Archive for the Category ◊ เรื่องเล่า..เร้าพลัง ◊

Author: phoenix
• Thursday, August 19th, 2010

เรื่องเล่า… ทำไมต้องเล่า?

ตอนนี้ไปไหนมาไหน ที่ได้ยินกันเพิ่มขึ้นคือการใช้ “เรื่องเล่า” ในการทำงานเกี่ยวกับการสื่อสารมากขึ้น มีการพูดถึง “Narrative Medicine” ซึ่งเป็นการเข้าหา ศึกษา การแพทย์ การดูแลผู้คน โดยอาศัยคุณลักษณะสำคัญของ “การเล่าเรื่อง” หรือ “เรื่องเล่า”​ เป็นเครื่องมือสำคัญหลัก

ผมคิดว่าถ้าเราลองมาพิจารณาลักษณะของ​ “ภาษา” เราอาจจะเพิ่มความเข้าใจ หรือมีสมมติฐานเพิ่มเติมว่า “ทำไมเรื่องเล่าจึงทำงานได้ดี จึงสำคัญ”

Anthony Gregorc แยกแยะกลุ่มของข้อมูลที่เข้าและออกระบบสัมผัสของเราออกเป็นสองกลุ่มคือเป็น concrete (จับต้องได้ รูปธรรม) และ abstract (จับต้องไม่ได้ เป็นนามธรรม) กับแยกด้วย “วิธีการส่งข้อมูล” ออกเป็นแบบ sequential (ตามลำดับ) และแบบ random (แบบสุ่ม) ทำให้เราสามารถจัดกลุ่มความชอบ/ความถนัดในการรับรู้และแสดงผลความคิดออก เป็นกลุ่มต่างๆกัน ถ้าหากเราพูดถึงเรื่องพฤติกรรมมนุษย์ เราจะพบว่าพฤติกรรมจะคล้อยตามอารมณ์มากกว่าเหตุผล จะมากหรือน้อยแปรตามบริบท แต่ในสภาวะทั่วๆไป “ส่วนใหญ่” จะได้รับอิทธิพลของอารมณ์ความรู้สึก

“ภาษา” ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ไม่เพียงพอที่จะสื่อให้ลึกซึ้งจาก “คำ” ที่เรามีอยู่ โดยเฉพาะอย่่างยิ่งสิ่งที่เกี่ยวกับ “นามธรรม” และ “ความรู้สึก”

ลองพยายามอธิบาย “รสชาติ” ของอาหารที่เรากำลังกินให้คนอื่นฟัง

ลองพยายามอธิบาย “ความปวด” ของเราให้คนอื่นฟัง

ลองพยายามอธิบาย “ความเขิน” ของเราว่าเป็นอย่างไร รู้สึกยังไง

ลองพยายามอธิบาย “ความงาม” “ความอิ่มใจ” “ความหึง” ว่ามันเป็นยังไงกันแน่ให้กับคนอื่นๆฟัง

เราจะพบทันทีว่า เราไม่มี “คำ” อะไรที่จะช่วยสื่อสิ่งเหล่านี้ได้ เราได้แต่ใช้อุปมาอุปมัย ใช้สาธก ยกตัวอย่าง ซึ่งถ้าตัวอย่างนั้นๆ หรืออุปมาอุปมัยนั้นๆ คนฟังไม่ได้มี “ประสบการณ์เก่า” มาเป็นตัวช่วยแล้วล่ะก็ เรายังไปไม่ถึงไหนที่จะ “เข้าใจตรงกัน”

จึงไม่แปลกอะไรที่ยิ่งมี อุปมาอุปมัยชนิดง่ายๆ ตัวอย่างที่ใครๆก็เคยเจอ มาประกอบมากๆเราก็ยิ่งใกล้หรือง่ายยิ่งขึ้นที่จะ “เข้าใจ” และ “เข้าถึง”

และนี่เองที่นำมาสู่เหตุผลว่า “ทำไมเรื่องเล่าจึงทรงพลัง”

เรื่องเล่าเสริมเติมบริบท ช่วยให้เราดึงเอาความทรงจำเดิมของเรามาประติดประต่อคุณภาพหลายๆอย่างทาง นามธรรม ให้หลุดพ้นจากความเป็นนามธรรม กลายเป็นอะไรที่เรา “พอเข้าใจ” จนถึง​ “เข้าใจได้ดี” ถ้าเผอิญเรามีประสบการณ์ตรงเป๊ะๆกับอุปมาอุปมัยหรือตัวอย่างที่เล่ามา ดังนั้นยิ่งเรื่องเล่าใช้ภาษาพื้นๆ เล่าให้ “ชัดเจน” หรือที่เรียกว่า figurative speaking คือเล่าจนเห็นภาพ สัมผัสสายลม ดมได้กลิ่น ได้ยินเสียงขิม ล้ิมรสหวาน ขนาดนั้นยิ่งดี เพราะการใช้ผัสสะทั้งหมด จะเพ่ิมการรับรู้ เพิ่มมิติการรับ การแปล การให้ความหมาย คลื่นสมองเราจะผ่อนคลาย ลงจาก beta wave เข้าไปสู่ alpha wave ได้ง่ายยิ่งขึ้น ยิ่งผ่อนคลายการรับรู้ของเราก็จะไม่ติดอยู่แค่ “เปลือกอารมณ์” ด้านนอก แต่สามารถลงลึกไปถึง “อารมณ์ด้านใน และตัวตนแท้” ในระดับคลื่นสมอง theta หรือ delta ได้ ยิ่งลงลึกเท่าไหร่ “ตัวตนที่แท้” ซึ่งจะประกอบด้วยความจำ ความรู้สึก สิ่งที่มีความหมายต่างๆตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน (อีกนัยหนึ่งคือขันธ์ 5) เราก็จะได้ใช้สิ่งเหล่านี้มาช่วยพิเคราะห์ พิจารณ์ ใช้ทั้งอารมณ์และปัญญาทั้งหมดทั้งสิ้น

สิ่งที่น่าสนใจมากสำหรับเรื่อง เล่าก็คือ คุณภาพที่เกิดขึ้นเป็น “ปฏิสัมพันธ์” ระหว่างคนด้วย ไม่ได้ว่าคุณภาพภายในของคนเท่านั้น

ฉะนั้นสิ่งแวดล้อมก็จะเอื้อ (หรือทำลาย) ผลลัพธ์ได้หลากหลายวิธี ทั้งเสียง (เซ็งแซ่ สงบ เพลงเบาๆ อึกทึก เสียงปืน ประทัด น้ำไหล ฯลฯ) อุณหภูมิ แสง สี ภาพ เป็นสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ผู้คนที่มาฟังก็เป็นสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพก็มี อิทธิพลไม่น้อยกว่ากัน ทั้งด้านจำนวน ลักษณะของพลังงานของปััจเจกและภาพรวม (คุกคาม สงบ ตื่นเต้น เศร้า ยินดี เรียนรู้่ คาดหวัง ฯลฯ)

สิ่งแวดล้อมทางจิตวิญญาณ และจิตสังคมก็เป็นอีกปัจจัย และบางครั้งบางคราก็มีอิทธิพลได้เยอะมาก เช่น สภาวะสงคราม บ้านเมืองไม่สงบสุข หรือสภาวะเฉลิมฉลอง ดิถีมงคลสมัย ภาวะกำเนิด ภาวะสูญเสีย สัญญลักษณ์สำคัญทางศาสนา จิตวิญญาณ ความรู้สึก เรื่องนี้เปรียบเสมือนสีพื้นหลังของภาพทุกภาพ ซึ่งไม่ว่าเราจะระบายสีอะไรลงไป สีพื้นหลังจะดูดซับ จะขับเน้น จะกล่อมเกลาหล่อหลอมให้เกิดภาพรวมสำเร็จออกมา

สิ่งแวดล้อมภายนอกทั้งหมดนี้ บางอย่างเราควบคุมได้ บางอย่างเราไม่มีทางที่จะควบคุม ทั้งหมดจะส่งผลถึงความมีประสิทธิภาพของเรื่องเล่าว่าจะเป็นเช่นไร เมื่อผนวกกับสิ่งแวดล้อมภายใน เราก็จะเห็นทันทีว่าโอกาสที่สุดท้ายแต่ละคนจะรับเรื่องเล่านั้นๆให้เหมือน กันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุปัจจัยต่อผลลัพธ์มีความหลากหลายมาก

ที่ว่าเป็นสัมฤทธิผลของเรื่องเล่า ยังไม่ได้พูดถึง “ทำไมต้องเล่า” ตามไตเติ้ลของบทความนี้เลย

ทำไมต้องเล่า

ถ้าเราพิจารณาประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการเล่าเรื่องแล้ว คำถามที่ควรถามน่าจะเป็น “ทำไมจะไม่เล่า?” มากกว่า…

  • เล่าเพื่อสื่อสาร
  • เล่าเพื่อเยียวยา
  • เล่าเพื่อเสริมพลัง
  • เล่าเพื่อสะท้อน

เล่าเพื่อสื่อสาร

เป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารข้อมูลทางนามธรรม ความรู้สึก ที่จับต้องไม่ได้ ที่ไม่มีคำศัพท์ที่จะสื่อได้อย่างลึกซึ้งเพียงพอ รูปแบบของเรื่องเล่าจะช่วยขยายบริบทให้กว้างมากขึ้น เข้าถึงผู้คนได้มากหมู่ มากเหล่ามากขึ้น

ที่อยากให้ลองก็คือการสื่อสารด้านคุณธรรม จริยธรรม จะเห็นว่าอุบายคนโบราณนั้นได้ผลมานักต่อนัก ไม่ว่าจะเป็นนิทานอีสป นิทานเวตาล ปัญหาพระยามิลินทร์ นิทานร้อยบรรทัด ฯลฯ แต่อดีต เล่าได้ ฟังดี แต่ละเรื่องแฝงคุณธรรม ความดี จริยาวัตร จริยธรรม เข้าถึงคนง่าย เพลิดเพลิน มีคติ จดจำไปเล่าต่อๆไปได้ไม่รู้เบื่อ

“มุก” เธอเป็นผู้หญิงอายุ 40 ปี ตัวเธอเองก็เจ็บไข้ได้ป่วย สุขภาพไม่แข็งแรง มีพี่น้องหลายคน แต่เธอเป็นเพียงผู้เดียวที่รับผิดชอบดูแลแม่ อายุ 70+ ปี ที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เธอพาคุณแม่มารักษาที่โรงพยาบาลมาตลอด เป็นเวลานานกว่าสองปี โชคดีที่อาการไม่ทรมานมากนัก เธอก็สามารถจัดการได้แม้ว่าจะด้วยความยากลำบากเนื่องจากสุขภาพของเธอเอง

แต่ ปรากฏว่าในช่วงสองสามเดือนสุดท้าย จู่คุณแม่ก็มีอาการปวดมากที่บริเวณสะโพกและบริเวณหลัง ตอนนั้นคนไข้นอนอยู่ที่บ้าน และมุกเป็นคนดูแลทุกวัน นอนเฝ้าที่หน้าเตียง คุณแม่ปวดทรมาน นอนครวญครางตลอดเวลา แต่ไม่ยอมกินยาอะไรทั้งสิ้่น มุกเองก็ไม่สบาย ไม่สามารถจะพาคุณแม่ไปโรงพยาบาลได้ ตลอดเวลาสองอาทิตย์ที่มุกต้องนอนเฝ้าคุณแม่ทั้งวันทั้งคืน ทนฟังเสียงครวญครางร้องไห้ของแม่ ไม่มีพี่น้องคนไหนเข้ามาช่วย มีอยู่คืนหนึ่งที่แม่ปวดมาก นอนกรีดร้องเป็นพักๆทั้งคืน ดิ้นรนอย่างอ่อนแรงด้วยความทุกข์ทรมานอย่างที่สุด ทั้งๆที่เสียงร้องดังขนาดนั้น ก็ไม่มีพี่น้องคนไหนตื่นมาดู มุกร้องไห้ด้วยความคับแค้นและไม่รู้ว่าจะทำอะไร เกิดอารมณ์วูบหนึ่ง มุกลุกขึ้น เอามืออุดปากแม่ อีกมือกุมที่คอของแม่กำลังจะบีบลง แม่ก็ลืมตา พูดออกมาว่า “มันบาปนะลูก

มุก ร้องไห้ออกมาอย่างหมดเรี่ยวแรง ถึงขนาดนี้ ผู้หญิงที่นอนอยู่ข้างหน้าเธอนี้ ก็ยังเป็นแม่ ยังเป็นห่วง ยังหวังดี ยังต้องการจะเตือนลูก ไม่ให้ลูกทำบาป เธอได้สติ ก็ได้ลูบเนื้อลูบตัวแม่ สักพักอาการบรรเทาลง

วัน รุ่งขึ้นมุกแข็งใจฝืนร่างกายตนเอง พาคุณแม่ไป รพ. เล่าเรื่องให้พยาบาลและแพทย์ฟัง ตั้งแต่วันนั้นกระบวนการการรักษาอาการปวดอย่างเป็นระบบก็เริ่มทันที ภายในเวลาสองอาทิตย์ คนไข้ก็สามารถอยู่ได้อย่างปราศจากอาการปวด และดูแลต่อได้ที่บ้านอย่างที่ประสงค์ มีการบันทึกการใช้ยามอร์ฟีน การปรับยาที่ถูกต้องตามวิธีการอย่างเป็นระเบียบ ทำให้การคุมอาการดีอย่างสมบูรณ์

คุณ แม่ของมุกเสียชีวิตอย่างสงบที่บ้าน เธอใช้เวลาเดือนสุดท้ายอยู่ข้างกายมุกลูกสาวที่รักเธอที่สุด และเธอจากไปด้วยความตระหนักรู้ถึงความรักของมุก”

เป็นเรื่องเล่าธรรมดาๆที่ใช้สอนการคุมอาการ ปวดแก่แพทย์ นักเรียนแพทย์ และอาจจะมีเรื่องอื่นๆที่เขาอาจจะตั้งวัตถุประสงค์การเรียนเองตามอัชฌาศัย

เล่าเพื่อการเยียวยา

บางครั้งเมื่อชีวิตประสบพบเจอวิบัติภัย ตัวตนมันแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เปรียบเสมือน jigsaw ที่ถูกปัดตกแตกกระจาย อะไรที่เคยอยู่ที่ใด ก็ดูจะพรัดพรากจากหายไป หาไม่เจอแม้แต่ตัวตนของตนเอง

ในกรณีเช่นนี้อาการทางกายยังไม่สำคัญเท่ากับตัวตนทางจิตและจิตวิญญาณของ ผู้สูญเสีย สภาพแบบนี้อาจจะเกิดในกรณีเช่นพิบัติภัยตามธรรมชาติ สุนามิ หรือการฆ่าล้างหมู่บ้านอย่างทารุณในอาฟริกา

ซาฟี นา เด็กหญิงอายุ 12 ปี ได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่องค์กรสหประชาชาติ (United Nation) มาหลังจากที่เธอหลบหนีจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (extermination) จากกลุ่มทหาร ในที่ประชุมแวดล้อมด้วยเจ้าหน้าที่ UN นักสังคมสงเคราะห์ จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ก็ให้ซาฟีนาเล่าเรื่องของเธอให้ฟัง เธอเล่าว่าเธออาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีพ่อมีแม่ มีพี่สาวหนึ่งคน หมู่บ้านของเธอถูกทหารบุกและฆ่าตายหมด เธอเองหลบอยู่ใต้เตียง ขณะที่ทหารฆ่าพ่อ ข่มขืนแม่และพี่สาวตายอย่างทารุณ หลังจากนั้น เธอหลบหนีออกมา ใช้ชีวิตหลบๆซ่อนๆ โกหก ลักขโมย ทุกวิถีทาง เพื่อให้อยู่รอดไปวันๆ เป็นเวลาเกือบสองปี

ซาฟี นาเล่าชีวิตของเธอติดต่อกันกว่าสามชั่วโมง พอเธอเล่าจบ ที่ประชุมนิ่งงัน ไม่มีใครเคยนึกหรือจินตนาการว่าเด็กสาวอายุเพียงแค่ 12 ขวบ จะต้องผ่านความทุกข์ในชีวิตมากมายขนาดนี้ ขนาดและความทุกข์ของเรื่องราวของเธอเกินสเกลที่ทุกคนในที่นั้นเคยพบเห็นมา ก่อน ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดนักจิตวิทยาคนหนึ่งก็เอ่ยปากถามซาฟีนา

“หนู มีอะไรที่อยากจะให้พวกเราช่วยไหม”

ซาฟี นาฟัง แล้วหยุดนิ่งคิดอยู่พักใหญ่หลังจากได้ยินคำถามนั้น แล้วเธอก็พูดออกมาว่า

ตั้งแต่หนีมา 2 ปี ไม่เคยได้เล่าเรื่องเหล่านี้ให้ใครเลย ที่จริงฝันนึกว่าเมื่อไรชีวิตจะหยุดลง ความทุกข์จะได้หยุดลงเสียที แต่หลังจากได้เล่าให้พวกคุณฟังแล้ว ตอนนี้รู้สึกดีขึ้น ยังนึกไม่ออกค่ะว่าจะให้ทำอะไร

ในความทุกข์รุนแรงที่ฉีกทำลายตัวตนความเป็น มาของคนในลักษณะนี้ สิ่งสำคัญคือการที่คนป่วยได้มีโอกาสเรียงร้อย “ชีวิต” ของเธอใหม่ขึ้นมา ซึ่งสามารถทำได้ผ่านเรื่องเล่า เมื่อเธอได้ค่อยๆเก็บชิ้นเล็ก ชิ้นน้อยของชีวิตของเธอเข้าหากัน นำมาผูกกัน เชื่อมโยงกัน ตัวตนของเธอก็เริ่มก่อเป็นรูปเป็นร่างอีกครั้งหนึ่ง

การสัมภาษณ์ผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นที่ OPD หรือในหอผู้ป่วยในก็ตาม กระบวนการเยียวยาได้เริ่มขึ้นตั้งแต่คนไข้ “ได้เล่า” ชีวิตของเขาให้เราฟังแล้ว เพราะเมื่อเจ็บป่วย ฐานกายทรุดโทรม ฐานใจก็ใช่ว่าจะดี ฐานความคิด ก็หม่นหมองมีปัญหาต้องแก้ไข การเล่าเรื่องเป็นการ “ตั้งหลัก” ใหม่ เล่าที่มา ที่ไป ความฝัน อุปสรรค การสัมภาษณ์ของเรานั้นตกลงเป็นไปเพียงเพื่อได้ “ข้อมูล” หรืออยากให้เกิด “การเยียวยา” ด้วย ก็ขึ้นกับการจัดการการสัมภาษณ์ของเราเอง

การเล่าเพื่อเสริมพลัง

เคยพูดถึงไปหลายครั้งแล้วในเรื่องเล่าเร้าพลัง และอภิชาต ศิษย์ และอื่นๆอีกมากมายใน gotoknow นับไม่ถ้วน

การเล่าเพื่อสะท้อน

บางครั้ง บทเรียนที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้อัตตาของเรากระทบกระเทือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรากำลังพบว่าตัวเราอาจจะไม่ได้ดีงามอย่างที่เราเคย เชื่อ แต่บทเรียนแบบนี้สำคัญอย่างยิ่งในการที่จะพัฒนาตนเองขึ้นไปจากที่เป็นอยู่ เพราะถ้าเราคิดว่าเราดีที่สุด ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรหย่อน ก็จะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เราพบว่าการใช่้เรื่องเล่ามาช่วย จะมีประโยชน์มาก เพราะบทเรียนจะเข้ามาแบบทะแยงๆ สะท้อนไปอ้อมๆ ไม่ได้มากระแทกโดยตรง การเล่าเพื่อสะท้อนที่ใช้กันเยอะ มาในรูปแบบการเรียนผ่านภาพยนต์

Author: phoenix
• Wednesday, August 04th, 2010

อภิชาตศิษย์ 7: ต้นทุนของชีวิต

เมื่อวานซืนนี้ผมคุมกิจกรรมให้กับนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่สี่ที่ผ่าน block ศัลยกรรม ในประเด็นเรื่อง Health Promotion เป็นวาระที่เราจะแบ่งนักศึกษา 50 คนออกเป็น 6 กลุ่ม แจก case ผู้ป่วยศัลยกรรมไปให้กลุ่มละราย ให้ไปสัมภาษณ์และทำประเด็นเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพ เสร็จแล้วแต่ละกลุ่มจะเขียนรายงาน รวมทั้งทำการนำเสนอ

ผมเคยเขียน series อภิชาตศิษย์มาแล้วทั้งหมด 6 ตอน

ยกเว้นตอนที่ 4 และ 5 ที่ได้เรื่องราวจากกิจกรรม clinical immersion ที่เหลือจะเกิดขึ้นในกิจกรรมเดียวกันหมด คือ health promotion (การสร้างเสริมสุขภาพ) ของนักศึกษาแพทย์ปี 4 กองศัลย์ รวมทั้งตอนนี้ด้วย อยากจะตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องราวดีๆเหล่านี้ มีปัจจัยร่วมที่สำคัญประการหนึ่งคือ เกิดขึ้นเมื่อน้องๆที่กำลังจะเป็นหมอ สลัดเอาความรู้ ทิฎฐิ สังกัปปะ ด้าน bio-medical ออกวางไว้ชั่วคราว และหันมา "ทำความรู้จักความเป็นมนุษย์" ของคนไข้หรือของผู้คน ชาวบ้าน เมื่อไรเมื่อนั้น เราจะสามารถ "มองเห็น สัมผัสได้" ว่าการแพทย์ที่ใช้หัวใจแห่งความเป็นมนุษย์นั้น อยู่ในทุกหนทุกแห่ง ทุกวันทุกเวลา เพียงแค่เปิดหูเปิดตา และมองหาเท่านั้น

ซึ่ง ความจริงข้อนี้ ทำให้ผม ผู้ซึ่งประกอบอาชีพเป็นครู รู้สึกอบอุ่นใจและมั่นใจ และรู้สึกว่าตนเองโชคดีกระไรเช่นนี้ ที่ทำให้งานประจำกลายเป็นสิ่งที่เกิดแรงบันดาลใจได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่มีวันจำเจ ไม่มีวันที่จะกลายเป็น routine แบบซ้ำซากเลย

กายป่วย ใจไม่ป่วย ต้องมีต้นทุน

เรื่องราวครั้งนี้ เป็นเรื่องของคุณมานะ (นามแฝง) หนุ่มอีสาน จากบ้านมาไกลหลังจากจบการศึกษา มาหาประสบการณ์การทำงานในโรงงานไม้แปรรูปที่พัทลุง อยู่มาวันหนึ่ง เคราะห์หามยามร้าย ขณะที่กำลังทำงานส่งท่อนไม้ลงไปแปรรูป แขนขวาข้างที่ถนัดลงไปติดกับสายพาน ดึงรูดลงไป จนมานะต้องตัดสินใจกระชากตัวออกมา ก่อนที่จะถูกดึงลงไปทั้งตัว ผลก็คือแขนขวาขาดกะรุ่งกะริ่ง มานะยังมีสติพอที่จะเก็บแขน ใส่ถุงพลาสติก และเดินออกมาตามเพื่อนให้ช่วยพาส่ง รพ. และถูกส่งต่อมา รพ.ม.อ. ซึ่งก็ทำอะไรไม่ได้มากที่จะต่อแขน และพบว่าต้องตัดทิ้งรวมไปถึงกระดูกสะบักข้างขวาด้วย นักศึกษากลุ่มนี้มีทั้งหมด 8 คน ที่จะต้องไปสัมภาษณ์คุณมานะ และดูแลอย่างต่อเนื่องประมาณ 1 เดือน ก่อนที่จะมานำเสนอ

Presentation

อย่างที่เคยเล่าให้ฟังในตอนที่แล้วๆมา รูปแบบการนำเสนอในชั่วโมงนี้เป็นแบบ free style ซึ่งมีทั้งแบบใช้ powerpoint เฉยๆ แบบทำเป็น video clips ประกอบ โดยการถ่ายทำเองบ้าง ตัดต่อ clip จาก internet บ้าง ทำละครหุ่นแล้วถ่ายอัดมาบ้าง ไปจนถึงเล่นละครสด หรือทำเป็นรายการเสนอข่าวแบบในโทรทัศน์ มีพิธีกร มีเชิญแขกมาสัมภาษณ์ ฯลฯ แต่ในครั้งนี้ เป็นรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

เพื่อนๆจากกลุ่มที่นำเสนอได้แจกกระดาษเปล่า แก่เพื่อนๆทุกคนใน class แล้วบอกว่า "ไหน เพื่อนๆทุกคน ลองเขียนตัวหนังสือลงมาในกระดาษเปล่าที่แจกไป แต่ให้เขียนโดยใช้มือข้างที่ไม่ถนัดนะ"

พอเพื่อนๆเขียนเสร็จ ก็โยนคำถามว่า "รู้สึกยังไงบ้าง ที่ต้องเขียนด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด?" เพื่อนๆก็ตอบกันไป

หลังจากนั้น เรื่องราวของคุณมานะ ก็ถูกถ่ายทอดออกมา ด้วยไตเติ้ล "Life is drawing without an erazor" (ชีวิตวาดได้หนเดียว ไม่มีการลบแล้ววาดใหม่) กลุ่มได้เล่าเหตุการณ์อุบัติเหตุของคุณมานะ การผ่าตัด และผลการพักฟื้น แล้วตามด้วยคำถาม

  • ถ้าเป็นคุณ เหตุการณ์นี้จะทำให้คุณเสียใจเรื่องอะไรมากที่สุด?
  • คุณมีแรงบันดาลใจอะไร ที่่จะทำให้ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง?
  • ถ้าความฝันของคุณคือเป็นหมอที่ดี แต่วันนี้…. คุณเป็นไม่ได้ คุณจะทำอย่างไรต่อไป?

เพื่อนๆก็ตอบกันใหญ่ สะท้อนกัน บางคนก็ถามว่า เอ.. แขนขาดเป็นหมอได้ไหม ได้มั้ง หมอพยาธิก็ได้ หมอนิติเวชก็ได้ เอ.. แล้วเขาจะให้จบไหมเนี่ย ฯลฯ แต่เพื่อนๆก็สะท้อนกันค่อนข้างเยอะ หลังจากนั้นกลุ่มก็นำเสนอว่า สำหรับคุณมานะนี่ เขาสู้กับปัญหาด้วยวิธีที่ไม่มีใครคิดมาก่อน ปรากฏว่าคุณมานะไม่ได้แสดงอาการเศร้า เสียใจ ท้อแท้มากมายอย่างที่คิดไว้ล่วงหน้าว่าคนแขนขาดน่าจะเป็น ตรงกันข้าม หนึ่งในกิจวัตรประจำวันของคุณมานะก็คือ การใช้แขนข้างที่เหลืออยู่หัดเขียนอะไรต่อมิอะไรทุกวัน รวมทั้งวาดรูปด้วย เพราะคุณมานะเคยเป็นคนที่ชอบวาดรูป เรียนจบการช่างมา ในฝันก่อนหน้านี้ที่จะเกิดอุบัติเหตุ อยากเปิดร้านซ่อมรถเป็นของตนเอง

ปรากฏว่าบันทึกหัดเขียนของคุณมานะ ไม่ได้เป็นแค่แบบฝึกหัดเขียนหนังสือเท่านั้น บันทึกนี้ได้กลายเป็น diary เล่าความคิด ความรู้สึก และเรื่องราวต่างๆมากมาย ซึ่งพอน้องๆนศพ.ได้มีโอกาสอ่านบันทึกนี้ ก็เกิดความรู้สึกทึ่งมาก ในความสามารถในการ cope กับปััญหาใหญ่แบบนี้ของคุณมานะ ตัวหนังสือที่ตอนแรกจะโย้เย้ เพราะหัดเขียน ค่อยๆดีขึ้นทุกๆวัน จนภายหลังแทบจะแยกไม่ออกว่าเป็นการเขียนด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด

ตอนแรกๆ

ตอนหลังๆ

พอเริ่มเขียนถนัดขึ้น คุณมานะก็เริ่มเขียนเป็น diary พรรณนาสิ่งต่างๆออกมาทุกวันๆ เวลาน้องๆนศพ.ไปราวน์ พอถึงใกล้ๆเตียงคุณมานะ ทุกคนก็จะเริ่มส่งสายตา ส่งรอยยิ้ม เพราะการสัมภาษณ์ต้องใช้เวลายาวนานและหลายครั้งมาก ก็ทำให้เกิดความสัมพันธ์พิเศษขึ้น ไม่เพียงเฉพาะระหว่างคุณมานะกับน้องๆ แต่พลอยรวมไปถึงคุณพ่อ คุณแม่ของคุณมานะด้วย

more…

Author: phoenix
• Wednesday, August 04th, 2010

 

The Bucket List

ช่วงนี้ได้ไปรื้อเอา DVD จำนวนมากที่ซื้อมาแต่ยังไม่ได้ดูหรือดูแล้วอยากดูอีกมาทดแทนหนังสือ (ซึ่งนับวันอ่านน้อยลง นัยว่าสายตามันเปลี่ยน… แก่ลง!! ฮือ ฮือ!) ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ

The Bucket List เป็นภาพยนต์สร้างเมื่อปี 2007 กำกับโดย Rob Reiner และนำแสดงโดยยักษ์ใหญ่ในวงการสองท่าน คือ แจ็ค นิโคลสัน (เล่นเป็นเอ็ดเวิร์ด โคล) และ มอร์แกน ฟรีแมน (เล่นเป็นคาร์เตอร์ แชมเบอร์) ยิ่งทำให้เนื้อเรื่องที่น่าสนใจอยู่แล้ว (สำหรับผม) ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างทรงพลังยิ่งขึ้นอย่างมากมาย ใครๆก็น่าจะจำบทบาทของแจ็ค นิโคลสันได้ใน Shining, A Few Good Men หรือ Batman ภาคแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่สอง ที่ออกมาแค่ 3 ฉาก แต่ทุกฉากดึงเอาจุดศูนย์รวมของภาพยนต์มาจากทุกคนมารวมอยู่ที่ตัวเขาได้อย่าง น่าประทับใจ ส่วนมอร์แกน ฟรีแมน ก็มาพร้อมกับเอกลักษณ์ในการพูด การแสดงออกอย่างนุ่มนวลแยบยล สีหน้าที่ลึกซึ้ง เย็น เปรียบเทียบกับบทของแจ็ค (ที่ค่อนข้างออกไปฝั่งร้อน) ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีของเรื่องเล่าได้อย่างสมดุลที่สุด

Synopsis:

เอ็ด เวิร์ด โคล นักธุรกิจหลาย (พัน หมื่น?) ล้านดอลล่าร์ ผู้เริ่มทำเงินตั้งแต่อายุ 16 และไม่เคยถอยจากตรงนั้น เป็นการ "แต่งงานที่ประสบความสำเร็จ" เพียงครั้งเดียวในชีวิต (คือ "แต่งกับงาน") หลังจากที่ล้มเหลวกับครั้งอื่นๆอีกหลายครั้ง ได้มาเจอะเจอกับ คาร์เตอร์ แชมเบอร์ เพื่อนชีวิตที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนในรูปลักษณ์ของพหูสูตรช่างซ่อมเครื่องผิว ดำ ผู้เป็น room-mate ของเขาในห้องผู้ป่วยแบบรวม ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของเอ็ดเวิร์ดเอง

"โรง พยาบาลไม่ใช่ spa นโยบายของผมชัดเจน ห้องคู่เท่านั้น ไม่มีห้องเดี่ยว ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ"

เป็น คำพูดอมตะที่เอ็ดเวิร์ดใช้ปกป้องนโยบายของ รพ.ทุกโรงที่เขาเป็นเจ้าของ เพื่อเพิ่ม "จำนวนเตียง" ให้มากที่สุด เท่าที่จะสามารถรับคนไข้ได้ ในมุมมองของนักธุรกิจ ไม่ใช่มุมมองไปที่ความสะดวกสบาย หรือความต้องการของผู้ป่วยเรื่องความเป็นส่วนตัวอะไร กลับมาย้อนหาตัวเอ็ดเวิร์ดเอง เมื่อเขาต้องพบว่าตัวเองจะต้องมารับการรักษามะเร็งที่กระจายไปทั่วตัวของเขา ในห้องคู่ และต้อง "ทน" เห็น รับรู้ รับทราบ และถูกเห็น ถูกรับรู้ ถูกรับทราบ ทุกสิ่งทุกอย่างของเอ็ดเวิร์ดกับคาร์เตอร์ อยู่แทบจะตลอดเวลา

ใน ขณะที่เอ็ดเวิร์ด พยายามจะดำรงกิจกรรมประจำวัน (คือทำธุรกิจ) ให้เหมือนปกติ อาศับผู้ช่วยปากร้ายลึก (นำแสดงโดยดารารางวัลเอมมี่ ฌอน เฮย์ส Sean Hayes) ที่จะนำเอกสารต่างๆมาให้เซ็น และทำหน้าที่เป็นเลขาทั่วไป (คือทำทุกอย่าง) แต่ในที่สุด เมื่อถึงวาระที่ต้อง "รับรู้" ความทุกข์จริงๆ ก็ตอนรับเคมีบำบัด ตั้งแต่นั้นมา เกราะป้องกันตัวเองของเอ็ดเวิร์ดทุกๆอย่างก็เริ่มพังทลายลงทีละอย่างสอง อย่าง แม้กระทั่งเครื่องทำกาแฟและเมล็ดกาแฟที่แพงที่สุดในโลก (Kopi Luwak) ก็ไม่ช่วยอะไร เพราะทุกอย่างที่เอ็ดเวิร์ดกลืนลงไป จะต้องออกมาหมดไส้หมดพุงด้วยฤทธิ์ของยาเคมีบำบัด

ใน ตอนนั้นเองที่มีเพียงคาร์เตอร์ เพื่อนร่วมห้อง (จำเป็น) ของเอ็ดเวิร์ด ได้ให้การช่วยเหลือ จากความจริงที่ว่าตัวคาร์เตอร์เองก็เป็นมะเร็ง และในระยะใกล้ๆเคียงกับเอ็ดเวิร์ดด้วย สายตาที่รับรู้และเหมือนจะบอกว่า "ฉันรู้ว่าเธอรู้สึกยังไง เพราะฉันผ่านมาแล้วเหมือนกัน" ดูเหมือนจะให้การช่วยเหลือได้ดีกว่าคำปลอบจากหมอ จากพยาบาล จากทุกๆคน เวลาในการรักษาดูเหมือนจะผ่านไปได้ด้วยดีสำหรับทั้งคู่ จนกระทั่งวันหนึ่งที่ทั้งสองคนได้รับคำ "พิพากษา" จากผลการตรวจเพื่อประเมินการรักษาเคมีบำบัดในชุดแรกว่า "อีกประมาณ 6 เดือน ไม่เกิน 1 ปี" ที่แสงเทียนแห่งความหวังอันริบหรี่ถูกเป่าให้ดับวูบไปจากหมอผู้มีสีหน้า "มืออาชีพ" เฉยเมย ไร้อารมณ์ ที่อารมณ์ลึกที่สุดของทั้งคู่ ถูกปลดเกราะกำบังชิ้นสุดท้ายไปอย่างสิ้นเชิง

Bucket List เป็น metaphor ที่ครั้งหนึ่ง คาร์เตอร์เคยถูกครูของเขาให้ทำ คือเขียนรายการของสิ่งสำคัญๆที่อยากจะทำ ใส่กระป๋อง ทำให้ครบ เสร็จแล้วจะได้ "เตะกระป๋องให้คว่ำไป" คือก่อนที่ชีวิตจะหมดสิ่้นลง หมดโอกาสไป ขณะที่นึกอย่างไรไม่ทราบ คาร์เตอร์หยิบเศษกระดาษมาขยุกขยิกเขียนอะไรลงไป เอ็ดเวิร์ดถามว่ากำลังทำอะไร แล้วก็เกิดแรงบันดาลใจ ฮึดขึ้นมา ชวนคาร์เตอร์ใช้เวลาที่เหลืออยู่ตอนนี้ อย่านั่งเฉยๆเลย ไป "Finish the list before we kick the bucket" กันดีกว่า

more…

Author: phoenix
• Friday, July 09th, 2010

เรื่องเล่าเร้า พลัง (มืด)

"อารมณ์เป็นอะไรที่มนุษย์มี ใช้ และเผลอๆก็ถูกใช้"

มีหนังสือใหม่เล่มหนึ่งเรื่อง Marketing 3.0 ของ Cotler กล่าวตอนหนึ่งว่า ในยุคแรก คือ Marketing 1.0 นั้น เรียกว่าเป็น Rationale marketing ใช้ข้อมูล รายละเอียด ในการนำเสนอสินค้า เป็นยุคที่การตลาดมองหาว่า demand คืออะไร (ข้อมูล) เพื่อที่จะหา supply มาให้ตรงกัน (อุปสงค์ และ อุปทาน) ยุคต่อมาเรียกว่า Marketing 2.0 เป็นยุค Emotional Marketing ใช้การ manipulate อารมณ์ เพราะอารมณ์เป็นแรงผลักดันพฤติกรรมที่ดีกว่า ได้ผลมากกว่าตรรกะ หรือเหตุผล ในยุคนี้ ผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องไปศึกษา demand เท่ากับยุคแรก แต่สามารถใช้การโฆษณา ข้อมูล ข่าวสาร ไปสร้าง artificial demand หรือความต้องการเทียม ให้เกิดขึ้น ลูกค้าถูกปรับอารมณ์ให้อยากซื้อ อยากใช้ ทั้งๆที่ไม่จำเป็นเลยก็ยังได้ ส่วน Marketing 3.0 นั้น เป็นยุคที่ Cotler คิดว่าในปัจจุบันเรา "จำเป็น" จะต้องไปถึงยุคนี่แล้ว มิฉะนั้น Capitalism จะกลืนกินทั้งทรัพยากรและจิตวิญญาณของมนุษย์ ยุคนี้จึงเรียก "Spiritual Marketing" สินค้าที่ออกมา ควรจะต้องมีการคำนึงว่า "มันดีต่อโลกนี้ ต่อผู้คน อย่างไร?"

เป็นที่น่าสนใจว่า แม้แต่พ่อค้ายังหวนกลับถอยออกมาจาก profit-oriented business หันมามองอะไรที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น (แม้ว่าจะเกิดการแรงผลักดันจากการมองเห็น "ทุกข์" ที่เกิดจาก materials ก็ตาม แต่.. ก็ยังดี…) วิชาชีพแพทย์ การบริการพยาบาลขับไปขับมา กลับค่อยๆเลี้่ยวลงตลาดหุ้น โหมกระหน่ำ marketing 2.0 มากขึ้น ก็เป็นอะไรที่ ironic ไม่น้อย

ประเด็นก็คือ "อารมณ์กับพฤติกรรมนั้น สอดคล้องจองกัน"

อารมณ์เป็นอะไรที่ไม่ชัดเจน มองเห็นได้ สัมผัสได้ เหมือนอย่างเหตุผล คือเหตุผลนี่เรามักจะเรียบเรียงสื่อสารด้วยคำ ด้วยภาษาที่เรามีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากพอควร แต่สำหรับอารมณ์นั้น ยากที่เราจะหาคำอะไรมานิยาม พรรณนาเพื่อสื่อกันให้ชัดเจนได้ สุดท้าย "ภาษาอารมณ์" นั้นจึงต้องพึ่งพาเรื่องเล่า เรื่องราว ประสบการณ์เก่า ออกมาช่วยพรรณนาพอให้เพิ่มความเข้าใจได้ อาทิ "เจ็บยังกะคลอดลูก" "นุ่มราวกับสำลี" "ดีใจอย่างกะถูกลอตเตอรีรางวัลที่หนึ่ง" ฯลฯ ซึ่งถ้าประสบการณ์หรือเรื่องเล่าประกอบนั้น เป็นอะไรที่พบบ่อย คนทั่วไปเจอ ก็จะช่วยเยอะ แต่บางทีก็ยากเหมือนกัน เช่น ผู้ชายก็ยากแก่การจินตนาการว่า "เจ็บยังกะคลอดลูก" นั้นเป็นยังไง แม้แต่แม่ในยุคนี้ ก็มีการคลอดแบบไม่เจ็บ (painless labour) เพราะฉีดยาชาที่หลังจนหมดความรู้สึกไปครึ่งตัว จนคลอดแล้วก็ไม่เจ็บอะไรเท่าไหร่ แม่คนนี้ก็จะไม่ค่อยจะ "เข้าถึง" ประโยคที่ว่า "เจ็บยังกะคลอดลูก" เหมือนกัน หรือเข้าใจไปคนละดีกรีกับคนพูดที่หมายถึงคลอดแบบเจ็บมากมาย

more…

Author: phoenix
• Friday, February 05th, 2010

อภิชาตศิษย์ (5) สัมผัสชีวิตแพทย์ ตอน 2

รพ.ทับปุด "รพ.ปฐมภูมิ: ที่แรกเริ่มการเยียวยา"

โรงพยาบาลทับปุดขนาดไม่ใหญ่ ไม่เล็ก ผอ.รพ.คุณหมอพิสิฐ เป็นศิษย์เก่า ม.อ. รุ่นเก๋าแล้ว (ประมาณเกือบ 20 ปี มาทันผมลงมาเป็นแพทย์ใช้ทุนและแกเป็นนักศึกษาแพทย์) จึงผ่านพังงามาหลายที่ รวมทั้งเหตุการณ์สึนามิ คุณหมอเองก็ปลูกสวนยาง มีสวนปาล์ม เรียกว่่าจะเข้าใจวิถีชีวิตชาวบ้าน และความเป็นอยู่ดี ราคายางตอนนี้เท่าไหร่ก็จะรู้ พม่ามาตัดยางคิดราคาเท่าไหร่ก็จะทราบ

น้องๆที่ทับปุด เป็นนักเขียน diary ที่น่าประทับใจ แม้จะชายล้วน แต่ฝีมือการพรรณนา เขียนเล่าเรื่องไม่เบาเลยทีเดียว และที่เลือกมาก็มีหลายประเด็น หลายมุมที่น่าสนใจ

ที่ รพ.ทับปุด ในชุมชนจะมี "เจ๊มน" ที่เป็นผู้มีอันจะกินและชอบทำบุญ จะรับเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมให้หลายๆอย่างให้กับ รพ. ขอเพียงเปิดพื้นที่ให้แก เจ๊มนจะมาช่วย ออกทั้งแรง ออกทั้งเงิน มาด้วยใจ

รร.เชิญ รพ.ไปช่วยให้ vaccine แก่เด็กๆ รพ.ก็จัดกันไป ปรากฏว่าเด็กทั้งหมดมีประมาณ 100 กว่าคน แต่ รพ.มียาเหลือแค่ 50 ก็เลยต้องทำเท่าที่มีไปก่อน ที่เหลือต้องรอ lot หน้า ค่อยมากันใหม่นะจ๊ะน้อง

ไปตรวจเยี่ยมคนไข้ที่บ้าน ก็เห็นพฤติกรรมเสี่ยงหลายอย่าง ทำให้เห็นปัญหาที่ท้าทายที่จะทำ health promotion อาทิ คนไข้ความดันสูง พอไปเยี่ยมที่บ้าน ก็เห็นทั้งผงชูรส ม่าม่า "ของต้องห้าม" ต่างๆเต็มครัวไปหมด คนไข้บอก "ก็ยายชอบ!!!"

คนไข้บอกว่า "มีความสุขมากเมื่อมีหมอมาเยี่ยมที่บ้าน" พอขอถ่ายรูป ปรากฏว่าคุณยายอายุ 70 กว่าจะ 80 ก็ขอเวลานิดนึง เปลี่ยนเสื้อกลัดกระดุมใหม่ ยิ้มแฉ่ง "เอาล่ะ" คุณยายพูด "สวยแล้วหมอ ถ่ายได้!!" (ความ รักสวยรักงาม ไม่มีจำกัดอายุ) คุณลุงอีกคนหนึ่ง เป็น COPD (โรคปอดอุดตันเรื้อรัง) อยู่ที่บ้านที่ติดพื้นดิน เต็มไปด้วยฝุ่น ไม่รู้จะแนะนำให้หลบฝุ่่นได้อย่างไร พอไปเยี่ยมคุณลุงที่บ้าน แกก็ดีใจ ตอนจะลากลับ คุณลุงก็เรียกน้อง นศพ.ไปให้ศีลให้พร คุณลุงแกให้พรเป็นภาษาใต้ ชนิดเร็วจี๋เป็นรถไฟด่วนยาวเหยียด ไม่หายใจหายคอ จนคุณลุงเริ่มมีอาการหายใจสั้น หอบเล็กน้อย พี่พยาบาลที่ไปด้วยก็เลยบอกว่าพอก่อนแล้วกันลุง เดี๋ยวอาการจะกำเริบตอนนี้ไปเสียก่อน

more…

Author: phoenix
• Friday, February 05th, 2010

อภิชาตศิษย์ (4) สัมผัสชีวิตแพทย์ ตอน 1

นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จะมีช่วงหนึ่งที่ทางคณะฯส่งไป "immersion" จุ่มจ่อมสัมผัสชีวิตแพทย์ เป็นรายวิชา Clinical Immersion โดยแบ่งนักศึกษาออกเป็นกลุ่มย่อยๆประมาณ 4-5 คน ส่งไป รพ.ขนาดเล็ก (มีตั้งแต่ 10 เตียง ขึ้นไปถึง 60 เตียง) ประมาณเกือบสองอาทิตย์ ซึ่งงานหลักของ รพ.ขนาดนี้มักจะเป็นการดูแลปฐมภูมิ คือด้านการสร้างเสริมสุขภาพ คละๆกันกับการดูแลรักษา (ซึ่งทำไม่ได้มากนัก เพราะจำนวนคน เตียง และเครื่องมือเครื่องไม้จำกัด) สัดส่วนก็จะประมาณ 50/50 วัตถุประสงค์ของรายวิชานี้คือการได้มองเห็นงาน หน้าที่ การใช้ชีวิตของแพทย์ไทยในบริบทจริง เห็นสุขภาวะกำเนิดของชาวบ้าน สายใยที่สอดประสานกันกับวัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณี และวิถีชีวิตกับความเจ็บไข้ได้ป่วย มุมมองและทัศนคติในการทำงานและปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรกับบุคลากร และระหว่างโรงพยาบาลกับชุมชน

สาเหตุที่ส่งไปตอนปี 2 ก็เพราะว่าน้อง นศพ. จะยังไม่ได้มีความรู้ทางการแพทย์มากนัก ทำให้ความ "อยาก" ลงมือไปทำอะไรๆแบบหมอจะมีข้อจำกัด เพราะรายการนี้ เราอยากให้ นศพ.ลงไปสัมผัสโดยใช้ "ความเป็นมนุษย์" (ซีึ่ง ironically บางทีเราพบว่าถ้าเผอเรอ จะลดลงเป็นสัดส่วนกับความเป็นแพทย์ที่เพิ่มขึ้น!!!! …. เรื่องนี้ต้องคุยแยกต่างหาก)

ผมได้ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ขณะที่น้องจะไปอยู่ที่ รพ.ประมาณ 13 วัน เราจะไปเยี่ยมหนึ่งครั้ง ประมาณกลางๆอาทิตย์ เพื่อเยี่ยมเยียนไต่ถามทุกข์สุข มีอะไรกินไหม ออกกำลังกายไหม ไปเที่ยวไหนมาบ้าง ถูกผีหลอกบ้างไหม ผีดุรึเปล่าหรือคนดุกว่า ฯลฯ

ปีนี้เขาจัดให้ผมไปเยี่ยม 5 รพ. สองจังหวัด คือพังงา ไปที่ทับปุดกับบางไทร และสุราษฎธานี ไปที่สมเด็จพระยุพราชเวียงสระ บ้านนาสาร และเคียนซา สาเหตุที่พังงาไปเยี่ยมแค่ 2 โรงก็เพราะมันไกลมากจากหาดใหญ่ นั่งรถเรียกว่าหลับไปหนึ่งงีบสบายๆ (จำเป็น เพราะผมโชคดีได้คนขับเก๋ากึ๊กที่สุดของคณะคือพี่ประยุทธ์ แกขับจาก ม.อ.ไปถึงทับปุด พังงา ใช้เวลาแค่ 3 ชั่วโมงครึ่่งเท่านั้นเอง เจ้าบิ๊ก นักวิชาการแพทยศาสตร์ไม่ยอมหลับ ถึงกับรากแตกรากแตนไปสองรอบ ผมหลับสนิทอยู่เบาะหลัง)

more…

Author: phoenix
• Friday, January 29th, 2010

Whisper of the Heart

อีก Animation หนึ่งจาก Studio Ghibli เนื้อเรื่องโดย อ.เอโออิ ฮิอิราจิ และการวาดอันเลื่องชื่อของ อ.ฮายาโอะ มิยาซากิ ผู้สร้างสรรค์ Spirited Away และทีม เรื่องนี้กำกับโดย อ.โยชิฟูมิ คอนโดะ และ Disney team ทำบรรยายภาษาอังกฤษทั้งหมด

Synopsis:

ชิซูกุ เด็ก สาวช่างฝันและอ่อนไหวในอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น ทว่าลืมสำรวจความฝัน ความรู้สึกของตนเอง ใช้ชีิวิตอย่างสนุกสนานวัยเรียน ตื่นเต้นไปกับเรื่องราวความรักของเด็กวัยรุ่นของเพื่อนสนิท ชิซูกุวันๆจะจมลงไปในหนังสือเรื่องราวต่างๆ จนมาสังเกตเห็นชื่อคนๆหนึ่งที่ยืมหนังสือเล่มเดียวกับเธอเกือบทุกเล่ม กลายเป็นปริศนาลึกลับในหัวใจของสาวน้อย และแล้ววันหนึ่งเจ้าแมวเหมียวหน้าตาลึกลับที่โดยสารรถไฟไปด้วยกันได้นำพาไป เจอร้านขายของเก่าร้านหนึ่ง ชีวิตของชิซูกุจึงได้ประสบพบกับ เซจิ อามาซาวา เด็กหนุ่ม trainee ประกอบไวโอลิน ที่ต้องการอยากจะเป็นนักประกอบไวโอลินอาชีพอย่างมาก จนต้องการออกจากโรงเรียนไปค้นหาว่าตนเองสามารถทำอย่างที่ฝันได้หรือไม่ เมื่อนั้นเองที่หัวใจของชิซูกุได้ค้นพบมิติใหม่ในการให้ความหมายกับความฝัน ของตน

animation ของ อ.ฮายาโอะ มิยาซากิ มีเสน่ห์เฉพาะตัว ตอนที่ทีมดิสนีย์นำเอาเรื่อง Spirited Away ของอ.ฮายาโอะมาเพื่อขอทำภาคภาษาอังกฤษ ก็ทึ่งเมื่อทราบว่า อ.ฮายาโอะ เป็นผู้ออกแบบทั้ง story board, character designs และวาดรูปเอง ตัดต่อเอง เกือบทั้งหมด ซึ่งเวลาดิสนีย์ทำ animation จะมีแผนกแยกเป็นส่วนๆทั้งหมดแล้วนำมารวมกันทีหลัง ดังนั้น animation ของ อ.ฮายาโอะ จะเรียกได้ว่าแฝงไว้ด้วยบุคลิก personality ที่เป็นเอกลักษณ์ของท่านมาอย่างชัดเจน

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า อ.ฮายาโอะ จะมี "อะไร" กับฉากบินไปในท้องฟ้ามากๆ ทั้งในเรื่อง Spirited Away เอง เรื่องนี้ เรื่อง Nausicaa etc ทุกเรื่องจะมีฉากที่ตัวละครเหินบินไปด้วยวิธีต่างๆ สีสันของท้องฟ้า ป่าเขาลำเนาไพร และการเคลื่อนที่แบบสามมิติพาคนดูฝ่าเมฆ ระยอดไม้ ผ่านหุบเขาไปอย่างตื่นตาตื่นใจ

more…

Author: phoenix
• Friday, January 29th, 2010

Grave of Fireflies สุสานหิ่งห้อย

ช่วงนี้ผมชมภาพยนต์ animation ของค่าย Studio Ghibli ต่อเนื่องกันหลายเรื่องเพราะติดใจตั้งแต่ได้ชม Spirited Away (เรื่องนี้ต้องเขียนต่างหากอีกตอน) เพื่อนผมก็เลยแนะนำเรื่องนี้มา แต่เป็นของค่าย Adv Studio คือ Grave of the Fireflies หรือชื่อไทยว่าสุสานหิ่งห้อย ทำมาตั้งนานแล้วครับ ตั้งแต่ 1988

หมอวรวุฒิ (ผอ.รพ.สันทราย) บอกว่าดูเรื่องนี้มาแต่เด็กๆ จำได้อย่างเดียวว่าเศร้ามาก จนไม่สามารถทำใจดูซ้ำได้อีกเลย (แกพยายามจะบอกเป็นนัยว่าแกเป็นคน sensitive อ่อนไหวน่ะครับ work บ้าง ไม่ work บ้าง) เนื่องจากตอนนี้เพราะอะไรไม่ทราบ ผมกำลังชอบดูหนังที่ทำให้นำ้ตาไหลพราก (ล่าสุดก็ Departures) ก็เลยสั่งซื้อมาจาก Amazon

ตอน หลังเนี่ย ค่าย Disney เขาไปเอาหนังจาก Studio Ghibli มาทำเสียงภาษาอังกฤษหลาย titles มาก และทำอย่างประณีต เรียกว่าวัดเสียง วัดริมฝีปากเลยทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้น ยังเชิญ Director ต้นตำรับมาให้คำปรึกษา ขอความหมายที่แท้จริง เพราะมันจะมีเรื่องวัฒนธรรมเยอะมาก เนื้อหาที่แปลออกมาจึงมีคุณภาพสูง ไม่ใช่เพราะผมดัดจริตไม่ซื้อ version ภาษาไทยมาดูหรอกนะครับ แต่เรื่องพวกนี้ การแปลจากภาษาหนึ่งไปอีกภาษาหนึ่ง เป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนมากๆ

เพราะวรวุฒิขู่ไว้เยอะ เลยเอามาดองไว้นานหน่อย นัยว่าหลบลูกสาว เพราะปกติถ้าผมนั่งดูการ์ตูน จะมีเด็กๆมาปีนป่ายมากองอยู่บนพุงบ้าง เหน็บสีข้างบ้าง ให้พากษ์ให้ (เพราะผมดูภาษาอังกฤษ) ที่น่าสนใจก็คือ หลายๆเรื่อง เด็กๆแค่ดูภาพ ปรากฏว่าเข้าใจเนื่อเรื่องได้เลย เช่น Nausicaa of the Valley of the Wind ทั้งๆที่ค่อนข้างจะ abstract มากทีเดียว หรืออย่างเรื่อง Whisper of the Heart ก็ in กันใหญ่ (อันนี้สงสัยเพราะเป็นรักแรกวัยรุ่น เด็กเลย take เร็วก็เป็นได้) เนื่องจากเรื่องนี้ reputation น่ากลัวมาก เดี๋ยวเด็กเห็นพ่อร้องไห้สะอึกสะอื้นจะตกใจ ฮึ ฮึ

more…

Author: phoenix
• Wednesday, October 21st, 2009

ครูติ๋ว สุธาสินี น้อยอินทร์

ในงาน World Palliative Care Day ที่โรงพยาบาลศิริราชที่ผมได้มีโอกาสไปเข้าร่วมด้วยเมื่อ 7-9 ตุลาคม 2009 ปีนี้ นอกเหนือจากได้ฟังปฐมปาฐกถาสุมาลี นิมมานนิตย์แล้ว อีก highlight หนึ่งของงานต้องเป็นวาระที่ได้เข้าฟังการสัมภาษณ์ชีวิตของคุณครูติ๋ว แม่ติ๋ว หรือคุณสุธาสินี น้อยอินทร์

โฆษณา ของไทยประกันชีวิตชุดนี้สร้างความประทับใจให้ประชาชนชาวไทยอย่างมากอยู่ระยะ หนึ่งทีเดียว (ก่อนที่ชุดล่าสุด Que sera sera จะออกมา) หลังจากผมชมภาพยนต์โฆษณาชิ้นนี้ไม่นาน ก็ได้ทราบว่าเรื่องราวของ "แม่ต้อย" นั้น ทำมาจากเรื่องจริง ชีวิตจริงของคุณครูติ๋ว แห่งบ้านโฮมฮัก

ที่จริงมูลนิธิส่งเสริมสาธารณสุข (มสส) และกลุ่มจิตวิวัฒน์ได้เชิญตัวจริง เสียงจริง แม่ติ๋ว ไปสนทนากันแล้วครั้งหนึ่ง แต่ผมพลาดรายการนั้นไปเพราะอะไรไม่รู้ ไม่งั้นเราจะได้ dialogue กันให้สมใจ แต่รายการนี้ที่ศิริราช พอเห็นผมก็รู้เลยว่าชะตาของเราจะได้นำพามารู้จักและฟังเรื่องราวของแก ก็ได้เตรียมตัว (ฟัง) อย่างดี

อย่างที่เราทราบกัน แม่ติ๋ว เป็นโรคมะเร็ง และยังรับการรักษาอยู่ กระนั้นก็ตามเรื่องนี้มีแต่ทำให้สิ่งที่แม่ติ๋วหรือครูต่ิ๋วกำลังทำอยู่นั้น ยิ่งมีค่า มีความหมายมากขึ้น เพราะแม่ติ๋วกับ "บ้านโฮมฮัก" ได้ช่วยดูแลเด็กถึง 117 ชีวิตจากทุกสาระทิศ อาศัยพลังงานเพียงหนึ่งเดียวคือ "ความรัก" ที่หล่อเลี้ยงคนทุกคนด้วยกันในบ้านนี้ บ้านโฮมฮักอยู่ที่ เลขที่ 3 หมู่ 12 บ้านประชาสรรค์ จังหวัดยโสธร เด็กๆที่มาอยู่ที่นี่ อาจจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ เด็กที่เป็นโรคเอดส์ (AIDS) เด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ และเด็กที่พ่อแม่เสียชีวิตไปก่อนอย่างรวดเร็ว ซึ่งเด็กแต่ละคนมีความบอบช้ำ ไม่เพียงแค่ทางกาย แต่ทั้งทางจิตและทางสังคมด้วย

more…

Author: phoenix
• Monday, October 12th, 2009

 

 

สดุดีแด่อาจารย์สุมาลี นิมมานนิตย์

วันที่ 7-9 ตุลาคมที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช จัดนิทรรศการประชุมวิชาการงาน World Palliative Care Day 3 วัน เพื่อเป็นวาระรำลึกถึงศาสตราจารย์เกียรติคุณแพทยหญิงสุมาลี นิมมานนิตย์ ใน ฐานะที่ท่านเป็นผู้บุกเบิก นำพาการดูแลผู้ป่วยและญาติอย่างเป็นองค์รวม และการทำ palliative care ปูเป็นรากฐานทั้งในด้านการบริการและบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอนในคณะ แพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อาจารย์สุมาลีเสียชีวิตอย่างสงบและมีศักดิ์ศรีที่สุดจากโรคมะเร็ง ณ รพ.ศิริราชตามเจตจำนงของอาจารย์เอง อาจารย์ได้นำเอาธรรมะเข้ามาปฏิบัติจริง และสานรวมกับการทำงานเป็นแพทย์ เป็นครู เป็นผู้ป่วย เป็นลูก และเป็นนักวิปัสนาจารย์ที่แท้ เป็นตัวอย่างครูแพทย์ในอุดมคติแกรุ่นน้องและกัลยาณมิตร เพื่อนแพทย์ทั่วไปในปี 2009 นี้จึงได้มีการริเริ่มจัดให้มีปาฐกถาสุมาลี นิมมานนิตย์ เป็นการเปิดประชุม World Palliative Care Day และจะเป็นประเพณีปฏิบัติต่อๆไป เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระคุณ และเกียรติประวัติการทำงานเป็นครู การทำงานเป็นแพทย์ของอาจารย์ เป็นอนุสรณ์ และเป็นแบบอย่างแก่แพทย์รุ่นต่อๆไป

ในปีนี้ปฐมองค์ปาฐกคือศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ซึ่งท่านมีความสนใจ และให้การสนับสนุนการทำ palliative care เป็นหนึ่งใน model การดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ ปร้บเปลี่ยน paradigm การรักษาพยาบาลในประเทศไทย มุ่งเน้นที่ความเป็นคน ความรักความเข้าใจ และการเจริญสติ ในการดูแลรักษาพยาบาลและการทำความเข้าใจชีวิต

อาจารย์สุมาลีเป็น nephrologist หรือหมอโรคไตผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพเป็นที่ประจักษ์ แต่ข้อสำคัญคือ อาจารย์เป็นครูที่ีมีความเป็นครูทุกกระเบียดนิ้ว อาจารย์มีความรักลูกศิษย์และให้ความสำคัญกับบุคลิกการเป็นแพทย์ของลูกศิษย์ ไม่น้อยไปกว่าความรู่้เชิงวิชาการแพทย์ ในช่วง 10+ ปีหลัง อาจารย์สุมาลีเล็งเห็นว่า การจะเป็นแพทย์ให้ได้ดี มีความสุข และเกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างแท้จริง นักศึกษาแพทย์ควรจะมีพื้นฐานพัฒนาทางด้านจิตใจให้ดีด้วย ดังนั้น ตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา นักศึกษาแพทย์ศิริราชทุกคน จะได้ไปฝึกเจริญสติกับคุณแม่สิริ กรินชัย และอาจารย์ยังเชื้่อเชิญเพื่อนๆรุ่นน้องอาจารย์แพทย์ ให้ตามไปร่วมปฏิบัติธรรมด้วยกัน จนบัดนี้เมล็ดแห่งการเจริญสติกำลังค่อยๆงอกเงยผลิบาน ออกดอกออกผลขึ้นในบัณฑิตแพทย์รุ่นใหม่ และส่งผลงอกงามต่อๆไปในวงการแพทย์ไทยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้กระทั่งในช่วงสองสามปีสุดท้าย หลังจากที่อาจารย์รับทราบว่าตนเองมีโรคมะเร็งระยะลุกลาม อาจารย์กลับใช้สภาวะทางกายเป็นบททดสอบสิ่งที่อาจารย์มีศรัทธาและเชื่อมั่น อาจารย์ใช้วิธีการเจริญสติภาวนา เพื่ออยู่กับโรคภัยไข้เจ็บ จนกระทั่งคนภายนอกอาจจะดูไม่ออกเสียด้วยซ้ำว่าอาจารย์มีโรคลุกลามอยู่ภายใน กาย เพราะภายนอกนั้น อาจารย์ยังปฏิบัติหน้าที่ เป็นหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ ทำงานหนักกว่าเดิม ออกบรรยายตามที่ต่างๆ ให้ความรู้การดูแลตนเองและการทำความเข้าใจชีวิต อาจารย์สุมาลีได้แสดงให้เห็นว่า อาชีพครู อาชีพแพทย์ และการเป็นมนุษย์ที่มีความสุขสงบเป็นสรณะนั้น ทำได้จริงๆและทำได้อย่างไร อาจารย์สุมาลีได้สำแดงคุณานุประโยชน์แห่งการเจริญสติในทางปฏิบัติ ในการดำรงชีพท่ามกลางโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างกล้าหาญ มั่นคง และงดงามมีศักดิ์ศรีอย่างยิ่ง

ผมยังจำได้ครั้งหนึ่ง ที่อาจารย์สุมาลีบรรยายเรื่อง palliative care และอาจารย์เล่าเรื่องที่อาจารย์เองต้องเป็นคนแจ้งข่าวร้ายแก่คุณแม่ของ อาจารย์ (ซึ่งกลับกันกับสถานการณ์ปกติ ที่หมอเป็นคนแจ้งข่าวร้ายแก่คนไข้และญาติ) อาจารย์ได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น อย่างเป็นขั้นตอน เป็นลำดับ แก่คุณแม่ของอาจารย์ ณ ที่โต๊ะอาหารที่บ้าน แจ้งว่าเป็นอะไร มีวิธีรักษาอย่างไร และต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง อาจารย์ได้นำเอาบทสวดคำสอนในโพชฌงค์ 7 มาช่วยกันวินิจวิเคราะห์กับคุณแม่ และนำมาปฏิบัติเพื่อใช้เผชิญกับโรคที่กำลังคุกคาม ตั้งแต่ สติ ธัมมะวิจัย วิริยะ ปิติ ปัทสัทธิ สมาธิ และถึงขั้นสุดท้ายของธัมมะที่ยากที่สุดคือ อุเบกขา จนกระทั่งเห็นซึ้งถึงประโยชน์ของการนำธรรมะมาใช้ในทางปฏิบัติจริง

ในฐานะลูกศิษย์คนหนึ่งของอาจารย์ ณ ที่นี้ ผมจึงใคร่ขอสดุดี และขอขอบพระคุณอาจารย์ ที่ได้แสดงตัวอย่างการดำรงชีพในฐานะเป็นครู และเป็นแพทย์ และสำคัญที่สุด ในการเป็นมนุษย์อันประเสริฐ ใช้ชีวิตเพื่อประโยชน์แต่เพื่อนมนุษย์เป็นสรณะ ทำให้ชีวิตของอาจารย์ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจ และความทรงจำอันยิ่งใหญ่แก่คนที่ได้มีโอกาสมาเกี่ยวข้องกับอาจารย์ ขอปวารณาว่า จะลอกเลียนแบบ ซึ่งคุณค่าและวิถีที่อาจารย์ได้สำแดงไว้ เท่าที่สติปัญญาความสามารถของผมจะเอื้ออำนวย

กราบสดุดี