize for the best Halloween costume,grades in school,gold stars–and on up through university. On the job,people,teams, and divisions are ranked, reward for the top, punishment for the bottom. Management by objectives, Quotas, incentive pay, business plans, put together separately, division by division, cause further loss, unknown and unknowable”

The Fifth Discipline: The Art & Practice of The Learning Organization by Peter M. Senge

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีงานกีฬาสีระดับอนุบาลที่โรงเรียน ผมกับภรรยาก็พาเจ้าตัวเล็กไปงาน นัยว่าเธอเป็นนักกีฬาวิ่งผลัด (เนื่องจากมีหลายอย่าง ครูเลยเขียนรหัสการแข่งไว้่ที่แขนมาให้หนึ่งวันล่วงหน้า ปรากฏว่าตอนพาไปอาบน้ำตอนค่ำ เราก็ไม่รู้ นึกว่าเจ้าตัวเขียนอะไรเล่นไว้บนแขน ถูไปปุ๊บ เจ้าป๊อกแป๊กร้องลั่นบอกว่า อย่าลบๆ ครูเขียนมาๆ ต้องมานั่งถอดว่ามันคืออะไรแล้วเขียนใหม่)

บรรยากาศก็สนุกดี ปีนี้จัดวันเสาร์ต่างจากทุกปีที่จัดวันธรรมดา ผู้ปกครองเลยมากันตรึม (ภาษาใต้ ตรึม = เยอะ) เกือบทุกคนมีกล้อง มี camcorder มาบันทึกประวัติศาสตร์ (ของลูก) เด็กบางคนก็เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ดรัมเมเยอร์ (ระดับอนุบาล มีท่าเต้นจำกัดมาก แค่ 3 ท่า คือ ยกคฑาขวางระดับเหนือศีรษะ ระดับอก แล้วก็ระดับเอว ตามจังหวะกลองไปเรื่อยๆ)

พวก เดินขบวนนี่ปรากฏว่ามีเด็กหลายคนแต่งหน้า แต่งตา มาด้วย ตรงนี้คงจะเป็นความหลากหลายของรสนิยม แต่ตัวผมเองเห็นเด็กแต่งหน้า “ให้สวยแบบผู้ใหญ่” ทีไร ตะครั่งตะครอทุกครั้ง ผิวเด็ก ตาเด็ก นั้นสวยที่สุดอยู่แล้ว ทำไมต้องไปแต่งให้เหมือนสาวๆ กลัวจะโตไม่ทันหรืออย่างไร วันเวลาอันไร้เดียงสาของลูกนั้นมันผ่านไปเร็วกว่าที่เราคิดไว้เยอะมาก เด็กบางคนที่มาเดิน ไม่ได้แต่งหน้าอะไรเลย ผมกลับรู้สึกว่าน่ารักมากๆเลย

ปรากฏว่ามีการแข่งหลายลู่ หลายเลน เด็กบางคนวิ่งแข่งเสร็จร้องไห้โฮเพราะแพ้ บางคนยังไม่ทันวิ่งก็ร้องไห้แล้ว (อาจจะงง ไม่รู้ว่าจะวิ่งไปไหน) มีกีฬามหาสนุกพ่อแม่ลูก เริ่มจากลูก (อนุบาล 1) ต้องแกะนม แกะหลอดกินนมให้หมดก่อน เสร็จแล้วก็วิ่งตุ้บตั้บไปหาพ่ออีกประมาณ 10 เมตรกว่าๆ ตรงหน้าพ่อจะมีกล้วยอยู่หนึ่งลูก ให้ลูกเป็นคนปอกเปลือกให้พ่อกิน พ่อกินหมด ก็จะอุ้มลูกวิ่งพาไปส่งให้แม่ที่ยืนรออยู่ที่เส้นชัย

ที่อยากจะเล่าก็เพราะ แม้่แต่เด็กวัยนี้ ก็เริ่ม sense ถึงการแพ้ การชนะแล้ว และเริ่มกลัวการพ่ายแพ้ ซึ่งตรงนี้แสดงถึงการเริ่ม install ความเชื่อ และรูปแบบการรับรู้ (ตั้งแต่อนุบาล 1!!) การให้รางวัลแก่ผู้ชนะเป็นความหอมหวานก็จริง แต่จิตใจของผู้แพ้เป็นเช่นไร และเราดูแลอย่างไรก็เป็นเรื่องน่าสนใจมาก และควรเอาใจใส่

เมื่อไรก็ตาม ที่แพทย์เริ่มมองเห็นความสวยงามของชีวิต มองเห็นเท้าของคนไข้เบาหวาน คือ การได้ออกไปเดินเล่นริมหาดด้วยกันของสองสามีภรรยาผู้เฒ่า มองเห็นกล่องเสียงของคนไข้คือเสียงเพลงและคำบอกรักต่อครอบครัว ลูกเมีย มองเห็น carpal ganglion ที่มือคนไข้เป็นการได้สัมผัส โอบกอดคนที่เรารักและคนที่รักเรา เมื่อนั้น เราจะ appreciate ในงานที่เรากำลังมาเรียน และงานที่เรากำลังจะได้ทำมากย่ิงขึ้น

เมื่อนั้นก็จะเหมือนกับที่ว่า Once you have found your dream job, then you’ll never work again, just live.” เมื่อไร ก็ตามที่เราเจองานในฝันของเรา ตั้งแต่นั้นต่อไปเราจะไม่ต้องทำงานอีกเลย เพราะงานได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ปราศจากการขัดขืน เหมือนที่เราหายใจ กินข้าว ดื่มน้ำ ทำงาน นอนหลับ

สุนทรีย์

Author: phoenix
• Sunday, July 26th, 2009

Social Sciences and Humanities Courses

อาจจะไม่เชิงเป็น "หลักสูตรใหม่" แต่เนื่องจากบริบทของสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง อาจารย์ประเวศ วะสี เคยให้ภาพกว้างไว้ว่าเรากำลังอยู่ในช่วงของ paradigm shift หรือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากที่มุ่งเน้นการเข้าถึงการบริการ เข้าสู่ยุคของ "การแพทย์ที่ใช้หัวใจแห่งความเป็นมนุษย์" ซึ่ง มีคำเรียกอื่นๆ อาทิ Humanized healthcare, Humanistic Medicine, Compassionate Medicine, etc แต่ความหมายโดยรวมก็คือ หันกลับมามองที่ "ความเป็นมนุษย์" ที่มีมิติอื่นๆนอกเหนือจาก bio-medical หรือการแพทย์ที่มุ่งสนใจแต่เฉพาะความลึกซึ้งทางชีววิทยาเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ไม่เพียงเพราะเพื่อความสมบูรณ์พร้อมที่เหมาะสมมากขึ้น แต่ถูกผลักดันด้วย "ภาวะคุกคาม" ต่อวงการวิชาชีพหากเราไม่พยายามทำอะไร หรือปล่อยให้ "กระแสการตลาด" เป็นตัวกำหนดหลักของการเปลี่ยนแปลง โดยไม่สนใจว่ามีอะไร "ภายใน" ที่กำลังเน่าเปื่อย ผุพัง rotten อยู่ภายใต้เปลือกที่หนาขึ้นๆเรื่อยๆ

พี่โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผอ.สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ บรรยายเรื่อง Humanized Medical Curriculum ในงานประชุมใหญ่ทุก 7 ปี แพทยศาสตรศึกษาแห่งชาติ ได้นำเสนอ 5 modules (มีมากกว่านี้) สำหรับ Medical Social Sciences and Humanities Courses ไว้ดังนี้

 

Medical Social Sciences and Humanities Courses

  • History of Medicine: professional reflexivity

  • Medical Anthropology/Sociology: Cultural understanding/macro-structural view

  • Literature/Poetry: personal growth, hermeneutic/humanistic sensibility

  • Philosophy/Epistemology: knowing what we know and how we know

  • Medical Kalology: Aesthetics and Art of Appreciation in Medicine and Healing

ซึ่งเฉพาะ slide นี้ slide เดียว ก็เพียงพอที่จะทำเป็น stand-alone seminar ได้แล้วหนึ่งการประชุมสบายๆ ผมจึงได้ขออนุญาตนำมาหย่อนไว้ตรงนี้ ด้วยสาเหตุหลายประการ กันลืม ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง เอามาพรวนและปลูกเอาไว้ ณ​ ผืนดินของ Gotoknow ซึ่งเป็นที่ดินอุดม หวังว่าอะไรดีๆน่าจะงอกเงยตามมา

History of Medicine

"ประวัติศาสตร์การแพทย์" เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจโดยตัวเนื้อหามันเองอยู่แล้ว แต่ถ้าหากมองในแง่ของการสร้าง "professionalism" หรือ จิตวิญญาณวิชาชีพแล้ว การที่นักศึกษาได้เรียน รับทราบ นำไปใคร่ครวญ ในเนื้อหาของประวัติศาสตร์ความเป็นมาของวิชาชีพแพทย์ พยาบาล สามารถมีอิทธิพลต่อกระบวนความคิด ความรู้สึก และมุมมองในงานนีได้เป็นอย่างดี

more…

Author: phoenix
• Friday, July 24th, 2009

สังคมปรนัย (3)

ต่อจากสังคมปรนัย 1 และสังคมปรนัย 2 ครับ

ในสังคมปรนัยนั้น พลังงานจะออกมาในลักษณะของ "กระบวนทัศน์ขัดสน" (poverty mentality) ได้ง่ายดาย เพราะการฝังใจกับการพึ่งพา expert ผู้เชี่ยวชาญต่างๆไปหมดทุกเรื่อง ทางออกต่างๆมี "คนอื่น" คนไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ (ไม่เคยใช่) เราเป็นคนบอกมา และเรามีหน้าที่เสพย์ ทำตาม ซื้อ เท่านั้น

มี วัดอยู่วัดหนึ่ง ตอนเย็น ทำวัตรเย็น ท่านสมภารก็พบว่ามีเจ้าแมวน้อยอยู่ตัวนึง ชอบตามพระเข้ามาในโบสถ์เสมอ มาคลอเคลีย แข้งขา เท่านั้นไม่พอบางทียังขี้ ยังเยี่ยวในโบสถ์ ส่งกลิ่นเหม็น ต้องทำความสะอาด ซักพรม ถูพื้นกันแทบไม่เว้นวัน ท่านก็เลยออกกฏให้พาเจ้าแมวน้อยตัวนี้ไปผูกไว้ที่หน้าประตูวัดก่อนทำวัตร เย็น สวดมนต์เสร็จปิดประตูโบสถ์แล้วค่อยปล่อย

สั่ง เสร็จ งานนี้ก็ได้รับมอบหมายลงไปตามลำดับชั้น ในที่สุด ก็เป็นที่รู้กันว่างานเอาลูกแมวไปผูกหน้าประตูก่อนทำวัตรเย็นจะตกเป็น หน้าที่ของเณรบวชใหม่ประจำพรรษานั้นๆเสมอไป (เพราะเด็กสุด)

เหตุการณ์ ก็ผ่านไปเรียบร้อยดี โบสถ์สะอาดสะอ้่าน ไม่มีขี้แมว ไม่มีเยี่ยมแมว ส่งกลิ่นให้รำคาญใจ เป็นที่อับอายต่อญาติโยม เณรก็จับแมวไปผูกทุกเย็น สวดมนต์เสร็จก็ปล่อย เป็นเช่นนี้จนกระทั่งแม้เมื่อท่านสมภารมรณภาพไป ระบบก็ยังดำเนินของมันไปได้ต่อไป เณรใหม่ก็จะได้รับ assignment เป็นผู้จับแมว ผูกแมว ปล่อยแมว เป็นกิจวัตรประจำวัน

จนในที่สุด แม้ว่าแมวจะมีเก้าชีวิตก็ตาม ลูกแมว กลายเป็นแม่แมว นังแมวเฒ่า แล้วก็แก่ตายไปจนได้

ปรากฏ ว่าพอแมวตาย เณรที่ทำหน้าที่จับแมวทุกวันก็เป็นทุกข์ทันที ถามไถ่กับเณรองค์อื่น กับพระองค์อื่นใหญ่ ว่าทำยังไงดี วันนี้ไม่มีแมวมาผูกหน้าประตูก่อนทำวัตรเย็น แล้วนี่ก็ใกล้เวลาทำวัตรเย็นแล้วด้วย

สุดท้าย พระและเณรในวัด ก็ตกลงให้เด็กวัดคนนึงไปจับแมวมาตัวนึงจากในหมู่บ้านมาผูกที่หน้าประตูวัด แล้วทุกองค์ก็เข้าไปทำวัตรเย็นได้ตามปกติ ที่เคยปฏิบัติกันมาหลายปี

………..

========================

มี ครอบครัวอเมริกันครอบครัวหนึ่ง คุณแม่มีสูตรตำรับพิเศษในการทำไก่งวงวัน Thanks Giving ทุกๆปีก็จะเป็นคนทำไก่งวงอบ ที่ทุกๆคนรอคอยมาตลอดทั้งปี ใครๆก็ติดใจในรสชาติ เฉียบขาด สุดยอด จนตำรับปรุงไก่งวงกลายเป็นสูตรอาหารที่ขึ้นชื่อประจำตระกูล

ลูกๆ หลายคนก็ช่วยคุณแม่ทำไก่งวงกันมาตั้งแต่เล็กๆ จนโต ก็จำสูตรนี้เอาไปทำบ้าง กลายเป็นไก่งวงประจำตระกูลไปโดยปริยาย จนตอนหลังคุณแม่แก่ตัวลง ก็ไม่ต้องเข้าครัวไปทำเองแล้ว เพราะลูกๆทุกคนต่างก็รู้วิธีทำกันหมด

จนจากคุณแม่แก่ตัวลงจนกลายเป็นคุณยาย มีหลานมากมาย คุณยายก็จะเดินทางไปตามบ้านของลูกๆ สลับไปทุกๆปี

มี อยู่ปีนึง ลูกๆได้มาเจอกันที่งานก่อนวัน Thanks Giving แล้วก็พูดถึงงานที่กำลังจะเชิญคุณแม่มาร่วมในปีนี้ ลูกคนเล็กก็เอ่ยขึ้นมาก่อน "พี่ พี่ ฉันอยากจะถามมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาส เรื่องสูตรไก่งวงบ้านเรานี่แหละ ลูกของฉันมันถามว่าไอ้ของที่เรา stuff แล้วยัดท้องไก่งวงน่ะ ทุกอย่างก็ make sense ดูมีเหตุผลดี แต่ทำไม เราถึงต้องหักคอไก่ เอากำปั้นทะลวงก้นแล้วเอาหัวไก่ยัดมันลงไปด้วยล่ะ ฉันตอบลูกไม่ได้อ่ะ พี่รู้เหตุผลไหม?"

more…

Author: phoenix
• Friday, July 24th, 2009

สังคมปรนัย (2)

ต่อจาก สังคมปรนัย (1) นะครับ

การศึกษา เล่าเรียน หรือประสบการณ์ต่างๆ สุดท้ายก็จะไปหล่อหลอมเป็นกระบวนทัศน์ ความคิด ความรู้สึก และแสดงออกมาทางพฤติกรรมในขั้นตอนสุดท้าย พฤติกรรมหนึ่งๆนั้นก็จะมีแรงผลักดันที่มาได้หลากหลาย แม้จะเป็นพฤติกรรมอย่างเดียวกันแต่สามารถมี "แรงบันดาลใจ" ไม่เหมือนกัน สุดท้าย ก็จะมี "ความหมาย" ไม่เหมือนกัน

มี ครั้งหนึ่งมีคนเดินทางไปก็พบพื้นที่แห่งหนึ่ง กำลังมีงานก่อสร้าง มีคนงานกำลังทำงานอยู่หลายคน ด้วยความสงสัยใคร่รู้ คนเดินทางเกร่เข้าไปถามคนงานแถวๆนั้น 2-3 คน

"กำลังทำอะไรอยู่น่ะ?" คนเดินทางถาม

คนงานคนแรกตอบ "กำลังวางอิฐ"

คนงานคนที่สองตอบ "กำลังทำงาน หาเงิน"

คนงานคนที่สามตอบ "กำลังสร้างโบสถ์"

ทั้ง สามคนทำงานเหมือนๆกัน แต่ไม่เหมือนกัน คนแรกมองเห็นและให้ความหมายกับสิ่งที่ตนเองกำลังสัมผัสตรงข้างหน้า กำลังถืออิฐ กำลังวางอิฐ สิ่งที่ทำก็เป็นแค่นั้น ถืออิฐวางอิฐ คนที่สองได้ให้ความหมายอีกอย่างหนึ่ง นี่เป็นงาน และทำแล้วได้เงิน เอาไปซื้อข้าวปลาของใช้่ที่จำเป็น ส่วนคนที่สามนึกถึงผลงานสุดท้ายย จะกลายเป็นวัด เป็นโบสถ์

===========================

ณ ชายหาดแห่งหนึ่ง เด็กกลุ่มหนึ่งเห็นชายชราคนหนึ่งเดินก้มๆเงยๆอยู่ไปตามชายหาด เดี๋ยวก้ม หยิบอะไรมาสักอย่างหนึ่ง เสร็จแล้วก็เขวี้ยงลงไปในทะเล เดินต่อ ก้มใหม่ หยิบอะไรขึ้นมาใหม่ แล้วก็โยนลงทะเลใหม่ เด็กกลุ่มนี้เกิดความสนใจ จึงเดินไปใกล้่ๆ เพื่อจะดูว่าชายชราคนนี้กำลังทำอะไร

พอ เข้าไปใกล้ก็เห็นว่าชายชราคนนี้เดินไปตามชายหาด เพื่อเก็บปลาดาวที่ถูกน้ำทะเลพัดมาเกยตื้นติดฝั่งอยู่ แล้วก็จะโยนคืนไปในทะเลใหม่ ไม่ให้มันเกยตื้นแห้งตาย ด้วยความสงสัยก็เลยถาม

"ลุงๆ ลุงจะทำอะไรน่ะ?"

ชายชราเงยหน้ามอง "ช่วยปลาดาว มันเกยตื้น"

เด็กๆ มองไปตามชายหาด เห็นตลอดความยาวทั้งฝั่งนั้น ก็เต็มไปด้วยปลาดาวเกยตื้นเต็มไปหมด "ลุงๆ ปลาดาวมันมีตั้งเยอะนา ลุงจะช่วยได้สักกี่ตัวเนี่ย"

"ก็ไม่กี่ตัว" ลุงยังก้มๆเงยๆหยิบปลาดาวต่อ

"ไม่เห็นมันจะได้่ผลเลยลุง ยังไงๆมันก็ไม่หมด ขว้างลงไปประเดี๋ยวมันก็ถูกซัดขึ้นมาใหม่ ทำไปก็ไม่มีความหมายอะไรเลย" เด็กแสดงความเห็น

"ก็ จริงอยู่ ตัวที่ลุงไม่ได้ช่วย หรือตัวที่ถูกซัดกลับเข้ามาใหม่คงจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร แต่ที่แน่ๆ บางตัวที่ลุงช่วยโยนลงทะเลไปใหม่ สำหรับตัวนั้นมันคงจะมีความหมายต่อมันอยู่บ้างนะ"

เรื่อง นี้ไม่เหมือนกับเรื่องแรก เพราะคุณลุงคนนี้ไม่ได้มองที่ "ภาพรวม" สุดท้ายว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือคิดคำนวณประสิทธิภาพ ความคุ้่ม ฯลฯ แต่คุณลุงอยู่กับ "ปลาดาว" ตัวที่คุณลุงหยิบขึ้นมา ดูแล และโยนกลับทะเล ทุกๆตัวมีความหมายต่อคุณลุงทั้งสิ้น

===========================

มนุษย์เราเรียนรู้และเกิดปัญญาได้หลายวิธี อาจจะศึกษาเรียนรู้ตากตำรับตำรา อ่านหนังสือ ชมสื่อต่างๆ อาจจะเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ปฏิบัติตรง หรืออาจจะเรียนรู้จากการภาวนา ใคร่ครวญ ไตร่ตรองก็ได้ เราเติบโตมาพร้อมๆกับการให้ลำดับความสำคัญของเรื่องราวต่างๆ สิ่งสำคัญพื้นฐาน เช่น การอยู่รอด รอดชีวิต ปลอดภัย ไม่เจ็บปวด เป็นความต้องการและเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานในการมีชีวิตอยู่ การเรียนรู้เพื่อ serve ความต้องการด้านนี้ก็จะทรงพลัง และสำคัญมาก

more…

Author: phoenix
• Friday, July 24th, 2009

 

สังคมปรนัย

วันที่ 20-22 กรกฏาคมที่ผ่านมา มีงานประชุมแพทยศาสตรศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ซึ่งมีความสำคัญคือเป็นงานประชุมใหญ่ทุก 7-8 ปีในการที่เรามาร่วมชุมนุม ปรึกษา แลกเปลี่ยนกันว่า หลักสูตรแพทยศาสตรศึกษาทั้งระดับก่อนและหลังปริญญาควรจะมีโฉมหน้าเช่นไรใน อนาคต 7-8 ปีข้างหน้านี้ ผู้เข้าร่วมก็มาจากหลากหลาย ล้วนแต่เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งผู้ผลิต (รร.แพทย์) ผู้ใช้บริการระดับต่างๆ (กระทรวงสาธารณสุข ภาคประชาชน)

เนื่องจากเป็นการประชุมร่วมปรึกษาหารือ ฉะนั้นเรามีกิจกรรมแลกเปลี่ยนค่อนข้างเยอะ แต่ในงานนี้ก็มี 2 sessions ที่เป็นการบรรยาย โดย นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และ นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ในหัวข้อ Humanized Healthcare หรือ Compassionate Medicine ที่แม้จะเป็นการบรรยาย แต่ก็สร้างจินตนาการ คำถาม คำตอบ และข้อสำคัญคือ "แรงบันดาลใจ" ที่สามารถนำไปคิดต่อยอด งอกงาม เกิดอะไรต่อมิอะไรได้อีกมากมาย ผมจึงขอใช้พื้นที่นี้ในการบันทีกความทรงจำและความประทับใจลงไป ถ้าจะมีความดีแต่ประการใดขอยกให้วิทยากรทั้งสองท่าน ส่วนถ้าจะมีความขัดข้องใจหรือความผิดพลาด กรุณาถือเป็นการตีความส่วนตัวของผมเองแต่เพียงผู้เดียว

สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส Society and Health Institute (SHI) ที่พี่โกมาตรเป็นผู้อำนวยการได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ "สังคมปรนัย" ออกมาแล้ว นัยว่า (จากคำนำใน website ของ shi) รวบรวมบทความเด็ดๆสะท้อนสังคมของพี่โกมาตรไว้ในหนังสือเล่มนี้ แต่ผมเองก็ยังไม่ได้หามาอ่านเลย สำหรับบทความคราวนี้ก็จะเป็นการกลั่นออกมาจากการที่ติดตามฟังการบรรยาย เรื่องนี้มาประมาณทั้งหมด 5 ครั้งได้แล้ว แต่ละครั้งก็ได้เกิดความรู้สึก เนื้อหาที่แตกต่างกันมากทีเดียว อาจจะเป็นเพราะทั้งการบรรยายที่เปลี่ยนไป มีเรื่องราวใหม่ๆเสริม และตัวคนรับเองที่เปลี่ยนไปตามเวลา สถานที่ บริบท ทั้งภายในและภายนอกประกอบกัน

ตอนเราเรียนหนังสือ พวกเราคงจะพอคุ้นกับคำ ปรนัย และอัตนัย มาบ้าง บางท่านอาจจะถึงกับขมวดคิ้วนิ่วหน้าเพราะเกิดจี๊ด เกิดความชอบ ไม่ชอบ ตามมาติดๆ ก็แล้วแต่รสนิยม ในคราวนี้พี่โกมาตรโยนคำๆนี้ใน scale ที่ใหญ่ขึ้นและกว้างขึ้น คือไม่ได้เป็นคำจำเพาะแต่ศึกษาศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียวแล้ว แต่นำเอาลักษณะของทั้งสองประการมาเป็นแบบจำลองของ "สังคม" เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสะท้อนปรากฏการณ์ต่างๆในปัจจุบันได้อย่างน่าคิดมาก

more…

Author: phoenix
• Sunday, July 19th, 2009

งาม ดี จริง

เกือบ 2 ปีก่อน (23 ก.ค. 50) ผมเขียนบทความเรื่อง งาม ดี จริง มาครั้งหนึ่ง เป็น concept ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือ Integral Spirituality ของ Ken Wilber หลังจากนั้น ผมได้นำมาใช้ประกอบการบรรยาย และสอนแสดงในรูปแบบต่างๆนับครั้งไม่ถ้วน เรียกว่าหากินไปได้นาน

คราวล่าสุดนี้ ผมได้ไปทำ workshop ให้โรงพยาบาลสันทราย เกิดวิธีใหม่ชนิดปิ๊งแวบเข้ามา เนื่องจากนั่งรวมอยู่กับกัลยาณมิตรหลายคน ได้แก่ หมอวรวุฒิ โฆวัชรกุล ผ.อ.สันทราย (เจ้าภาพ ที่ไม่ยอมนั่งในกลุ่ม participants แต่มานั่งที่กระบวนกรด้วย) พี่วิธาน ฐานะวุฑฒ์ พัฒนา (แอ๊ด) แสงเรียง อ้อ.. มีหมอหนึ่งจาก รพ.นครพิงค์มาช่วยด้วย เรียกว่า "ลงแขก" กัน กระซิบกันไป กระซิบกันมา เลยใช้หลักที่พี่วิรัช (ผ.อ. โรงพยาบาลลำพูน) quote มาจากท่านพุทธทาส คือให้เรา "ตกกระไดพลอยโจน" อย่าไปฝืนอะไรที่กำลังผุดปรากฏ ณ ตอนนั้น (ที่จริงท่านหมายถึงการดูแลจิต ขณะจะหลุดจากร่าง) ให้เลยตามเลย ไม่ฝึกฝืน

กับพี่วิธาน ณ กาแฟอเมซอน (ถ้ามากับแอ๊ด การันตีว่าได้แวะแน่นอน)

more…

Author: phoenix
• Sunday, July 19th, 2009

ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง

เนื่องในวาระบทความที่หนึ่งร้อยของประมวลจิตตปัญญาเวชศึกษา ผมจึงเห็นเป็นการบังควรที่จะอัญเชิญพระราชดำรัสของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สมเด็จพระบิดาแห่งการแพทย์ไทย มาเป็นประเด็นสรณะของบทความนี้

ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง

ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง

ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศจะตกเป็นของท่านเอง

ถ้าท่านทรงธรรมแห่งวิชาชีพไว้ให้บริสุทธิ์

ในการทำงานแพทย์ พยาบาล หรือการเยียวยาผู้อื่นนั้น มีจุดเริ่มต้นที่ "ความทุกข์" และพื้นฐาน "แห่งความเป็นมนุษย์" ที่สามารถรับรู้สิ่งต่างๆนอกเหนือจากตนเองได้ มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสรรพสิ่ง ระหว่างชีวิตกับชีวิต สิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต และชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต บังเกิดเจตนคติที่เห็นถึงหน้าที่ที่เราจะต้องดูแลซึ่งกันและกัน

สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่ได้เป็นสิ่งที่มีมาแต่กำเนิด แต่ค่อยๆถูกหล่อเลี้

more…