• Saturday, September 13th, 2008
เช้าวันเสาร์ที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๑
บทความเพิ่มเติมสำหรับผู้เข้าร่วมเวริคช็อพในช่วงเวลาที่ผ่านมา
หลังจากเวริคช็อพของทีมฟาและทีมไอเอสของรพ.ลำพูน ๙-๑๒ กันยายน
ผมพูดถึง Head-Heart-Hand ไปในช่วงเริ่มต้นของเวริคช็อพ และเข้าใจว่าได้พูดถึงเรื่องนี้ไปในหล
ายเวริคช็อพที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงเวลาเดือนสองเดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่น่าน ลำพูน กาฬสินธุ์ สวรรคโลก นากลาง สมุทรปราการ เชียงคำ โชคชัย จนกระทั่งกลับมาลำพูนอีกรอบ
ที่ตั้งโครงไว้แบบนี้ก็เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเห็นภาพความสำคัญของ “การใช้ความคิดให้น้อยลง-ให้ลองใช้หัวใจและการสัมผัสตรงให้มากขึ้น”
ซึ่งผมเชื่อว่าผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ก็คงพอจะเข้าใจ ได้เป็นอย่างดีแล้วเมื่อผ่านเวริคช็อพไปจนจบ
ในเช้าวันนี้ขณะที่ผมกำลังทำกราวดิ้งอยู่ร่างกายในท่ายืนอยู่นั้น ก็พบว่ายังมีรายละเอียดของเรื่องราวที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ผลุดออกมา จนคิดว่าต้องนำมาขยายความหมายของคำว่า “Hand”เพื่อให้เกิดความเข้าใจให้ที่มากขึ้น
more…
• Tuesday, September 09th, 2008
สองสามวันก่อน ผมขับรถยนต์จากเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ เป็นการเดินทางในช่วงเวลาบ่ายถึงค่ำซึ่งไม่บ่อยนักที่ผมจะขับรถทางไกลในเวลาเช่นนี้ ในวันนั้นนอกจากความมืดแล้ว ฝนยังตกหนักมากทำให้ทัศนวิสัยยิ่งย่ำแย่ไปใหญ่ รถยนต์ทุกคันต่างขับเคลื่อนด้วยความระมัดระวังอย่างเต็มที่ โอกาสเกิดอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นในชั่วพริบตา เพราะเราไม่สามารถมองเห็นได้ไกลกว่า 10 เมตร ในเวลาโพล้เพล้มีอยู่สองครั้งที่ผมพบรถอีแต๋นวิ่งตัดจากไหล่ทางไปสู่เกาะกลางถนนเพื่อกลับรถ รถยนต์ที่วิ่งมาต่างเบรคกันอย่างเต็มที่ในอุปสรรคที่ไม่คาดหมายนี้ โชคดีที่ตลอดทางผมไม่พบอุบัติเหตุเกิดขึ้นเลย ต่างคนต่างมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางของตนบนถนนสายเดียวกันนี้
เมื่อมาใคร่ครวญดีๆ ผมรู้สึกแปลกใจที่รถยนต์แต่ละคันต่างก็มีจุดหมายของตนเอง ซึ่งรถยนต์คันอื่นๆก็ไม่ทราบได้ (นอกจากจะเป็นรถประจำทาง) แต่ผู้ขับขี่แต่ละคนต่างขับเคลื่อนพาหนะของตนไปด้วยความเร็วที่พอเหมาะ หลบหลีกกันและกันได้ ปฏิบัติตามกฎจราจร มีความยืดหยุ่นต่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดหมายอย่างการที่รถช้าๆอย่างรถอีแต๋นวิ่งตัดหน้า ดูเหมือนว่าถนนที่ประกอบไปด้วยรถยนต์ต่างๆ ก็เป็นระบบจัดการตนเองอย่างหนึ่ง ไม่ต่างอะไรกับองค์กรอื่นๆของมนุษย์เลย ทุกสิ่งบนถนน ไม่ว่าจะมีชีวิต หรือไม่มีชีวิต ล้วนมีความสัมพันธ์กัน ไม่ว่าโดยตรงหรือทางอ้อม มันต่างมีความสัมพันธ์กับเป้าหมายของผู้คนที่ใช้ถนนสายนั้น และต่างดูแลกันและกันเพื่อไปสู่เป้าหมายอย่างปลอดภัย
จะเป็นไปได้หรือไม่ หากเราจะใช้เหตุการณ์ที่เกิดบนท้องถนนในลักษณะเช่นนี้มาเป็นกระจกสะท้อนมุมมองต่อองค์กร หรือสังคมในลักษณะที่กว้างกว่าได้ และด้วยการอุปมาอุปไมยนี้ มันบอกบทเรียนอะไรกับเราบ้าง
more…
• Monday, September 08th, 2008
VANITY, definitely Satan’s favourite sin
มีภาพยนต์อยู่เรื่องหนึ่ง ทีวีเอามาฉายซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้งแล้ว แต่เมื่อไรก็ตามที่ผมเปิดเจอ ก็อดไม่ได้ที่จะต้องนั่งดูต่อจนจบ จะเริ่มตอนไหนก็ได้เพราะจำได้หมดทั้งเรื่องแล้ว นั่นคือ Devil’s Advocate ที่แสดงโดย อัล ปาชิโน และ คีนู รีฟ

คีนู รีฟ เล่นเป็นทนายหนุ่มดาวรุ่งบ้านนอก ที่กำลังก่อร่างสร้างตัวกับภรรยาสาว ได้มีโอกาสว่าความเป็นตัวแทนจำเลยที่ก่อคดีพรากผู้เยาว์อย่างโหดเหี้ยม จากระบบศาลที่ใช้หลักการ Presume Innocent ก็คืออัยการต้องเป็นฝ่ายหาหลักฐานว่าจำเลยผิด (ตรงกันข้ามกับระบบ Presume Guilt ซึ่งทนายต้องแก้ต่างว่าจำเลยไม่ผิด) หน้าที่หลักของทนายจำเลยก็คือการหาทางล้มรูปคดีให้ได้ ด้วยทุกวิถีทาง จนกระทั่งบางครั้งพบว่าทนายนี่เองที่ทำให้คนร้ายระดับสุดๆหลายคนลอยนวล มาเฟียใหญ่ๆนั้น เป็นที่รู้กันว่าจะจ้างคนสองคนด้วยราคาที่แพงมาก คือ นักบัญชี และทนายความ ที่จะช่วยทำให้รายได้ผิดกฏหมายทั้งหมดนั้นกลายเป็นสิ่งถูกกฏหมายไป
คีนู รีฟ จะใช้ลวดลาย ไหวพริบ ความฉลาดเป็นกรดของทนาย ในการหาข้อบกพร่องในคำให้การ ในหลักฐานของฝ่ายอัยการ ใช้การ manipulate พูดจากล่อมเกลา charming โปรยเสน่ห์ให้คณะลูกขุนคล้อยตาม และก็ถึงจุดที่ว่า ถ้าหากเขาเชื่อว่าลูกความผิดจริง เขาจะยังคงช่วยลูกความอยู่หรือไม่ ในตอนปฏิญานตนของทนายความนั้น มีคำที่เรียกร้องให้ทนายสาบานตนว่าจะช่วยลูกความของตนเองอย่างซื่อสัตย์เต็ม ความสามารถ ประเด็นนี้ก็เช่นกัน มีภาพยนต์เกี่ยวกับกฏหมายและทนายของอเมริกันหลายเรื่อง อาทิ The Firm (ทอม ครุยส์), The Piligan’s Brief (จูเลีย โรเบิร์ต) ที่พล้อตหมุนเวียนรอบๆประเด็นระหว่าง “มโนสำนึก” และ “มืออาชีพในการใช้กฏหมาย” ที่ความชัดเจน ถูกต้อง ของคุณธรรม จริยธรรม ถูกทำให้เบลอและท้าทายตลอดเวลา
more…
• Sunday, September 07th, 2008
เมื่อสัปดาห์ก่อนผมได้เขียนถึงเรื่องราวที่คุณพัฒนา แสงเรียงเพื่อนร่วมทีมของผมซึ่งได้เล่าถึง “การเปลี่ยนแปลงชีวิต” ครั้งสำคัญของหญิงชราชาวม้งท่านหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานมาหลายปี เมื่อเธอได้สัมผัสกับ “ความสัมพันธ์ในระดับที่สามและระดับที่สี่” ร่วมกันกับพยาบาลท่านหนึ่งที่ดูแลเธอ
เมื่อใครคนหนึ่งสามารถเดินทางลงลึกไปถึง “ระดับที่สี่” คนๆ นั้นจะเข้าใจ “ความหมายของการมีชีวิต” ในโลกใบนี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ “สำคัญที่สุด” สำหรับ “การเยียวยา” ในระบบสุขภาพเพราะเมื่อถึงตรงนั้นระดับนั้น ผู้คนจะดูแลตัวเองเป็นเอง เหมือนกับ “คุณยายม้ง” ที่คุณพัฒนาได้เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งเดือน แทบจะไม่มีใครจำคุณยายม้งได้เพราะคุณยายสดใสร่าเริงดูแลตัวเอง ผมเผ้าการแต่งตัว ออกกำลังกายด้วยตัวเองสม่ำเสมอ เปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคนเลยทีเดียว
ผมทำงานเกี่ยวกับ “การเปลี่ยนแปลงชีวิต” แบบนี้มาหลายปีพอสมควร สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมได้เรียนรู้ก็คือ “ผู้คนจะต้องเปลี่ยนแปลงด้วยตัวของเขาเอง”
more…
• Sunday, September 07th, 2008
กัลยาณมิตร เพื่อชีวิตและความหวัง
Companionship for Life and Hope
เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าและสานุศิษย์ทั้งปวงอยู่ ณ ที่ประชุม พระพุทธองค์ตรัสถามพระอานนท์ที่นั่งอยู่ ณ ที่นั้นว่า “อานนท์ ท่านว่าสังฆะนั้น เป็นสักเท่าไรแห่งพรหมจรรย์?” พระอานนท์นิ่งคิดใคร่ครวญแล้วก็ทูลตอบว่า “เป็นกึ่งหนึ่งพระพุทธเจ้าข้า” และแล้วพระองค์ก็วิสัชนาต่อว่า “อานนท์ อันสังฆะนั้นเป็นทั้งหมดแห่งพรหมจรรย์”
“สังฆะ” ในที่นี้ก็คือ “กัลยาณมิตร” และพรหมจรรย์ก็คือ “จิตตื่นรู้” หรือ “นิพพาน” นั้นเอง
มนุษย์เกิดมาอยู่ในสังคม มนุษย์มีศักยภาพมากมาย ที่จะอยู่รอด อยู่ร่วม และอยู่อย่างมีความหมาย อันเนื่องมาจากการบูรณาการของสมองทั้งสามชั้น มนุษย์จึง “สามารถ” เชื่อมโยงและสมานเป้าประสงค์ในการทำงานทุกประการของสมองได้อย่างกลมกลืน สู่สมดุล นอกจากนี้ มนุษย์ยัง “สามารถ” สร้างสรรค์และเข้าถึงคุณค่าในอีกระดับหนึ่งและอีกมิติหนึ่งนอกเหนือจากทาง กายภาพ นั่นคือ ความงาม ความดี และความจริง การที่มนุษย์สามารถเก็บรวบรวมปัญญาจากแหล่งต่างๆ บันทึก และถ่ายทอด ทำให้องค์ความรู้แต่ดึกดำบรรพ์ในช่วงวิวัฒนาการ สามารถส่งต่อๆไปได้จากรุ่นสู่รุ่น สามารถนำเอาความทรงจำเก่า มาต่อยอด วิเคราะห์สังเคราะห์ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้นมาได้ตลอดเวลา ความสามารถในการ “ยกระดับ” ทั้งด้านกายภาพ ความรู้ และระดับแห่งจิตวิญญาณนี่เอง ที่เป็นที่มาของ “ศักยภาพแห่งการข้ามพ้น” หรือ Transcendence ได้ แต่สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ แม้มนุษย์จะเพียบพร้อมด้วยศักยภาพ ความสามารถมหาศาล ถึงขนาดทุกคนมี “ความเป็นพุทธะ” อยู่ในตัวก็ตาม แต่มนุษย์จะต้องทำสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดเสียก่อน
มนุษย์จะต้องเลือกด้วยตนเอง ว่าเราจะใช้ศักยภาพของเราอย่างเต็มที่หรือไม่ อย่างไร
more…
• Saturday, September 06th, 2008
เมื่อเร็วๆ นี้ (ประมาณกรกฎาคม 2551) คุณพัฒนา แสงเรียง เพื่อนร่วมทีมของเราท่านหนึ่งได้มีโอกาสไปทำเวิร์กช็อปให้กับผู้ป่วยโรคเรื้อรังกลุ่มหนึ่ง ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในภาคเหนือได้เป็นเจ้าภาพจัดงานให้และมีพยาบาลที่เกี่ยวข้องร่วมทีมไปด้วยหลายท่าน
เป็นเวิร์กช็อปที่ใช้เวลาสามวัน คุณพัฒนาเล่าว่า ไม่ได้ให้พยาบาลเหล่านั้น “สอน” อะไรให้กับผู้เข้าร่วมแม้แต่สักแอะเลย เพียงขอให้ช่วยรับฟังเรื่องราวจากผู้เข้าร่วมซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุหลายๆท่าน อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และพยาบาลเหล่านี้ได้ผ่านการฝึกฝน “เรื่องการฟัง” มาแล้วเป็นอย่างดี
คุณพัฒนาให้ผู้เข้าร่วมแต่ละท่านมี “สมุดบันทึก” ประจำตัว ไม่ได้เอาไว้จดความรู้ แต่มีไว้เพื่อบันทึกเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ กับพวกเขาเหล่านั้น เช่น ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในขณะนั้นคืออะไรและรู้สึกอย่างไร
คุณพัฒนาเล่าให้ฟังต่อว่า มีหญิงชาวม้งสูงอายุท่านหนึ่งที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ คุณพัฒนาจึงขอให้พยาบาลท่านหนึ่งช่วยดูแล ช่วยเขียนบันทึกให้แทนโดยให้หญิงม้งท่านนี้บอกเล่าออกมา หญิงม้งท่านนี้อายุประมาณเจ็ดสิบกว่าปี เป็นเบาหวานมาหลายปี สามีเสียชีวิตไปประมาณเจ็ดแปดปีแล้ว
คุณยายม้งท่านนี้เล่าว่าที่มาเข้ารับการอบรมเรื่องเบาหวานนี้ เข้ามาหลายครั้งแล้ว “เพราะรู้สึกสงสารหมอ” กลัวจะไม่มีคนมาฟังหมอ แต่ที่ผ่านๆ มาหลายๆ ครั้งนั้น ยายฟังไม่รู้เรื่องหรอก หมอชอบพูดเป็นภาษาปะกิต ให้กินอะไรไม่ให้กินอะไร ยายไม่รู้เรื่องหรอก แต่ยายสงสารหมอที่อุตส่าห์มาช่วยสอนยายและคนอื่นๆ
more…
• Thursday, September 04th, 2008
เราคือใคร เรากำลังทำอะไร
เมื่อวันจันทร์ อังคาร ที่ผ่านมา (1-2 ก.ย.) ผมมาประชุมสัมมนา Palliative Care หรือการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ตึก อปร. ร.พ.จุฬาฯ มีทั้ง Workshop: End of Life / Good Death และการบรรยายเรื่อง Self & System Transcendence เป็นการปิดท้ายรายการ ตอนประชุมเสร็จก็ยังรำพึง รำพันกับพรรคพวกกัลยาณมิตรแถวๆนั้นว่า นี่ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะได้กลับหาดใหญ่รึเปล่า เพราะวันรุ่งขึ้นมีกำหนดว่าจะต้องมาคุมสอบ OSCE (สอบเชิงพฤติกรรม) ของนักศึกษาแพทย์
ผมใช้ World Cafe สำหรับ workshop ทั้งสอง sessions เนื่องจากงานนี้ พอจะอนุมานว่าเป็น “hardcore” ของชาว palliative care คือ คนที่สนใจในการดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย ก็คิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะขอ “สำรวจ” และขอ “ตักตวง” ประสบการณ์ตรง series ของคำถามจึงกลายเป็น
- ขอให้ทุกคนเขียนลงบนกระดาษว่า “ตายดีของตนเองเป็นเช่นไร” สัก 4-5 items แล้วก็แลกเปลี่ยน
- ขอให้ทุกคนเล่าให้เพื่อนฟังว่า “ครอบครัว บริบทสังคม มีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อการตายดี”
- ขอให้ทุกคนลองพิจารณารายการของ ตนเองในข้อที่ 1 แล้วเล่าให้เพื่อนฟังว่าตนเองได้ทำอะไร และยังไม่ได้ทำอะไรบ้าง ที่่เป็นการเตรียมตัวเราให้เกิดสภาวะ “ตายดี”
more…
ความคิดเห็นล่าสุด