Archive for ◊ February, 2009 ◊

Author: phoenix
• Friday, February 27th, 2009

Sad Story

เหตุการณ์ตอนนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เรากลับจากการเยี่ยมบ้านครอบครัวกราน ท์ ก็มาเยี่ยมคนไข้ที่ชื่อซาบรินา เป็นบ้านหลังที่สอง ผมพบว่าการมาเยี่ยมบ้านนั้น แทบทุกครั้งเราได้ "เปิดหูเปิดตา" จริงๆว่ามีอะไรเกิดขึ้่นบ้างและคนไข้ของเราเป็นเช่นไร คงจะมีสักตอนหนึ่งหรือสองสามตอนที่จะได้สะท้อนเรื่องการเยี่ยมบ้านนี้โดย เฉพาะ

ซาบรีนาเป็นผู้หญิงอายุแค่ 29 ปีเท่านั้น แต่เป็นมะเร็งปากมดลูก (cervical cancer) ปรากฏการณ์เช่นนี้คือการที่คนไข้เป็นมะเร็งแต่อายุยังน้อยๆ เราก็พบเช่นกันในประเทศไทย และเป็นมะเร็งปากมดลูกเหมือนกัน บางครั้งก็มีภาวะบริบทเพิ่มเติมทำให้ยิ่งน่ารันทดสะทกสะท้อนมากขึ้น เพราะอายุขนาดนี้เป็นวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้นมีโอกาสที่เราจะเจอคนไข่้ที่เป็นทั้งมะเร็ง และกำลังมีลูกเล็กๆ หรือแม้กระทั่งกำลังตั้งครรภ์อยู่ ในกรณีของซาบรีนานี่ก็ค่อนข้างพิเศษ ตรงที่เรามาเจอ case นี้โดยไม่ได้ผ่านทางช่องทางปกติ ซึ่งได้แก่การ refer มาโดยหมอทั่วไปบ้าง (GP) หมอเฉพาะทางบ้าง (oncologist หรือ cardiologist ฯลฯ) แต่คราวนี้ community nurse เป็นคนไปเจอะเจอแล้วนัดหมายให้นำเข้าระบบ เนื่องจากเจนนีพี่สาวของซาบรีนาเป็นพยาบาลเหมือนกัน และทำงานชุมชนด้วย ทำงานหนักแล้วสุขภาพค่อยๆแย่ลงๆ จนชารอน พยาบาลชุมชนเพื่อนกันสังเกตเห็น ว่าทำไมถึงเครียดและดูจะโทรมลงอย่างนี้ พอถามไปถึงทราบว่าที่บ้านกำลังมีปัญหาเรื่องการดูแลคนหลายคน ทั้งน้องสาว (เจนนีพี่สาวซาบรีนาอายุ 32 ปี) และคุณแม่ เธอเป็นคนทำงานหาเงินคนเดียวจึงค่อนข้างหนักและเครียดมาก

ซาบรีนาเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะที่สี่ รับการผ่าตัดและฉายแสงไปแล้ว ต่อมามีการกระจายไปสมอง ไปกระดูกซี่โครง และต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน มีภาวะแทรกซ้อนคือเส้นเลือดดำที่ขาอุดตันทั้งสองข้างมีขาบวม มีน้ำในช่องท้อง มีไตวาย หมอได้ให้ฉายแสงที่สมอง (brain bath radiotherapy) หลังฉายแสงก็มีอาการเดินลำบาก พูดลำบาก ความทรงจำสั้นมาก มีช่วงที่ตื่นรู้ตัวค่อนข้างน้อย ช่วยตัวเองได้น้อยมาก เพราะเธอเป็นผู้หญิงร่างใหญ่ พอขาบวมสองข้างและสมองไม่สมบูรณ์ ก็เดินลำบาก ปกติิอาศัยอยู่แต่ในห้องชั้นสองของบ้าน เดินไปเดินมาระหว่างห้องนอน กับห้องตรงระเบียงที่คุณพ่อเธอ ทำเป็นห้องทีวี มีโทรทัศน์ LCD จอขนาด 40 นิ้วและเครื่องเล่นดีวิดี เปิดให้เธอดูทั้งวันทั้งคืน

คุณพ่อของซาบรีนา ชื่อจอห์น เป็นคนดูแลหลัก (จริงๆ) เพราะคุณแม่ของเธอ โซเฟียนั้นเป็นโรค depression คือเศร้าซึม และต้องกินยาประคับประคองอยู่ จะสะลึมสะลือทั้งวัน เดินไปไหนมาไหนก็ไม่ค่อยได้ พอเป็นอย่างนี้ก็เท่ากับว่าคุณพ่อซาบรีนาก็จะปลีกตัวไปไหนไม่ได้เลย เพราะต้องดูแล full-time ตลอดเวลาทั้งสองคน เจนนีเป็นคนทำงานคนเดียว และมักจะไม่ค่อยกลับบ้านตามเวลา บางทีก็ทำงานจนกลับตีสาม ตีสี่ ถ้าต้องอยู่เวรที่โรงพยาบาล

more…

Author: phoenix
• Thursday, February 26th, 2009

You’ve got weeks left…

สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าทั้งหมอ palliative care และหมอทั่วๆไป ต่างก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจในดีกรีต่างๆกันก็คือเวลาถูกถาม หรือเวลาที่จะต้องพูดถึงเรื่อง "พยากรณ์โรค (prognosis)"

ซึ่งต่างกับอีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งมีการพูดถึงกันมากกว่า เวลาว่าด้วยหัวข้อ palliative care คือเรื่อง breaking the bad news หรือการแจ้งข่าวร้าย จากการสำรวจอย่างไม่เป็นทางการ การเรียนรู้การแจ้งข่าวร้ายเป็นไปค่อนข้างจะตามยถากรรม ไม่มีการสอนแสดง อาจจะมีพูดถึงทางทฤษฎี แต่ในที่สุดนักเรียนแพทย์ หรือแม้แต่แพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้าน ก็ได้มีประสบการณ์ตรงของตัวเอง ตอนที่ตนเองเป็นคนแจ้งข่าวร้ายกับคนไข้และญาติจริงๆ วันนี้เรายังไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ ขอเก็บไว้ก่อน แต่จะพูดถึงเรื่องที่หมอ palliative care น่าจะได้มีโอกาสทำบ่อยมากกว่า คือ การสนทนาเรื่องพยากรณ์โรค

เมื่อคนไข้รับทราบว่าตนเองเป็นโรคร้าย ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคไตวาย โรคตับ โรคหัวใจ ฯลฯ ก็จะมีปฏิกิริยาต่างๆกันไป อลิซาเบธ คูเบลอร์ รอส เป็นคนหนึ่งที่ทำการศึกษาเรื่อง dead & dying และมีประสบการณ์ในการพูดคุย สนทนากับคนไข้กลุ่มนี่้เป็นจำนวนมาก เคยแบ่งปฏิกิริยาการรับรู้ข่าวร้ายเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่

  • Anger
  • Denial
  • Bargaining
  • Depress
  • Accept

ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็น step ที่ทุกคนจะต้องมีครบ หรือเรียงไปตามลำดับ และแม้่กระทั่งอาจจะมีผสมผสานกันก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งก็คือ คนเรารับรู้ได้ "แตกต่างกัน" และการรับรู้อย่างไรก็จะมีผลต่อพฤติกรรมที่จะสอดคล่้องกับรูปแบบของการรับ รู้นั้่นๆไปด้วย

แน่นอนที่สุด สำหรับโรคทั่วๆไป เวลาเราทราบว่าเราเป็น เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก ไม่มีใครวิ่งไปเขียนพินัยกรรมทันทีที่เรารู้่ว่าเราเป็นหวัด แผนการไปเที่ยว ทำงาน ลงทุน ฯลฯ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม แต่ทำไมเมื่อเราทราบว่าเราเป็นอะไรบางอย่าง มันอาจจะมีผลต่อพฤติกรรม การคิด ลำดับความสำคัญของเรื่องราวต่างๆได้อย่างมากมาย

เป็นเพราะผลกระทบต่อ "เวลาที่เหลืออยู่" รึเปล่า?

more…

Author: phoenix
• Wednesday, February 25th, 2009

Policy Implementation

บทความนี้ได้แรงบันดาลใจจากการโต้ตอบกับคุณกวิน  ในตอน palliative care and medical education ซึ่งผมคิดว่าน่าสนใจมาก หลังจากตอบไปแล้ว ก็นำมาใคร่ครวญ คิดว่าตนเองอาจจะยังคิดไม่รอบคอบ ขอเรียบเรียงและนำมาลงใหม่ตรงนี้่ เผื่อจะเป็นเวทีที่เชื้อเชิญมุมมองต่างๆมาทำให้เป็น 360 degree- 3-dimensional perspective ได้นะครับ

เอาเรื่อง "ความฝัน" ที่หวังให้กลายเป็นจริงก่อน

คือ Implementation หลักการ palliative care ในประเทศไทย

แน่นอน ที่เป็นรูปธรรมที่สุด ก็คงจะได้แก่เมื่อไรที่ประเทศไทย มี "กฏหมาย" รองรับเรื่องสิทธิประโยชน์ของผู้ป่วยและครอบครัวในการได้รับการดูแล palliative care โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของสิิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เหมือนกับนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้า เมื่อนั้นเราน่าจะเรียกได้ว่า palliative care "เกิดเต็มตัว" ในประเทศของเรา

สำหรับส่วนตัวผมแล้ว เรื่องนี้จะสำเร็จหรือไม่ …. อืม…. ผมคิดว่ามันคงจะสำเร็จแหละ เอาเป็นจะสำเร็จเมื่อไหร่ ผมไม่รังเกียจ ไม่จำเป็นจะต้องสำเร็จในช่วงชีวิตของผมก็ยังได้ ขอให้จังหวะจะโคน และบริบทการเตรียมสังคมต่างๆ อยู่ในที่ที่ควรจะอยู่ แล้วถึงเกิด เป็น full-term pregnancy คือ ตั้งครรภ์ครบสี่สิบอาทิตย์ มีอวัยวะครบ ปอดทำงาน ไตดี ถึงจะเกิดมาเป็นทารกที่สมบูรณ์ ไม่ต้องไปฉีดยาเร่ง เพื่อให้ทันรัฐบาลอายุครบ term มิเช่นนั้น เร่งไปเร่งมา อาจจะเกิดเร็วจริง แต่เป็นทารกทุพพลภาพ ต้องนอนในตู้อบ ใส่เครื่องช่วยหายใจ และอาจจะโตมาสมองพิการในอนาคตได้

ทีนี้ปัจจัยอะไรบ้างล่ะที่เราควรจะพูดถึง

palliative care เกิดขึ้น เพราะเรา (สังคม) สนใจในคุณภาพชีวิตอย่างจริงๆจังๆ และเริ่มมองหาความหมายของ "การตายอย่างสวยงาม สมศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์"

more…

Author: phoenix
• Wednesday, February 25th, 2009

Volunteer

ผมได้มาดูงานที่ Sacred Heart Hospice เป็นวันที่สาม จากทั้งหมด 5 วัน มีโปรแกรมที่กำหนดไว้ค่อนข้างแน่นเหมือนกัน โดยวันนี้จะได้เขาประชุม multidisciplinary ของ Social workers ที่ Prince of Wales Hospital และกลับมาราวน์กับ Dr Rodamand ซึ่งเป็น staff อีกคนที่ Sacred Heart นี่ สุดท้ายตอนบ่ายผมจะได้ไปเจอกับ Keren ผู้เป็น Volunteer Manager ของ Sacred Heart Hospice

ที่ซิดนีย์เรามีบริบทที่แตกต่างจากแถวๆ Fairfield และบริเวณที่ Braeside hospital ค่อนข้างมาก ย่าน King Cross เป็น Red District Area ของซิดนีย์ และที่ตามมาเป็น package ก็คือ กลุ่ม high-risked-living patients ที่อาศัยในย่านแบบนี้ เราจึงมีคนไข้กลุ่ม terminally-illed HIVs (คล้ายๆที่วัดพระบาทน้ำพุ) ที่ไม่ค่อยมีญาติเฝ้า หรือดูแล มีคนไข้ alcoholic, homeless, ไม่มีญาติ ไม่มีใครช่วยเหลือค่อนข้างเยอะ คนไข้ที่เป็น broken family เป็นเรื่องพบบ่อย และปัญหา psychosocial ที่เพิ่มเติมให้กับโรคร้ายที่เป็น ก็เป็นสิ่งปกติ พบบ่อย แถวๆนี้

Dr Rodamand เป็นหมออารมณ์ดี ทำอะไรเร็ว กระชับ (น่าจะไปอยู่ห้องฉุกเฉินมากกว่า palliative !!) พาผมไปดูคนไข้ที่ Sacred Heart และเดินเลยมาถึงห้องเคมีบำบัด (Day Chemo) ที่ผู้ป่วยที่มารับเคมีบำบัดมาอยู่ที่นี่ ให้ยา แล้วก็พักผ่อนเพียงพอแล้วค่อยกลับบ้าน ไม่ต้องนอน รพ. ที่หอผู้ป่วยใน Sacred Heart มีบริเวณสำหรับ "คนไข้" สูบบุหรี่ด้วย ซึ่งอาจจะดูค่อนข้างแปลก แต่ในความเป็นจริงก็คือ สำหรับคนไข้ terminal ที่กำลังจะตาย การไปห้ามสูบบุหรี่เพราะจะเป็นภัยต่อสุขภาพ ฟังดูค่อนข้างจะไม่ค่อย sensitive เท่าไร ดังนั้นหากคนไข้รายไหน (รวมทั้งญาติด้วย) ต้องการสูบบุหรี่ เราก็จะมาคุยกัน และอนุญาตเป็นรายๆไป

more…

Author: phoenix
• Tuesday, February 24th, 2009

Family Meeting

ที่ Braeside hospital ภาพที่เรามองเห็นในหอผู้ป่วยเกือบตลอดเวลาคือจะมีญาติคนไข้มานั่งเฝ้าอยู่ เกือบทั้งวันทั้งคืน ซึ่งจะว่าไปก็คงไม่ใช่เป็นแบบนี้ทุกที่ เพราะที่ Sacred Heart ที่ผมไปดูงานด้วยนั้น ตอนไปราวน์ปรากฏว่าไม่ค่อยมีญาติอยู่เลย อาจจะเป็นคนละเวลา หรือเป็นสังคมเมืองอีกแบบหนึ่งก็เป็นได้

หลังจากการคุยกับหมอ พยาบาล social workers มาหลายคน ความรู้สึกร่วมของพวกเราก็คือ คนไข้ส่วนใหญ่อยากอยู่ที่บ้าน ถ้าเขาเลือกได้ และจะมีความสุขกว่าด้วย จนกว่าการดูแลคนไข้ซับซ้อนมากขึ้น จนเขาทำอะไรไม่ถูก ถึงจะอยากให้อยู่ที่โรงพยาบาล ไม่งั้นแล้วการได้อยู่บ้่านจะเป็นประเด็นคุณภาพชีวิตที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง ทีเดียว

หัวข้อที่เราต้องพูดคุยกันใน multidisciplinary case discussion (ของ Braeside ทุกวันจันทร์บ่าย ของ Sacred Heart จะเป็นทุกวันอังคารบ่าย) ก็คือมีคนไข้เตียงไหนบ้างที่เราจำเป็นต้องทำ family meeting

เท่าที่ผมสังเกต criteria ที่จะทำ family meeting ไม่มีอะไรมาก ได้แก่

  • case ใหม่ ที่เพิ่งเข้ามา
  • case เก่าที่มีการเปลี่ยน goals of care ไม่ว่าเพราะว่า stage of disease เปลี่ยน หรือเพราะอะไร
  • case เก่าที่มีภาวะซับซ้อน ที่ต้องการความเห็น หรือเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อหลายๆคน เช่น การขอกลับบ้านชั่วคราว (trial leave หรือ trial discharge)  เป็นต้น

more…

Author: phoenix
• Tuesday, February 24th, 2009

On the Verge of Adversity

ในชีวิตของเรา เราอาจจะคิดว่าเรามีสิ่งที่เราเชื่อ เราศรัทธา และเรายึดเหนี่ยวมากมายหลายอย่าง หรือไม่กี่อย่างก็ตามแต่ เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เราเชื่อ ศรัทธา และยึดเหนี่ยวจริงๆ เราถามตัวเองกี่ครั้งๆ เราก็ตอบว่าใช่แล้ว เช่นนี้เป็นการเพียงพอหรือไม่ที่จะยืนยัน

ไม่ว่าจะเป็นการกระทำเพื่อคนอื่น การฟังอย่างไม่ (ด่วน) ตัดสิน การห้อยแขวน การไม่เห็นแก่ตัว พอเราถามตัวเองเมื่อไร เราก็ตอบว่ายังใช่อยู่นะ

พอเพียงหรือไม่?

ในหนังสือ On Dialogue ของ David Bohm ได้ให้นัยยะในเรื่องนี้ไว้ก็คือ เรื่องราวที่เราคิดว่าเราเชื่อ เราศรัทธา เรายึดเหนี่ยวนั้น ควรจะต้องผ่านการ "ทดสอบที่ยาก" พอสมควร เราจึงพอจะบอกตัวเองได้ว่าเรากำลังยึดเหนี่ยวกับอะไรที่ีมั่่นคงพอสมควร ใกล้เคียงกับสัมบูรณ์ ไม่ใช่เพียงแค่ชั่วครั้งคราว พอเป็นแฟชัน หรือพอพูดให้เท่ห์ ให้คมคาย ให้น่านับถือต่อสาธารณชนเท่านั้น

อาทิเช่น การฟังอย่างลึกซึ้ง (deep listening) ห้อยแขวน ไม่ด่วนตัดสินนั้น ในเวลาทั่วๆไปเราก็พบว่า เอ… มันไม่เห็นจะยากตรงไหน Ok อาจจะฝืนๆนิดหน่อย แต่พอควบคุมได้ แค่เนี้ยน่ะเหรอ deep listening โถ คิดว่ายาก คุยกันเสียใหญ่โต ที่แท้ก็ง่ายนิดเดียว เอาไปทดลองในวงการคุย วง dialogue ที่เราลองจัดดูๆ ก็ราบรื่น ไม่เห็นยากอะไร คุยเรื่องอะไรก็ได้ เราก็ฟังไปเรื่อยๆได้ ที่แท้เราก็เก่ง dialogue ไม่หยอกเหมือนกันนิ

แบบฝึกหัดข้างต้นคงจะง่่ายเกินไป อาจจะยากสำหรับคนที่มีอุปนิสัยเดิมชอบแสดงความเห็นในทุกเรื่องที่ผ่านหูผ่าน ตาเท่านั้น ที่อาจจะต้องบังคับฝืนใจตัวเองไม่ให้ด่วนคิด ด่วนตัดสิน ด่วนขัดแย้งไป แต่ในคนทั่วๆไปก็แค่ทนฟังไปเฉยๆ

more…

Author: phoenix
• Monday, February 23rd, 2009

Aware the Vulnerability

ผมได้ราวน์ ward กับโรฮีลา (Dr Roheela D’Cruz) ทุกวันจันทร์และพุธ เธอเป็น registrar ที่นี่และกำลังจะรอสอบเป็น consultant สำหรับ radiooncologist เดือนพฤษภาคม ซึ่งผมค่อนข้างทึ่งมากเพราะไม่ทราบมาก่อนว่า radio-oncologist จะต้องผ่าน palliative care attendant ที่หอผู้ป่วยหลายเดือนแบบนี้ และเธอทำได้ค่อนข้างดีมากทีเดียว เรายังมีราชีดา (Racheda) เป็น fellow อีกคนหนึ่ง รวมกับ Dr Meera เป็นสี่คน Meera เป็น consultant และเป็นหนึ่งใน lecturer ของ Flinders University ที่ต้องสอน palliative care ให้แก่หมอและพยาบาลจำนวนมาก เธอเลยต้องเดินทางไปโน้นมานี่บ่อย (เหมือนผมตอนอยู่เมืองไทยเหมือนกัน) ดังนั้นส่วนใหญ่ผมจึงได้ราวน์กับโรฮีลาและราชีดา

โดยปกติเราจะราวน์ไปค่อนข้างช้าอย่างที่เล่าให้ฟัง เพราะเรามักจะต้อง add psychosocial support ราวน์ไปด้วยเสมอ (ทั้งๆที่ก็จะมี social workers และ community nurses แวะเวียนมาคุยกับคนไข้และญาติเป็นประจำใน ward แต่ผมคิดว่านี่เป็น personal nice ของโรฮีลาและราชีดา) และบางทีเราก็จะเจอคนไข้หรือญาติที่ค่อนข้างจะมีอารมณ์เศร้า เสียใจ หรือเรียกร้อง เราก็บอกกับตัวเองเสมอว่า เรากำลังดูแลคนในภาวะที่ไม่ปกติ ทั้งญาติและคนไข้ และเมื่อคนเราอยู่ในภาวะเปราะบาง ตอนนั้นเรากำลังต้องการการปกป้องตัวเอง อยู่ใน mode ที่เน้น self-protection เป็นหลัก ตอนนั้นเราจะดูแลคนอื่นน้อยลง ดูแลตนเองมากขึ้น ถึงตอนนั้นคนไข้และญาติคนไข้อาจจะมีการแสดงออกหลายๆอย่าง (ที่หมอและพยาบาลมี term เรียก คือ "difficult patients หรือ difficult relatives") ที่เราจะต้องเตรียมตัวไว้ให้ดี

แล้ววันนี้เราก็เจอบททดสอบหนักๆ สองรายซ้อน

more…

Author: phoenix
• Sunday, February 22nd, 2009

Palliative care and Medical education

ผมเคยเขียนบทความว่าด้วย palliative care และแพทยศาสตรศึกษาไว้หลายตอน (อาทิ 1, 2, 3…) สาเหตุหนึ่งก็คือในความชอบส่วนตัว ระหว่าง palliative care และ medical education ผมยังลังเลว่าอย่างไหนจะมากกว่ากัน แต่โชคดีที่ได้ทำงานเป็นทั้งครูแพทย์และจากเนื้อหาก็คือ palliative care จึงเท่ากับได้ double-take ไปพลางๆ ณ ขณะนี้ ยังไม่ต้องถึงกับเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง

ผมมีความเห็นมานานแล้วว่า palliative care สามารถเป็น module การศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตได้ ทั้งในระดับก่อนและหลังปริญญา (graduate and post-graduate) ซึ่งในเนื้อหาจะครอบคลุมทั้งวัตถุประสงค์การเรียนจำเพาะ และในด้านการพัฒนาปรัชญาวิชาชีพและจรรยาบรรณไปด้วยพร้อมๆกัน ผมได้สนทนาเรื่องนี้กับหลายๆคนที่ได้เจอะเจอที่ Sydney นี่ ก็มีความเห็นตรงกัน ทั้ง Dr Vanessa, Dr Philip และ หมอจอห์น รวมทั้งที่ได้สังเกต Roheela กับ Dr Meera ทำงานมาเป็นเวลา 3 อาทิตย์

Bed-side practice and The Investigations

ในทาง palliative care สิ่งหนึ่งที่เราคำนึงถึงตลอดเวลาก็ว่าได้คือ Goals of Care ซึ่งเป็น objectives ในการดูแลรักษาที่ขยับเขยื้อนเคลื่ือนที่ตลอดเวลา ความจริงอย่างหนึ่งที่เราไม่ค่อยรู้ตัวก็คือ โรงพยาบาลเป็นสถานที่อันตรายแห่งหนึ่ง (หรือที่สุดแห่งหนึ่ง) อะไรๆที่เราทำกับคนไข้ทุกอย่างเลย ล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงที่จะทำร้ายคนได้ทั้งสิ้น (รวมทั้งที่เรา "ไม่ทำ" ด้วย) แต่ที่เราทำ (หรือไม่ทำ) ก็ต้องอาศัยหลักแห่งการจัดการความเสี่ยง ก็คือ คุ้มหรือไม่คุ้ม ระหว่างประโยชน์กับโทษ นั่นเอง

more…

Author: drwithan
• Sunday, February 22nd, 2009

 

ผมรู้สึกว่า ผมยังอยากจะเขียนถึง “เรื่องของเงิน” ต่ออีกนะครับ

ในบทความชิ้นที่แล้ว ผมเขียนถึง “การรู้ตัว” ในการใช้จ่ายเงินไปแล้วว่า “การตระหนักรู้” ในการใช้จ่ายด้วยการ “ลองจดรายการใช้จ่าย” อย่างละเอียด เราก็จะค่อยๆ “มองเห็นหรือรับรู้” ได้เองว่า ในแต่ละวันเราใช้จ่ายอะไรไปบ้าง และพบได้เองว่า หลายเรื่องหลายรายจ่ายเราสามารถที่จะประหยัดได้ มี “เงินเก็บ” ได้จากรายการหลายรายการที่เราจ่ายไปโดย “ไม่รู้เนื้อไม่รู้ตัว”

ผมได้ย้ำไว้ตอนท้ายของบทความที่แล้วไปแล้วว่า “การตระหนักรู้” ในการใช้จ่ายเงิน ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้อง “ตระหนี่ถี่เหนียว” เป็นตังเมแบบไม่ยอมใช้จ่ายเลย ในทางตรงกันข้าม “การรับรู้ตระหนักรู้” ควรจะทำให้เราได้ “รับรู้สภาวะ” ของ “การไหลเวียนของกระแสเงิน” ตามความเป็นจริง เพราะคนส่วนใหญ่มักจะมี “จุดบอด” ไม่ได้มองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ต่อเมื่อ “เห็นหรือรับรู้” ได้ ผมเชื่อว่า แต่ละคนต่างก็จะมีวิจารณญาณกันเองนะครับว่า ควรใช้เงินอย่างไร ที่ไม่ตระหนี่เกินไปและไม่ฟุ่มเฟือยเกินไป

คนที่ไม่เงินเหลือเก็บ มักจะไม่ได้เป็นเพราะรายได้น้อยเท่านั้น แต่มักจะเป็นเพราะ หนึ่ง “คิดไปเองว่าหาได้มาเยอะ” หรือ สอง “คิดไปเองว่าตัวเองไม่ได้ใช้อะไรเยอะแยะหรือคิดว่าใช้น้อยอยู่แล้ว” ดังนั้นฉันจะใช้เท่าไรก็ไม่เห็นน่าจะเป็นปัญหา เพราะน่าจะยังมีเงินเหลืออยู่ แต่ไม่เคยรับรู้ไม่เคยดูการใช้จ่ายจริงๆ ว่าเป็นอย่างไร

ทั้งนี้เป็นเพราะยังมี “จุดบอด” เกี่ยวกับเรื่องของเงิน

more…

Author: phoenix
• Saturday, February 21st, 2009

Mansion, Housing and Hostel

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผมไป attend ที่ Sacred Heart Hospice เป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้จะเป็น home visit กับ Dr John ซึ่งเป็น palliative care registrar ของที่นี่ จอห์นเคยเป็นหมอมะเร็งมาก่อน (medical oncologist) แล้วไปเรียนต่อ geriatrics (อายุรเวชผู้ชรา) หลังจากนั้นได้ผ่านเห็น palliative care ซึ่งมีส่วนค่อนข้างมากในการทำงานทั้งสองสาขา จึงได้มาลองเรียนและกำลังทำงาน palliative care อย่างจริงจังมากขึ้น

จาก background ของจอห์น ทำให้เขามีพื้นความรู้ที่นับว่าหนักแน่นมากสำหรับทางการรักษาตัวโรคส่วนใหญ่ ของคนไข้ palliative care คือ โรคมะเร็ง (เป็นส่วนใหญ่จนกระทั่งเริ่มมีการจัดประชุมวิชาการแยกระหว่าง cancer กับ non-cancer palliative care) ดังนั้นเวลาจอห์นคุยเรื่อง options ในการรักษากับคนไข้นั้น เขาแทบจะสามารถให้รายละเอียดได้เกือบพอๆกับ consultant โดยตรงของคนไข้เองเลยทีเดียว

เราออกเดินทางจาก Sacred Heart ตั้งแต่ประมาณ 9 โมงเช้า ไปกับ community nurse ชื่อแคลร์ โดยแคลร์เป็นคนขับรถ (ส่วนใหญ่ community nurse จะเคยไปเยี่ยมคนไข้มาก่อน และเป็นคน screen ว่าคนไหนต้องการหมอ palliative care ไปเยี่ยมถึงบ้านโดยตรง และจะเป็นคนแนะนำตัวหมอให้แก่คนไข้ด้วยเวลาไปถึงที่) ขอบเขตของ Sacred Heart Hospice ในการเยี่ยมบ้านค่อนข้างกว้่างมากทีเดียว ครอบคลุมอาณาบริเวณฝั่งตะวันออกของ Sydney ในตัวเมืองเกือบทั้งหมด ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างย่านของคนรวย และย่าน red district อย่าง King Cross (ที่เป็นย่านอาชญากรรม ยาเสพติด ลักเล็กขโมยน้อย เกย์ ฯลฯ) ในการทำงานของ community nurses พอสมควร ในบางบริเวณถึงกับอาจจะต้องพิจารณาให้ดีในการไปเยี่ยมบ้านว่าจะปลอดภัยพอ หรือไม่สำหรับพยาบาลชุมชน

more…