Archive for the Category ◊ Palliative Care ◊

Author: phoenix
• Thursday, August 19th, 2010

เรื่องเล่า… ทำไมต้องเล่า?

ตอนนี้ไปไหนมาไหน ที่ได้ยินกันเพิ่มขึ้นคือการใช้ “เรื่องเล่า” ในการทำงานเกี่ยวกับการสื่อสารมากขึ้น มีการพูดถึง “Narrative Medicine” ซึ่งเป็นการเข้าหา ศึกษา การแพทย์ การดูแลผู้คน โดยอาศัยคุณลักษณะสำคัญของ “การเล่าเรื่อง” หรือ “เรื่องเล่า”​ เป็นเครื่องมือสำคัญหลัก

ผมคิดว่าถ้าเราลองมาพิจารณาลักษณะของ​ “ภาษา” เราอาจจะเพิ่มความเข้าใจ หรือมีสมมติฐานเพิ่มเติมว่า “ทำไมเรื่องเล่าจึงทำงานได้ดี จึงสำคัญ”

Anthony Gregorc แยกแยะกลุ่มของข้อมูลที่เข้าและออกระบบสัมผัสของเราออกเป็นสองกลุ่มคือเป็น concrete (จับต้องได้ รูปธรรม) และ abstract (จับต้องไม่ได้ เป็นนามธรรม) กับแยกด้วย “วิธีการส่งข้อมูล” ออกเป็นแบบ sequential (ตามลำดับ) และแบบ random (แบบสุ่ม) ทำให้เราสามารถจัดกลุ่มความชอบ/ความถนัดในการรับรู้และแสดงผลความคิดออก เป็นกลุ่มต่างๆกัน ถ้าหากเราพูดถึงเรื่องพฤติกรรมมนุษย์ เราจะพบว่าพฤติกรรมจะคล้อยตามอารมณ์มากกว่าเหตุผล จะมากหรือน้อยแปรตามบริบท แต่ในสภาวะทั่วๆไป “ส่วนใหญ่” จะได้รับอิทธิพลของอารมณ์ความรู้สึก

“ภาษา” ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ไม่เพียงพอที่จะสื่อให้ลึกซึ้งจาก “คำ” ที่เรามีอยู่ โดยเฉพาะอย่่างยิ่งสิ่งที่เกี่ยวกับ “นามธรรม” และ “ความรู้สึก”

ลองพยายามอธิบาย “รสชาติ” ของอาหารที่เรากำลังกินให้คนอื่นฟัง

ลองพยายามอธิบาย “ความปวด” ของเราให้คนอื่นฟัง

ลองพยายามอธิบาย “ความเขิน” ของเราว่าเป็นอย่างไร รู้สึกยังไง

ลองพยายามอธิบาย “ความงาม” “ความอิ่มใจ” “ความหึง” ว่ามันเป็นยังไงกันแน่ให้กับคนอื่นๆฟัง

เราจะพบทันทีว่า เราไม่มี “คำ” อะไรที่จะช่วยสื่อสิ่งเหล่านี้ได้ เราได้แต่ใช้อุปมาอุปมัย ใช้สาธก ยกตัวอย่าง ซึ่งถ้าตัวอย่างนั้นๆ หรืออุปมาอุปมัยนั้นๆ คนฟังไม่ได้มี “ประสบการณ์เก่า” มาเป็นตัวช่วยแล้วล่ะก็ เรายังไปไม่ถึงไหนที่จะ “เข้าใจตรงกัน”

จึงไม่แปลกอะไรที่ยิ่งมี อุปมาอุปมัยชนิดง่ายๆ ตัวอย่างที่ใครๆก็เคยเจอ มาประกอบมากๆเราก็ยิ่งใกล้หรือง่ายยิ่งขึ้นที่จะ “เข้าใจ” และ “เข้าถึง”

และนี่เองที่นำมาสู่เหตุผลว่า “ทำไมเรื่องเล่าจึงทรงพลัง”

เรื่องเล่าเสริมเติมบริบท ช่วยให้เราดึงเอาความทรงจำเดิมของเรามาประติดประต่อคุณภาพหลายๆอย่างทาง นามธรรม ให้หลุดพ้นจากความเป็นนามธรรม กลายเป็นอะไรที่เรา “พอเข้าใจ” จนถึง​ “เข้าใจได้ดี” ถ้าเผอิญเรามีประสบการณ์ตรงเป๊ะๆกับอุปมาอุปมัยหรือตัวอย่างที่เล่ามา ดังนั้นยิ่งเรื่องเล่าใช้ภาษาพื้นๆ เล่าให้ “ชัดเจน” หรือที่เรียกว่า figurative speaking คือเล่าจนเห็นภาพ สัมผัสสายลม ดมได้กลิ่น ได้ยินเสียงขิม ล้ิมรสหวาน ขนาดนั้นยิ่งดี เพราะการใช้ผัสสะทั้งหมด จะเพ่ิมการรับรู้ เพิ่มมิติการรับ การแปล การให้ความหมาย คลื่นสมองเราจะผ่อนคลาย ลงจาก beta wave เข้าไปสู่ alpha wave ได้ง่ายยิ่งขึ้น ยิ่งผ่อนคลายการรับรู้ของเราก็จะไม่ติดอยู่แค่ “เปลือกอารมณ์” ด้านนอก แต่สามารถลงลึกไปถึง “อารมณ์ด้านใน และตัวตนแท้” ในระดับคลื่นสมอง theta หรือ delta ได้ ยิ่งลงลึกเท่าไหร่ “ตัวตนที่แท้” ซึ่งจะประกอบด้วยความจำ ความรู้สึก สิ่งที่มีความหมายต่างๆตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน (อีกนัยหนึ่งคือขันธ์ 5) เราก็จะได้ใช้สิ่งเหล่านี้มาช่วยพิเคราะห์ พิจารณ์ ใช้ทั้งอารมณ์และปัญญาทั้งหมดทั้งสิ้น

สิ่งที่น่าสนใจมากสำหรับเรื่อง เล่าก็คือ คุณภาพที่เกิดขึ้นเป็น “ปฏิสัมพันธ์” ระหว่างคนด้วย ไม่ได้ว่าคุณภาพภายในของคนเท่านั้น

ฉะนั้นสิ่งแวดล้อมก็จะเอื้อ (หรือทำลาย) ผลลัพธ์ได้หลากหลายวิธี ทั้งเสียง (เซ็งแซ่ สงบ เพลงเบาๆ อึกทึก เสียงปืน ประทัด น้ำไหล ฯลฯ) อุณหภูมิ แสง สี ภาพ เป็นสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ผู้คนที่มาฟังก็เป็นสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพก็มี อิทธิพลไม่น้อยกว่ากัน ทั้งด้านจำนวน ลักษณะของพลังงานของปััจเจกและภาพรวม (คุกคาม สงบ ตื่นเต้น เศร้า ยินดี เรียนรู้่ คาดหวัง ฯลฯ)

สิ่งแวดล้อมทางจิตวิญญาณ และจิตสังคมก็เป็นอีกปัจจัย และบางครั้งบางคราก็มีอิทธิพลได้เยอะมาก เช่น สภาวะสงคราม บ้านเมืองไม่สงบสุข หรือสภาวะเฉลิมฉลอง ดิถีมงคลสมัย ภาวะกำเนิด ภาวะสูญเสีย สัญญลักษณ์สำคัญทางศาสนา จิตวิญญาณ ความรู้สึก เรื่องนี้เปรียบเสมือนสีพื้นหลังของภาพทุกภาพ ซึ่งไม่ว่าเราจะระบายสีอะไรลงไป สีพื้นหลังจะดูดซับ จะขับเน้น จะกล่อมเกลาหล่อหลอมให้เกิดภาพรวมสำเร็จออกมา

สิ่งแวดล้อมภายนอกทั้งหมดนี้ บางอย่างเราควบคุมได้ บางอย่างเราไม่มีทางที่จะควบคุม ทั้งหมดจะส่งผลถึงความมีประสิทธิภาพของเรื่องเล่าว่าจะเป็นเช่นไร เมื่อผนวกกับสิ่งแวดล้อมภายใน เราก็จะเห็นทันทีว่าโอกาสที่สุดท้ายแต่ละคนจะรับเรื่องเล่านั้นๆให้เหมือน กันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุปัจจัยต่อผลลัพธ์มีความหลากหลายมาก

ที่ว่าเป็นสัมฤทธิผลของเรื่องเล่า ยังไม่ได้พูดถึง “ทำไมต้องเล่า” ตามไตเติ้ลของบทความนี้เลย

ทำไมต้องเล่า

ถ้าเราพิจารณาประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการเล่าเรื่องแล้ว คำถามที่ควรถามน่าจะเป็น “ทำไมจะไม่เล่า?” มากกว่า…

  • เล่าเพื่อสื่อสาร
  • เล่าเพื่อเยียวยา
  • เล่าเพื่อเสริมพลัง
  • เล่าเพื่อสะท้อน

เล่าเพื่อสื่อสาร

เป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารข้อมูลทางนามธรรม ความรู้สึก ที่จับต้องไม่ได้ ที่ไม่มีคำศัพท์ที่จะสื่อได้อย่างลึกซึ้งเพียงพอ รูปแบบของเรื่องเล่าจะช่วยขยายบริบทให้กว้างมากขึ้น เข้าถึงผู้คนได้มากหมู่ มากเหล่ามากขึ้น

ที่อยากให้ลองก็คือการสื่อสารด้านคุณธรรม จริยธรรม จะเห็นว่าอุบายคนโบราณนั้นได้ผลมานักต่อนัก ไม่ว่าจะเป็นนิทานอีสป นิทานเวตาล ปัญหาพระยามิลินทร์ นิทานร้อยบรรทัด ฯลฯ แต่อดีต เล่าได้ ฟังดี แต่ละเรื่องแฝงคุณธรรม ความดี จริยาวัตร จริยธรรม เข้าถึงคนง่าย เพลิดเพลิน มีคติ จดจำไปเล่าต่อๆไปได้ไม่รู้เบื่อ

“มุก” เธอเป็นผู้หญิงอายุ 40 ปี ตัวเธอเองก็เจ็บไข้ได้ป่วย สุขภาพไม่แข็งแรง มีพี่น้องหลายคน แต่เธอเป็นเพียงผู้เดียวที่รับผิดชอบดูแลแม่ อายุ 70+ ปี ที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เธอพาคุณแม่มารักษาที่โรงพยาบาลมาตลอด เป็นเวลานานกว่าสองปี โชคดีที่อาการไม่ทรมานมากนัก เธอก็สามารถจัดการได้แม้ว่าจะด้วยความยากลำบากเนื่องจากสุขภาพของเธอเอง

แต่ ปรากฏว่าในช่วงสองสามเดือนสุดท้าย จู่คุณแม่ก็มีอาการปวดมากที่บริเวณสะโพกและบริเวณหลัง ตอนนั้นคนไข้นอนอยู่ที่บ้าน และมุกเป็นคนดูแลทุกวัน นอนเฝ้าที่หน้าเตียง คุณแม่ปวดทรมาน นอนครวญครางตลอดเวลา แต่ไม่ยอมกินยาอะไรทั้งสิ้่น มุกเองก็ไม่สบาย ไม่สามารถจะพาคุณแม่ไปโรงพยาบาลได้ ตลอดเวลาสองอาทิตย์ที่มุกต้องนอนเฝ้าคุณแม่ทั้งวันทั้งคืน ทนฟังเสียงครวญครางร้องไห้ของแม่ ไม่มีพี่น้องคนไหนเข้ามาช่วย มีอยู่คืนหนึ่งที่แม่ปวดมาก นอนกรีดร้องเป็นพักๆทั้งคืน ดิ้นรนอย่างอ่อนแรงด้วยความทุกข์ทรมานอย่างที่สุด ทั้งๆที่เสียงร้องดังขนาดนั้น ก็ไม่มีพี่น้องคนไหนตื่นมาดู มุกร้องไห้ด้วยความคับแค้นและไม่รู้ว่าจะทำอะไร เกิดอารมณ์วูบหนึ่ง มุกลุกขึ้น เอามืออุดปากแม่ อีกมือกุมที่คอของแม่กำลังจะบีบลง แม่ก็ลืมตา พูดออกมาว่า “มันบาปนะลูก

มุก ร้องไห้ออกมาอย่างหมดเรี่ยวแรง ถึงขนาดนี้ ผู้หญิงที่นอนอยู่ข้างหน้าเธอนี้ ก็ยังเป็นแม่ ยังเป็นห่วง ยังหวังดี ยังต้องการจะเตือนลูก ไม่ให้ลูกทำบาป เธอได้สติ ก็ได้ลูบเนื้อลูบตัวแม่ สักพักอาการบรรเทาลง

วัน รุ่งขึ้นมุกแข็งใจฝืนร่างกายตนเอง พาคุณแม่ไป รพ. เล่าเรื่องให้พยาบาลและแพทย์ฟัง ตั้งแต่วันนั้นกระบวนการการรักษาอาการปวดอย่างเป็นระบบก็เริ่มทันที ภายในเวลาสองอาทิตย์ คนไข้ก็สามารถอยู่ได้อย่างปราศจากอาการปวด และดูแลต่อได้ที่บ้านอย่างที่ประสงค์ มีการบันทึกการใช้ยามอร์ฟีน การปรับยาที่ถูกต้องตามวิธีการอย่างเป็นระเบียบ ทำให้การคุมอาการดีอย่างสมบูรณ์

คุณ แม่ของมุกเสียชีวิตอย่างสงบที่บ้าน เธอใช้เวลาเดือนสุดท้ายอยู่ข้างกายมุกลูกสาวที่รักเธอที่สุด และเธอจากไปด้วยความตระหนักรู้ถึงความรักของมุก”

เป็นเรื่องเล่าธรรมดาๆที่ใช้สอนการคุมอาการ ปวดแก่แพทย์ นักเรียนแพทย์ และอาจจะมีเรื่องอื่นๆที่เขาอาจจะตั้งวัตถุประสงค์การเรียนเองตามอัชฌาศัย

เล่าเพื่อการเยียวยา

บางครั้งเมื่อชีวิตประสบพบเจอวิบัติภัย ตัวตนมันแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เปรียบเสมือน jigsaw ที่ถูกปัดตกแตกกระจาย อะไรที่เคยอยู่ที่ใด ก็ดูจะพรัดพรากจากหายไป หาไม่เจอแม้แต่ตัวตนของตนเอง

ในกรณีเช่นนี้อาการทางกายยังไม่สำคัญเท่ากับตัวตนทางจิตและจิตวิญญาณของ ผู้สูญเสีย สภาพแบบนี้อาจจะเกิดในกรณีเช่นพิบัติภัยตามธรรมชาติ สุนามิ หรือการฆ่าล้างหมู่บ้านอย่างทารุณในอาฟริกา

ซาฟี นา เด็กหญิงอายุ 12 ปี ได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่องค์กรสหประชาชาติ (United Nation) มาหลังจากที่เธอหลบหนีจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (extermination) จากกลุ่มทหาร ในที่ประชุมแวดล้อมด้วยเจ้าหน้าที่ UN นักสังคมสงเคราะห์ จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ก็ให้ซาฟีนาเล่าเรื่องของเธอให้ฟัง เธอเล่าว่าเธออาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีพ่อมีแม่ มีพี่สาวหนึ่งคน หมู่บ้านของเธอถูกทหารบุกและฆ่าตายหมด เธอเองหลบอยู่ใต้เตียง ขณะที่ทหารฆ่าพ่อ ข่มขืนแม่และพี่สาวตายอย่างทารุณ หลังจากนั้น เธอหลบหนีออกมา ใช้ชีวิตหลบๆซ่อนๆ โกหก ลักขโมย ทุกวิถีทาง เพื่อให้อยู่รอดไปวันๆ เป็นเวลาเกือบสองปี

ซาฟี นาเล่าชีวิตของเธอติดต่อกันกว่าสามชั่วโมง พอเธอเล่าจบ ที่ประชุมนิ่งงัน ไม่มีใครเคยนึกหรือจินตนาการว่าเด็กสาวอายุเพียงแค่ 12 ขวบ จะต้องผ่านความทุกข์ในชีวิตมากมายขนาดนี้ ขนาดและความทุกข์ของเรื่องราวของเธอเกินสเกลที่ทุกคนในที่นั้นเคยพบเห็นมา ก่อน ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดนักจิตวิทยาคนหนึ่งก็เอ่ยปากถามซาฟีนา

“หนู มีอะไรที่อยากจะให้พวกเราช่วยไหม”

ซาฟี นาฟัง แล้วหยุดนิ่งคิดอยู่พักใหญ่หลังจากได้ยินคำถามนั้น แล้วเธอก็พูดออกมาว่า

ตั้งแต่หนีมา 2 ปี ไม่เคยได้เล่าเรื่องเหล่านี้ให้ใครเลย ที่จริงฝันนึกว่าเมื่อไรชีวิตจะหยุดลง ความทุกข์จะได้หยุดลงเสียที แต่หลังจากได้เล่าให้พวกคุณฟังแล้ว ตอนนี้รู้สึกดีขึ้น ยังนึกไม่ออกค่ะว่าจะให้ทำอะไร

ในความทุกข์รุนแรงที่ฉีกทำลายตัวตนความเป็น มาของคนในลักษณะนี้ สิ่งสำคัญคือการที่คนป่วยได้มีโอกาสเรียงร้อย “ชีวิต” ของเธอใหม่ขึ้นมา ซึ่งสามารถทำได้ผ่านเรื่องเล่า เมื่อเธอได้ค่อยๆเก็บชิ้นเล็ก ชิ้นน้อยของชีวิตของเธอเข้าหากัน นำมาผูกกัน เชื่อมโยงกัน ตัวตนของเธอก็เริ่มก่อเป็นรูปเป็นร่างอีกครั้งหนึ่ง

การสัมภาษณ์ผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นที่ OPD หรือในหอผู้ป่วยในก็ตาม กระบวนการเยียวยาได้เริ่มขึ้นตั้งแต่คนไข้ “ได้เล่า” ชีวิตของเขาให้เราฟังแล้ว เพราะเมื่อเจ็บป่วย ฐานกายทรุดโทรม ฐานใจก็ใช่ว่าจะดี ฐานความคิด ก็หม่นหมองมีปัญหาต้องแก้ไข การเล่าเรื่องเป็นการ “ตั้งหลัก” ใหม่ เล่าที่มา ที่ไป ความฝัน อุปสรรค การสัมภาษณ์ของเรานั้นตกลงเป็นไปเพียงเพื่อได้ “ข้อมูล” หรืออยากให้เกิด “การเยียวยา” ด้วย ก็ขึ้นกับการจัดการการสัมภาษณ์ของเราเอง

การเล่าเพื่อเสริมพลัง

เคยพูดถึงไปหลายครั้งแล้วในเรื่องเล่าเร้าพลัง และอภิชาต ศิษย์ และอื่นๆอีกมากมายใน gotoknow นับไม่ถ้วน

การเล่าเพื่อสะท้อน

บางครั้ง บทเรียนที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้อัตตาของเรากระทบกระเทือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรากำลังพบว่าตัวเราอาจจะไม่ได้ดีงามอย่างที่เราเคย เชื่อ แต่บทเรียนแบบนี้สำคัญอย่างยิ่งในการที่จะพัฒนาตนเองขึ้นไปจากที่เป็นอยู่ เพราะถ้าเราคิดว่าเราดีที่สุด ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรหย่อน ก็จะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เราพบว่าการใช่้เรื่องเล่ามาช่วย จะมีประโยชน์มาก เพราะบทเรียนจะเข้ามาแบบทะแยงๆ สะท้อนไปอ้อมๆ ไม่ได้มากระแทกโดยตรง การเล่าเพื่อสะท้อนที่ใช้กันเยอะ มาในรูปแบบการเรียนผ่านภาพยนต์

Author: phoenix
• Monday, August 16th, 2010

 

Go Toward The Light

Go toward the light เป็นอุปมาอุปมัยหรือ figurative speaking ของฝรั่งเวลาพรรณนาการเดินทางไปสู่วาระสุดท้าย เหมือนเดินอยู่ในอุโมงค์ที่สุดปลายมีแสงสว่างเจิดจ้า ด้วยสัณชาติญาณ เราก็จะเดินไปหาแสงสว่างโดยไม่รู้ตัว แล้วก็…ตาย อาจจะโดยคนที่มีประสบการณ์เฉียดตาย (near-dead experience) ที่เกือบๆจะตายแต่แล้วไม่ตาย ตื่นมาเล่าให้ฟังว่า “ตอนนั้น” เจออะไรบ้าง และ theme นี้ดูจะเป็นอะไรที่ได้ยิน ได้ฟังบ่อยที่สุด

ภาพยนต์เรื่องนี้สร้างมาตั้งแต่ปี 2005 จากหนังสือที่เขียนปี 1988 เป็นยุคที่ AIDS กำลังพุ่งเข้าปะทะการรับรู้ของประชาชนจังๆ (Philadelphia ที่ทอม แฮงค์เล่นนั่นปี 1997) บางอย่างที่แสดงในภาพยนต์จึงอาจจะดูแปลกๆ เพราะหนังสือเขียนมาก่อนหน้านั้นนับ 10+ ปี เช่น ทำไมการให้เลือดไม่ได้ตรวจอะไรก่อนหรอกหรือ ที่สงขลานครินทร์ต้องนับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกๆ ที่เรานำมาใช้สอน palliative care ไล่เรี่ยกับเรื่อง WIT นั่นเลยทีเดียว แต่เรานำมาใช้ค่อนข้างน้อย หนึ่งเพราะไม่มีฉบับ Thai subtitle (ซื้อมาจากอเมซอน) สองเพราะเรื่องนี้คนทำหน้าที่วิจารณ์ไม่ค่อยชอบเพราะมันบีบหัวใจหลายฉาก เศร้ากว่าเรื่อง WIT เยอะ ตอนหลังๆเลยมาเก็บเข้ากรุ ไม่ค่อยนำมาใช้แล้วเราก็มีเรื่องอื่นๆเข้ามาใช้พอสมควร

DVD

หนังสือ

Synopsis:

ครอบครัวเมดิสัน แคล์ (ลินดา แฮมิลตัน สาวเหล็กแห่ว Terminator) และเกร็ก (ริชาร์ด โธมัส จากหลายเรื่อง เช่น IT ของสตีเฟน คิง) กับลูกชายเบน นึกว่าชีวิตของพวกเขากำลัง settle ลงตัวดีแล้วกับโรคประจำตัวของเบน คือ ฮีโมฟีเลีย (โรคเลือดออกแล้วหยุดยาก เพราะขาดสารที่ทำให้เลือดแข็งตัวแต่กำเนิด พอเลือดออกที จะออกเยอะมากกว่าคนธรรมดาและต้องรักษาโดยการให้พลาสมาพิเศษ หรือเลือด ถ้าจำเป็น) ตั้งแต่เด็กๆที่ค้นพบว่าเบนมีโรคนี้ ชีวิตเบนก็ต้องปรับตัว การกระแทกเล็กๆน้อยๆอาจจะหมายถึงภาวะเร่งด่วนต้องไปโรงพยาบาลเพื่อให้เลือด ให้ยา ในการดำรงชีวิตปกติและกับเหตุการณ์ “ฉุกเฉิน” ที่เกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไรก็ได้แบบนี้ ทำให้แคล์ และเกร็ก กลายเป็นพ่อแม่ผู้เชี่ยวชาญการปฐมพยาบาล การเยียวยา และ รพ.ไม่ใช่สถานที่แปลกหน้า แปลกใหม่ แต่อย่างได้ ทั้งครอบครัวสามารถเดินทางไปตากอากาศ ไปเที่ยว ทำกิจกรรมต่างๆได้เกือบเหมือนปกติ

จนวัน หนึ่งที่เบนมีอาการท้องเสียติดต่อกันหลายต่อหลายวัน เป็นเจ็บไข้ได้ป่วยอีก episode พอรำคาญสำหรับแคล และเกร็ก แต่เมื่อหมอนัดแคล และเกร็กมาพูดเรื่องของเบน สีหน้าของหมอทั้งทีมก็บ่งชี้ถึงอะไรบางอย่างที่มากกว่าที่คิด นั่นคือเบนติดเชื้อ HIV (Human Immunu-deficiency Virus) และเป็น AIDs (Acquired Immunodeficiency Syndrome) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำลายภูมิคุ้มกันของคนไข้ลงไปหมด ตัวโรคเองไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อภูมิคุ้มกันเสีย คนไข้เองจะสามารถติดเชื้ออะไรต่อมิอะไร ตั้งแต่เชื้อรา ปาราสิต และเนื้องอก มะเร็งบางชนิดที่จะทำให้คนไข้เสียชีวิตในที่สุด ในยุคนั้น (1988) การเป็นเอดส์ขั้นมีอาการเยอะๆ เหมือนการวินิจฉัยพิพากษาเลยทีเดียว ต่างกับยุคนี้ที่มียาอะไรมากมายในการรักษาประคับประคองอาการ

มรสุม ใหม่นี้ฉีกกระชากหัวใจพ่อและแม่อย่างแคล์และเกร๊กเป็นชิ้นๆ คำถาม Why me? Why us? Why my son? ดูเหมือนจะท้าทายศรัทธา ความเชื่อ สิ่งยึดมั่นของคนเราได้อย่างทารุณ

อีกครั้งที่ภาพยนต์ใช้ theme family ดึงเอาครอบครัวมาแจกแจงปฏิสัมพันธ์ และกลไกการ coping (ผจญทุกข์) ของแต่ละคนได้อย่างน่าชม แต่ละคนก็มีวิธีของแต่ละคน เมื่อชีวิตเปราะบางของเด็ก ถูกทำให้เปราะบางลงไปอีก ทำให้เกิดคำถามสำคัญๆขึ้นมาในชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภาพยนต์เรื่องนี้ยังแสดงอิทธิพลของ “อาสาสมัคร” มาได้อย่างสวยงามที่สุดเรื่องหนึ่งทีเดียว เท่าที่เคยพบมา ผมได้ประโยคเด็ดๆจากเรื่องนี้มาใช้ในการอบรมอาสาสมัครข้างเตียงเป็นอมตะวาจา เลยก็ว่าได้ นั่นคือ “อาสา สมัครไม่เพียงจะบรรเทาภาระของพ่อแม่และสมาชิกครอบครัว ให้มีช่วงพักจากความทุกข์ประจำวันเท่านั้น แต่จากการที่อาสาสมัครมีแต่กำลังใจ ยังไม่มีความรู้สึกพรากจากโดยตรงกับคนไข้ พลังที่อาสาสมัครนำมานั้นอบอุ่น เปี่ยมความรักและความสุขมามอบแก่ครอบครัวได้อีกด้วย

ผมดู เรื่องนี้มาเป็นสิบครั้ง ต่างกรรม ต่างวาระ สารภาพอย่างไม่ละอายว่าน้ำตาไหลทุกครั้ง ไม่เคย fail และไม่คิดว่าจะเป็นอย่างอื่นไปได้ ไม่น้อยกว่าสามฉาก อยากให้คนอื่นๆลองดูว่าจะมีกี่ฉาก ฮึ ฮึ ไม่บอกด้วยว่าฉากไหน

การพรากจากไปของเด็กที่อายุน้อยขนาดนั้น เราจะเตรียมตัวอย่างไร เราจะได้เรียนอะไรบ้าง เวลาที่มี เราจะทำให้ “มีค่า” ได้อย่างไร นอกเหนือจากจมอยู่ในความทุกข์ ณ ขณะนั้น เรามีแค่เรา มนุษย์ และเพื่อนๆมนุษย์ เป็นเวลาทีี่เราต้อง share strength พลังที่จะทำให้เราอยู่ต่อไป ไม่นับว่าจากเรื่องนี้ เรากำลังจะ “กลายเป็นคนแบบไหน และมองเห็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์เช่นไร” เป็นโจทย์ที่สวยงาม ทรงพลัง และมีความหมายมากๆ

ที่ชอบมากๆคือการแสดง “ความเข้มแข็ง” ในรูปแบบต่างๆ ของแคล์ ของเกร็ก ของคุณตาคุณยาย ครอบครัว ฯลฯ ทุกคนนำเอา “ต้นทุนชีวิต” ของตนเองมาช่วยเหลือตนเองให้พ้นจากห้วงทุกข์ และยังเผื่อแผ่ให้คนอื่นๆให้ผ่านพ้นมรสุมนีไปให้ตลอดรอดฝั่ง ฉากการอธิบายเรื่องความตาย ฉากที่พ่อเปิดใจกับลูก ฉากที่งานฝีมือของคุณปู่มอบเป็นของขวัญสุดฝีมือช้ินสุดท้าย ถ้าใครดูแล้วไม่รู้สึกอะไร สมควรลาออกจากความเป็นมนุษย์ไปได้ ฮึ ฮึ

Author: phoenix
• Saturday, August 14th, 2010

 

My Sister’s Keeper

เมื่อมีเวลา และรู้สึกว่ามีพื้นที่อารมณ์เกิดขึ้น ผมชอบไปค้นภาพยนต์ DVD ที่สะสมไว้มาดู มีหลายเรื่องที่ซื้อมาแต่ยังไม่ได้ดู (แค่ตั้งใจว่าจะ…) เรื่องนี้คือ My Sister’s Keeper ซื้อมาเพราะได้รับทราบว่าสามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอน palliative care ได้ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น ยิ่งต้องหาเวลาที่ “เหมาะสม” ในการชม เพราะจะต้องถอดอะไรๆ (หมายถึงเนื้อหาครับ) ออกมาพร้อมๆกันไปกับการชมด้วย ใครๆก็คงจะทราบว่าการชมภาพยนต์ครั้งแรกนั้นสำคัญที่สุด เราทำได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ไม่มีทางเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง และ first impression นี้ที่เราอาจจะคาดว่าส่งผลกับคนอื่นๆได้เหมือนกัน แม้ว่าจะไม่การันตี แต่การชมครั้งแรกถ้าเราเตรียมตัว เตรียมใจให้ดี ก็มักจะดี

Synopsis

ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมชื่อเดียวกัน ประพันธ์โดย โจดี พิคูลท์ (Jodi Picoult) ซึ่งผมยังไม่ได้อ่าน แต่จาก review โดยหลายๆคน คิดว่านอกจาก main plot เหมือนกันแล้ว อย่างอื่นๆต่างกันเยอะพอประมาณ รวมทั้งตอนจบ ซึ่งทำให้บรรดาแฟนๆพันธุ์แท้ของพิคูลท์บางท่านโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเอาที เดียวเมื่อได้มาชมภาคภาพยนต์ (ผมคิดว่าแฟนพันธุ์แท้พวกนี้บางทีก็เกินเลยไป และมีความคาดหวังที่ไม่สมจริง เพราะศิลป์ทางภาพยนต์และทางหนังสือนั้นสื่อกับคนรับคนละ channel ที่ต่างกันเยอะพอประมาณ อะไรจะไปคาดหวังแบบนั้นให้มันโมโหโกรธาไปทำไมหนอ)

ซา รา (คาเมรอน ดิแอซ) อดีตนักกฏหมายว่าความจำเป็นต้องผันตัวเองมาเป็นแม่เต็มตัว 24/7/12 คือตลอดวัน ตลอดเดือน ตลอดปี อย่างฉับพลันทันทีเมื่อวันหนึ่ง ลูกสาวคนรอง เคธ (โซเฟีย วาสซิลลีวา) ตื่นสาย พอเธอเข้าไปดู พลิกตัว ก็เห็นรอยจ้ำเลือดปรากฏเป็นปื้นใหญ่อยู่กลางหลังของเคธ และอีกไม่นานเธอและสามีนักผจญเพลิงไบรอัน (เจสัน แพทริก) และลูกชายคนโตเจสสี (อีวาน เอลลิงสัน) ก็ต้องรับรู้ข่าวร้ายที่สุดว่าเคธเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (acute promyelocytic leukemia)  ซาราลาออกจากการเป็นทนายความ อุทิศเวลาทั้งหมดให้แก่เคธ ซึ่งตลอดช่วงการรักษา เต็มไปด้วยสภาวะการณ์ต่างๆเช่น ภูมิคุ้มกันตก ติดเชื้อง่าย เลือดออกง่าย แม้ว่าจะมีญาติพี่น้องที่สนิทสนมกันมาช่วยเต็มที่ แต่ชีวิตของทั้งครอบครัวฟิตเจอราลด์ก็เสมือนกันเวียนว่ายอยู่รอบศูนย์กลาง คือชีวิตของเคธเพียงผู้เดียว

หลังจากที่ อาการของเคธ ทรง  ทรุด ทรง ทรุด และซาราได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่อวัยวะต่างๆของเคธจะประสบ ปัญหาทีละอย่างสองอย่าง ซาราก็ได้รับข้อเสนอจากหมอถึงการมีลูกอีกคน ที่มีการ engineer สารพันธุกรรมแบบที่ว่าจะสามารถเข้ากับเคธได้ร้อยเปอร์เซนต์ เมื่อจำเป็นเคธก็จะสามารถรับเอาอวัยวะของน้องสาวมาใช้ในยามฉุกเฉินได้ ในที่สุดเคธ (และไบรอัน) ก็มีลูกสาวคนสุดท้องคือแอนนา (อบิเกล เบรสลิน) เพื่อเหตุผลนี้โดนเฉพาะ

แอนนาได้มีส่วน ช่วยเคธมากมายหลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่เธอยังอายุไม่กี่เดือนกี่ปี ถ่ายเลือด ถ่ายเม็ดเลือดขาว ถ่ายไขกระดูก จนอายุ 11 ปี (ในหนังสือแอนนาอายุ 13 ปี) อยู่มาวันหนึ่ง แอนนาก็เดินเข้าไปหาแคมเบล (อเลค บอลวิน) ทนายความชื่อเสียงโด่งดัง (success rate 91% ตามโฆษณา) เพื่อขอให้เป็นตัวแทนฟ้องร้องพ่อแม่ของเธอ ขอเรียกร้องสิทธิในการครองครองและตัดสินเพื่อร่างกายของเธอ ไม่ยอมที่จะให้พ่อแม่เป็นคนตัดสินแทนว่าจะให้/ไม่ให้อวัยวะของเธอกับใคร เมื่อไรอีกต่อไป

ภาพยนต์เรื่องนี้มี plot และ subplots หนามาก และอาจจะทำให้ “ความลึก” ของบางประเด็นหายไป (และทำให้แฟนหนังสือรู้สึกไม่ดื่มดำ่เท่า) แต่ผมคิดว่า ถ้าผู้ชมลองไม่ชมแบบห่างๆ แต่ชมแบบ sympathy กระโดดเข้าไปในตัวแสดงแต่ละตัว ในแต่ละฉาก และลองพยายาม “รู้สึก” ว่าน่าจะเป็นยังไง จะสนุกอย่างบอกไม่ถูก (บางคนที่ใจอ่อน อาจจะเลิกดูไปก่อน หรือดูอย่างแกนๆ อย่างจะจับผิด หรืออย่าง “ปิดอารมณ์” ซึ่งถ้าจะทำเช่นนั้น แนะนำว่าอย่าไปดูมันเลยเรื่องนี้ หยิบสตาร์วอร์มาดูดีกว่า)

ฟังเผินๆ ดูเหมือนแอนนาจะ “ร้ายกาจ” แต่ปรากฏว่าแอนนาสนิทกับพี่สาว เคธ อย่างมาก และไม่เคยมีการโกรธ การเกลียดอะไรเลย แอนนาจะเป็นเด็กที่ “ลุ่มลึก” (อย่างไม่มีเหตุผล) แต่ถ้าเราจินตนาการตามเนื้อเรื่อง เราก็จะพบว่าแอนนาถูกเลี้ยงดูมาเพื่อเป็น “คลังอวัยวะสำรอง” จริงๆ คือ ดูแลเหมือนไข่ในหิน จะมีแฟน เป็นเชียร์ลีดเดอร์ เป็น ฯลฯ ตามอำเภอใจนั้นไม่มี ไม่ได้ เพราะ first priority ที่ว่า “เธอเกิดมาทำไม” นั้น ถูกทำให้ clear ชัดเจนภายในครอบครัวมาแต่ไหนแต่ไร

ซาราเป็นแม่ที่ “ไม่มีวันยอมแพ้” นั่นคือ character ของเธอ ดูเหมือนภาพยนต์จะ “ใส่ไข่” ให้เธอมากเกินรสนิยมผมไปนิดหน่อย แต่ก็พอกล้อมแกล้ม อดีต lawyer ที่ไม่เคยแพ้ใคร เอาชนะทุกอย่างได้ถ้ามี will จนลืมไปว่าเธอกำลังเอาชนะอะไร (Death) โดยเอาใครเป็นเดิมพัน (เคธ และ แอนนา และครอบครัวของเธอ)

ไบรอันเป็นตำรวจดับเพลิง (ทำให้คุ้นเคยกับการพรากจาก?? รึเปล่า คิดเอาเอง) มีความอ่อนโยนแฝงอยู่ (เป็นเหตุผลที่เลือกเจสัน แพรทริก หนุ่มตาหวานจากเรื่อง Lost Boys) ซึ่งอาจจะอ่อนไปนิดกับการเป็นช้างเท้าหลัง มา rescue เนื้อเรื่องนิดหน่อยตอนปลาย

เจสสี ที่ในหนังสือให้บทเยอะกว่า เล่นเป็นลูกชายคนโตที่มีปัญหา dyslexia (ปัญหาการใช้ภาษา การพูด) แต่ปัญหาของเขาดูจิ๊บจ๊อยมากจนไม่มีใครมีเวลาจะสนใจ (ฉากที่เขาหายออกจากบ้าน กลับบ้านไม่ถูก กว่าจะกลับมาก็นานมากจนไม่แน่ใจว่าจะโดนดุหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีใครทราบด้วยซ้ำไปว่าเขาหายไป!! ก็ได้อารมณ์เนียนลึกๆดีเหมือนกัน)

แต่ตัวเอกสองคนคือเคธและแอนนา

วัยรุ่นที่กำลังจะตาย คิดอะไรอยู่? อยากจะได้อะไร? อะไรคือ “คุณภาพชีวิต”?

child palliative care เป็นสาขาเฉพาะทางเพราะความ “ยาก” ของมัน ไม่ว่าจะเป็นเพราะมันเป็น untimely dead คือ ไม่เหมาะไม่ควร ส่งผลให้เกิดอารมณ์มาก (กว่าที่ผู้ใหญ่อายุใกล้ร้อยปีจะตาย) และพวกเราที่เป็นคนดูแลก็เผอิญ “เลยวัย” และดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจเขา/เธอเสียแล้ว (ซึ่งก็น่าแปลกดี เพราะเราก็เคยเป็นวัยรุ่นมาก่อน) มุมมองของเราดูจะแตกต่างไปจากวัยรุ่นเกือบตลอดเวลา อารมณ์ตอบสนองของวัยรุ่นดูจะเป็นอะไรที่ “ยาก” แก่การคาดเดา

ชมคนแต่งหน้าเคธที่ทำให้เห็น “การเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์” ของเคธได้สมจริง (ไม่เหมือนภาพยนต์ไทย ที่เมื่อผู้แสดงเป็น “โรคนางเอก (ALL)” ก็ยังสวยเช้งวับอยู่) ผู้ชมสามารถที่จะ empathy ลึกๆได้ตลอดเวลาโดยไม่เปลือง script บทพูดแม้แต่แอะเดียว ภาพลักษณ์ของวัยรุ่นสำคัญขนาดไหน? เราเคยใส่ใจอะไรกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหนในการดูแลผู้ป่วยในวัยนี้? นอกเหนือจากเรื่อง biomedical แล้ว? เราควรจะทำอย่างไรเมื่อวัยรุ่นระเบิดอารมณ์ออกมา (ไม่ว่าเธอกำลังใกล้จะตายหรือไม่) ที่่น่าสนใจคือ ถ้าคำตอบเราคือ “เหมือนๆเดิม” นั่นก็แสดงว่าเรามีทัศนคติอย่างไรกับอารมณ์วัยรุ่นได้ดีพอสมควร

มีฉากที่เคธกับแอนนาสร้างมุขตลกจากการเป็นมะเร็ง (Are you cancer? No, I am Capricorn!! “เธอเป็นมะเร็งเหรอ…” “เปล่า! ฉันราศีมกรจ้ะ…” ใช้มุขเล่นคำ เพราะ cancer อาจจะแปลว่ามะเร็งก็ได้ หรือราศีกรกฏก็ได้) ก็น่าคิด เมื่อเราได้ยินคนไข้พูดเล่นตลกเรื่องมะเร็ง เราควรจะ react อย่างไร? ขำตาม หรือตกใจ หรืออย่างไหนหนังเรื่องนี้ที่ซาราบอกว่า This is not funny?

ตามธรรมเนียมของหาภาพยนต์แบบนี้ ที่จะมี narrative เป็นพักๆ แสดงความคิด ความรู้สึกของตัวละคร ที่ไม่ได้พูดออกมาดังๆ ก็ทำได้ดีพอสมควร นุ่มนวลกว่าที่จะออกมาเป็น visual ซึ่งอาจจะแรงไปสำหรับผู้ชม เรื่องนี้ที่น่าสนใจก็คือ น้ำหนักของครอบครัวที่มีต่อเรื่องราวทั้งหมดที่ค่อนข้างเยอะ และการใส่ subplots มาก ที่ทำให้เกิดความเหมือนจริงมากขึ้น (ในหนังสือจะมากกว่านี้เยอะ… ประเด็นนี้ที่ทำให้ผมไม่ค่อยชอบ Tuesday with Morrie มัน “เร็ว” ไปนิด ลวกๆไปหน่อย) แต่บางทีก็ overdo ไป เช่นอธิบายแม้กระทั่งทำไมแคมเบลถึงได้มายอมว่าความให้เด็ก 11 ชวบ (ผมคิดเอาเองว่าฝรั่งคิดว่าทุกอย่างมีเหตุผล คนเราจะไม่ทำอะไรออกมาโดย “ไม่มีเหตุผล” หรือแค่ “มันควรจะทำ” เท่านั้นกระมัง??)

มีมากมายหลายฉาก หลายคำพูด หลายการตัดสินใจที่สามารถทำมาเป็น theme discussion และสะท้อนกันในกลุ่มนักเรียนแพทย์ หรือทำเป็นฉากสมมติของ group therapy ที่ไหนๆที่คิดว่าอาจจะได้ประโยชน์ ผมจะไปซื้อหนังสือมาอ่าน และอาจจะนำมาเปรียบเทียบทีหลังถ้ามีอะไรเพิ่มเติม

NB: ภาพยนต์เรื่องนี้ซ่อน twist (หักมุม) ไว้พอสมควร ซึ่งผมไม่ได้นำมาพูด ณ ที่นี้ จะได้ไม่ spoil หนังเกินไป กระนั้นแฟนหนังสือก็บอกอีกว่า twist ในหนังมันเป็น minor twist หรือ​ “หักมุมเล็ก” ในหนังสือมีหักมุมใหญ่ที่น่าสนกว่านี้อีก!! (ยิ่งทำให้เราอยากอ่านมากขึ้นนะนี่!)

Author: phoenix
• Monday, April 05th, 2010

Salutogenesis สุขภาวะกำเนิด

ในการเรียนการสอน palliative care เราอาจจะใช้หลักกระบวนทัศน์ใหม่ที่องค์กรอนามัยโลกกำลังรณรงค์อยู่ ณ ขณะนี้ คือ People-centred healthcare (PCH) ซึ่งประเด็นสำคัญที่แตกต่่างไปจากกระบวนทัศน์เดิมก็คือในเรื่อง "ที่มาและทรัพยากรแห่งสุขภาวะ" นั้น จะถูกนำเข้ามาบูรณาการกับวิทยาความรู้ทางการแพทย์ จากแต่เดิมที่เราใช้แต่ pathogenesis หรือพยาธิกำเนิดเป็นตัวผลักดันงานวิจัย หรือกิจกรรมต่างๆ เราเขยิบขึ้นไปมองหาที่ "ต้นทุนชีวิต" ว่าแต่ละคนนั้น มีต้นทุนที่ว่านี้ในมิติต่างๆแค่ไหน เพียงไร เพื่อที่จะนำมาประกอบการตัดสินใจในการดูแลอย่างครบถ้วน

เมื่อปีที่แล้วผมอ่านหนังสือเรื่อง Medicine and Compassion เขียนโดยหมอลอว์น แก quote งานวิจัยชิ้นหนึ่งทำโดย Pearson (เพียร์สัน) ที่เป็นเจ้าพ่อชีวิสถิติสมัยนานมาแล้ว เราท่านที่คุ้นเคยวิชาสถิติสาธารณสุข ก็อาจจะเคยเห็น Pearson’s Curve ที่เป็นรูปกราฟเชิงสถิติมาแล้ว งานนี้เพียร์สันเดินดุ่มๆไปจดบันทึกข้อมูลมาจากป้ายหลุมฝังศพของชาวบ้าน แกทำถึง 3 ประเทศ คืออังกฤษ เนเธอแลนด์ และเยอรมันนี รายงานออกมาน่าสนใจว่า จากที่ค้นพบ ถ้าเมื่อไรที่คู่สามีภรรยา มีคนใดคนหนึ่งเสียชีวิตไป คนที่เหลืออยู่นั้นปรากฏว่าจะตายตามไปในภายในหนึ่งปีอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ นั่นคือพบการตายในกลุ่มนี้มากกว่ากลุ่มความสัมพันธ์อื่นๆนั่นเอง

ทีนี้นั่นคือ "ปรากฏการณ์" พอจะมาถึงขั้นอธิบาย ก็เริ่มยากขึ้น เพราะโรคที่เป็นสาเหตุการตายของทั้งคู่ก็ไม่น่าจะเกี่ยวอะไร การตายก็เกิดห่างๆ ประมาณปีนึง ไม่ได้เป็นติดต่อหรืออะไรแบบนั้น สมมติฐานที่พอจะ "เข้าท่า" ก็ดูเหมือนว่า "การมีชีวิตอยู่ของคนเรานั้น เราอาจจะกำลังขอหยิบยืมพลังชีวิตจากคนรอบๆข้างมาหล่อเลี้ยงอยู่โดยไม่รู้ตัว และจับพลัดจับผลู ถ้าคนที่เราหยิบยืมหลักๆเรามีอยู่น้อยมาก คือมีแค่คนเดียว พอหมดคนๆนั้นๆไป เราก็ตั้งหลักไม่อยู่ หาของหยิบยืมใหม่ไม่ทัน เราก็เลยตายตามไปซะงั้น" ภาษาไทยง่ายๆของเราก็เรียก "ตรอมใจตาย" แต่ในตำราฝรั่ง สาเหตุการตายแบบนี้ไม่มี

มองย้อนกลับไป "สมมติ" ว่าการอธิบายเรื่องพลังชีวิตจากรอบข้างเป็นความจริง เราจะเห็นได้จาก profile การใช้ชีิวิตของชาวตะวันตกนั้น ไม่ค่อยจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ เด็กวัยรุ่นถ้าอายุเกิน 15 ปี ยังมะงุมมะงาหราอาศัยอยู่กับพ่อแม่ดูจะเป็นเรื่องแปลก เรื่องน่าดูถูกดูแคลน จึงพากันออกจากบ้าน แยกหาที่อยู่เป็นอิสระ จนไม่เป็นเรื่องน่าแปลกใจถ้าพ่อแม่ฝรั่งพอแก่ๆลง บางทีก็ยอมทิ้่งบ้านเก่าไปอยู่ nursing home เพราะมันเหงา อยู่บ้านใหญ่แต่เดิมก็ไม่มีใครเป็นเพื่อน ไม่มีคนดูแล สู้อยู่ nursing home ยังมีสังฆะ มีเพื่อนบ้าน เพราะยังงี้ "คนใกล้ชิด" หรือเพื่อนตาย ก็มีกันน้อยอยู่แค่สองคนตากับยาย พอใครคนใดคนหนึ่งตายไป ที่เหลือก็ดูชีวิตมันหมดความหมายลงทันที

ทีนี้มีการศึกษาภายหลังที่น่าสนใจ ที่อาจจะนำมาสอดคล้องกับสมมติฐานที่ว่านี้ (เพราะการออกแบบยืนยันสมมติฐานที่ว่าคงจะยากมาก หรือเป็นไปไม่ได้ที่จะทำ prospective randomized-controlled trial มาพิสูจน์ได้) ก็คือมีการศึกษาเชิงพรรณนาที่คล้ายๆกัน พบว่าเมื่อมี major loss อาทิ การสูญเสียชีวิตของคนสำคัญในครอบครัวไป ได้แก่ สามี ภรรยา หรือลูก ปรากฏว่าคนใกล้ชิดมากๆที่เหลืออยู่จะมี life expentancy หรือช่วงชีวิตลดหดสั้นลงกว่าเกณฑ์เฉลี่ย แล้วก็มีการนำมาเปรียบเทียบกับการดูแลคนไข้กลุ่มหนึ่งทาง palliative care ที่ไม่เพียงเฉพาะจะดูแลคนไข้เท่านั้น แต่จะดูแลผู้ดูแลคนไข้ (เรียกว่า primary care-giver) ด้วย ในประเด็นที่เรียกว่า Grief and Bereavement Care (ผมเคยเขียนบทความเรื่องนี้ไว้ใน series นิราศซิดนีย์ ตอนไปดูงาน palliative care ที่นั่น) เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถกลับสู่สภาวะใกล้ปกติเดิม ใช้ชีวิตต่อไปในสังคมได้หลังการสูญเสีย ก็ปรากฏว่าในการติดตามกลุ่มนี้ไป life expectancy ที่เคยสั้น ก็กลับมายืดยาวได้อีกครั้งหนึ่งจากการมี intervention แบบที่ว่านี้

แต่ workshop ที่ว่าด้วย salutogenesis เราไม่ได้เข้าไปถึงเรื่อง grief and bereavement care ตรงๆ เรากลับมา "สืบค้น" ดูว่า แท้ที่จริงแล้ว "ต้นทุน" ของตัวเราเองพอจะมีอยู่ที่ไหนบ้าง ที่ทำให้เรามีความสุข หรือมีสุขภาวะที่ดี

more…

Author: phoenix
• Monday, April 05th, 2010

 

 

ดาวมหา’ลัย

ใน Workshop ระยะหลัง เราเริ่มนำเอาเทคโนโลยีเล็กๆน้อยๆมาเพิ่ม จากแต่เดิมที่จะไม่เน้นเครื่องมือ electronics ใดๆ (ยกเว้น iPod ไว้เปิดเพลง) ก็เริ่มมีฉาย clips บ้าง เปิดเพลงบ้าง คราวนี้เราเปิดเพลง "ดาวมหา’ลัย" ให้ บรรดาอาจารย์แพทย์ฟัง แล้วปล่อยให้ท่านทั้งหลายคุยกันเอง

ใคร ไม่เคยได้ยินเพลงนี้ ก็จะเป็นเพลงลูกทุ่ง พูดไทยอีสานกันทั้งเพลง เนื้อหาเกี่ยวกับ "น้องดาว" ซึ่งเป็นลูกที่อยู่ที่บ้านนอก ได้เข้าไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ พอกลับมาเยี่ยมแม่ที่บ้าน น้องดาวก็ "ออกอาการ" ไม่คุ้น ไม่เคย ปรับตัวไม่ได้กับสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ก็บ่นออกมาอย่างนั้นอย่างนี้ แม่ก็รำคาญโต้ตอบกับน้องดาว

เนื้อ เพลงและท่วงทำนองออกสนุกสนานแบบลูกทุ่งอีสานขนานแท้ ขนาดฟังดูเหมือนทะเลาะกัน แต่ก็ใช้สำบัดสำนวนประชดประชันเสียดสีได้คันๆมันๆขบขัน ฟังแบบเพลินๆก็ได้ ฟังแบบลึกๆก็น่าสนใจดี

อภิปราย

พอเราเปิดการสนทนาพูดคุยกัน เรื่องที่ธรรมดา ก็กลายเป็นไม่ธรรมดาไปอย่างรวดเร็ว (ทำกับอาจารย์แพทย์ซะอย่าง จะให้ธรรมดาได้อย่างไร ฮึ ฮึ)

เริ่มต้นก็มีคนว่าด้วยตามเนื้อหาสาระตรงๆของเพลงก็คือ เด็กสมัยนี้ พอได้มาเห็นสีสันเมืองหลวง ก็ลืมกำพืด ลืมรากเหง้าที่มาของตนเอง เคยขี่ควาย คุ้ยแมงกุดจี่ในขี้ควายมากิน ก็กลายเป็นคลื่นเหียนเวียนหัวจะอ้วกแตกอ้วกแตนทนไม่ได้ซะแล้ว ต้องเดิน shopping ที่ CenterPoint สยามปารากอน ทนซื้อเสื้อยืดตัวละ 99 บาท 199 บาทไม่ได้แล้ว ไม่สมศักดิ์ศรีดาวมหา’ลัย ดูสิ แม่ส่งไปเรียน กลับกลายเป็นเทวดาไปเสียฉิบ

more…

Author: phoenix
• Thursday, April 01st, 2010

MS-PCARE

MS-PCARE Medical School Palliative Care Network ได้ก่อตั้งรวมตัวกันมาสองสามปีแล้ว แอบๆแฝงในโครงการมหาวิทยาลัยแพทย์สร้างเสริมสุขภาพ (Health Promoting Medical Schools) สนับสนุนโดย สสส. และ กสพท. (กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย Medical Consortium of Thailand) คือใครจะเรียกอะไรก็ช่างเถิด เราขอไปร่วมด้วยคน ซึ่งก็ไม่ได้ผิดวัตถุประสงค์อะไรของใครแต่อย่างใด เพราะที่สุดแล้ว concept ของ palliative care นั้น จะตรงกับการ empower การสร้างเสริมพลังของคนไข้และครอบครัวชุมชนอย่างมาก บูรณาการได้อย่างไร้ตะเข็บ (seamless integration)

การทำงานกลุ่มนี้ดำเนินมาถึงระยะที่สี่แล้ว (ด้วยความบังเอิญ Phase 4 ฟังดูคล้ายๆระยะสี่ หรือ terminal phase ของมะเร็ง!!) ภายในระยะเวลา 36 เดือน เราคาดหวังหลายอย่างเหมือนกัน (สำหรับกลุ่มที่เน้นความหวัง แต่ไม่ได้เน้นความคาดหวัง!!) ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดก็คือร่างหลักสูตรที่จะบูรณาการการเรียนการสอน palliative care เข้ากับหลักสูตรแม่บท ที่แต่ละสถาบันจะนำไปดัดแปลงเข้ากับของตนเอง และที่น่าตื่นเต้นคือกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้่ประสบการณ์การจัดการเรียน การสอนของแต่ละสถาบัน ที่จะทำเป็น workshop สัญจรไปทุกๆพื้นที่ เพราะเชื่อว่าวิธีการสอนการเรียน และ materials ที่ใช้ก็จะแตกต่่างกันไป เราจะนำมา pool เป็นของส่วนกลางเพื่อที่ทุกคนจากโรงเรียนแพทย์ 18 สถาบันจะได้ลองนำเอาของแต่ละที่ไปใช้ดู

กิจกรรมในโครงการนี้ นอกเหนือจากการเชิญทีมผู้เชียวชาญ palliative care มาจาก Asia-Pacific Hospice and Palliative care Network (APHN) มาช่วยสอนพื้นฐาน เนื้อหา contents ของ palliative care แล้ว เรายังมีกระบวนการวิจัยหาความต้องการของประเทศไทยในด้าน palliative care และสถานการณ์ปัจจุบันของการเรียนการสอน palliative care ทั่วประเทศว่าอยู่ที่ไหนบ้าง แค่ไหนบ้าง ในขณะเดียวกัน ก็มีโครงการเสริมสร้างทักษะ เจตนคติ และความรู้่ด้านการเรียนรู้และพฤติกรรมการเรียนรู้ เรียกว่า "จิตตปัญญาเวชศึกษา" ที่พึ่งจัดไปครั้งแรกปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

จิตตปัญญาเวชศึกษา

เป็น Workshop 3 คืนสามวันครึ่ง เราไปจัดกันที่ Royal Gem’s Lodge Golf and Spa Resort พุทธมณฑล ใกล้ๆ ม.มหิดล ศาลายา เราเชิญผู้เข้าร่วมจากทุกๆโรงเรียนแพทย์ในประเทศไทยและทุกๆ รพ.สมทบที่ทำหน้าที่สอน palliative care มาได้เจอะเจอหน้าตากัน ก่อนที่จะร่วมหัวจมท้ายสร้างหลักสูตรที่ไม่เคยมีมาก่อนให้เกิดขึ้นและคงอยู่ อย่างถาวรตลอดไปในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (พ.บ.) ใช้กระบวนการสุนทรียสนทนาประกอบกับทฤษฎีการเรียนรู้และพฤติกรรมศาสตร์อื่นๆ มาประกอบกัน

กระบวนกรหลัก พี่วิธาน ฐานะวุฑฒ์ คุยกับพี่เจ๊ก

more…

Author: phoenix
• Tuesday, March 30th, 2010

หยั่งรากหัวใจมนุษย์ ผลิใบหัวใจแพทย์

งาน HA Forum ครั้งนี้ พี่ต้อยดวงสมรและอาจารย์อนุวัฒน์ถามผมว่าพอจะพานักศึกษาแพทย์ ม.อ.มาแลกเปลี่ยนเล่าเรื่องในงานนี้ได้ไหม ผมก็ตอบไปในทันทีว่าได้ และขอเรียนเชิญอาจารย์สองท่านของ ม.อ.ที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงมานับสิบปีแล้วคุมเด็ก (น่าจะเรียกว่าพี่เลี้ยงมากกว่าเนอะ) มาเองเลย คือ ผศ.นพ.อานนท์ วิทยานนท์ หัวหน้าภาควิชาจิตเวช และ รศ.พญ.จารุรินทร์ ปิตานุพงศ์ รอง หน.ภาคและผู้ช่วยคณบดีกิจการนักศึกษา ทั้งสองคนเป็นผู้ริเริ่มโครงการเพื่อนวันอาทิตย์ของคณะแพทย์ ม.อ. และรณรงค์เรื่องการสัมภาษณ์แบบ narrative รวมทั้งการดูแลคนไข้ด้านความรู้สึก การรับรู้

ผมนำข่าวดีไปเรียนอาจารย์ทั้งสองท่านว่างานนี้ นักศึกษาแพทย์เราจะได้เป็นวิทยากร (น่าจะเป็นวิทยากรที่อายุน้อยที่สุดในงาน) แต่จะว่าไป จะเรียนวิทยากรก็ไม่ตรงทีเดียว น่าจะเป็น "ชีวาจกร" คือ "คนเล่าเรื่องชีวิตและประสบการณ์" เฉยๆมากกว่า อาจารย์จารุรินทร์ (ลิลลี่) ก็ได้คัดเลือกเด็กมาอย่างรวดเร็ว เพราะมีคนใน stock ที่ดูแลอยู่แล้วจำนวนมาก ไม่ยากที่จะคัด ยากตรงเอาแค่สองสามคนตามเวลาที่กำหนดให้มากกว่า

ไหนๆเชิญกูรูมาทั้งที ผมเลยแถมโจทย์ให้ทีมนี้ว่า "ขอให้ เป็นเรื่องเล่าที่แสดงความสัมพันธ์ของการใช้การรับรู้เรื่องหัวใจ ความรู้สึกของคนไข้และญาติ มาบูรณาการกับการเป็นแพทย์ ทั้งในด้านการทำงานและการสร้างความภาคภูมิใจ ความสุขในการทำงาน" แค่นั้นยังไม่พอ ผมยังขอให้แสดงถึง​ "กระบวนการ และวิธีการ" พอสังเขปว่าเราทำอย่างไร เพราะอะไร และได้ผลเช่นไรด้วย

แล้วผมก็ตั้งชื่อ session ไปเลย (ตั้งแต่ยังไม่คุยกับเจ้าตัว) บอกแม่ต้อยว่างานนี้ขอใช้ชื่อ "หยั่งรากหัวใจมนุษย์ ผลิใบหัวใจแพทย์"

more…

Author: phoenix
• Tuesday, February 02nd, 2010

เมื่อผู้ให้บริการ กลายเป็นผู้รับบริการ

COPING of PERSONNEL: AFTER DIAGNOSIS

ตอนที่แล้วว่าด้วยการ coping ในช่วงระยะวินิจฉัย ตอนนี้จะเป็นตอนต่อ

ก่อนจะไปถึงช่วงต่อไป ทิ้งท้ายในเรื่องการจัดแจงกับข่าว วิทยากรเห็นพ้องต้องกันว่าในความเห็นของตน การที่พ่อแม่จะต้องมาทนทุกข์เพราะเห็นลูกอาจจะพรากจากไปก่อนนั้น เป็นทุกข์ที่สุดประการหนึ่ง แต่ตรงนี้พอมาในภาคปฏิบัติ ก็มีทั้งตัดสินใจบอก และไม่บอก ด้วยเหตุผลที่มีน้ำหนักทั้งสองฝ่าย ในแง่ของเราผู้ให้บริการ เราอาจจะมี preference หรือทางเลือกที่เราเองคิดว่าดี แต่ก็ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกับของคนไข้หรือจะเปรียบเทียบกันว่าอย่างไหนดี กว่ากัน

หลังจาก diagnosis ก็จะเป็นช่วงการรักษาพยาบาล ซึ่งทุกคนก็ผ่านกระบวนการขั้นตอนมากมาย จะเรียกโชกโชนก็อาจจะดูหวือหวาไปหน่อย แต่ไม่เกินความเป็นจริงนัก

Supposed to know BUT not know

สำหรับผู้ป่วยที่เป็นแพทย์ เป็นพยาบาล ชะตาอย่างหนึ่งที่คล้ายๆกันก็คือ มักจะถูกเหมารวมคิดว่า "รู้แล้ว" ในเรื่องที่ตนเองไม่สบาย รวมไปถึงขั้นตอนการดำเนินโรค การปฏิบัติตัว ฯลฯ จนจบครบกระบวนความ ซึ่งการด่วนสรุปเช่นนี้ไม่สามารถที่จะห่างไกลไปจากความเป็นจริงได้มากไปกว่า นี้อีกแล้ว!!

more…

Author: phoenix
• Tuesday, February 02nd, 2010

เมื่อผู้ให้บริการกลายเป็นผู้รับบริการ

อาทิตย์ที่แล้ว เราได้จุดสนทนา palliative care ครั้งแรกของปี 2553 ในหัวข้อ "เมื่อผู้ให้บริการกลายเป็นผู้รับบริการ" ทั้งนี้วางแผนกันไว้คือเชิญอาจารย์แพทย์ พี่เภสัช และน้องพยาบาล ซึ่งตามงานเก่าและตัวตนเก่า ถือเป็น "ผู้ให้บริการสุขภาพ" แต่ด้วยอะไรก็แล้วแต่ความเจ็บไข้ได้ป่วยไม่เข้าใครออกใคร ทำให้ท่านเกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้น บทบาทมุมมองของท่านในการเผชิญเหตุการณ์ดังกล่าวจึงค่อนข้างจะ unique และมีมุมมองด้านลึกผสมผสานด้านกว้าง กลั่นออกเป็นความรู้สึกและประสบการณ์ที่เมื่อถ่ายทอดออกมาแล้ว คงจะน่าสนใจเป็นที่สุด สุดท้ายเราก็ได้วิทยากรสี่ท่านมาสนทนา ขั้นต่อไปคือหาคนทำหน้าที่สัมภาษณ์และดำเนินการสนทนา งานแบบนี้คนสัมภาษณ์ต้องไม่ธรรมดา หน่วยชีวันตาภิบาลจึงเชิญกูรูนักสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ narrative story telling ที่มีความลึกซึ้งเรื่องการรับรู้ นั่นคือ พี่อานนท์ วิทยานนท์ หัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มารับหน้าที่นี้ พี่อานนท์เป็นหนึ่งใน originators ของหน่วย palliative care ม.อ. ตั้งแต่สมัยก่อนผมกลับมาจากเมืองนอก ซึ่งก็มีพี่เต็มศักดิ์ พี่ลักษมี ชาญเวชช (ตอนนี้เปิดหน่วย palliative care ที่ รพ.วัฒโนสถ กทม.) อ.จารุรินทร์ อ.วิรัช รุ่นนั้นเลยทีเดียวเจียว พี่อานนท์เป็นอาจารย์ที่ปูรากฐานการสัมภาษณ์แบบ narrative สำหรับนักศึกษาแพทย์รุ่นใหม่ของ ม.อ. และจัดอบรมอาสาสมัครข้างเตียงให้แก่ รพ.สงขลานครินทร์ร่วมกับ อ.จารุรินทร์ (ภาควิชาจิตเวช) มานานเท่านาน เมื่อองค์ครบ งานนี้ก็เรียกว่าผมมารับเนื้อๆ เพราะไม่มีหน้าที่อะไรเลยยกเว้นมาฟังเก็บเกี่ยวอย่างเดียว เรียกว่าหรูหรามาก

more…

Author: phoenix
• Monday, February 01st, 2010

 

บอก หรือไม่บอก "ข่าวร้าย"

เมื่อสักครูนี้ผมพึ่งได้รับปรึกษาจากพี่พยาบาลจากหอผู้ป่วยพิเศษ เรื่องมีอยู่ว่ามีคนไข้ผู้ชายท่านหนึ่ง เป็นตำรวจเก่า อายุ 79 ปี มาผ่าตัด คุณลุงแกมีลูกหลายคน อยู่ที่บ้านเดียวกัน 4 คน อยู่ ที่เหลืออยู่ กทม. คนที่มาเยี่ยมมีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอยู่คนนึง สนิทกับคุณลุงมาก มาเยี่ยมทีไรก็จะปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด (บางคนบอก อาจจะมากกว่าที่เคยเห็นลูกชายของคนอื่นๆทำ) ทั้งหวีผม ตัดเล็บ กอดพ่อ อย่างใกล้ชิด คุณลุงได้ผ่าตัดไป ตอนนี้อยู่ระหว่างพักฟื้น หมอวางแผนไว้ว่าจะให้ล่ากลับบ้านวันพรุ่งนี้ แล้วนัดมาอีกทีเพื่อติดตามผลการรักษาอีก 5 วัน ปรึกษากันว่า เอ.. จะอยู่ต่อไปจนวันติดตามผลไปเลยดีไม่ดี จะได้ไม่ต้องเดินทางไปเดินทางมา เมื่อคืนวานลูกชายคนนี้ก็ลากลับบ้าน พอวันนี้พี่สาวที่เฝ้าคุณพ่อก็ได้รับโทรศัพท์ว่าน้องชายเสียชีวิตจาก อุบัติเหตุรถคว่ำไปเสียแล้ว พี่สาวไม่กล้าบอกคุณพ่อว่าลูกชายคนโปรดเสียชีวิตไปแล้ว พี่พยาบาล (คนที่เป็น head ward) ได้ฟังก็เห็นว่าลูกสาวกำลังทุกข์ เพราะอยู่คนเดียว ไม่มีลูกๆคนอื่นที่จะปรึกษาตัวต่อตัว โทรศัพท์ถามก็มีทั้งที่บอกให้บอกไปเลย มีทั้งบอกว่าอย่าบอกเดี๋ยวคุณพ่อจะรับไม่ได้ ยิ่งหลังผ่าตัดใหม่ๆ คนตัดสินใจก็เลยยิ่งสับสน และเป็นทุกข์

ผมก็เลยบอกไปว่าจะขออนุญาตไปคุยกับลูกสาวคนนี้ดูสักหน่อย ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ก็ไปหาที่หอผู้ป่วย (หอนี้ดี มีห้อง private ไว้ทำ family meeting เป็นสัดส่วน มีประโยชน์มาก)

เราเชื้อเชิญกันไปนั่งที่ในห้อง family meeting ลูกสาวก็เดินเข้ามา อายุประมาณ 40 เกือบ 50 ปีหรือแถวๆนั้น เคยเป็นครูมาก่อน แต่ลาออกมาเพื่อปรนนิบัติดูแลคุณพ่อ เพราะเมื่อ 2 ปีก่อน คุณลุงพึ่งจะเสียภรรยาไปเพราะโรคเบาหวาน อยู่ดีๆนั่งๆคุยกัน ก็เป็นลม พาไปหาหมอ หมอรีบใส่ท่อช่วยหายใจ แต่ก็ไม่ฟื้น อยู่ รพ.ได้สัก 20 วันก็เสียไป คุณลุงตอนนั้นก็เศร้ามากอยู่พักใหญ่ ซึมไป ไม่พูด ไม่จา เกือบเดือน หลังจากนั้นก็ค่อยๆดีขึ้น ลูกสาวชวนน้องอีกคนมาอยู่ด้วยกัน พาหลานมาอยู่ คุณลุงก็ค่อยๆปรับตัวและอาการดีขึ้นเป็นปกติ

ปกติคุณลุงจะชอบพูดคุยปรึกษากับลูกชายสองคน คนหนึ่งก็คือคนที่พึ่งเสียชีวิตไปคราวนี้ เป็นห่วงมากที่สุด เพราะแม้ว่าจะสนิทกันดี และใกล้ชิดมากที่สุด แต่แกค่อนข้างเกเรนิดนึง ขับรถเร็ว กับอีกคนทำงานอยู่ที่ กทม. คุณลุงยังมีลูกบุญธรรมอีกคน ทำงานเป็นข้าราชการผู้ใหญ่อยู่ กทม.เหมือนกัน ฟังจากที่ลูกสาวเล่า แกไม่ค่อยสนิทมากนักกับลูกสาว จะสนิทกับลูกชายมากกว่า

COUNSELLING

ลูกสาวคิดว่าคืนนี้จะยังไม่บอกให้คุณลุงทราบ แต่ตนเองจำเป็นต้องกลับบ้าน เพราะจะมีงานรดน้ำศพคืนนี้ และจัดพิธีทางศาสนา ยังไม่รู้จะทำยังไง แต่ทาง รพ.ก็บอกว่ายินดีรับดูให้ (ปกติเราจะให้คนไข้ห้องพิเศษมีญาตินอนเฝ้า) แต่ถามต่อไปว่าแล้วจะบอกเมื่อไรดี

more…