Archive for ◊ December, 2008 ◊

Author: phoenix
• Tuesday, December 23rd, 2008

Humanized Society Movement Strategy: Education

หลังจากสองสามวัน ก็ขอ "ตกตะกอน" ออกมาอีกสักหนึ่งบทความ

แผน ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสังคมสุขภาวะที่มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ จะเป็นอย่างไร? ใครเป็นคนทำ หรือรับผิดชอบ? จะวัด จะประเมินอย่างไร?

อ.วรภัทร์เรียกสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ว่า คณะกรรมการความสุขแห่งชาติ ก็ได้ใจความกระทัดรัดดี อ.อำพลถาม/เปรย ตอน AAR ว่า เอ… ตกลงมันน่าจะเป็นงานของใครหนอ อ.ไพบูลย์ให้กำลังใจว่าก็คงจะต้องทำต่อไป ช่วยๆกันทำต่อๆไป อ.มงคลเสนอแนะกลยุทธ์วิธีการมีสตินำยุทธศาสตร์

การศึกษา

การศึกษาเป็นการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ก็ยังไม่มีการเรียนรู้อะไรเกิดขึ้น ฉะนั้น เราไม่ควรเกรงกลัวการเปลี่ยนแปลง เพียงแต่การเผชิญกับอะไรที่เรา "ยัง" ไม่รู้ ไม่เข้าใจ นั้น อาจจะต้องอาศัยพื้นฐานทางจิตของคนที่มีการปรับปรุงเรื่อง "ความกลัว" มาพอสมควรที่จะทราบว่าเราพึงจะเข้าหาด้วยอาการอย่างไร

อ.วรภัทร์ถามผมว่า มี references อะไรที่พูดถึงเรื่องนี้ไหม การจัดการความกลัว ผมนึกๆดู แม้แต่ Theory U ของ Otto Scharmer ที่ได้นำมาใช้ใน workshop สุนทรียสนทนามากมาย ก็ยังไปทางการเสริม will หรือเจตจำนง สร้างความกล้าหาญทางคุณธรรม อย่างที่ Stephen Batchlor เขียนใน Buddhism without Belief แต่ก็ยังไม่มีอะไรที่จะ address ลงไปที่ "ความกลัว" ตรงๆ ตัวตนหลากหลายใน Voice Dialogue ของ Drs Stone ก็เต้นรำอยู่รอบๆความกลัวตรงนี้ Voice of Fear ซึ่งจะเป็นด่านสุดท้ายของ Presencing

หรือว่า "ความกลัว" ก็เหมือนกับ "มาร" ก็คือ เราจะพิชิตมันเพียงการเอ่ยปาก "ความกลัวเอย จงไปเถิด เพราะเรารู้จักเจ้า" อย่างที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้พิชิตมารด้วยวิธีเดียวกัน คือ "รู้จักมาร" เราจึงควรจะเผชิญหน้ากับความกลัว ศึกษา ทำความเข้าใจ และในที่สุดเมื่อเรารู้จักความกลัวที่สุดของเราเอง เราก็จะหมดซึ่งความกลัวอีกต่อไป?

more…

Author: kijja
• Thursday, December 18th, 2008

กิจจา เจียรวัฒนกนก

Tell all the Truth but tell in slant-

Success in Circuit lies

Too bright for our infirm Delight

The Truth’s superb surprise

As Lightning to the Children eased

With explanation kind

The Truth must dazzle gradually

Or every man be blind-

- Emily Dickinson

สัจจะถูกบอกกล่าวผ่านความจริงที่บิดเบือน

วงจรแห่งมายาเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก

การประจักษ์ต่อความอัศจรรย์แห่งสัจจะนั้น

แจ่มจ้าเกินกว่าที่ความปิติอันเปราะบางของเราจะรองรับ

ดั่งสายฟ้าสว่างจ้าจนเด็กน้อยตระหนก

เราอธิบายต่อเด็กน้อยด้วยการปลอบประโลม

สัจจะต้องค่อยเปล่งแสงขึ้นทีละน้อย

หาไม่แล้วมนุษย์ทุกคนจะมืดบอดด้วยแสงอัสนี

- เอมิลี ดิกคินสัน

ผมอ่านพบบทกวีของดิกคินสันบทนี้ในหนังสือ A Hidden Wholeness ของ Parker J. Palmer เป็นบทกวีที่อ่านแล้วเข้าใจได้ค่อนข้างยาก และไม่แน่ใจว่าความหมายที่ผู้ประพันธ์ตั้งใจเป็นในเชิงเย้ยหยัน หรือเชิงความเข้าใจต่อธรรมชาติที่ยากจะเข้าถึงของสัจจะ ไม่ว่าความตั้งใจจะเป็นอย่างไร ที่สำคัญกว่าคือ บทกวีนี้มีความหมายอย่างไรต่อผม ถ้อยคำที่สะดุดใจผมมากที่สุดคือ Success in Circuit lies หรือวงจรแห่งมายา หากตัดความรู้สึกด้านลบต่อสิ่งที่ไม่เป็นความจริงออกไป แล้วลองใคร่ครวญร่วมกับประโยคแรกที่บอกเราว่าสัจจะบอกกล่าวออกมาผ่านความจริงที่บิดเบือน ไม่ว่าจะถูกบิดเบือนโดยผู้ใด (รวมถึงจากอวิชชาในตัวเรา) สิ่งที่เรารับรู้มาก่อนหน้าอาจเป็นเพียงวงจรแห่งความเท็จก็เป็นได้ และการที่จะรู้สัจจะซึ่งแฝงอยู่ในเรื่องนั้นๆ ด้วยการเผชิญหน้าโดยตรง ก็เหมือนกับการใช้ตาเปล่าจ้องดูพระอาทิตย์ มันสร้างความเสียหายมากกว่าที่จะเป็นประโยชน์

more…

• Tuesday, December 09th, 2008

สองปีก่อน ขณะที่ผมกำลังเดินทางไปร่วมประชุม การทำแผนของ โรงพยาบาล ที่อ.แม่ออน เชียงใหม่
ถนนที่เข้าที่โรงแรมนั่น แคบและวกวน เพราะโรงแรมเข้าไปอยู่ในหุบเขาdogroad
ความคิดก็กำลังเพลิดเพลินอยู่ ก็สะดุดหน้าขมำ ดีที่ใส่สายรัดนิรภัยไว้ คนขับรถเบรครถ เพราะมีคุณหมา สองสามตัว อาบแดดอยุ่กลางถนน ที่ รับโค้งไว้พอดี
แม้รถจะเบรค ห่างจากคุณหมา ไม่กี่เซนติเมตร คุณหมาก็นอนสบาย กระดิกหาง ทั้งที่ มัจจุราชห่างไปแค่เอื้อม และช่วงเวลาที่คุณหมาจะมีชีวิตอยุ่ ก็เกือบหมดไปในไม่กี่วินาที ที่ผ่านมา


แว่บหนึ่ง ของความคิดผม ใช่หรือเปล่า ที่บางคนก็ใช้ชีวิตเหมือน คุณหมาสองสามตัวนี้
"ไม่เห็นเป็นไรเลย ชีวิตอย่างนี้ก็สบายดีนี่ ลุยมันไปทุกคืน เช้ามาก็ตื่นมาทำงานได้กังวลอะไรนักหนา ชีวิตเหลืออีกเยอะ"
ใช้ชีวิตอย่างเปล่าดาย และไม่รู้ว่าวิถีที่ตัวเองดำรงอยู่ มันเป็นความอันตรายอย่างยิ่ง เหมือนคุณหมา อาบแดดอุ่นบนท้องถนนเรียบง่าย ชีิวิตช่างแสนสุข ขณะที่ วิญญาณอาจหลุดจากร่าง หรือ ชีวิตอาจคับแค้นในช่วงพริบตา
แต่คุณหมาก็ไม่สำเหนียก ถึง อันตรายนั้น เพราะไม่รับรุ้ว่าที่ตนเอนกายนอน เป็นถนน ที่อันตราย มีเหล็กขนาด หลายพันกิโลวิ่งไปมาด้วยความเร็วสูง เพียงแต่ตอนที่เอนกายนอนมันยังไม่ปรากฏ ก็เข้าใจว่าไม่มีอันตราย
เหมือนบางคนที่ใช้ชีวิตโดยไม่รู้ว่าวิถีที่อันตราย ถึงตายหรือพิการ
แม้มีคนเตือนก็เย้ยหยัน ว่า โบราณ ล้าสมัย ถึงกับบางที บอกคนเตือนว่า ให้ไปบวชเสีย
อนิจจา ช่างไม่ผิดกับ คุณหมา ที่ได้รับเสียงแตรรถเตือน กลับเหลียวมามองตาขวาง รบกวนความสุขกูทำไม มึงไม่ใช่กู มึงไม่เข้าใจหรอกว่ากูคิดอะไร กำลังทำอะไร

more…

Author: phoenix
• Sunday, December 07th, 2008

Reflection Time (2)


Ten Characteristic of Servant-Leader

  1. Listening

  2. Empathy

  3. Healing

  4. Awareness

  5. Persuasion

  6. Conceptualization

  7. Foresight

  8. Stewardship

  9. Commitment to the growth of people

  10. Building community

ขอนำเอา 10 characteristics ของ servant leader มาสะท้อนในการศึกษาของแพทย์สักหน่อยว่า น่าจะเข้ากัน หรือพอจะเอื้อประโยชน์กันได้หรือไม่

สำหรับข้อแรก Listening นั้น น่าจะไม่เป็นที่น่าสงสัยเลย ตอนนี้ผมเข้าใจว่าแทบทุกคณะแพทย์ (รวมทั้งนอกคณะแพทย์) มีความเห็นเกี่ยวกับความสำคัญของการฟังเพิ่มขึ้นอย่าง dramatic ในช่วงเวลาที่ผ่านมา แบบฝึกหัดการฟังที่ดีมีอยู่ทั่วไป และรวมทั้งตัวอย่างการฟังที่ไม่ดีและ consequences ของมันช่างบาดตาบาดใจ จนคนตาบอดก็ยังรู้สึกสัมผัสได้

คนจะเป็นแพทย์ต้องฝึก "ฟัง และฟังอย่างลึกซึ้ง และฟังเพื่อจะนำไปรับใช้คนไข้ให้ดีที่สุด"

more…

Author: drwithan
• Sunday, December 07th, 2008

“True victory gives love and changes the enemy heart.”

GEORGE LEONARD

เด็กวัยรุ่นผู้ชายอายุสิบเจ็ดปี เมาสุราและได้รับอุบัติเหตุขับรถจักรยานยนต์ล้มคว่ำ ใบหน้ากระแทกพื้น เดินเข้ามาที่ห้องฉุกเฉิน มือข้างหนึ่งใช้ผ้าปิดที่ใบหน้าที่มีเลือดไหลอาบ ส่งเสียงเอะอะโวยวายและไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่พยาบาลในการปฐมพยาบาล ตรวจร่างกายและดูแลบาดแผล พยาบาลผู้หญิงท่านหนึ่งถูกวัยรุ่นท่านนี้ถ่มน้ำลายใส่ใบหน้าในขณะที่พยายามจะเข้าไปขอดูบาดแผลของเขา

สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเสมอๆ ในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศและเป็นเรื่องหนึ่งที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ทางสาธารณสุข “รู้สึกโกรธ” ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายมาก

เพราะเวลาที่เรานึกถึง “คนที่เราไม่ชอบ” ไมชอบหน้า ความคิดของเราก็มักจะตัดสินอย่างรวดเร็วให้เราเกิดอารมณ์ความรู้สึกไปในทางที่ไม่ดีไม่งามกับคนๆ นี้ อย่างรวดเร็วและทันทีและโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากว่าเราได้ “คิดแบบนั้น” และ “รู้สึกแบบนั้น” ซ้ำๆ ซากๆ อยู่อย่างเดิม

ความสามารถเหล่านี้นับได้ว่าเป็นความสามารถพื้นฐานของสมองของมนุษย์ที่ถูกออกแบบไว้ให้มนุษย์สามารถทำอะไรต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วเป็นอัตโนมัติไม่ต้องเสียเวลาคิดอะไรมากมาย พอพบกับ “สิ่งเร้า” ก็ให้มี “ปฏิกิริยาตอบสนอง” อย่างรวดเร็วทันทีทันควัน

และ “สิ่งเร้า” ที่ถูกกำหนดจากสมองของเราแต่ละคนว่า “เป็นฝ่ายตรงกันข้าม” “เป็นศัตรู” หรือ “เป็นอะไรที่เราไม่ชอบ” จะกลายมาเป็น “รูปแบบที่ชัดเจนมาก” ในการที่ตอบสนองโดยที่เราจะคิดไม่ทันหากว่าไม่มี “ความยั้งคิด” มาคอยเตือนมาคอยดูแลตัวเรา

จาก “ความโกรธ” บ่อยๆ ก็จะค่อยๆ กลายไปเป็น “ความเกลียด” โดยที่เราไม่รู้ตัว ไม่ชอบหน้า2

รูปแบบของ “วัยรุ่นขี้เมา” ได้กลายมาเป็นรูปแบบหนึ่งของ “ความเกลียด” “คนขี้เมา” ให้กับเจ้าหน้าที่ทางสาธารณสุขในห้องฉุกเฉินเหล่านี้มาเป็นเวลายาวนาน

เจ้าหน้าที่พยาบาลผู้ชายอีกท่านหนึ่งเคยเป็นคนอารมณ์ร้อนและมีภาพของความทรงจำที่ไม่ดีนักกับ “วัยรุ่นขี้เมา” เหล่านี้ ในวันนั้นเจ้าหน้าที่ท่านนี้ยอมรับว่าโกรธเมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้อีก แต่ในครั้งนี้ “เขาเลือกที่จะลองทำสิ่งที่แตกต่าง” ซึ่งไม่ง่ายเลยนะครับสำหรับเขาที่จะไม่ทำไปตามอัตโนมัติแบบเดิมๆ

more…

Author: phoenix
• Saturday, December 06th, 2008

 

Ten Characteristics of Servant-Leader (2)

Conceptualization:

Concept: picture of ideas หรือการตกผลึกของจินตคติ visualize the dream ภาพลักษณ์แห่งจินตนาการ ฯลฯ ยังไม่ทราบว่าจะใช้คำว่าอะไร แต่ที่แน่ๆก็คือ คุณลักษณะนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่สุดปัจจัยหนึ่งของ servant-leader

ที่จริงในหลักสูตร leadership ทั่วๆไปที่มีการแยกจำแนกระหว่าง leader และ manager ก็จะไม่รู้สึกแปลกต่อ character นี้สักเท่าไร ในขณะที่ manager หรือผู้จัดการจะมองโครงการระยะสั้น เป็น jobๆ เน้นที่ project, get things done ผู้นำจะมองสายใยองค์รวมผลกระทบ และความหมายของโครงการนั้นๆในลักษณะของ concept มองไปให้เห็นความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงและ values สุดท้ายว่าเป็นเช่นไร

ตัวอย่างง่ายๆอาทิ ถ้ารัฐ หรือองค์กร desperate จะต้องหาเงินมาให้ได้สัก 10 ล้านบาท ก็ระดมสมองกัน วิธีแก้แบบ short-cut ก็มีมากมาย ไปตั้งแต่ปล้นธนาคาร โกงหุ้น จนถึงซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ หรือจะไปทางเพิ่ม demand จะได้ขาย supply หรือ พยายามจะให้มี artificial demand ขึ้นมา ฯลฯ เหล่านี้เป็นโครงการหรือการคิดประเภทของ manager ที่ได้โจทย์มาสั้นๆคือหาเงิน 10 ล้านบาท แต่ผู้นำที่มองเห็น concept จะถามตนเองว่า “ถ้าทำอย่างนี้ วิธีนี้ สุดท้ายพวกเราจะกลายเป็นคนยังไง สุดท้ายองค์กรจะเป็นองค์กรประเภทไหน อะไรจะส่งผลถึง good governance อะไรจะส่งผลต่อ integrity ขององค์กรบ้าง?

บรรดา manager ที่ต้องการจะผันตัวมาเป็น leader จะต้องหัดคิดถึงผลกระทบที่เป็น concept นี้ให้เป็น มิฉะนั้น ก็จะเป็นเพียงนักเปิดตำรา เปิดกฏ เปิดระเบียบมานั่งอ่าน นั่งศึกษาว่าเราอะไร ได้ไม่ได้ หรือจะเลี่ยงกฏตรงไหน จะปกปิดตรงไหน จะอ้อมกฏหมายอย่างไร จึงจะได้ output ตาม project ออกมาแค่นั้น ที่คิดอย่างนี้แสดงว่าขาด system thinking

servant-leader จะต้องแสวงหาสมดุลระหว่าง conceptual thinking และ day-to-day approach ให้ได้ การคิดเป็น concept แต่สุดท้ายเวลาทำก็จะเป็นโครงการ เป็นกิจกรรม แต่หากได้มีการใคร่ครวญ ไตร่ตรองถึง holistic impact แล้ว จะได้ผลที่แตกต่างจากการไม่คิดถึงอย่างมาก

more…

Author: phoenix
• Saturday, December 06th, 2008

 

Ten Characteristics of the Servant-Leader

 

“It begins with the natural feeling that one wants to serve, to serve first. Then conscious choice brings one to aspire to lead. The difference manifests itself in the care taken by the servant-first to make sure that other people’s highest priority needs are being served. The best test is: do those served grow as persons; do they, while being served, become healthier, wiser, freer, more autonomous, more likely themselves to become servants?”

Robert K. Greenleaf from “The Servant-Leader Within”

ทั้งหมดนั้นเริ่มมาจากความรู้สึกดั้งเดิม ภายในที่คนๆหนึ่งต้องการจะให้บริการเป็นจุดตั้งต้น ด้วยเจตนาเดิมเช่นนี้ในภายหลังเกิดเป็นทางเลือกที่ต้องการจะนำ เอกลักษณ์สำคัญก็คือคนที่มีที่มาแรงผลักดันต้องการจะบริการแต่แรกนั้น จะมองหาสิ่งที่ผู้อื่นต้องการเป็นความสำคัญที่สุด หลักการนี้อาจจะทดสอบได้ดีที่สุดโดยการสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ได้รับ บริการ คนเหล่านี่จะมีสุขภาวะดีขึ้นไหม ฉลาดขึ้นไหม เป็นอิสระขึ้นไหม เป็นตัวของตัวเองขึ้นไหม และในที่สุดเขาเหล่านี้จะกลับกลายมาเป็นคนที่มีแรงบันดาลใจคือการบริการผู้ อื่นตามไปด้วยหรือไม่?

โรเบิร์ต เค กรีนลีฟ จากหนังสือ The Servant-Leader Within

จากบทคำนำในหนังสือ The Servant-Leader Within เขียนโดย Larry C. Spears (President/CEO ของ The Greenleaf Center for Servant-Leadership) ได้ตกผลึกคุณสมบัติสำคัญๆ ที่ Greenleaf ได้วิพากษ์ วิเคราะห์ และสังเคราะห์ไว้ในหนังสือเล่มแรกของเขา ออกมาเป็น 10 characters ที่เป็นองค์ประกอบของคที่จะเป็น servant-leader ดังนี้

more…

Author: phoenix
• Saturday, December 06th, 2008

Reflection Time

ขอ break จากการแปลและเรียบเรียงเรืื่อง servant-leadership มาสู่ theme ที่บรรจุลงมาคือ “จิตตปัญญาเวชศึกษา” สักบทความหนึ่งก่อนที่จะเขียนต่อไปนะครับ

จากสามบทความแรก คือ commitment, leadership และ moral authority นั้นเป็นพื้นฐานที่มาของ servant-leadership ซึ่งผมคิดว่าเราควรจะเข้าใจในที่มาเหล่านี้ก่อน ก่อนที่จะลงไปใน process เนื่องจากสิ่งหนึ่งที่ผมโดยส่วนตัวแล้วตั้งสมมติฐานว่าอาจจะเป็น flaw หรือเป็น “ความพร่อง” ของเรา ในการที่จะรับอะไรมาใช้ก็คือ การนำเอา process มาใช้ลุ่นๆ โดยไม่ทราบที่มา ไม่ทราบปรัชญาเบื้องหลังของวิธีการเหล่านั้นให้ดีเสียก่อน คือ ดังเมืองนอก มาตายเมืองไทย ทุกที ไม่รู้เป็นเพราะอะไร

ในบรรดาอาชีพต่างๆนั้น แพทย์ ครู​ พระ ที่เป็นองค์หลักๆ สำคัญๆของสังคม มีอะไรที่เหมือนๆกันคือ “ความรับผิดชอบ และผลกระทบรวมของงานต่อสังคม” สองประการนี้ค่อนข้างชัดเจน คำถามที่สำคัญในระยะนี้ก็คือ แล้วในบริบทของอุดมศึกษา ที่นักศึกษาอยู่กับเราทั้งหมด 6 ปีนี้ เราได้พยายามมากน้อยแค่ไหน (หรือได้พยายามหรือไม่?) ในการบ่มเพาะความรับผิดชอบ และบ่มเพาะภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นต่อสังคม?

more…

Author: phoenix
• Friday, December 05th, 2008

 

Moral authority & Servant-Leadership

Live by conscience มีชีวิตอยู่โดยใช้มโนสำนึกนำ

ในมิติที่ 4 ของ moral authority คือ การงอกเงยของความสัมพันธ์จากมโนสำนึกนั้น ก่อให้เกิดหนักแน่นมั่นคงในศักดิ์ศรีและสันติแห่งจิตใจได้ (integrity & peace of mind) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความ กราดเกรี้ยว ดุดัน ก้าวร้าว ที่ที่มโนธรรมหรือสำนึกในจริยธรรมเป็นอะไรที่อยู่ในหนังสือ ในห้องเรียน แต่ไม่ได้ใช้จริงในทางปฏิบัติ

ยุคสมัยนี้ เป็นยุคที่คนถูก flood ด้วยข้อมูลและข่าวสาร เป็นยุคแห่ง propaganda การโฆษณาชวนเชื่อ และศิลปขั้นสูงในการโน้มน้าวเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมถูกนำมาใช้ commercially หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของคนกลุ่มน้อย Leader ในยุคใหม่นี้จะต้องมี “ที่พึ่งพิงยึดเหนี่ยว” ที่หนักแน่น ยั่งยืน พร้อมที่จะผ่านการทดสอบขนาดหนักได้ และไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการมี integrity และ peace of mind เป็น background และ ด้วยการที่มีเครื่องมืออย่าง integrity และ peace of mind นี่เอง ที่จะเป็นต้นทุนแห่งความกล้าหาญ มี conviction และข้อสำคัญเปิดใจ (open heart) ที่จะรับรู้ถึงความทุกข์ ความกระอักกระอ่วน ความลำบากใจของผู้อื่น และเมื่อสามารถเห็นมุมมองจากสายตาผู้อื่น จะเป็นหนทางต่อไปที่จะมองเห็นความต้องการ ความจำเป็น ที่คนอื่นจะมองหาความช่วยเหลือ และเราจะได้เข้าไปช่วยได้ตรงประเด็น ตรงตามความต้องการของเขาอย่างแท้จริง

จะ เห็นได้ง่ายว่า shadow ของ conscience หรือมโนสำนึก คือ ego จะเป็นอุปสรรคสำคัญ และ ego จะไม่มี integrity + peace of mind เพราะ ego จะหวาดระแวงแคลงใจคนอื่น และจะบริการแต่เพียงตนเองเป็นหลัก

มโนสำนึกที่แข็งแกร่งจนสร้าง integrity และ peace of mind ได้ จะสามารถรับฟังและทำความเข้าใจในความรู้สึกมุมมอง คุณค่า ความต้องการ ความทุกข์สุขของผู้อื่นได้อย่างตั้งใจและไม่รู้สึกว่าถูกคุกคาม ถึงแม้จะมีความแตกต่างกัน ในขณะเดียวกัน เนื่องจากมี integrity และ peace of mind คนที่มีมโนสำนึกจะเกิดความกล้าในการที่จะแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างของตนเอง ความคิดที่ตนเองเข้าใจว่าดี เข้าใจว่าน่าจะ work แก่ผู้อื่น โดยปราศจากการคุกคามทางความคิด แต่จะเป็นเพียงการนำเสนอ เป็น offer the opinion ที่นอบน้อม อ่อนโยน เต็มไปด้วยความรักไร้เงื่อนไข

Ego จะมองความสัมพันธ์ หรือ relationship แบบอัตตประโยชน์นิยม คือ เพื่อประโยชน์ของตนเป็นใหญ่ Ego จะพยายาม “ควบคุม” relationship แทนที่จะหล่อเลี้ยงประคบประหงม relationship ถ้าเมื่อไร ego มองเห็นว่าความสัมพันธ์นั้นๆเป็นสิ่งจำเป็น (ต่อตนเอง) ego อาจจะเสแสร้งทำเป็นมีเมตตา กรุณา ก็ได้ แต่ก็ยังแฝงเร้นไว้ด้วยความต้องการจะบงการ และ absolute control ในสิ่งที่เกิดขึ้น

more…

Category: Uncategorized  | 3 Comments
Author: phoenix
• Thursday, December 04th, 2008

Leadership: 4 Dimensions of Moral Authority

คำนิยามของ Leadership โดยสมาคมแห่งการเรียนรู้ระดับองค์กร (Society of Organizational Learning SOL) ที่ตั้งขึ้นโดย Peter Senge คือ “ความสามารถของชุมชนมนุษย์ในการปรับเปลี่ยนแปลงอนาคตของตน(Capacity of a human community to shape its future)

ผู้นำ หรือความเป็นผู้นำ จะมีความสำคัญอย่างไร ก็ต่อเมื่อเราลองวางแผนภูมิเชิื่อมโยงคุณสมบัติ พฤติกรรม และความสัมพันธ์ของผู้นำกับผลตามมา เราก็จะมองเห็นได้ว่า มัน “สำคัญสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง” เลยทีเดียว เราทุกคนจะกังวลสนใจว่าเราเป็นผู้ถูกกระทำ เป็นผู้รับเคราะห์ เป็นคนตามอย่างเดียว หรือว่าเรามีความรู้สึกว่าเรายังควบคุมชีวิตของเรา ชีวิตยังเป็นของของเรา และเราเองเป็นคนกำหนดทิศทางของชีวิตอยู่บ้างหรือไม่ สิ่งที่เราทำ กำลังทำ หรือกำลังจะทำนั้น มันมีความหมายอะไรต่อสิ่งที่เราอยากจะเป็น อยากจะได้ หรือให้ความหมายเอาไว้บ้าง

คำสำคัญอีกคำก็คือ community ไปๆมาๆ ความเป็นผู้นำ หรือผู้นำ มันไม่ใช่คุณสมบัติของใครคนใดคนหนึ่งเสียแล้ว ในการที่เราจะ “ดึง” เอาศักยภาพที่แท้ของมนุษย์ เราจะต้องคิดแบบ holistic และกระทำการแบบ holistic เพราะมนุษย์ที่อยู่ด้วยกัน ในนิเวศน์เดียวกัน มี vision มีพันธกิจสอดคล้องกันนั้น จะเสริมพลังซึ่งกันและกันอย่างมหาศาล มากกว่าผลบวกของแต่ละคนรวมกันเสียด้วยซ้ำ เพราะการบูรณากรความสาสามารถ จินตนาการ และความสร้างสรรค์ชองคนนั้น ก่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างที่เรียกว่า “มหัศจรรย์” มาแล้วมากมายในอดีต เราได้ทำอะไรมากมายหลายๆอย่างในสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้เพราะการบูรณาการ ศาสตร์สาขาต่างๆเข้าด้วยกัน

ในยุคเดิมของการ management ที่มีลักษณะคือ การควบคุมจากเบื้องบน การคิดแต่เรื่องฉาบฉวยผิวหน้า การปกป้องตัวเองเป็นสำคัญ การคลางแคลงหวาดระแวง การแข่งขันภายในอย่างจะเป็นจะตายเป็นความก้าวหน้า และที่ตามมาคือคู่แข่ง คู่เปรียบเทียบ ที่ Stephen Covey เรียกว่าเป็น Low-trust culture นั้น จะล้าสมัยไป และถูกพิสูจน์ในความไร้ประสิทธิภาพในอนาคตอันใกล้นี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะจะมีความจำกัดในการสร้างสรรค์ innovation (เมื่อถูกกดขี่มากๆ ใครจะสร้างสรรค์ได้?) ความรวดเร็วทันเหตุการณ์ (ก็ทุกอย่างเป็น central-control หมด มันก็จะอิืดอาด งุ่มง่าม) ไปจนถึง “คุณภาพ” ที่ระบบเก่า วัฒนธรรมเก่าพยายามบอกว่าตนเองกำลังไขว่คว้าอยู่เหมือนกัน การคิดอะไรตื้นๆในการแก้ปัญหา แทนที่จะพยายามมองเห็นความซับซ้อนของมัน (เอ….. องค์กรเรายังไม่มี Nobel Prize นี่หว่า ทำไงดี อย่ากระนั้นเลย เราก็ไป “ซื้อ” Nobel Prize-laureate มาสักคนสองคน แค่นั้นก็มีแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า หรือองค์กรเรายังไม่มีแผนก R&D เลยไม่มีผลิตภัณฑ์อะไรใหม่ๆ ก็อย่ากระนั้นเลย ไป take-over ไปซื้อบริษัท R&D มาเป็นของเราซะเลย) ซึ่งทุกๆปัญหานั้น ถ้าคิดดูดีๆแล้ว จะไม่มีอะไรที่ตื้นเขิน ผิวเผินเลยแม้แต่เรื่องเดียว อย่างที่ Oscar Wilde เคยกล่าวไว้ว่า “For every great problem, there is a simple solution– and it’s wrong.”

more…