Archive for the Category ◊ องค์กรมีชีวิต ◊

Author: kijja
• Wednesday, March 10th, 2010

สองสามวันก่อน ห้องของลูกสาวผมเป็นเจ้าภาพงานทำบุญที่โรงเรียน ภรรยาผมได้จัดสิ่งของใส่บาตรไว้ และถามว่าจะใส่บาตรให้พระกี่องค์ ลูกสาวจึงตอบแก้ให้แม่ของเธอว่า “พระภิกษุเขานับเป็นรูปต่างหากละแม่” ผมไม่รู้ว่าเหตุใดจึงเรียกพระภิกษุเป็นรูป แต่สิ่งนี้สะดุดใจผมมากเป็นพิเศษ คำว่า “รูป” แสดงให้เห็นว่ามี “นาม” ในสิ่งนั้นด้วย เมื่อผมคิดถึงความเป็นพระสงฆ์ อันเป็นองค์กรที่มีมายาวนานตั้งแต่พุทธกาลมาถึงทุกวันนี้ สิ่งยังสืบเนื่องต่อมาเป็น “รูป” ของสังฆะที่เราสัมผัสได้ ส่วนที่เป็น “นาม” ของสังฆะคือ wholeness ของคำสอนของศาสนาพุทธ การคิดอย่างนี้ทำให้ผมเข้าใจ (อาจเป็นการเข้าใจที่ไม่ถูกก็ได้นะครับ) ว่า พิธีกรรมทางศาสนาอย่างการใช้ตาลปัตรปิดหน้าของพระเวลาสวด เพื่อให้เราละวางความยึดติดกับ “รูป” ของสังฆะ แต่ให้ฟังธรรมะที่แสดงโดยสังฆะโดยผ่าน “รูป” ของภิกษุเหล่านั้ ความเข้าใจนี้ยังรวมไปถึงการทำสังฆทาน หากเราทำโดยไม่เจาะจงแล้วอานิสงค์จึงเป็นการได้เข้าถึงความเป็น wholeness ของศาสนา ไม่ใช่การให้และรับระหว่าง “รูป” คนในตัวเรา กับ “รูป” คนที่เป็นภิกษุ

เรืองการตีความพระรัตนตรัยใหม่นี้เป็นเรื่องที่อาจนำมาซึ่งความเห็นแย้งได้ แต่ผมคิดว่า การที่เรายึดถือสิ่งใดเป็นสรณะแล้ว สิ่งนั้นต้องเป็นที่พึ่งให้แก่เราได้อย่างแท้จริง ดังนั้น การยึดพระพุทธเป็นสรณะก็ไม่ได้หมายความแต่พระพุทธองค์ซึ่งปรินิพานไปกว่าสองพันห้าร้อยปี หากแต่เป็นความสามารถในการได้มองเห็นโลกและจักรวาลตามความเป็นจริงที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบและเป็นศักยภาพที่พวกเราสามารถพัฒนาได้ เรายึดถือพระพุทธเป็นสรณะเพราะเราสามารถพึ่งการมองเห็นตามความเป็นจริงเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์อันเกิดจากอวิชชา เราพึ่งพระพุทธเจ้าได้เพราะพระองค์ให้ความหวังต่อเราที่จะประสบความสำเร็จจากการดำเนินตามพระธรรมคำสอนของท่าน การศรัทธาในพระพุทธเจ้าอยู่ไกลพ้นไปจากเหตุผลที่เรารู้จัก และไกลพ้นไปจากความงมงาย เป็นทางแยกของการเลือกจะกอดความทุกข์อยู่หรือปล่อยวางลง (แต่ก็ำไม่ใช่การผลักไส)

กลับมาที่สังฆะกับ wholeness อีกครั้ง ไม่ใช่ว่าพระสงฆ์ทุกท่านจะเหมือนกันไปหมด แต่ wholeness นั้นสามารถครอบความแตกต่างไว้ได้ และไม่กีดกันความแตกต่างกันอีกด้วย wholeness นั้นแตกต่างกับความเหมือนกัน เหมือนกับแพทย์ที่มีทั้งความเป็นเฉพาะบุคคลและความเป็นแพทย์ที่มีภารกิจในการเยียวยารักษาผู้ป่วย แพทย์แต่ละคนมีความชำนาญแตกต่างกันออกไป เราคงไม่อยากให้ทุกคนเป็นเหมือนกันไปหมด รักษาหายได้เท่ากันไปหมด และจะดีมากหากมีใครที่สามารถรักษาผู้ป่วยได้ดีขึ้น จะเป็นการเพิ่มความรุ่มรวยให้กับ wholeness ของวิชาชีพแพทย์ เพราะในไม่ช้าแพทย์คนอื่นๆก็จะสามารถใช้วิธีการรักษาที่ดีขึ้นอย่างเดียวกันได้

ประเด็นเรื่อง whole ไม่ใช่ผลรวมของ parts นี้เป็น paradox ที่ยากจะยอมรับกัน ความเป็นหน่วยหนึ่งใน whole เป็นสมาชิกในชุมชนหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าการรวมกันของแต่ละคนทำให้เกิดชุมชนนั้นขึ้น สังฆะไม่ได้เกิดจากพระสงฆ์ทุกรูป รวมไปถึงทั้งในอดีต และอนาคต แต่เป็นการดำรงอยู่ของ “นาม”(หรือคุณค่า) หนึ่ง ที่ผ่าน “รูป” แม้แต่องค์กรใดๆก็เช่นกัน เป็นการที่คุณค่าหนึ่งได้งอกงามให้ประจักษ์ต่อโลกขึ้นมาผ่านสมาชิกในองค์กร ผมคิดว่าภาพที่ใกล้เคียงกันคือ การเคลื่อนที่ของเสียงผ่านอากาศเป็นตัวกลาง “นาม” หรือคุณค่าของ wholeness ได้เคลื่อนที่ผ่าน “รูป” ที่เป็นอากาศทำให้เกิดเสียงที่เราได้ยินขึ้น

และเช่นเดียวกับคลื่นเสียงที่ค่อยๆแผ่วเบาลงตามระยะทาง รวมถึงหากถูกขวางกั้นด้วยกำแพงแล้วก็ไม่สามารถผ่านไปได้ การดำรงอยู่ขององค์กรใดๆ ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่าง “รูป” หรือสมาชิกขององค์กรนั้นๆว่ามีความต่อเนื่องหรือไม่ การจัดการความสัมพันธ์ให้แต่ละคนได้เติมความรุ่มรวยให้กับ wholeness นี้อย่างปราศจากกำแพงขวางกั้นจึงจะทำให้การดำรงอยู่ขององค์กรยั่งยืน ตรงนี้มี paradox อีกประการหนึ่ง คือ กฎพื้นฐาน แทนที่จะเป็นกำแพง กลับเป็นภาชนะที่ประคองให้สมาชิกอยู่ร่วมกันได้ เช่นเดียวกับศีลคือภาชนะที่โอบอุ้มพระสงฆ์ให้ดำรงความเป็นสังฆะอยู่ และเช่นเดียวกันหากปราศจากแรงดึงดูดของโลกแล้ว คงไม่มีอากาศให้คลื่นเสียงผ่านไปได้เช่นกัน

การนำเสนอภาพของคลื่นที่ผ่านตัวกลางนี้อาจทำให้เราเข้าใจว่าตัวเราเป็นเีพียงตัวกลางให้คุณค่าต่างไหลผ่านไปเท่านั้น ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรใหม่ขึ้นมาเลย ที่จริงไม่ใช่เป็นเช่นนั้น การดำรงอยู่ของ wholeness ใดๆ ล้วนเกิดจากการกระทำของ parts ที่สั่นไหว ยิ่งโมเลกุลของอากาศสั่นไหวแรงเท่าใดก็ยิ่งทำให้คลื่นเสียงมีพลังมากขึ้น การสั่นไหวด้วยความแรงที่ต่างกัน ด้วยความถี่ที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดเป็นเสียงดนตรีที่ไพเราะ และไม่เพียงเท่านั้น ทุก parts ที่สั่นไหวตามกฎพื้นฐานสามารถเติมความรุ่มรวยให้กับเสียงดนตรีนี้ การดำรงอยู่ใน wholeness คือความเต็มใจที่จะเปล่งเสียงในตัวเองอย่างเต็มที่ในขณะที่รับเสียงของผู้อื่นเข้ามารวมในบทเพลงของพวกเราทุกคน

Author: phoenix
• Friday, February 05th, 2010

อภิชาตศิษย์ (4) สัมผัสชีวิตแพทย์ ตอน 1

นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จะมีช่วงหนึ่งที่ทางคณะฯส่งไป "immersion" จุ่มจ่อมสัมผัสชีวิตแพทย์ เป็นรายวิชา Clinical Immersion โดยแบ่งนักศึกษาออกเป็นกลุ่มย่อยๆประมาณ 4-5 คน ส่งไป รพ.ขนาดเล็ก (มีตั้งแต่ 10 เตียง ขึ้นไปถึง 60 เตียง) ประมาณเกือบสองอาทิตย์ ซึ่งงานหลักของ รพ.ขนาดนี้มักจะเป็นการดูแลปฐมภูมิ คือด้านการสร้างเสริมสุขภาพ คละๆกันกับการดูแลรักษา (ซึ่งทำไม่ได้มากนัก เพราะจำนวนคน เตียง และเครื่องมือเครื่องไม้จำกัด) สัดส่วนก็จะประมาณ 50/50 วัตถุประสงค์ของรายวิชานี้คือการได้มองเห็นงาน หน้าที่ การใช้ชีวิตของแพทย์ไทยในบริบทจริง เห็นสุขภาวะกำเนิดของชาวบ้าน สายใยที่สอดประสานกันกับวัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณี และวิถีชีวิตกับความเจ็บไข้ได้ป่วย มุมมองและทัศนคติในการทำงานและปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรกับบุคลากร และระหว่างโรงพยาบาลกับชุมชน

สาเหตุที่ส่งไปตอนปี 2 ก็เพราะว่าน้อง นศพ. จะยังไม่ได้มีความรู้ทางการแพทย์มากนัก ทำให้ความ "อยาก" ลงมือไปทำอะไรๆแบบหมอจะมีข้อจำกัด เพราะรายการนี้ เราอยากให้ นศพ.ลงไปสัมผัสโดยใช้ "ความเป็นมนุษย์" (ซีึ่ง ironically บางทีเราพบว่าถ้าเผอเรอ จะลดลงเป็นสัดส่วนกับความเป็นแพทย์ที่เพิ่มขึ้น!!!! …. เรื่องนี้ต้องคุยแยกต่างหาก)

ผมได้ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ขณะที่น้องจะไปอยู่ที่ รพ.ประมาณ 13 วัน เราจะไปเยี่ยมหนึ่งครั้ง ประมาณกลางๆอาทิตย์ เพื่อเยี่ยมเยียนไต่ถามทุกข์สุข มีอะไรกินไหม ออกกำลังกายไหม ไปเที่ยวไหนมาบ้าง ถูกผีหลอกบ้างไหม ผีดุรึเปล่าหรือคนดุกว่า ฯลฯ

ปีนี้เขาจัดให้ผมไปเยี่ยม 5 รพ. สองจังหวัด คือพังงา ไปที่ทับปุดกับบางไทร และสุราษฎธานี ไปที่สมเด็จพระยุพราชเวียงสระ บ้านนาสาร และเคียนซา สาเหตุที่พังงาไปเยี่ยมแค่ 2 โรงก็เพราะมันไกลมากจากหาดใหญ่ นั่งรถเรียกว่าหลับไปหนึ่งงีบสบายๆ (จำเป็น เพราะผมโชคดีได้คนขับเก๋ากึ๊กที่สุดของคณะคือพี่ประยุทธ์ แกขับจาก ม.อ.ไปถึงทับปุด พังงา ใช้เวลาแค่ 3 ชั่วโมงครึ่่งเท่านั้นเอง เจ้าบิ๊ก นักวิชาการแพทยศาสตร์ไม่ยอมหลับ ถึงกับรากแตกรากแตนไปสองรอบ ผมหลับสนิทอยู่เบาะหลัง)

more…

Author: kijja
• Tuesday, December 08th, 2009

วันนี้ผมไม่สบายเป็นไข้หวัด เลยหยุดงานอยู่บ้าน หลังจากใช้เวลานอนซมอยู่จนเที่ยงวัน ภรรยาผมกลับมาจากที่ทำงานชวนไปทำอาหารกลางวันทานกันที่บ้านใหม่ซึ่งอยู่ติดๆกัน เวลาที่ไม่สบาย ถึงแม้ว่าจิตใจจะหดหู่และไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรนอกจากนอนอยู่เฉยๆ แต่หากฝืนใจเดินออกมารับอากาศภายนอกบ้างทำให้รู้สึกดีขึ้นมากทีเดียว ที่สวนของบ้าน ผมได้พบกับเจ้านกจับแมลงคอแดงตัวโปรด ผู้บินอพยพที่มาเยือนทุกฤดูหนาว เป็นการย้ำเตือนว่าฤดูหนาวได้มาถึงที่นี่อย่างเต็มที่แล้ว อากาศเย็นๆ และใบไม้เขียว ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น และแวะเยี่ยนเยียนต้นไม้ต่างๆจนลืมเรื่องอาหารกลางวันไป จนภรรยาต้องเรียกเตือนอีกครั้งว่าจวนได้เวลาที่เธอจะต้องกลับไปทำงานแล้ว


กว่าหนึ่งปีมาแล้วที่เราได้ตัดสินใจเป็นหนี้เพื่อซื้อบ้านที่อยู่ติดกันหลังนี้ และปรับปรุงจนเป็นบ้านหลังใหม่ของเรา เหตุผลที่เราต้องการบ้านหลังใหม่ไม่ใช่เพราะมีสมาชิกเพิ่มขึ้น ตรงกันข้าม ลูกชายที่ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศทำให้บ้านหลังเล็กๆของเราเงียบเหงาไปมากทีเดียว เหตุผลในใจเราทั้งสองที่ซื้อบ้านหลังใหม่นี้ก็เพราะ เราต้องการที่สำหรับเก็บหนังสือเพิ่มขึ้น หนังสือที่งอกเงยเร็วกว่าหญ้าในสนามด้วยทุกสุดสัปดาห์เราไปร้านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ


แม้จะเป็นเหตุผลที่ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์นัก แต่การตัดสินใจของเราก็ทำให้ทั้งผมและภรรยาได้รับรู้ถึงความฝันในการมีบ้านของกันและกัน จริงอยู่ที่บ้านหลังเดิมจะเป็นที่พอใจของเรา เพราะได้ตัดสินใจเลือกด้วยตัวเอง แต่ก็ยังมีความฝันที่รอให้เราเติมเต็มอยู่อีกไม่น้อย ด้วยการตัดสินใจซื้อบ้านหลังใหม่ ซึ่งอยู่ในสภาพไม่ค่อยดีนัก เราได้นำความฝันมาออกมา ต่อเติม จัดแต่งทั้งตัวบ้าน และสวน จนบ้านหลังใหม่นี้สวยงานสมใจ และที่สำคัญ คุณตาคุณยายได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ ทำให้เรารู้สึกชื่นใจว่าได้ดูแลบิดามารดาได้อย่างสมควร


ระหว่างหนึ่งปีของการปรับปรุงตกแต่ง ผมได้เรียนรู้อะไรบางอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน บ้านในความฝันของภรรยามีหน้าตาอย่างไร เวลาที่ตัดสินใจว่าจะปรับปรุงบ้านอย่างไร มีหลายครั้งที่ผมไม่เห็นด้วยกับความคิดของเธอนัก แม้จะใช้ชีวิตร่วมกันมากว่ายี่สิบปี การที่ได้รับรู้ถึงความฝันของกันและกันก็ยังเป็นความใหม่อยู่ และยิ่งได้เห็นความฝันนั้นออกมาเป็นรูปร่าง ยิ่งทำให้ตื่นใจในสิ่งที่เห็น สำหรับผมแล้ว บ้านหลังนี้แม้จะไม่ใช่บ้านที่หรูหราราคาแพง แต่เป็นที่ซึ่งผมสุขใจที่ได้อยู่ ได้สัมผัสต้นไม่ใบหญ้า ได้ฟังเสียงของน้ำไหล และเสียงของนกร้อง จนกระทั่งผมเอ่ยกับใครต่อใครว่า ความใฝ่ฝันของผมยิ่งนานก็ยิ่งเล็กลง จนเหลือแค่ได้นั่งดูพระอาทิตย์ตกที่บ้านของตัวเองก็พอใจแล้ว


บทเรียนที่ได้รับ ทำให้ผมได้รู้ว่า เราไม่มีหน้าที่ตัดสินความฝันของใครได้ว่าเหมาะสมกับตัวเขาหรือไม่ และไม่จำเป็นที่เราจะต้องเข้าใจความฝันของเขาด้วยในการที่จะเลือกสนับสนุนความฝันนั้นหรือไม่ เหตุที่เราเลือกจะช่วยสนับสนุนความฝันของใครให้เป็นจริงก็เพราะความรักต่างหาก ในความรัก เรายอมช่วยสนับสนุนให้กับสิ่งที่เราไม่อาจมองเห็น หรือไม่อาจเข้าใจ การที่เราช่วยทำให้ความฝันของใครบางคนเป็นความจริงนั้น ไม่เพียงทำให้ผู้ที่เรารักมีความสุข แต่การบรรลุถึงความฝันของเขาก็ยังความสุขมาสู่เราไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะความรักเป็นการหลอมรวมบรรจบกันระหว่างโลกของคนสองคน


บทเรียนนี้ยังสะท้อนมาถึงแนวคิดเกี่ยวกับผู้นำ ผมคิดว่าคนที่จะนำผู้อื่นต้องเป็นผู้มีความรัก และความเชื่อมั่นมนุษย์เป็นอย่างมาก ด้วยอนาคตที่ผู้นำจะพาไปนั้นก็ไม่สามารถมองเห็นมาก่อนได้อย่างชัดเจน การนำเป็นเรื่องที่แปลก เพราะคนจำนวนมากเรียกร้องให้ผู้นำบอกภาพอันชัดเจนของอนาคต และนำพาไปอย่างไม่ผิดพลาด ทั้งนี้เป็นเพราะผู้คนอยากรู้ว่าสิ่งที่ผู้นำกำลังพาเขาไปนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกับความฝันของเขาหรือไม่ เป็นการผลักภาระที่จะเผชิญความไม่แน่นอนของอนาคตไปสู่ผู้นำ ในขณะเดียวกัน ผู้คนจำนวนมากยินยอมที่จะสละอิสรภาพ และความรับผิดชอบในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่จะก้าวเดินตามความฝันของตัวเองไปเสีย เพื่อช่วยเหลือผู้นำของเขาให้บรรลุความฝันที่เขาเชื่อว่าเป็นความฝันร่วมกัน แต่น่าเสียใจที่ผู้นำจำนวนมากกลับคิดอีกอย่างหนึ่ง มองเห็นคนอื่นเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายของตนเอง หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Take people for granted เท่านั้นเอง


ผู้นำที่ประสบความสำเร็จเป็นอาจผู้ที่มีวิสัยทัศน์ มีความฝันของตัวเองที่ยิ่งใหญ่ แต่ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่กว่านั้นน่าจะเป็นผู้นำซึ่งมอบความรัก ความเชื่อมั่น มุ่งที่จะให้ผู้คนของเขามีอิสระ และสนับสนุนให้ผู้คนก้าวเดินตามความฝันของตัวเอง เป็นผู้ส่งเสริมให้คนของเขาบรรลุเป้าหมายของตนเองในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่ง ไม่ใช่เพียงการบรรลุเป้าหมายของผู้นำเอง หรือแม้กระทั่งเป้าหมายตัวชี้วัดขององค์กรก็ตาม หากปราศจากความรักแล้ว เป็นไปได้ที่ผู้นำจะเป็นผู้ที่พรากความเป็นอิสระไปจากผู้คนได้อย่างง่ายดาย ละเมิดความเป็นมนุษย์ของบุคคลที่เขาเข้าไปเกี่ยงข้องด้วยอย่างไม่รู้ตัว

Author: kijja
• Friday, November 20th, 2009

Be Friend with Life

 

ในการเป็นเพื่อนกับชีวิต

เราไม่ต้องสร้างให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้น

ตามความมุ่งหมายของเรา

หากเราได้เปิดเผยบางสิ่งที่ได้กำลังเกิดขึ้นอยู่แล้ว

ในตัวเราและรอบตัวเราและ

สร้างสรรค์สภาวะที่เอื้อต่อมันให้เกิดขึ้น

ทุกสิ่งกำลังมุ่งไปสู่สถานที่แห่งการเป็นหนึ่งเดียว

ดิ้นรนฟันผ่าอุปสรรคเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย


ทุกสิ่งต่างมีความฝันลึกๆและความปรารถนาที่จะบรรลุของตนเอง

 

จาก Everything Has a Deep Dream โดยราเชล นาโอมิ เรเมน (Rachel Naomi Remen)

 

 

อาจเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของการอยู่บนโลกนี้มานาน เมื่ออายุมากขึ้นทำให้ผมเห็นว่าโลกนี้น่าอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ ในตอนเริ่มของบทกวีนี้เขาพูดถึงสิ่งที่ผมกำลังรู้สึกอย่างเดียวกันว่า ชีวิตไม่ได้บกพร่องแต่อย่างใด เราอยู่ในโลกที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ใช่ในแง่ของวัตถุที่ตอบสนองความต้องการอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ แต่เป็นความอุดมสมบูรณ์ในแง่ของการที่โลกสามารถรองรับความต้องการอันมากมายมหาศาลของบรรดาสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะมนุษย์เรา เพียงแต่ความต้องการเหล่านั้นไม่อาจเกิดขึ้นจริงได้พร้อมๆกัน ต้องผ่านการกลั่นกรองโดยกฎของธรรมชาติและลำเลียงออกมาสู่โลกที่เป็นจริงโดยกาลเวลาเป็นผู้คอยจัดสรรตามสภาวะที่เหมาะสม เรามีหน้าที่คอยจัดสรรสภาวะที่เอื้อให้ความเป็นจริงที่สอดคล้อง เป็นองค์รวมในระบบนิเวศของชีวิต เราคงไม่ต้องต่อสู้กับโลกอย่างมากมายเหมือนคนหลายคนกำลังทำอยู่

 

ผมนึกถึงเรื่องนี้ตอนที่ได้ฟังสหายท่านหนึ่งเล่าเรื่องการจัดภาวนาให้คนห้าร้อยคนอยู่ร่วมกันได้เป็นเวลาหลายวัน อย่างราบรื่นปราศจากความขัดแย้ง แต่อีกด้านหนึ่ง ทำให้ผมหวนคิดว่า บางครั้งแม้อยู่เพียงลำพัง เรายังคิดทะเลาะกับตัวเองอยู่ได้ การทะเลาะกับตัวเองนี้ไม่ใช่การทุ่มเถียง แต่เป็นการตัดพ้อ พร่ำบ่น ในสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา (และที่เหมือนกันคือ เรื่องแย่ๆเกือบทั่งหมดล้วนมาจาก “คนอื่น”) ราวกับว่าหากไม่มีสิ่งเหล่านั้น ชีวิตเราคงจะดีกว่านี้ พูดง่ายๆ คือการไม่ยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วกับตนเองคือสิ่งที่โลก หรือชีวิตได้จัดสรรมาให้ ทั้งที่ความจริง เราไม่มีสิทธิปฏิเสธในสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว การใช้เวลาไปคอยไล่แก้ไขอดีตไม่สร้างอะไรให้ดีขึ้นเลย


การผูกมิตรกับชีวิตเป็นสิ่งที่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นมาก มันเป็นการให้อภัยกับอัตตาของตัวเอง แม้ว่าในแต่ละช่วงของชีวิต เราอาจถูกชักจูงให้ยึดติดกับความดีงาม ความถูกต้อง และความงาม ในแบบอย่างที่อัตตาในเวลานั้นตัดสิน เราจึงไม่อาจมองเห็นแง่มุมใหม่ๆในสิ่งที่ชีวิตกำลังหยิบยื่นให้ เมื่อใดที่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่อัตตาวางไว้ เราจึงรู้สึกว่าโลกนี่ช่างไม่มีความยุติธรรม ความดีงามที่เราฝันถึงถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย แต่หากเป็นในทางตรงกันข้าม เราได้ประสบกับสิ่งที่ตรงกับมาตรฐานความดีงามของอัตตา มันทำให้อัตตาของเราหลงระเริงว่า นี่แหละ เป็นโลกที่ควรเป็น สิ่งใดที่ขัดแย้งกับทิฏฐินี้ ควรถูกกำจัดไปเสีย หรืออย่างน้อยก็ไม่ควรปรากฏขึ้นในชีวิตของเรา


การให้อภัยไม่ใช่การขอโทษ และไม่ใช่การปฏิเสธ แต่เป็นการยอมรับว่าการตัดสินใจของทั้งตัวเรา และผู้อื่นได้เกิดขึ้น และรับเอาสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเหล่านั้นว่าเป็นส่วนหนึ่งในโลกของเรา โลกของเราไม่มีด้านมืดอีกต่อไป ไม่มีอดีตอันขมขื่น ไม่มีความเคราะห์ร้าย ไม่มีศัตรูที่เราต้องทำสงครามด้วย สิ่งที่เป็นตัวเราในวันนี้ คือผลของทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา เฉกเช่นเดียวกับที่คำสอนในพุทธศาสนากล่าวว่า “เรามีกรรมเป็นแดนกำเนิด” นั่นเอง เมื่อเราให้อภัยกับทุกโชคร้าย และเลิกยึดติดในโชคดีว่าเป็นของตัวเรา เมื่อนั้นเราก็จะได้ครอบครองชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม ไม่มีด้านมืดที่ต้องคอยหลบเลี่ยงอีกต่อไป


นอกจากการให้อภัยแล้ว การขอบคุณเป็นสิ่งที่ทำให้เราเป็นเพื่อนกับชีวิตได้มากขึ้น การขอบคุณเป็นวิธีตอบรับความอุดมสมบูรณ์ที่ชีวิตมอบให้ ผมเห็นด้วยที่ว่า ความสามารถในการขอบคุณมีความสัมพันธ์อย่างมากกับความสุข คุณหมอวิธานเขียนถึงเรื่องการขอบคุณไว้อย่างน่าฟังมาหลายตอนแล้ว แต่ผมอยากให้เราลองขอบคุณในบางเรื่องที่บางคนอาจละเลย นั่นคือขอบคุณในสิ่งที่แตกต่างจากความคาดหวัง หรือ สิ่งที่ต่างไปจากความคิดเห็นของเรา แทนที่จะทุ่มเถียงเอาชนะ การได้รับรู้ความเป็นจริงที่แตกต่างออกไปทำให้โลกของเรามีความหลากหลาย มีความงดงามยิ่งขึ้น ผมรู้สึกโชคดีและขอบคุณที่มีคนที่มีความสามารถ หรือมีความคิดเห็นแตกต่างจากตัวเอง เพราะหาไม่มีคนเหล่านั้นแล้วโลกนี้คงไม่มีคนมาจัดการกับเรื่องต่างๆอีกมากมายซึ่งสำคัญแต่ผมไม่สนใจมาก่อน เป็นความรู้สึกเดียวกับที่เมื่อผมปล่อยให้หญ้าในสนามยาวขึ้นอีกเล็กน้อย แล้วได้พบว่าในร่มไม้ของสนามหญ้า กำลังมีกล้วยไม้ดินชูใบอวดการดำรงอยู่ของมันอย่างกล้าหาญ สิ่งที่อยู่อีกด้านหนึ่งความดี หรือความงาม ไม่ใช่ความเลวและความน่าเกลียด แต่เป็นความดีอีกอย่างหนึ่ง และความงามในอีกด้านหนึ่งต่างหาก


ข้อสุดท้ายของการเป็นเพื่อนกับชีวิตคือ การได้ตัดสินใจด้วยตนเอง ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของผู้อื่น เป็นอิสระที่จะใช้ชีวิตอย่างที่ตนเองได้เลือก เมื่อกลางวันนี้เอง มีผู้ถามผมว่า จะตอบคนที่ถามว่าควรให้ลูกเรียนแพทย์หรือไม่ อย่างไร เป็นคำถามที่ทำให้ผมได้ฉุกคิดว่า เมื่อมีคนถามเราอย่างนี้สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแรกคือ การฟูขึ้นของอัตตา ความภาคภูมิใจในตัวเอง แล้วก็เริ่มพรรณนาถึงความดี ที่ได้รับจากการเป็นแพทย์ แต่หากฉุกคิดสักครู่จะสงสัยว่าเหตุใดเขาจึงถามเช่นนั้น แทนที่จะถามคนที่เขาน่าจะฟังมากที่สุด คือลูก เราเป็นใครที่ไม่เคยรู้จัก หรือแม้แต่จะเคยเห็นหน้าด้วยซ้ำ กลับกำลังมีส่วนในการตัดสินใจชีวิตของเขา คำตอบที่เราตอบไปนั้น ทำให้ชีวิตของคนอื่นถูกละเมิดอยู่หรือไม่


การให้อภัย การขอบคุณ และการได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง ทำให้เราเป็นเพื่อนกับชีวิตได้ดีขึ้น อย่างน้อยก็สำหรับตัวเราเอง ทำให้เราได้ครอบครองชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม เป็นการอนุญาตให้แสงส่องสว่างได้ทุกแง่มุมของชีวิต ไม่มีมุมมืดใดๆให้หลบเลี่ยงอีกต่อไป และในที่สุด มันนำเรามาสู่พื้นที่หนึ่งซึ่งเราทุกคนได้มาสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกัน ได้มาสู่องค์รวมแห่งความงดงามที่หลากหลายสีสันของชีวิต

Author: kijja
• Thursday, September 03rd, 2009

โลกคือจิตนี้ พร่องอยู่เป็นนิจ….

ธัมมุทเทส ๔

 

ระยะนี้ผมได้สวดมนต์มากขึ้น มีหนังสือสวดมนต์ซึ่งมีคำแปลของพระสูตรสำคัญๆ เมื่อได้อ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นถ้อยคำอันไพเราะ น่าไปใคร่ครวญพิจารณา ไม่รู้เป็นเพราะเมื่อเวลาผ่านไป การรับรู้ของเราก็เปลี่ยนไปด้วย สามารถซาบซึ้งกับถ้อยคำที่แต่เดิมไม่มีความหมายต่อเท่าใด อย่างเช่นข้อความที่ผมโปรยไว้ใต้หัวเรื่อง ผมคิดว่าไม่มีการยกตัวอย่างใดจะบรรยายความหมายของโลกสำหรับมนุษย์เราได้ดีกว่านี้ ที่จริงแล้ว ไม่เพียงแต่สำหรับมนุษย์เท่านั้น แม้จะเป็นชีวิตอื่น หรือกระทั่งจักรวาลก็เป็นจิตอันพร่องอยู่เสมอ เพราะมันไม่เคยหยุดนิ่ง เปรียบเหมือนกับการวิ่งออกจากที่หนึ่งไปยังที่อื่นอยู่ตลอดเวลา แรงขับแห่งชีวิตคือการมองเห็นว่ามีสิ่งที่ต้องกระทำอยู่เสมอ ตลอดเวลาโลกต้องการให้สรรพชีวิตอยู่ด้วยการกระทำ มีกรรมเป็นแดนกำเนิดของสัตว์ทั้งปวง ไม่ว่าเป็นเรื่องการกระทำเพื่อตนเอง หรือเพื่อผู้อื่น เพื่อสร้าง หรือไม่ก็ทำลายอะไรบางอย่าง เป็นการนำโดยผู้นำสูงสุดอย่างแท้จริง ไม่ว่าเราจะใช้ภาษาใดเรียกขาน พระผู้เป็นเจ้า เต๋า ปฏิจจสมุปบาท สิ่งนี้คือผู้นำซึ่งไม่ได้สั่งให้เราไปซ้ายหรือขวา ไปทิศเหนือ ใต้ ตะวันตก หรือตะวันออก แต่ได้ติดตั้งเครื่องนำทางที่จะให้เราทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา 

กฎของนิวตันที่เราเรียนสมัยมัธยมอาจเป็นเรื่องน่าประทับใจว่าหลักการเพียงไม่กี่ข้อนี้ก็สามารถนำดวงดาวต่างๆให้เข้ามาอยู่รวมเป็นจักรวาลได้ อาจเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับหลักของจักรวาลซึ่งพระพุทธเจ้าสรุปเป็นกฎของไตรลักษณ์ หนึ่งในนั้นคือ ทุกขัง ความไม่สามารถทนอยู่ได้ กฎนี้เองที่นำทางสรรพสิ่งไปข้างหน้าตลอดเวลา แต่มันนำเราไปไหนหนอ แน่ใจได้อย่างไรว่าหากเราก้าวไปในทิศทางที่มุ่งหน้าไปนั้นจะนำทางเราสู่ความสิ้นทุกข์หรือไม่ เราถูกดุนหลังให้เดินจากที่เดิมไปสู่ที่ใหม่พร้อมกับนำกฎนี้ติดตัวไปตลอดเวลา ไม่มีทางที่จะสลัดหลุดไปพ้น ไม่มีอะไรจะรับประกันว่าเป้าหมายของการนำนี้จะไปสิ้นสุดที่ใด

นักวิทยาศาสตร์บอกเราว่าจักรวาลเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “บิ๊กแบง” มันช่างเหมาะเจาะกับความรู้สึกของผมต่อการเดินทางของมนุษยชาติ รวมถึงสรรพชีวิตทั้งหลายด้วย พวกเราต่างมุ่งไปในทิศทางต่างๆตามที่จักรวาลได้สร้างแรงผลักดังที่กล่าวมา ไม่ต่างอะไรกับหยดหมึกบนกระดาษ ที่กระจายซึมไปทุกทิศทุกทางออกจากจุดเริ่มต้น เราไม่อาจล่วงรู้ถึงทั้งต้นธารกำเนิิดและปลายทาง ที่เรารู้เพียงเฉพาะมีที่ว่างของกระดาษอยู่เบื้องหน้าให้เราฝากรอยไว้ว่าครั้งหนึ่งเราได้ผ่านมา และแต่งแต้มจักรวาลด้วยสีสันที่เราวาดวางให้กับประวัติศาสตร์

ชีวิต ไม่ว่าจะมองแบบปัจเจก หรือมองว่าทั้งหมดล้วนเป็นห้วงมหาสมุทรของความเป็นหนึ่งเดียว เราต่างเป็นส่วนหนึ่งของ “บิ๊กแบง” ทางชีววิทยา เคลื่อนไปตาม “ยถากรรม” หรือกรรมของแต่ละคน ด้วยพลังเริ่มแรกของกฎแห่งไตรลักษณ์ การกระทำ หรือกรรมของเราเป็นจุดกำเนิดให้เราเดินต่อไปในโลก หรือ “จิตอันพร่องอยู่เป็นนิจ” นี้ตลอด เรื่องของยักษ์ซีซีฟัสที่ถูกลงทัณฑ์จากเทพซุส ให้เข็นก้อนหินอันหนักอึ้งขึ้นสู่ยอดเขาเพียงเพื่อให้มันกลิ้งตกไปที่เดิมอีกครั้งอยู่ชั่วชีวิต คือทัณฑ์เดียวกัน (หรืออาจเป็นของขวัญ) ที่มนุษย์ทุกคนได้รับ เราเติมการกระทำ หรือกรรมของเราให้กับโลกอันไม่เคยอิ่ม เพื่อกลับมาเป็นจุดเริ่มแห่งตัวตนของเราใหม่อีกครั้งอยู่ร่ำไป เราควรจะสิ้นหวังกับการลงทัณฑ์นี้ไหม

อาจจะไม่ถึงกับสิ้นหวังทีเดียว แต่ละศาสนาล้วนสอนให้เราเดินต่อไปโดยละวางอัตตาไว้ เมื่อเราเดินข้ามอัตตาอันเป็นของลวงตา สิ่งที่เหลืออยู่คือการเดินตามพลังงานเริ่มแรกของจักรวาล เนื่องจาก “สิ่งนั้น” ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะรู้ได้ทั้งหมด ตัวเราได้กลายเป็นเครื่องรับพลังงานนั้นตามความถนัด หรืออาจเรียกว่า ตามกรรมเก่า ก็ได้ บางคนได้รับพลังงานด้านความมุ่งมั่น สามารถทำลายอุปสรรคที่ต้องใช้พลังความมุ่งมั่นไม่ลดละ บางคนอาจมีความสามารถในการเข้าถึงกฎแห่งจักรวาลเป็นผู้มีความสามารถคาดหมายผลของการกระทำได้อย่างใกล้เคียง บางคนเข้าถึงการรับรู้ความงามอันเป็นเครื่องพักแห่งจิต เป็นผู้สร้างความงามโดยแปลความงามอันเป็นนามธรรมออกมาเป็นสิ่งที่ผู้อื่นสัมผัสรับรู้ได้ 

ไม่ว่ากรรมเก่าจะช่วยให้เราได้รับพลังงานนั้นในทางใด เมื่อเราได้เป็นส่วนหนึ่งของพลังงานนั้นโดยไม่สร้างอัตตามาถือครองการกระทำนั้น เป็นไปได้ที่เราจะไม่ต้องรับการลงทัณฑ์นี้อีกต่อไป แต่การดำรงอยู่ของเราจึงจะเป็นการรับคำสาปให้กลับมาเป็นพร เปลี่ยนการลงทัณฑ์ให้กลายมาเป็นของขวัญ ก้าวไปข้างหน้าโดยไม่มีจุดจบของการเดินทาง เหมือนกับน้ำในแม่น้ำที่ไม่ได้มีเพียงมหาสมุทรเป็นจุดจบของการไหล ทุกจุดที่น้ำผ่านไปล้วนสร้างสรรค์ หล่อเลี้ยงอะไรบางอย่าง ให้กำเนิดสิ่งใหม่ๆ เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับโลก และได้ทำหน้าที่เดียวกันกับผู้นำสูงสุด ด้วยการเติมหยดหมึกให้กับกระดาษเปล่าของกาลเวลา

Author: phoenix
• Tuesday, August 25th, 2009

Human-centred Medicine

บทความแรกนี้ ผมถอดความมาจาก foreword หรือคำนำในเอกสารขององค์กรอนามัยโลก (World Health Organization) หัวข้อ "People at the Centre of Health Care, Harmonizing mind and body, people and system" เขียนโดยอาจารย์นายแพทย์สำลี เปลี่ยนบางช้าง และดอกเตอร์ชิเกรุ โอมิ (Shigeru Omi) อาจารย์สำลีเป็น Regional Director ขององค์กรอนามัยโลกในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วน ดร.ชิเกรุเป็น Regional Director เขตแปซิฟิกตะวันตก ผู้สนใจสามารถตาม link ไป download pdf file ฉบับเต็มมาศึกษาต่อได้ น่าสนใจมากครับ


Foreword

ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและโลกาภิวัฒน์ทำให้ เกิดความเป็นไปได้ของการที่รายได้เฉลี่ยของประชากรเพิ่มเป็นสองเท่าเมื่อ เปรียบเทียบระหว่างปี 1984 และ 2004 ในช่วงสองทศวรรษที่ว่่า การขับเคลื่อนของสองมิตินี้ร่วมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของการแพทย์ การศึกษา การสาธารณสุข ทำให้เกิดประมาณการว่าเด็กที่เกิดใหม่ในยุคนี้น่าจะมีอายุยาวนานกว่าคนใน ครึ่งศตวรรษที่แล้วถึง 20 ปี โรคบางโรคได้ถูกลบล้างไปจากโลก อาทิ ฝีดาษ และบางโรคที่หลงเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่นโรคโปลิโอ ในพื้นที่เอเชีย-แปซิฟิก ในขณะเดียวกัน "สุขภาวะที่ดี" ก็ถูกยอมรับอย่างเป็นสากลกันว่าเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ งบประมาณที่เข้าไปในส่วนของการสาธารณสุขมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึง 4 ล้านล้านอเมริกันดอลลาร์ในปี 2004

more…

Author: phoenix
• Saturday, August 01st, 2009

Formative & Summative Evaluation

วันนี้ขอแตะเรื่อง technical ทางศึกษาศาสตร์เล็กน้อย ใช่ว่ามีความรู้มากหรือเป็นผู้เชี่ยวชาญอะไรหรอกนะครับ แต่จากงานที่ทำ ผมคิดว่ามีผลกระทบค่อนข้างมากทีเดียว

ในทางศึกษาศาสตร์ ซึ่งมีมากมายหลาย shools of thought เมื่อพูดถึงเวลาเขียนหลักสูตร OLE (ย่อมาจาก objectives / learning experiences / evaluation) เป็นหลักการที่เข้าใจง่าย สื่อได้ครบถ้วน และมีความสำคัญ นั่นคือ เราจะมีหลักสูตรเรื่องอะไรสักอย่าง เราก็ควรจะมีเป้าหมายว่าเรียนไปทำอะไร เพื่ออะไร นั่นก็จะเป็น learning objectives และจากเป้าประสงค์นี้นี่เอง ที่เจ้าของหลักสูตรนำไปใคร่ครวญไตร่ตรองว่าจะทำยังไงดี นักเรียน ผู้เรียน จะบรรลุเป้าที่ว่านี้ นั่นก็คือการจัดประสบการณ์การเรียนการสอน สุดท้ายก็จะมีการประเมินว่าบรรลุจริงไม่จริง

จะเห็นว่าการ "วางเป้าประสงค์" จะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่เหลือที่ตามมา (ถ้าอีกสองส่วนไม่เผอเรอ ลืมไปว่าจะต้องยึดอะไร) ยิ่งวางเป้าให้ชัดเจน คนร่าง สร้างหลักสูตร ทำความเข้าใจกับคนสอน คนจัดประสบการณ์การเรียน (รวมไปถึงนักเรียนด้วย) และสำคัญมากคือ "คนประเมิน" หลักสูตรนี้ก็จะดี ได้มาตรฐาน และเกิดสัมฤทธิผลตามปราถนา

วันนี้จะกระโดดไปหาเรื่อง "การประเมิน" โดยเฉพาะการประเมินสองแบบ คือ formative และ summative evaluation

  • Formative evaluation จะเกิดขึ้นระหว่างการเรียนการสอน ยังไม่จบหลักสูตร มีวัตถุประสงค์และประโยชน์หลายประการ ได้แก่ เป็นการตรวจสอบของนักเรียน (และคนสอน) ว่าเรายังอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง มุ่งไปหาเป้าหมายอยู่หรือไม่ และในจังหวะจะโคน ความเร็ว ตามความเหมาะสมรึเปล่า (ไม่ใช่จะจบอยู่แล้ว ยังเหลืออีก 90% ของเนื้อหา เป็นต้น) เป็นการประเมิน on the run ว่าการจัดประสบการณ์การเรียนการสอนของเราเป็นเช่นไร คนเรียนยังอยู่ดีมีสุข และก้าวหน้าไปตามที่เขาตั้งใจหรือไม่ หลักสูตรของเรา OK ไหมในทางปฏิบัติ ต้องแก้ไขปรับปรุงไหมหรือว่าดีอยู่แล้ว ฯลฯ
  • Summative evaluation เป็นการประเมินเพื่อ "ตัดสิน" ซึ่ง ก็แล้วแต่ลักษณะของกิจกรรมที่ว่า มีตั้งแต่การสอบคัดเลือก การเลื่อนวิทยฐานะ การเลื่อนชั้น การให้รางวัลดีเด่น การคัดคนที่ต้องการการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม

โดยส่วนตัวผมเอง ผมมอง summative evaluation ว่าเป็นสิ่งที่ผมไม่ชอบแต่จำเป็นต้องมีในบางบริบท ไม่ชอบนี้ค่อนข้างเป็นอารมณ์ทีเดียว เพราะในระยะหลังๆ ผมเกิดอารมณ์ลบต่อการด่วนตัดสิน หรือการตัดสินอะไรโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ (จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม) เพราะการตัดสินใดๆก็ตาม มักจะมี consequences ตามมา ที่ดีก็ดีไป ที่ไม่ดีก็มีเยอะและอาจจะรุนแรงกว่าที่เราจินตนาการไว้ก็ได้

มีเรื่องที่น่าสนใจว่ามนุษย์เรามีการหยุดเรียนรู้หรือไม่ และเมื่อไร?

more…

Author: phoenix
• Thursday, July 30th, 2009

 

Appreciative Interview

เป็นตอนที่สามของ series Appreciative Inquiry ครับ

ในความเข้าใจของผม AI ไม่ได้ป็นเพียงแค่เครื่องมือที่หยิบนำไปใช้เท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องของการ "จัดการโลกภายใน" ของตนเองด้วย และถ้าเป็นเรื่องขององค์กร คนนำไปใช้ก็คือผู้บริหารองค์กร หรือผู้ที่จะทำการขับเคลื่อนนั่นเอง ที่จะเป็นเฟืองตัวสำคัญ

 

Man knows himself only to the extent that he knows the world; he becomes aware of himself only within the world, and aware of the world only within himself.

Every objected, well contemplated, open up a new organ of perception within us.

Johann Wolfgang v. Goethe

คน เรานั้นจะรู้จักตนเองก็ได้เพียงแค่เท่ากับขอบเขตที่เขาได้ทำความรู้จักโลก เท่านั้น นั่นคือตัวเขาอยู่ภายในโลกที่ว่านี้ และโลกนี้ทั้งหมดก็อยู่ภายในตัวเขาเอง

สรรพสิ่งต่างๆ เมื่อถูกนำมาใคร่ครวญไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง ก็จะเป็นการเพิ่มอวัยวะแห่งการรับรู้ขึ้นมาใหม่ให้กับตัวเราเอง

โยฮัน วูฟกัง เกอเธ

เราจะทำ appreciative inquiry ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ "โลกภายใน" ของเราจะต้องเป็นอย่างไร?

อาจจะต้องถามตัวเองสองสามคำถามก่อน

  • เรามองตัวเราเช่นไร เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข ปรับปรุง หรือเป็นอะไรที่เปี่ยมศักยภาพ?
  • เรามองครอบครัว คนรอบข้างเราอย่างไร?

more…

Author: phoenix
• Wednesday, July 29th, 2009

ร่วมฝัน ร่วมวิสัยทัศน์

ยังอยู่ใน series Appreciative Inquiry (AI)

จากหนังสือเล่มแรกของ David Cooperrinder และ Whitney ได้ให้นิยามเชิงภาคปฏิบัติของ AI ไว้ดังนี้

Appreciative Inquiry เป็นกระบวนบูรณาการวิวัฒน์โดยใช้จุดแข็งที่สุด ดีที่สุด ภายในบุคคลและองค์กร รวมทั้งของโลกทั้งหมด อาศัย การรวบรวมอย่างเป็นระบบเพื่อค้นหาสิ่งที่ให้ "ชีวิต" แก่องค์กร ชุมชน ที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดในทุกมิติ ไม่่ว่าจะเป็นเศรษฐศาสตร์ นิเวศน์ หรือมานุษยวิทยา

สำหรับ AI นั้น กลวิธีทางให้พื้นที่แห่งความเป็นไปได้ ศักยภาพ จินตนาการ นวตกรรม จะเข้ามาแทนที่การแทรกแซง การเข้าไปแก้ไข แทนที่จะมีกระบวนการหาข้อบกพร่อง แยกแยะวิเคราะห์เป็นช้ินๆเพื่อหาสมุหโรคของปัญหา ก็จะหันไปใช้กระบวนการค้นหา ฝัน และออกแบบแทน (Discovery, Dream and Design) ในการทำ AI จะเป็นการใช้ศิลปอันอุดมแห่งการถามคำถามเชิงสร้างสรรค์ชนิดไม่มีเงื่อนไข หรือ กรอบครอบงำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง การเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างของทุกๆคน และได้ใช้่ศักยภาพทุกๆมิติที่มีอยู่ กระบวนการนี้ไม่มีขีดจำกัดปริมาณคนที่จะมีส่วนร่วม การแสวงหาศักยภาพ สามารถทำได้ไม่ว่าจะจากคนเป็นร้อย หรือเป็นจำนวนพันหรือเท่าไรก็ตาม ทุกๆคนมีส่วนร่วมในการจรรโลงอนาคตแห่งองค์กรหรือชุมชนร่วมกัน (Destiny)

ใน ปรัชญา AI นั้น วางอยู่บนฐานความเชื่อที่ว่า ทุกๆองค์กรที่เรากำลังทำงาน ทุกๆชุมชนที่เราเป็นสมาชิกนั้น ยังมีต้นทุน ทรัพยากร ศักยภาพ ที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อีกมากมายมหาศาล และสามารถรับรู้ได้จากเรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน ความสามารถจะทำอะไรๆต่อไปในอนาคต แกนพลังแห่งองค์กร การ ทำ AI เป็นเพียงศาสตร์ หรือกลยุทธ ที่จะเชื่อมโยงแหล่งทรัพยากร พลังงานที่ว่านี้ มาเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการขับเคลื่อนและสร้างการเปลี่ยนแปลง ผลที่ได้คือ การขับเคลื่อนองค์กรที่เหมือนกับยกเครื่องใหม่ทั้งหมด ใช้น็อตทุกตัว ใช้เฟืองทุกอัน ใช้พลังงานทุกหยดทำให้เกิดสิ่งใหม่

more…

Author: phoenix
• Wednesday, July 29th, 2009

 

กระบวนทัศน์สรรค์สร้าง วิถีใหม่แห่งการพัฒนาองค์กร

ใครๆก็ทราบว่า คนเราชอบพูดชอบคิดถึงเรื่องดีๆ มีความสุข สนุกสนาน แต่พอถึงเวลาที่จะทำอะไรเกี่ยวกับงาน เกี่ยวกับหน้าที่ หน้าตาเริ่มหงิก คิ้วเริ่มขมวด ยิ้มกลายเป็นแสยะ มือกลายเป็นกำปั้น พูดกลายเป็นสำราก ลูกน้องกลายเป็นภาระ นายกลายเป็นอสูร ฯลฯ

ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นเลย มนุษย์มีอิสระที่จะทำอะไรได้เยอะ ความเป็นไปได้มีไม่สิ้นสุด

ตอนงานประชุมแพทยศาสตรศึกษาแห่งชาติที่ผ่านมา พี่โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ บรรยายเรื่อง Humanized Medical Curriculum (หรืออะไรทำนองนี้แหละครับ แกพูดหลายเรื่อง) ผมได้ถอดความมาบันทึกไว้ได้ 5 บทความ เป็นเกี่ยวกับสังคมปรนัย 3 บทความ (1, 2, 3) และหลักสูตรแพทย์ใหม่อีก 2 บทความ (1, 2) แต่ยังคงมีอะไรเหลืออยู่อีกสองสามประเด็นคั่งค้าง ได้แก่ Narrative Medicine และ Appreciative Inquiry ล่องลอยอยู่ในเวหนจินตนาการ ให้นำกลับไปค้นหาอ่านต่อ แล้วก็เหมือนผีดลใจ หมอวรวุฒิ ผ.อ. รพ.สันทราย ก็ส่งหนังสือมาให้อ่าน 2 เล่ม ทั้งสองเล่มเกี่ยวกับคำที่กำลังล่องลอยในศีรษะผมพอดิบพอดี คือ Appreciative Inquiry เล่มหนึ่งหนา 92 หน้า อีกเล่มเกือบห้าร้อยหน้า ก็ไม่ต้องสงสัยว่าจะอ่านเล่มไหนก่อน

อ่านแล้วก็เกิดความสนใจ อยากนำมาเชื่อมโยงกับสิ่งที่ตนเองทำและสนใจอยู่

และนำมากองไว้ ณ เวทีนี้อีกครั้งหนึ่ง

ผู้แต่งหนังสือเล่มแรก คือ Appreciative Inquiry, A Positive Revolution in Change คือ Dr David Cooperrider และ Diana Whitney ส่วนเล่มที่สองมี Jaqueline Stavros และ Ronald Fry เพิ่มมาอีกสองท่าน บทความนี้คงจะเป็นเพียงการหยิบมาบางหย่อมที่ผมอยากจะหยิบ เนื้อหารายละเอียดที่แท้จริง กรุณาไป

more…