Archive for the Category » จิตตปัญญาเวชศึกษา «

Wednesday, February 16th, 2011 | Author: phoenix

อภัยทาน No Fear

วันนี้ผมมีโอกาสไปฟังกิจกรรม palliative care round ทำโดยแพทย์ใช้ทุนและแพทย์ประจำบ้านภาควิชาหู คอ จมูก โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ที่ ม.อ.นี่เอง เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากพอสมควร และมากไปกว่านั้นก็คือ หลังทำ ผมก็รู้สึกดีมากและภาคภูมิใจในสิ่งที่น้องๆหมอ พยาบาลประจำหอผู้ป่วย และแทบจะทุกคนที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามาร่วมมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างสวยงาม น่าประทับใจ แม้กระทั่งน้องนักศึกษาแพทย์ที่เข้ามานั่งฟังและร่วมตอบคำถาม สะท้อนความรู้สึกในงานนี้ด้วย

Synopsis: ผู้ ป่วยชายหนุ่ม เป็นมะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอ รักษามาประมาณ 2 ปี ได้รับการฉายแสงหลังผ่าตัด หลังจากนั้นก็มาด้วยเรื่องการกลับเป็นใหม่ มีการแพร่กระจายของมะเร็งทั่วร่างกาย ไปตับ ไปกระดูก มีอาการปวดมากระดับ 10/10 (มากที่สุด)

profile: ผู้ ป่วยเป็นคนก้าวร้าวโดยนิสัย พูดจาไม่สุภาพ ขึ้นภาษาหยาบคายกับคนรอบข้างเมื่อไม่พอใจ ประวัติเคยใช้กำลังรุนแรงทำร้ายร่างกายและชีวิตคนมาก่อนหลายคน

disclaimer: ประวัติ รายละเอียด ถูกเปลี่ยนแปลงเพื่อการปกปิดเป็นความลับของตัวคนไข้ บางเรื่องมาจากคนไข้มากกว่าหนึ่งคน

เมื่อคนไข้รายนี้มานอน รพ.ในช่วงก่อนหน้านี้ ตอนนั้นเราก็เริ่มทราบแล้วว่าคนไข้ได้เข้ามาสู่ระยะลุกลาม จากการที่มะเร็งมีการลุกลามเยอะและเร็ว ตอนแรกๆคนไข้ก็ทำใจไม่ได้ โกรธ อยากทำร้ายหมอ ทำร้ายคนอื่นๆ เพราะไม่สามารถยอมรับได้ แต่ด้วยความรักที่ได้จากพี่พยาบาลหน่วยรังสีรักษา แกก็ค่อยๆปรับตัว และยอมทำตามคำแนะนำต่างๆ แต่ก็ยังคงมีการแสดงความรุนแรงทั้งทางภาษาและกิริยากับหมอและพยาบาลคนอื่นๆ ในหอผู้ป่วย เรียกว่าน้องพยาบาลเด็กๆบางคนก็ถึงกับกลัวก็มี พี่ๆหลายๆคนก็เริ่มระอากับความสัมพันธ์ที่ไม่ไปด้วยดีนัก

แพทย์ประจำบ้านผู้เป็นตัวคุมกิจกรรมวิชาการครั้งนี้ค่อนข้างมืออาชีพมาก ทีเดียว จับประเด็นและแจกจ่ายการสะท้อน การตอบคำถามไปยังทุกๆคนในห้องประชุมได้อย่างลื่นไหล กระชับ และได้เนื้อหาตรงประเด็นดีมาก ในช่วงแรกเราก็คุยกันเรื่องการควบคุมอาการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการปวด

case นี้จะซับซ้อนเพราะคนไข้มีมะเร็งกระจายไปตับเยอะ มีอาการตับวาย ท้องมาน และดีซ่าน มีผลกระทบต่อยามอร์ฟีน ทั้งด้านการดูดซึมและการปรับขนาดยา คนไข้เคยได้รับยาทานมามากแต่ไม่ได้ผล ที่สุด เราต้องให้ฉีดมอร์ฟีนและเฟนตานิล (ยามอร์ฟีนอีกชนิด แรงกว่า 10 เท่า) ก็ยังคุมได้ไม่ดีนัก พอจะเพิ่มก็กลัวว่าจะเกิด secondary effects จากยา คือการกดการหายใจ

ตามทฤษฎี เรามักจะบอกว่าถ้าคนไข้ยังมีความปวดอยู่ ศูนย์หายใจไม่น่าจะถูกกด นั่นคือเราน่าจะเพ่ิมขนาดยามอร์ฟีนขึ้นไปได้เรื่อยๆ เพราะมอร์ฟีนไม่มีขนาดเพดาน (หมายความว่า เราเพิ่มขนาดเท่าไหร่ ฤทธิ์แก้ปวดก็เพิ่มขึ้นเท่านั้น ยาบางชนิดเมื่อเพิ่มขนาดถึงจุดหนึ่ง ถึงเพ่ิมต่อไปอีก ก็ไม่เพิ่มฤทธิ์การรักษา) แต่ตรงนี้ก็น่าเห็นใจน้องๆหมอ เพราะคนที่ดูแล case ทั่วๆไป จะไม่คุ้นกับคนไข้ palliative care มะเร็งระยะสุดท้ายที่เป็นปวดเรื้อรัง ที่จะต้องการขนาดยาสูงกว่าคนทั่วๆไปได้ถึง 10-20 เท่าก็มี

Spiritual Pain

อาจารย์จิตเวชของ ม.อ.จะเน้นแล้วเน้นอีกว่า pain นั้นเป็น subjective symptoms ซึ่งไม่ได้มาจากกายอย่างเดียว มีทั้ง emotion และ pain จากมิติอื่นๆ อาทิ สังคม อารมณ์ จิตวิญญาณ ทั้งหมดไม่มีศูนย์ประสาทของตนเอง แต่อาจจะแสดงออกมาด้วยอาการเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสได้เช่นเดียวกัน

ใน case นี้ก็เช่นกัน เนื่องจากประวัติผู้ป่วยนั้น ได้ใช้ชีิวิตผ่านมาเยอะ ค่อนไปในทางที่ไม่ดี มาถึงตอนนี้ก็มีอาการ และอาการแสดงต่างๆออกมาจนคนที่ดูแลอาจจะใจไม่ค่อยดีได้เยอะทีเดียว เห็นคนตาย (ที่แกเคยไปทำอะไรไว้) จะมาทำร้าย เห็นคนจะลากตัวแกไปข่มขืน ด้วยกรรมต่างๆที่เคยทำประเดประดังมาหลอกหลอน เรื่องหลายๆเรื่องแกไม่ได้เล่าออกมาตรงๆ แต่จากอาการ คำพูด นั้นเราพอประติดประต่อกันออกมา

แกต้องการจะหาลูก ซึ่งเกิดจากภรรยาคนแรก ปัญหาก็คือตอนที่ภรรยาคนนี้ตั้งครรภ์ แกได้ทิ้งไปก่อนที่จะคลอด ลูกที่เกิดจึงไม่เคยทราบถึงการมีอยู่ของแกเลยด้วยซ้ำ ตอนนี้ลูกคนนี้อายุได้ 15 ปีแล้ว ก็ไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่ามีแกอยู่เป็นพ่อ ภายหลังทีมพยาบาลของเราพอได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดว่าเป็นเช่นไร จึงได้ counselling แก จนแกตัดสินใจด้วยตนเองว่า อย่าให้ลูกทราบว่ามีพ่ออย่างแกน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ครอบครัวที่มีอยู่ก็ไม่ได้สนิทมากนัก แต่จะมีข้อขัดแย้งบ้าง แต่ความน่ารักของคนไทยที่แสดงออกมาในช่วงระยะนี้ก็คือ การถือเป็นวาระแห่งการให้และขออโหสิกรรม

“ภัย” ภย แปลว่า ความกลัว หรือสิ่งที่น่ากลัว เป็นคำแสดงสถานะของอารมณ์ที่เป็นอารมณ์พื้นฐานที่สุดประการหนึ่งของมนุษย์

ความ กลัวรับรู้ได้ที่สมอง thalamus ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างก้านสมอง (สมองส่วนดึกดำบรรพ์ สมองเพื่อการ “อยู่รอด”) สมองชั้นกลาง (สมองอารมณ์อื่นๆทั้งหมด สมองเพื่อการ “อยู่ร่วม”) และสมองส่วนหน้า (สมอง “เพื่ออยู่อย่างมีความหมาย”) ดังนั้นความกลัวจึงมาจากหลากหลายระดับ ตั้งแต่อะไรก็ตามที่คุกคามต่อชีวิต ต่อกาย ต่อความเจ็บปวด หรืออะไรที่คุกคามฐานอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม อะไรที่คุกคามหรือทำให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว ไม่ถูกยอมรับ หรืออะไรที่คุกคามฐานคิดจินตนาการ ได้แก่การทำลาย “ความหมายว่าเราคือใคร” หรือ “ทำไมเราจึงสำคัญ” ทั้งสามระดับก็จะออกมาเป็นความกลัวทั้งสิ้น

“อภัย” หรือ no fear จึงเป็นธรรมะที่ปฏิบัติยาก เป็นทานที่ให้ยาก ไม่เหมือนอามิสทานอื่นๆ แต่คนที่จะให้อภัยทาน จิตปัญญาต้องใคร่ครวญจนพ้นระดับการยึดติด ทั้งต่อกายเนื้อ ต่ออารมณ์ เวทนา และสัญญาต่างๆ และให้ความหมายใหม่สำหรับชีวิตที่มีอภัยทาน

ทั้งๆที่ประวัติ และความประพฤติของคนไข้เกือบตลอดเวลาที่อยู่กับเราที่ รพ.จะไม่ค่อยราบรื่น แต่น้องๆหมอและพยาบาลที่หอผู้ป่วย มีความอดทน อดกลั้น และความเป็นมืออาชีพที่น่าเคารพเลื่อมใสมาก จนภายหลังชนะใจคนไข้ ความประพฤติเปลี่ยน เอ่ยปากขอโทษในสิ่งที่ทำลงไป ญาติๆก็ประทับใจ และมีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับทีมรพ.

ในงานศพ พี่พยาบาลที่ไป ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และเหนือความคาดหมายของบรรดาญาติ แต่แท้ที่จริงแล้ว คนไข้รายนี้แทบจะเรียกได้ว่าถูกส่งมาสอนให้เราสะท้อนตนเอง ว่างานของเราคืออะไร ส่งมาทดสอบตัวเราว่าสิ่งที่เราพูดๆกันว่าเราเชื่อ เราศรัทธานั้น เราถึงขั้นนำมาปฏิบัติหรือไม่

เหนืออื่นใดก็คือ พาทีมของเราเฉียดเข้าไปในพื้นที่ “ภย” คือ “น่ากลัว” และเราต่างก็ได้ทดสอบจิตของเราว่า เราจะยอมให้จิตเราตกไปกับคนไข้ หรือเราจะมาช่วยกัน ร่่วมมือกัน ภาวนา “อภัยทาน” เพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้สมศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพและความเป็นมนุษย์ของเราเอง

อนุโมทนาสำหรับทีมงานทุกคน ที่ภาควิชา ENT รังสีรักษา และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้ง “ครูใหญ่” คือคนไข้รายนี้ด้วยครับ

Wednesday, February 09th, 2011 | Author: phoenix

บูชา

คนไทยเราเชื่อเรื่องสัมมาคารวะ เชื่อเรื่องสิริมงคล เรามีกิริยาประการหนึ่งที่ผมคิดเอาเองว่าเป็นอาการที่อ่อนน้อมนุ่มนวลสะท้อน ความเป็นไทยได้ดีที่สุด จะเรียกว่าเอกลักษณ์ก็ว่าได้คือ “การไหว้ การกราบ” ถึงแม้ว่าชาติอื่นๆที่ไหว้ที่กราบก็มี แต่จะเป็นเพราะความคุ้น หรืออะไรไม่รู้ ผมรู้สึกว่าไหว้แบบไทย กราบแบบไทยนั้น มันเป็นเอกลักษณ์ ที่แฝงความอ่อนหวาน อ่อนน้อม สง่างาม สวยงาม นั่นเป็นลักษณ์นอก ไม่เพียงแต่เท่านั้นยังมีลักษณ์ใน คือความถ่อมตัว จิตที่ตั้งสมาธิ สติ ความตั้งใจ ศิโรราบ การให้ความหมายชีวิต การนิยามความดี ความงาม ความจริง อยู่ในท่วงท่าอิริยาบถเมื่อเรากระทำการไหว้ การกราบ

และเมื่อเราใช้การไหว้ การกราบ ผนวกเข้ากับกิจกรรมใดๆ ก็จะเป็นการ “ผูก” ทั้งลักษณ์ในและลักษณ์นอกดังกล่าว ผสานผสมกลมกลืนกับกิจกรรมนั้น เกิดความหมายใหม่ที่เป็นทั้งสัมมาคารวะและสิริมงคล

ชาติอื่นๆเขาก็จะมีมารยาททำนองเดียวกันนี้ ที่นำเสนอคุณค่าและความหมายทำนองเดียวกันนี้เหมือนกัน แต่ผมไม่ลึกซึ้งเพียงพอที่จะทำความคุ้นเคย และหยาบเกินไปที่จะให้ความหมายได้ครบถ้วน ผมเคยฟัง commentator รายการบีบีซี ที่เขาพากษ์การถ่ายทอดสดพิธีเปิดสภาประจำปี ที่สมเด็จพระราชินีจะนั่งในราชบัลลังก์ และสภาก็จะมีพิธีแห่แหนข้าราชบริพารมุขอำมาตย์ ผู้บริหารประเทศไปหา เป็นพิธีกรรมจริงๆ (คือไม่มีเรื่อง administration การบริหาร การทำงานในงานนี้เลย) ผู้บรรยายเขาพรรณนาเหตุผลที่มาของทุกๆอากัปกิริยา ที่มาของการแต่งกาย ลำดับการยืน เดิน นั่ง การขาน การร้องบอกกล่าว ฯลฯ เรียกว่าทุกอย่าง ทุกประการมีความหมายหมด ทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณี คุณค่า ความงาม ความเคารพ รากเหง้าที่มา ฯลฯ ละเอียดลึกซึ้งมาก จนตอนนั้นยังนึกเลยว่า หากทุกๆราชพิธี หรือพิธีของไทย ได้มีการทำอย่างเดียวกันตอนถ่ายทอดสดก็จะดีไม่น้อย เคยได้ยินเหมือนกันที่เรามีการบรรยายแบบนี้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนา ขวัญ แต่อยากจะให้มีทุกพิธี ทุกรายการเลยทีเดียว เพราะหลังๆเราไม่ค่อยจะเข้าใจ “ความหมายโดยนัย” กันแล้ว ว่ามันเปี่ยมไปด้วยภูมิปัญญา วัฒนธรรมประเพณีมาทั้งสิ้น กว่าจะมาเป็น “เรา” ในปัจจุบัน

พอเราไม่ทราบที่มา ความหมาย พิธีกรรมที่ทั้งสุนทรีย์ ศักดิ์สิทธิ์ก็กลับกลายเป็นอะไรที่น่าเบื่อ เชย โบราณ คร่ำครึ ไม่สนุก เราก็ไม่ได้เรียน ไม่ได้รู้ และออกห่างจากรากเหง้าที่มาของเราไปทุกที

แต่ในขณะเดียวกัน instinct ที่ทุกคนจะโหยหารากเหง้าที่มา พอเราขาดหรือหย่าร้างจากของเก่า เราก็ดิ้นรนหาใหม่ หันไปเกาะติดกระแสอะไรที่ลอยมาให้ยึดเป็นช่วงๆ J-Pop บ้าง K-Pop บ้าง อะไรต่อมิอะไรที่พอจะให้เกาะ พอจะให้ยึด

บูชา

การแสดงอาการสักการะ เคารพ มีสองแบบคืออามิสบูชา และปฏิบัติบูชา แบบแรกก็แสดงออกด้วยการเอาสิ่งของมาให้ ซึ่งอาจจะแฝงหรือไม่แฝงความหมายอยู่ในสิ่งของนั้นๆ (แฝงก็เช่น พานดอกเข็มไหว้ครู ไม่แฝงก็เช่น เอาเงินใส่ซอง) ตัวอามิสบูชานั้นก็จะเน้นไปทางประโยชน์นิยม ก็คือ นำเอาไปใช้สอย ใช้ประโยชน์ แต่ที่ผมสนใจมากกว่าก็คือปฏิบัติบูชา

ปฏิบัติบูชานั้นจะว่าทำง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะมันมีหลากหลายระดับ เหมือนๆกับที่เดี๋ยวนี้เวลาเราไหว้่ เรากราบ เราก็ทำกันด้วยจิตหลากหลายระดับเหมือนกัน ยกตัวอย่างในโรงเรียนแพทย์ สมัยเรียนอยู่ศิริราชตอนขึ้นชั้นคลินิก ด้วยความที่เราต้องไปปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจริง เดินไป เดินมากันขวักไขว่ เราจะเจอะเจอทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้อง อาจารย์กันตลอดเวลา และมีภาระกิจมากมายที่หยุดไม่ได้ และออกจะค่อนไปทางรีบด้วยซ้ำ ประเพณีในการแสดงความเคารพและปฏิสันถารระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องและอาจารย์ก็ เลยแสดงออกด้วย “การโค้ง” คือ เมื่อเจอกัน เดินสวนกัน ก็จะชะลอฝีเท้าลง ผู้น้อยค่อมศีรษะและลำคอลง (ไม่ใช่งอคอ นั่นจะกลายเป็นพยักหน้า) และหลังส่วนบนตามไปเล็กน้อย ผู้อาวุโสก็จะทำตามแสดงการรับรู้ ทั้งสองฝ่ายจะแถมรอยยิ้มให้กันและกันก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด กระบวนการทั้งหมดกระทำโดยแทบจะไม่มีการ​ “หยุดเดิน” เกิดขึ้นเลยหากอยู่ในที่ที่การจราจรลื่นไหล ก็ทั้งประหยัดเวลา และยังมีการแสดงความเคารพกันได้อย่างแนบเนียน

ตอนมาอยู่ที่ ม.อ. (สงขลานครินทร์) ปรากฏว่าที่นี่เขาใช้การไหว้ครับ ทีนี้การไหว้ของไทยเรา มันไม่ได้ออกแบบมาให้ทำในขณะที่เราเดินเลย ก็เลยกระฉึกกระฉักอย่างไรชอบกลในความรู้สึกของผม และผมก็สังเกตเห็นน้องๆหลายๆคน คงจะรู้สึกคล้ายๆกัน เพราะเขา/เธอ มักจะใช้การหยุดยืนแล้วไหว้ไปซะเลย ก็จะได้การไหว้ที่สวยงามแบบดั้งเดิมออกมาได้ แต่ก็มีที่ modified ดัดแปลงเป็นการไหว้ขณะเดินเกิดขึ้นก็มีเหมือนกัน

เราจะพบว่าการไหว้ขณะเดินมันทำได้ยาก ไม่เหมือนตอนสวนสนาม ที่ทหารอาจจะยกมือ salute ขึ้นข้างหนึ่ง เวลายกขบวนผ่านหน้าจอมทัพ ก็ดูสวยงาม ไม่ขัดเขิน

ผม คิดว่าการไหว้ของไทยนั้น เราใส่ความหมายลงไปเยอะ จนกระทั่งเราต้องใช้ “ทั้งกาย ทั้งใจ ทั้งจิต ทั้งอารมณ์” ความรู้สึกต่างๆลงไปทั้งหมด เราจึงจะไหว้ได้ถูกต้อง สวยงาม เส้นแสงของร่างกายของเราขณะไหว้นั้นสวยงามมาก โค้ง นุ่มนวล อ่อนน้อม อ่อนหวาน ในขณะเดียวกันก็อยู่ในความควบคุมแสดงถึงสติ สมาธิ ความตั้งใจอย่างยิ่ง เรียกว่า ฐานกาย ฐานใจ ฐานความคิด มีสัญญลักษณ์เชื่อมโยงกันหมดรวมอยู่ในการไหว้ของไทย

การไหว้จึงอาจจะถือเป็นปฏิบัติบูชาแบบหนึ่งก็ว่าได้

แต่ปฏิบัติบูชาที่แท้จริงนั้น จะหมายถึงการครองตน ใช้ชีวิต ตามความหมาย ตามเงื่อนไขความดีที่เราเห็น ศรัทธา ไม่ได้อยู่แค่ “ปฏิบัติสัญญลักษณ์” เท่านั้น

เดี๋ยวนี้ผมพบว่าเรา “ปฏิบัติบูชา” โดยนัยยะ อาจจะโดยไม่รู้ตัวเยอะมาก เพราะอะไรก็ตามที่เราใส่ “คุณค่า” ว่าอันนี้ดี อันนี้หมายถึงตัวเรา อันนี้หมายถึงเราเชื่อว่าดี เชื่อว่าสูงส่ง การปฏิบัติที่ทำให้เกิดความหมายดังกล่าวก็คือปฏิบัติบูชาทั้งสิ้น

งั้นเราปฏิบัติบูชา J-Pop K-Pop ก็โดยการแสดงมารยาทอาการต่างๆเพื่อแสดงความหมายดังกล่าว ไม่ว่าจะแต่งตัว (เหมือนกับพระห่มจีวร แต่วัยรุ่นอาจจะห่ม หรือไม่ห่มอะไรเลยแทน) ภาษาพูด ภาษาเขียน (เหมือนเราสวดมนต์ที่เราไม่ทราบคำแปล ความหมาย) ทุกวันนี้เรากำลังปฏิบัติบูชาอะไรบางอย่าง และที่น่าสนใจก็คือ เราอาจจะมองจากเรื่องเหล่านี้และเข้าใจในความคิดของผู้ปฏิบัติได้ดีกว่าการ ดูจากการเสแสร้งในสังคมได้เป็นอย่างดี

เอาเรื่องใกล้ตัว (ผม) ก็ได้ อย่างในทางการแพทย์ เราบอกว่าแพทย์จะพึงเข้าอกเข้าใจผู้ป่วย และมี respect คือความเคารพในตัวตน (autonomy) ของผู้ป่วย เราจึงแสดงออกมาโดยการปรับแต่งการดูแลต่างๆให้ match กับ values คุณค่า ความเชื่อ ความศรัทธาของคนไข้ ไม่ได้เอาอะไรที่เป็น values คุณค่า ความเชื่อ ความศรัทธาของเราไปยัดเยียดให้คนอื่น ในทางกฏหมายที่ชัดเจนก็คือ การปฏิบัติตามพินัยกรรมของผู้ตายอย่างเคร่งครัด เดี๋ยวนี้ทางการแพทย์ เราก็อนุญาตให้ผู้ป่วยมีการสั่งเสีย แสดงความต้องการ ความเห็นสุดท้ายว่า การจากไปอย่างที่เรียกว่า “ตายดี” ของเขา/เธอ คืออะไร ถ้าเราทำได้ เราก็จะปฏิบัติตามนั้นทุกประการ แต่ถ้าเราสักแต่รับปาก แต่ไม่ได้มองเห็นว่าเป็นสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ เป็นศักดิ์ศรีของผู้ตาย เราก็จะรับปากไปยังงั้นๆ ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งเสีย ทั้งๆที่สามารถทำได้

พูดอีกอย่างก็คือ เรา “ปฏิบัติบูชา” ว่าเราคิดว่าเราเป็นใหญ่ ไม่ใช่คนไข้เป็นสำคัญ

ทุกวันนี้คนที่บอกปาวๆว่า “ประชาธิปไตย” บ้าง สมานฉันท์สามัคคีบ้าง คำเหล่านี้เป็น catch phrase ที่ทุกฝ่ายพูดเหมือนกันหมด วิธีที่ง่ายที่สุด เราก็กลับมาดูที่ “ปฏิบัติบูชา” เราก็จะทราบได้ทันทีว่า มีใครบ้างที่ “เชื่อและศรัทธา” จริงๆ

เช่นรักประชาธิปไตยแต่ไม่สามารถทนความคิดความเห็นที่ต่างไปจากตนเองได้ สมานฉันท์สามัคคีแต่การพูดการแสดงออกใช้ภาษาแห่งความเกลียดชังแทบจะทุกๆสาม คำ ปฏิบัติธรรมะแต่เพียงแค่สัมมาวาจา (ซึ่งง่ายสุดแล้วในมรรคมีองค์แปด) ก็ยังทำไม่ได้

ในด้านการศึกษา ผมคิดว่่าเราต้องประเมินนักเรียนจากสิ่งที่เป็น “ปฏิบัติบูชา” มากกว่าการไล่ว่าเขา “สวดมนต์เป็น สวดมนต์ถูก” หรือไม่ เพราะการที่เราจะเคารพนับถึือพุทธ ไม่ได้ได้มาจากการท่องบ่นพระไตรปิฏก การที่เราจะมีจริยธรรมไม่ได้มาจากการสอบข้อสอบปรนัยวิชาจริยธรรมได้ถูกต้อง แต่เราหวังว่าคุณค่า ความงามเหล่านี้ ได้หล่อหลอมเข้าไปในบุคลิก ในตัวตน จนเกิดเป็น “ปฏิบัติบูชา” ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่มารยาทสัญญลักษณ์เท่านั้น แต่ความหมายโดยละเอียด โดยนัยยะ ในจิตวิญญาณของสัญญลักษณ์เหล่านั้นยังอยู่ครบถ้วนทุกประการต่างหาก

บางทีเราจะได้ไม่ต้อง “ห้อยพระ” เพราะใจเราเคารพในพระจนกระทั่งเราไม่กล้าจะทำอะไรที่เรารู้ว่า “พระไม่ทำ”

บางทีเราจะได้ไม่ต้อง “นุ่งสี ห่มสี” บอกว่าจงรักภักดี แต่เพียงแค่ปฏิบัติหน้าที่ของเรา ต่อตัวเราและส่วนรวมให้ดีที่สุด

เราพึงค้นหาว่าเราที่แท้ “บูชาอะไร” และถามตัวเองต่อไปว่า เราได้ “ปฏิบัติบูชา” แล้วหรือยัง หรือเพียงแค่อามิสบูชาไปวันๆเท่านั้น

Wednesday, February 02nd, 2011 | Author: phoenix

หว่านเมล็ดพืช หวังผล (แต่อย่ารีบ!)

เคยไหมครับ ที่เราจะพบว่าคำถามๆหนึ่ง วนเวียนเข้ามาในชีวิตของเราต่างกรรม ต่างวาระ เป็นคำถามเดิมๆ แต่เรามักจะมีคำตอบที่แตกต่างกันไป (ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร) ประเด็นอาจจะไม่อยู่ที่คำตอบที่เรามี แต่มันอยู่ที่คำถามมันไม่หายไปไหน และผุดปรากฏมา “ในวาระ” ของมัน

เกือบสามสิบปีมาแล้ว (wow! ไม่น่านับเลยตู!) ผมไปออกค่ายกับชมรมส่งเสริมสาธารณสุขมหิดล ตอนยังละอ่อนตาใสเป็นแบมบี้เขายังไม่งอก ตอนนั้นชมรมแบบนี้ของมหิดลไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดที่มีภาษา “เอียงๆซ้าย” อยู่เป็นกระสายเสมอ ยุคเพลงเพื่อชีวิต พิราบขาว ดอกไม้ บินหลา ติดอยู่ริมฝีปาก ชายขอบหัวใจ นั่นเป็นความทรงจำครั้งแรกของคำถามที่ว่านี้ปรากฏขึ้นเป็นปฐม

เรา นั่งคุยกันท่ามกลางความสลัวและวับแวมของตะเกียงน้ำมันดวงเล็กที่วางอยู่กลาง วงบนแคร่ไม้ไผ่ นั่งสนทนายามราตรีกันกลางแจ้งในพื้นที่โรงเรียนกลางป่า เป็นโรงเรียนนอกระบบ หลักสูตรเขียนเอง โรงเรียนก็สร้างเอง ชมรมฯอุตส่าห์หาเจอมาได้อย่างไรไม่ทราบ พวกเราเด็กๆก็ล้อมวงฟังรุ่นพี่พรรณนาถึงสิ่งที่เขาอยากจะได้ อยากจะทำ อยากจะให้เกิด เป็นอุดมคติของคนที่แก่กว่าเราไม่กี่ปี แต่ดูเหมือนเราจะห่างไกลจากพี่เขาเหลือเกินในแง่ประสบการณ์และการได้ ใคร่ครวญอะไรในเชิงมหภาค ซึ่งตอนเราเรียนที่เตรียมอุดม เรื่องเหล่่านี้ไม่ได้เฉียดกรายเข้ามาในหัวแม้แต่น้อย

คำ “อยุติธรรม” คำ “เพื่อชีวิตทีี่มีความหมาย” หลุดออกมาในคำพูดบ่อย คำว่า “ต้อง…” ใช้กันแทบทุกประโยค แสดงถึงสถานการณ์อันคับแค้น วิกฤติ ในมุมมองของผู้พูดเป็นอย่างดี “เปลี่ยนแปลง” ดูจะเป็นทางออกเดียวที่จะยอมรับได้ ปฏิรูปดูจะช้าไปไม่ทันใจ มันจะต้อง “ปฏิวัติ” เท่านั้น มิฉะนั้นเราจะไม่มีทางเห็นสัมฤทธิผลที่เราอยากจะได้แน่นอน

พวก เรานั่งๆนอนๆ (ด้วยความ in) ก่ายกันไป ก่ายกันมาบนแคร่ตัวเดียวกันนั้น ได้ยินสิ่งที่ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยคิด ไม่เคยคิดจะคิดด้วย ก็ overwhelm มาก ตอนนั้นเองที่ “คำถาม” มันปริออกมาในหัว

“ทำไมเราต้องเห็นด้วย? ผลที่เราอยาก มันต้องเกิดต่อสายตาของเรา จึงจะนับความเป็นความสำเร็จเท่านั้นหรือ?”

และคิดต่อ

“ถ้า เรา–ไม่รีบจะเห็น– ในโลกนี้ก็จะไม่มีปฏิวัติ…. มั้ง” เพราะที่จริง “การเปลี่ยนแปลง” นั้นเป็นนิจฺจํ ที่สุดประการหนึ่งแล้ว แต่เพราะเรารีบร้อน การ “เร่งบ่มให้สุก” โดยการเร้าปัจจัยที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ มันเหมือนกับการแกะสลักไม้ด้วยขวาน มันได้เป็นรูปเป็นร่างก็จริง แต่เราคุมน้ำหนักขวานได้ไม่เท่าเราคุมน้ำหนักเครื่องมือแกะสลักที่ประณีต ผลสุดท้ายก็คือ มันมีบิ่น แหว่ง เว้า ขาดบ้าง เกินบ้าง ไม่ได้เหมือนสิ่งที่เราฝันอยากจะได้ในตอนแรก เพียงเพราะ “เรารีบจะดู รีบจะเห็น” เท่านั้นเอง ตกลงมันสำคัญที่ “เรา” หรือสำคัญที่ “ความฝันของเรา” กันแน่?

ตอนนั้นจำได้ว่าหลุดปากถามพี่ผู้กำลังแถลงการณ์ (ไม่ใช่สนทนาซะทีเดียว เพราะพี่แก monopoly การพูดอยู่คนเดียว) ว่่า “เราทำไปเพราะเชื่อว่ามันดี มันจะมีผลในระยะยาว โดยไม่รีบได้ไหมพี่ แม้ว่าจะได้ผลตอนเราตายไป ก็ไม่เห็นเป็นไร?

พี่ไม่ตอบ (หรือตอบว่าไรไม่รู้ จำไม่ได้ แสดงว่าตอบไม่โดนใจเรา)

นั่นเป็นวาระแรก

หลังจากนั้น พอเข้าปีสอง สาม ของศิริราช องค์ความรู้ทางการแพทย์ก็ท่วมท้นศีรษะความคิดจิตสำนึก ระดับกาแฟในกระแสเลือดก็ค้างเติ่งอยู่ที่ maximum แทบจะ 24/7 เจ้าคำถามนี้ก็จางไป ไม่ออกมากวนอะไรไปพักใหญ่

ก่อนสอบบอร์ดศัลยศาสตร์ ถูกชวนเป็นอาจารย์แพทย์ต่อ ขออนุญาตอาจารย์ไปคิด ถามพ่อแม่ว่าเอาไงดี ได้คำตอบเหมือนเดิมคือแล้วแต่ลูก พ่อแม่สนับสนุนเต็มที่ ยังไงก็ได้ ทั้งๆที่ก็รู้ว่าส่วนหนึ่งท่านอยากจะให้เรากลับไปอยู่ใกล้ๆท่าน แต่เพราะอะไรไม่รู้ อยากเป็นครูมาแต่ไหนแต่ไร…

(หมายเหตุ: จริงๆก็ไม่เชิง ผมมาคิดดูแล้ว ที่อยากจริงๆคืออยากพูดแล้วมีคนฟังมากกว่า เผอิญครูเป็นหนึ่งในอาชีพที่มันใช่)

ก็ไปค้นหา ใคร่ครวญ ว่าเป็นครูเนี่ย มันเป็นยังไง อะไรคือความสำเร็จ ตอนนั้นมันก็ตะหงิดๆอยากเป็นอยู่ แต่ขอใคร่ครวญนิดนึงว่าเราอยากเพราะอะไรหว่า วาระนั้นเองที่คำถามที่หายไปเป็นเวลา 10 ปีเต็มกลับมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

“รู้ได้ไงว่าเป็นครูที่ประสบความสำเร็จ?” เงินเดือน? ตำแหน่งวิชาการ? ผลงานตีพิมพ์?..

ง่ายนิดเดียว ก็ต้องถามนิยามของครู ว่าครูคืออะไร? อะไรคือครู?

ครู ก็ทำหน้าที่เสริม หล่อเลี้ยง ประคบประหงม ความรู้ ความดี ความงาม ความจริง ให้ลูกศิษย์ น่ะสิ ถ้างั้นตัวกำหนดความสำเร็จ (ทางอ้อม) สงสัยจะไม่ใช่อย่างที่คิดไว้ ถ้าจะดู indirectly ที่ “ลูกศิษย์” รึเปล่า งานของครูเนี่ย? ผลงานของเราก็คือลูกศิษย์นี่เอง ดูช้างดูหาง ดูนางดูแม่ ดูลูกศิษย์ก็คิดถึงครู มันเป็นเช่นนี้เอง

“อืม…. แล้วมันจะสัมฤทธิผลอะไรให้เราได้ “เห็น” จริงๆหรือ?”

ตอน คำถามนี้แว่บเข้ามา มันเหมือนปรากฏการณ์ deja vu เอ… เราเคยถามคำถามนี้มาแล้วนี่หว่า หึ หึ ภาพเก่าๆแทบจะปรากฏออกมาในความจำ (ผมมีความตลกอยู่อย่างหนึ่ง อาจจะเพราะชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ เลยชอบจำอะไรแบบภาพยนต์)

คำตอบตอนนั้น ก็ชัด (ในตอนนั้น) เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงแห่งสมองวิทยาศาสตร์กำลังเฟื่องฟู มันช่างเป็นตรรกะ เป็นเหตุเป็นผลชัดเจนเสียนี่กระไร พอเราเห็น route of success ชัด ก็ตอบตกลง OK สอบบอร์ดเสร็จก็กลับมาสอนต่อ รีบหาประสบการณ์ (อันขาดอยู่มาก) เป็นล่ำเป็นสัน แพทยศาสตรศึกษาเรื่องการประเมินก็ยิ่งเสริมความเชื่อให้มั่นใจ มั่นคงยิ่งขึ้น ตอนนั้นใครโชคดี (หรือโชคร้าย) มาราวน์กับผม ก็จะเจอไฟแรงมาก เพราะกำลังเตรียมตัวสอบ FM-GEM เพื่อจะไปต่ออเมริกา (plan แรก) สอบ GRE (ไม่อยากจะคุย ได้ 1700+ อิ อิ) เพราะ plan จะเรียน Ph.D. (อันนี้เป็นความฝันวัยเด็กเหมือนกัน) แต่จับพลัดจับผลู ดันไปได้เรียนอีกฟากฝั่งของแอตแลนติกแทน

ตอนนั้นไฟตรรกะแรงมาก (เดี๋ยวนี้ต้องเขียนว่า “แร็งงง” จึงจะได้อารมณ์) เข้ากระดานข่าวของ edepot.com มีหมวด inter-religious sections อื้อหือ ถกเถียงกันระหว่างศาสนาต่างๆ พุทธ lineages ต่างๆ atheist กับ theist ฯลฯ ยังจำได้ว่าอหังการ์ลงไปกวนเรื่อง “Any scientific proof of rebirth?” ในกระดานพุทธศาสนา ตามประสาแบมบี้่ (งอกเขาแล้ว)

กลับมาเป็นอาจารย์ (ซะที) หลังจากเรียนมาตลอด 39 ปี ทำงานๆๆไป วัดๆๆเด็กไปคำถามเดิมกลับมาอีกครั้ง (ครั้งหลังนี่ ดูเหมือนจะพอเข้าใจว่า “เขามาทำไม?” ชัดกว่าครั้งก่อนๆ) เนื่องจากว่าตอนนี้ระบบการบริหารกำลังเป็นโรคระบาด เหมือนห่าลงกินทุกวงการ การ declare KPI ผลแห่งความสำเร็จ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเขียนให้เป็น ไม่งั้นโครงการไม่ผ่าน บริหารไม่ออก วัดไม่ได้ (Only thing that is measurable is improvable) แต่ตอนนี้เราช้าลง มีเวลาขบเคี้ยว อม เลีย ละเมียดกับคำถามมากกว่าเดิม (benefit ของการเรียนสูงๆ คือ เราสามารถคิดช้าๆได้ โดยไม่มีใครกล้ามาเร่ง บอกให้คิดเร็วๆ ตอบเร็วๆ เหมือนที่เราเคยทำกับเด็กๆสมัยก่อน)

ยิ่ง คิดก็ยิ่งพบว่า ไอ้ที่เราประกาศว่า “เราทำ” แล้วก็ “จึงเกิด” ยังงี้ๆๆ นั้น เรานี้แหมมันช่างอหังการ์ตัวพ่อเลยจริงๆ ทำไมหนอเราจึง claim ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ เต็มเสียง ว่านั้นเป็น “ผลงานของเรา” โดยแท้แต่เพียงผู้เดียว?

หลังจากได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่อง outcome mapping ซึ่งเชื่อมโยงกับอิทัปปัจจยตา (เชื่อมเอาเอง ตามประสาครับ) ได้อย่างน่าทึ่ง ในการ identify direct partner + strategic partners เพราะ outcome นั้น ยิ่งเรื่องใหญ่ ที่เกี่ยวกับสังคม เกี่ยวกับคน เกี่ยวกับชีวิต มันไม่มีทางที่จะกำหนดเหตุปัจจัยทั้งหมดให้อยู่ภายใต้การควบคุมของเราเองได้

และเหนืออื่นใด การเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างน้ัน มันมี “จังหวะจะโคน” ของมันเอง ไม่ใช่สิ่งที่เราหรือใครคนใดจะกำหนด คำพูดที่ผมคิดว่า misleading มากที่สุดคำหนึ่งก็คือคำว่า “เรียนจบ” นี่เอง เพราะมันมีที่ไหนกัน เรียนจบ หึ หึ

ในการศึกษานั้น บางเรื่อง กว่าที่เราจะ “เข้าใจ” (ไม่ใช่ “จำได้” นะครับ) มันอาจจะใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต (หรือทั้งชีวิต บางเรื่องก็หลายชาติกำเนิด) ไอ้ที่เราสอนๆ นักเรียนเรียนๆ แล้วมาวัดว่า “ได้ผล” กันสามปี สี่ปี ห้าปี หกปี เรากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?

และบัณฑิตที่จบออกไป 1 ปี 2 ปี 3 ปี 10 ปี เราคิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของ “ผลงาน” ของเราหรือไม่? คำตอบก็คือ “เป็น” เพราะหลายๆที่มีการให้รางวัล “ศิษย์เก่าดีเด่น” กัน แต่แปลกนะ “ศิษย์เก่าเลวเด่น” ไม่มีใครพูดถึงเท่าไหร่???

ครู อาจารย์ พ่อแม่ สถาบัน ก็กังวลว่า ที่เรารับเด็กมาอยู่กับเราแล้ว เด็ก “จะเป็นยังไง” ก็เพราะยึดมั่นคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเกิดจากเรา (แต่ถ้าไม่ดี คราวนี้ก็โทษกันอุตลุด) ถ้าคิดแบบนี้ ก็คงจะไม่ต้องสอนศีลธรรม สอนจริยธรรม เพราะเรายังไม่มี evidence-based ว่าสอนแล้วคนจะเป็นคนดี?? (เอ…. หรือว่าเขาเลิกสอนแล้วจริงๆหว่า ผมไม่เคยได้ยินลูกสาวเล่าเรื่องบทเรียนพวกนี้เลยเหมือนกันนะเนี่ย จนจะ ม.1 อยู่แล้ว)

ตอนหลังๆ ทั้งๆที่มีการวัด การประเมิน ระดับ high-tech สูตรสมการมากมาย ผมขอใช้วิธีนั่งคิดใคร่ครวญเอาเองว่า ผมพยายาม “หล่อเลี้ยง” เด็กๆให้เขางดงามตาม styles ของเขาเต็มที่แล้วหรือไม่ เอาเท่านั้นพอ อยากจะวัด ก็วัดกันไป แต่เรามีศรัทธาอยู่ว่าเมล็ดที่เราหว่าน มันไม่ไปไหนเสีย เพราะสมองมนุษย์มีความจุ 200 ปี ไม่มีลืมอะไร สักวันพอบริบทมันใช่ เมล็ดของเรามันจะงอกออกมาตามวาระของมัน หรือถึงมันจะงอกบูดๆเบี้ยวๆ นั่นก็คือสัจจธรรมประการหนึ่ง

คิดอย่างนี้คงจะไม่ผ่าน TQF หึ หึ

Wednesday, January 26th, 2011 | Author: phoenix



บทความที่ 500: ลิขิตกรรมเพื่อการเยียวยา

อีกประมาณ 9 วันจะครบวาระ 4 ปีที่ผมเริ่มเขียนลง gotoknow และโดยบังเอิญ ชำเลืองไปดูสารบาญประจำ blog ที่ทาง Usable Lap ทีมจัดทำมาอย่างดี ผมได้เขียนมาถึง 499 บทความไปแล้ว ฉะนั้นฉบัับนี้จึงกลายเป็นฉบับที่ 500 ไปโดยปริยาย โดยไม่ใช่เป็นปริโยสาน เนื้อหานั้นก็มีทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ส่วนใครจะปฏิเวธ (แม้แต่ผู้เขียนเอง) ก็สุดแล้วแต่และนอกเหนือจินตนาการ เหตุการณ์ในประเทศก็มีทั้งปฏิวัติ ปฏิรูป และปฏิสนธิมากมายในระหว่างทาง

การค้นพบว่าเป็นบทความที่ 500 ทำให้มีผลหลายอย่าง ที่แน่ๆแทนที่จะเขียนลงไปสบายๆ (อย่างทุกบท) มันเกิดมีวาระขึ้นมา ซึ่งเราเป็นคนสมมติขึ้นเองให้เป็นวาระ ฟุ้งซ่านอยู่หลายร้อยวินาทีก่อนที่สติจะกลับมาบอกว่า “ก็เขียนๆไปเหมือนปกติแหละ”

…ตามนั้น…

เช้านี้ในกระดานข่าวคณะแพทย์ มีคอลัมภ์หนึ่งมีบทความของอาจารย์นายแพทย์ธาดา ยิบอินซอย ให้ download ฟรีในรูปแบบ pdf file เป็นหนังสือที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพของท่านอาจารย์ ซึ่งผมขออนุโมทนาว่าเป็นการแสดงถึงความเคารพท่านในวิธีที่ดีที่สุด คือ เอาความเชื่อ คำแนะนำ และความคิดของบุรพาจารย์มาใคร่ครวญไตร่ตรองต่อ อ่านแล้วก็เกิดแรงบังดาลใจ ประหลาดใจ สะเทือนใจ หลายอารมณ์ขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาส่วนที่เกี่ยวกับแพทยศาสตรศึกษาที่ท่านเขียนมา ตั้งแต่ปี 2537 ถึง 43-45 ก็หลายปีอยู่ ซึ่งด้วยความ ignorance ของผมเองหาทราบได้ไม่ว่าเคยมีบทความระดับนี้อยู่ใกล้ๆ เชื่อว่าบุญตามทัน ก็เลยทำให้ยังมีโอกาสได้อ่านตอนนี้

บทความที่จะเขียนนี้ ไม่ใช่บทวิเคราะห์ข้อเขียนในหนังสือดังกล่าว แต่ว่าเขียนหลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนั้น ถือว่าเกี่ยวกันแบบนี้ (ก็แล้วกัน)

งานของหมอคือการเยียวยาผู้คน ประโยคนี้ไม่ได้หมายความเพียงว่า “หมอเท่านั้นที่สามารถเยียวยาผู้คน” เหมือนๆกับใครๆก็ทำอาหารได้แต่ทุกคนไม่ได้มีอาชีพขายอาหาร ใครๆก็สอนอะไรบางอย่างกับใครบางคนตลอดเวลาแต่ก็ไม่ได้มีอาชีพเป็นครู แต่เราตกลงปลงใจว่าในสิ่งที่ชีวิตนี้เราเลือกจะเรียกว่าเป็น “งาน” ฉันขอทำงานเพื่อการเยียวยาผู้คน และจากตรงนี้ก็เลยเป็นที่มา ที่อธิบายพฤติกรรมต่างๆนานาของหมอ ว่าจะทำอะไรบ้างจะได้ทำงานที่ว่านี้ได้

การเยียวยาเป็นคำใหญ่ (ของผม) เพราะมันเป็นกระบวนการธรรมชาติที่ทรงพลัง แม้แต่ตอนนี้เองที่เราเดินทางไปถึงดาวพลูโต (ก่อนจะพบว่ามันไม่ใช่ดาวในระบบสุริยะแล้วได้นำชื่อนี้ออกไป… หลังๆนี่ได้ข่าว ชักมีคนไม่แน่ใจอยากจะดึงกลับมาอีก) ก็หาได้แปลว่าเรารู้เรื่องในตัวเราหมดแล้วไม่ ตรงกันข้าม ความอหังการบางอย่างที่เรารู้เรื่อง (อื่น) มากๆ ทำให้เราหลงเพ้อว่าเรารู้บางเรื่องไปด้วยอย่างไร้สาระ ไร้เหตุผลสิ้นดี อีกมากมายหลายเรื่อง

สิ่งมีชีวิตมีการเยียวยาเป็นหน้าที่หนึ่งของระบบมาแต่แรกเริ่ม เยียวยาร่างกาย อวัยวะ สมดุล ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา และตรงนี้เราพอจะสามารถ assume หรือสรุปโดยอ้อมว่า ถ้าเราเยียวยาร่างกายได้ด้วยตนเอง มิติอื่นๆของชีวิตที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร่างกายเท่านั้น ได้แก่ ความรู้สึกนึกคิด จิตใจ จิตวิญญาณ ก็น่าจะมีกลไกตามธรรมชาติเยียวยาอยู่เหมือนกัน

รึเปล่า?

อาทิ การ counseling หรือการให้คำปรึกษานั้น ทักษะที่สำคัญที่สุดคือการฟังอย่างลึกซึ้ง และผลแห่งการฟังนี้ ก็สามารถเร่ิมขั้นตอนการเยียวยาให้เกิดขึ้นได้แล้วในตัวผู้ระบายออกมา การฟังที่ดีของแพทย์กล่าวได้ว่าเริ่มการเยียวยาแก่ผู้ป่วยแล้วตั้งแต่ที่ OPD โดยที่ยังไม่ทันได้สั่งยา ตรวจร่างกาย ส่ง investigate อะไรเลย แต่ที่น่าสนใจก็คือ แล้วคนที่เรียกตัวเองว่า “หมอ” ที่หน้าที่คือการเยียวยานั้น รู้ตัวหรือไม่?

สำหรับบางคน ที่ไม่พอใจเรียกตัวเองแค่ “หมอ” แต่ “ผมเป็น diagnostician (หรือ นักวินิจฉัยโรค)” (อย่างหนัง series การแพทย์ในดวงใจของหลายๆท่าน คือ House) ถ้าเรียกตัวเองอย่างนั้น การฟังคนไข้ที่ยังไม่ได้นำไปสู่การวินิจฉัย (diagnosis) ก็จะยังไม่บรรลุ mission ของท่านที่จะต้อง “วินิจฉัย” ให้ได้เสียก่อน และในขณะเดียวกัน ก็ทำให้เรามองเห็นพันธกิจของท่านที่ว่านี้ได้ว่า ท่านไม่ได้ทำงานเพื่อคนไข้ แต่ท่านทำงานเพื่อ ego ของท่านเองว่่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ “การบอกโรคได้” และอาจจะยิ่งชัดขึ้น เมื่อกลุ่มแพทย์ทางเลือกอื่นๆ ที่จงใจเรียกตัวเองว่าเป็น Healer (ผู้เยียวยา) จะได้แยกแยะออกจากบรรดา “หมอ” อื่นๆ

คำหลายๆคำเหล่านี้ บ่งชี้ถึง “function หรือหน้าที่” มากกว่าสถานะ ซึ่งตรงนี้เราต้องไม่สับสน

เพราะสถานะนั้นประกาศยืนยันด้วยประกาศนียบัตร หรือใบปริญญาที่เรานิยมแขวนในที่ อรโหฐาน ว่าเราเป็นโน่น เป็นนี่ แต่คนไข้เขาจะเรียก (หรืออยากจะเรียก) เราตามสิ่งที่เรา “ปฏิบัติ” กับเขามากกว่า

การเรียนการสอนแพทยศาสตรศึกษาของเราก็น่าสนใจว่า เราใช้เครื่องมือต่างๆทางการศึกษามากมายนั้น เรา create healer หรือ doctor กันแน่?


ลิขิตกรรมเพื่อการเยียวยา

หลังจากที่ชาว gotoknow ได้ช่วยๆกันสร้างชุมชนแห่งนี้ขึ้นมา และผมได้มาระบายอะไรต่อมิอะไรตามอำเภอใจจนจะครบ 500 ในฉบับนี้ ก็ถึงเวลาสะท้อนว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นอะไร รู้สึกอะไร เรียนอะไร ตามธรรมเนียมของบทความครบวาระต่างๆ

ไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่ obvious คือ “ได้เขียน” หรือ “ได้เจอเพื่อน ได้เพื่อน” ฯลฯ ซึ่งเป็น common sentimental ที่หลายๆคนได้พรรณนาด้วยโวหารระดับเทพไปเยอะแยะมากมาย ผมขอเติมว่า “การเขียนเป็นการเยียวยา” ระดับสุดยอดวิธีหนึ่ง

เพราะอะไร?

ผมเขียนตอบคุณหมอปัทมา ที่มีปุจฉาว่าทำงานอย่างไรไม่เกิด burn out เอาไว้ว่า

สำหรับ ตัวผม “ชีวิต” คือ function เป็นการกระทำ เป็นการมีปฏิสัมพันธ์ ทั้งภายในและภายนอก และการได้ “มอง” ปรากฏการณ์เหล่านี้สำหรับผมเป็นการใช้ชีวิตที่เพลิดเพลิน

ดังนั้นมีสององค์ประกอบ คือ เรายัง “ทำ” อยู่ไหม และที่เราได้ทำ เรายัง “มอง” อยู่ไหม ตราบใดที่ทั้งสองประการ สององค์ประกอบยัง flow อยู่ ไม่ว่าจะเป็นงาน หรือเป็นอะไรก็ตาม ผมยัง “มีชีวิตและใช้ชีวิต”​ ที่ OK อยู่

นั่นคือตราบใดที่เรามีสติ มีความรู้ตัว และมองเห็นสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้่นกับเรา ในตัวเรา และกับสิ่งรอบๆข้าง ด้วยเหตุผลบางประการ ความทุกข์ต่างๆดูจะชะลอและหยุดเติบโต ตราบใดที่เรายัง “มีใจ” ใคร่ครวญกับสิ่งนี่้อยู่อย่างมีปัญญษ

และการเขียนนี่แหละ ที่ทำให้เราหยุด หรือ “ช้าลง” และเกิด awareness that we aware หรือ awareness that we are feeling ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งนัก

กลไกไม่ทราบชัดเจน แต่ที่แน่ๆ ถ้าเราจะเขียนอะไรสักอย่าง เราสามารถสังเกตได้เลยว่า “การเขียน” ใช้ function ของอวัยวะมนุษย์ที่พัฒนาเต็มที่ ได้แก่ fine movement ของนิ้วและของมือ ไม่นับสมองส่วนหน้าที่พัฒนาแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ ผลงานมนุษย์ที่เป็นงานขีดเขียนนี่แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์และ วัฒนธรรมของ Homo sapiens sapiens

แม้ว่าจะไม่ถึงขนาดเขียนแล้วหายหวัด หายไอ มะเร็งหดตัว ลิ้นหัวใจไม่รั่ว แต่มีกระบวนการเยียวยาเชิงระบบเกิดขึ้นอย่างละเอียดอ่อนในตัวเราเองแล้ว แน่นอน บางคนทะลุความกลัวอะไรบางอย่างถึงเขียน บางคนสงสัยอะไรบางอย่างก็เขียน บางคนเกลียดอะไรบางอย่างก็นำมาเขียน

แล้วก็เยียวยา

หมอเองเวลาเจอคนไข้ ซักประวัติ ตรวจร่างกาย เสร็จแล้วก็เริ่มเครียด ไม่ทราบว่าเป็นโรคอะไร กลับมานั่งเขียน OPD card (หรือบางที่ก็ใช้พิมพ์ แล้วแต่ความ so-called high-tech) พอเริ่มเขียนไปได้หน่อย ชีวิตมันเกิด “ความชัด” ขึ้น เหมือนกับเรามีของที่เป็นนามธรรม (เช่นความคิด) แล้วสิ่งนั้นค่อยๆเปลี่ยนเป็นรูปธรรม สัมผัสได้ด้วยผัสสะทั้งหก สฬายตนะทั้งห้าของเรา เหมือนกับเราสามารรถ “มองเห็น” ความคิดของเราเอง คำตอบว่าจะทำอะไรต่อไปดี ก็หลุดออกมาได้โดยไม่มีเหตุผล

บ่อยครั้งที่การอ่านก็ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ได้ แต่ผมคิดว่าในดีกรีที่น้อยกว่าเราเป็นคนเขียนเองเยอะ อธิบายไม่ได้เหมือนกัน

ก็อยากจะขอบคุณ gotoknow ทั้งคนผลิต คน maintenance และชาวประชาที่คอยอ่านเงียบๆ อ่านดังๆ อ่านแล้วบ่น ด่า ชม เถียง ฯลฯ เพราะผมเชื่อว่าในพื้นที่รุ่มรวยแห่งนี้ ไม่เพียงแค่สร้างสรรค์สังฆะ กัลยณมิตร แต่ยังเป็น sanctuary สถานอภิรมย์แห่งการเยียวยา ซึ่งสังคมเราจำเป็นต้องมีอย่างยิ่งยวดแล้วในขณะนี้

สุดท้าย อย่างน้อยผมตายไป คนจะทำหนังสืออนุสรณ์ก็ไม่มีปัญหาว่าจะหาบทความมาลงไม่ได้ ปัญหาก็คงจะเป็นจะเอามาลงแค่ไหน ซึ่งง่ายกว่ากันเยอะ

Tuesday, January 25th, 2011 | Author: phoenix

เสื้อกาวน์

วันสองวันมานี้ เห็นรูปฉลองอะไรแว่บๆในหลายๆที่ ปรากฏว่าเป็นเทศกาล “รับเสื้อกาวน์” ของน้องๆนักเรียนแพทย์ชั้นปรีคลินิกนั่นเอง สาเหตุที่เห็นในปีนี้ (ทั้งๆที่มันมีมาทุกปี) เพราะว่ายุคแห่ง FB นั่นเอง ที่ทำให้เราใกล้ชิดกับ real world event มากขึ้น เพราะมันมาปรากฏอยู่บนจอมอนิเตอร์ของเราได้เลย ไม่ต้องเดินไปดู

นึกย้อน (ที่จริงต้องทำเสียงยาาวววกว่านี้ เช่น ย้ออออออออน เพราะไกลมาก) ไปสมัยที่รับเสื้อกาวน์ เป็นสัญญลักษณ์อะไรบางอย่างที่สำคัญสำหรับเด็กที่มาเรียนแพทย์ เพราะตอนชั้นปีต้นๆ (เราเรียกว่าชั้นปรีคลินิก preclinic หมายถึงยังไม่ได้ขึ้นไปปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วยในโรงพยาบาล มักจะเดินวนเวียนแถวห้องบรรยาย) เรายังไม่ได้ “รสชาติ” ความเป็นหมอสักเท่าไหร่ ชีวิตในปรีคลินิกสมัยผมนั้น กอดหนังสือ หนุนหนังสือ คาบถ้วยกาแฟเป็นหลัก สอบมันได้ทุกอาทิตย์และอาทิตย์ละสองสามวิชาตลอด 52 สัปดาห์ ไม่ได้เจอคนไข้จริงๆเลย ความรู้สึกเป็นหมอยังไม่บังเกิด หรือเกิดก็แค่ “หมอกระดาษ” เท่านั้น ตอนปลายๆปีสามก็เริ่มมีชั่วโมงแนะนำชั้นคลินิก เริ่มสอนการสัมภาษณ์ การตรวจร่างกายคน ก็เริ่มตื่นเต้นแล้ว มีอุปกรณ์ใหม่ๆที่ซื้อมาพกพา อาทิ stethoscope (หูฟังหัวใจ) ที่เราเคยเห็นในทีวี เอามาอวด เอามาแลกกันดู บางคนก็ดัดจริตไปซื้อของหมอหัวใจจำเพาะมาเลย หนักอึ้ง หัวเบ้อเริ่มเทิ่ม และอุปกรณ์ที่ drama มากๆอีกประการก็คือ “เสื้อกาวน์” นี่แหละ

ยกเว้นคนที่มีพ่อแม่ หรือญาติเป็นหมออยู่ในบ้าน ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่จะรับรู้ว่าหมอหน้าตาท่าทางเป็นยังไงจากทีวีนี่แหละ และถ้าถามผู้กำกับไหนๆก็ตาม อยากจะให้ใคร “ดูเหมือนหมอ” ก็จะมี gears ไม่กี่ชิ้นที่ใส่ปุ๊บ ใครๆก็รู้ว่าเป็นหมอ นั่นคือ สวมเสื้อกาวน์ ใส่แว่น พก steth ห้อยคอ หรือในกระเป๋าเสื้อกาวน์ ถ้าในสมัยก่อน จะให้ครบเครื่องต้องมีไม้เคาะเข่า (ไม้ตรวจ reflex) เหน็บอีกหนึ่งอัน เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย แม้แต่หนังในปัจจุบัน เวลาใครจะปลอมเป็นหมอ ก็แค่นี้แหละ พอ

นั่นเป็นความรู้สึกทาง “สัญญลักษณ์” เหมือนพระต้องห่มจีวร ตำรวจใส่เครื่องแบบพุงปลิ้น (ถ้าไม่คับ แสดงว่าปลอม) ศาลก็มีชุดของท่านจำเพาะ แม้แต่หมอผีในยามปฏิบัติงาน ถ้าไม่มี gear ครบเครื่อง เช่น ผ้าขาวม้าห่มเฉียง ย่าม หนวดเคราพอเสริมความขลัง ก็ดูจะขาดอะไรๆไป ในความเป็นจริงแล้วเครื่องมือเหล่านี้ที่เราเห็นบ่อยๆจนเป็นตัวแทนวิชาชีพ นั้น มันมีที่มาที่ใช้จริงๆ

อย่างเสื้อกาวน์นี่ก็คือ “เสื้อคลุม” นั่นเอง ไม่ได้ใส่ให้มันร้อน (เพราะเราจะต้องแต่งตัวเรียบร้อยอีกชั้นข้างในนะครับ อย่าคิดว่านักเรียนแพทย์เดินใส่เสื้อกาวน์ตัวเดียว ข้างในเย็นสบาย!!) แต่เป็นเพราะงานของเรานั้นมันจะต้องคลุกเคล้า คลุกคลีกับโรคภัยไข้เจ็บ เชื้อโรค สิ่งที่ผู้คนคิดว่าสกปรกมากมาย เราก็เลยควรจะใส่ปกป้องกันตัวเองไว้ ดังนั้นเสื้อกาวน์ยุคแรก ก็จะเหมือนเสื้อ laboratory คือ เพื่อ “ป้องกัน” จริงๆ แขนยาวคลุมถึงข้อมือ และชายเสื้อยาวคลุมกางเกง กระโปรงหมด มีกระเป๋าเสื้อกาวน์ใบใหญ่ เพื่อใส่อุปกรณ์พื้นฐานในการตรวจคนไข้ อย่างหูฟังนั่นก็ควรมีของตนเอง ถึงแม้ว่าทุกหอผู้ป่วยจะมีให้อยู่แล้ว แต่เนื่องจากเวลาเราใช้ เราต้องเอาปลายยัดเข้าไปในรูหูลึกพอประมาณ ซึ่งมักจะติดขี้หูคนใช้ออกมาด้วยได้ง่ายๆ ถึงเราจะถูกให้กำลังใจว่าคนใช้คนก่อน เขาจะล้างให้แล้วล่ะด้วยอัลกอฮอล์ (แต่อาจจะลืมก็ได้นะหมอ) ตัดปัญหาก็ต่างคนต่างมีก็แล้วกัน และการที่เราดูคนไข้หลายคนต่อวัน ยิ่งควรจะป้องกันให้ดี

แต่ไปๆมาๆ ผมไม่แน่ใจว่า “function” ของเสื้อกาวน์มันเลือนๆหายไปตอนไหน ในภายหลังเสื้อกาวน์กลายเป็น “เครื่องแบบ” และเริ่มวิวัฒน์ไปในรูปแบบต่างๆกัน

และคงจะด้วยความที่เราเป็นเมืองร้อน ก็เลยเกิด idea ว่าไม่อยากใส่เสื้อสองชั้นให้มันลำบาก ก็เลยใส่เสื้อกาวน์ชั้นเดียวนี่แหละ เป็นเครื่องแบบมันซะเลย (เป็น idea ที่ Hollywood ยังไม่ยอมรับ เพราะภาพยนต์ยังยืนยันแบบสวมสองชั้นอยู่เป็นส่วนใหญ่)

และวิวัฒน์ต่อไปกลายเป็นประเพณีสัญญลักษณ์การ ขึ้นเรียนชั้นคลินิกของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่สาม ขึ้นชั้นปีที่สี่ นั่นคือ “พิธีรับเสื้อกาวน์”

บางที่ก็จัดได้อลังการงานสร้าง ซาบซึ้งตรึงใจ และเดี๋ยวนี้ก็ต้องมีถ่ายรูปกันเป็นที่รำลึก เป็นหลักฐานว่าครั้งแรกของเสื้อกาวน์ชั้น หน้าชั้นเด็กขนาดไหน (หารู้ไม่ว่าจะตกใจ เมื่อเปรียบเทียบกับในเวลาต่อมาไม่นาน!!) คนรับก็ดูจะดีอกดีใจไม่น้อย มีคุณพ่อคุณแม่ ญาติๆมาร่วมงานพิธีกันคับคั่ง ถ่ายรูปกันแบบเรียกว่าถือเป็นซ้อมใหญ่ก่อนงานรับปริญญาอีกสามปีนั่นเลยที เดียวก็มี

แต่สิ่งที่ผมอยากจะให้ น้องๆไม่ลืม และไหนๆก็จะทำเป็นสัญญลักษณ์แล้ว ก็คือ “ทำไม” วิชาชีพเราถึงได้สวมใส่เสื้อกาวน์มาแต่แรกเริ่ม นั่นเป็นสัญญลักษณ์ประการหนึ่งว่า งาน ของวิชาชีพเรานั้น เราจะต้องคลุกคลี ทำงานใกล้ชิดกับโลหิต ปฏิกูล มูตรคูถ เสมหะ นี่คืออภิสิทธิ์ของวิชาชีพที่เรายินดีที่จะใกล้ชิดกับสิ่งเหล่านี้ด้วยความ รักคนไข้ ด้วยความหวังที่จะเยียวยาผู้ที่อยู่ในความทุกข์ ก็ขอให้น้องๆในงานรับเสื้อกาวน์นี้ ได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่สัญญลักษณ์ดังกล่าวมีมาเพื่อ และเป็นหมอที่มีความสุขจากงานที่จะได้ทำด้วยครับ

Sunday, January 23rd, 2011 | Author: phoenix

เหมารวมด่วนสรุป ยาพิษแห่งการศึกษาใคร่ครวญ

อาทิตย์ที่แล้วได้รับเชิญเข้าไปร่วมสนทนาในการบรรยายเรื่อง Holistic Medicine ก็มีเรื่องราวคาบเกี่ยวระหว่าง “วิทยาศาสตร์” กับอื่นๆที่บางคนก็ว่าไม่ใช่วิทยาศาสตร์ บางคนก็ว่าไม่เกี่ยว ได้แก่ ความเป็นองค์รวม จิตวิญญาณ ความรู้สึก และสังคมศาสตร์ ในการสนทนาอย่างรวดเร็วนั้น สิ่งหนึ่งที่ผมเองจะ “รู้สึก” อยู่ตลอดเวลา (และมากขึ้นเรื่อยๆในช่วงหลัง) ก็คือ ความถดถอยของความสามารถที่จะช้าลง

มันเหมือนกับเราต้องทำอะไรแบบสมการเชิงเดี่ยวตลอดเวลา ถ้าเอาสารตั้งต้นตัวนี้ มาใส่กับตัวนี้ เดี๋ยวมันจะต้องออกมาตัวนี้ ซึ่งในการเรียนวิทยาศาสตร์เบื้องต้นนี้ เป็นอะไรที่ชัดเจน น่าตื่นตาตื่นใจมากกับความชัดเจน เที่ยงตรง เห็นได้ สัมผัสได้ อธิบายได้ ก็ไม่แปลกอะไรที่ “ชาววิทย์” จะหลงไหลในคุณลักษณะข้อนี้ของอะไรๆที่เกิดจากวิทยาศาสตร์

แต่ ใจผมคิดว่า product เหล่านี้ และลักษณะเหล่านี้ เป็นเพียงแค่ “ผลปลาย” เพียงส่วนเดียวของความเป็นวิทยาศาสตร์เท่านั้น ไม่ได้ represent sciences จริงๆ และสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นรากเหง้าที่มาของวิทยาศาสตร์คือ “ปรัชญาการค้นหาคำตอบ (หรือตั้งคำถาม) และกลวิธีที่เราจะพยายามไล่หาหาคำอธิบายอย่างซื่อตรง

ก่อนที่วิทยาศาสตร์จะ “ฟันธง” ว่าใช่ จะเกิดปรากฏการณ์สิ่งหนึ่งคือความสามารถผลิตซ้ำในสิ่งแวดล้อมเดิมๆ เราจะพยากรณ์ได้ว่าทำอย่างนี้แล้วจะเกิดอะไร ทว่าปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เป็นแบบนี้ (พยากรณ์ไม่ได้ unpredictable ทำซ้ำไม่ได้ unrepeatability) ไม่ได้แปลทันทีว่าปรากฏการณ์นั้นไม่เป็นวิทยาศาสตร์ หากแต่เกิดจากเรายังไม่ได้เข้าใจ “ปัจจัยทุกอย่าง”​ของปรากฏการณ์ต่างหาก คำว่า “เหตุปัจจัย” นี้มาพ้องกับหลักทางศาสนาพุทธ อย่างเช่น ปฏิจจสมุปบาท และอิทัปปัจจยตา ได้อย่างน่าสนใจ (อย่างน้อยก็สำหรับตัวผมเอง)

ในการสนทนาแบบเร็วๆ ทั้งสองฝ่ายรับข้อมูลมาปุ๊บ ก็จะหาสมการใส่ (ในสมอง) และหาคำตอบที่จะเด้งออกมาอีกทางหนึ่ง ในข้อมูลบางประเภทที่ปัจจัยมีน้อย คำตอบที่เด้้งออกมาก็จะค่อนข้างชัดเจนและสม่ำเสมอคงที่ ไม่แปรเปลี่ยนมากนัก แต่โชคร้ายที่บางเรื่อง เช่น เรื่องชีวิต และเรื่องนามธรรมทั้งหลาย ความดี ความเลว ความถูกต้อง ความผิด ฯลฯ เมื่อไรก็ตามที่มี “ชีวิต” เข้ามาเกี่ยวพัน เมื่อนั้นโอกาสที่เรายังไม่ได้เข้าถึง มองเห็น และเข้าใจ “เหตุปัจจัยทั้งหมด” จะสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ

ในการโต้เถียงของนักวิชาการ ผมเปรียบเสมือน wording swordplay คือทั้งสองฝ่ายกำลังร่ายรำกระบวนท่าวาทกรรมต่างๆใส่กัน บางทีไม่ใช่เพื่อ “ค้นหาความจริง” แต่เป็นเพื่อ “ประกาศสัจธรรม” คือของฉันนี่แหละถูกต้อง เธอจงเชื่อฉันเถิด ซึ่งจะว่าไปผมว่าแบบหลังนี่ไม่ค่อยน่าจะนับเป็นการสนทนานักวิชาการเท่าไหร่ เพราะสุดท้ายแล้ว values ของนักการศึกษาคือการแสวงหาความจริง ไม่ใช่แสวงหาความถูกต้องของตนเอง

ในช่วงชีวิตของ “นักศึกษา” คือผู้ฝักใฝ่เรียน ช่วงที่มีชีวิตชีวาที่สุดน่าจะเป็นตอน “แสวงหา” ไม่ใช่อยู่ที่การปกป้องสถานะความเข้าใจเดิมๆของเราเองตลอดไป และเมื่อไรที่จะมีทางได้ข้อมูลที่อาจจะเป็นเหตุปัจจัยมาเสริมเติมให้ครบ เมื่อนั้นจะเป็นโอกาสทองที่เราจะ construct สมการให้ครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งๆขึ้นไป แต่บรรยากาศในห้องเรียนทั่วๆไป แทบจะทุกชั้นปี (จากการสอบถามลูกสาวชั้นมัธยม ประถม อนุบาล) สิ่งที่ครูสอนไม่ใช่การแสวงหา แต่เป็นการ “ประกาศความจริง” ตลอดเวลา ซึ่งความจริงเหล่านี้ใช้เวลาไม่นานเลย ก็จะพบ “ข้อยกเว้น” จำนวนมากในชีวิตประจำวัน

ข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันที่สื่อสารกัน ไม่ว่าจะแบบ face to face หรือแบบ virtual เต็มไปด้วยการ “เหมารวมด่วนสรุป (stereotyping, generalization และ judgmental)” ไม่บอกเหตุผล บอกแต่ปัจจัยหลวมๆของตนเอง ซึ่งบางครั้งแทบจะไม่เกี่ยวข้องกับข้อสรุป แต่เมื่อมาถึงบทสรุป ก็เต็มไปด้วยความเห็น อารมณ์ และ (โชคร้ายอย่างยิ่ง) ที่บางทีก็ hatred language ภาษาแห่งความเกลียดชัง

เดี๋ยวนี้ผมแทบจะอ่านหนังสือพิมพ์ online เพื่อฝึกสภาวะจิตตนเอง ดูว่านิ่งไหม ที่ว่านิ่งๆน่ะ อ่านแล้วเป็นเช่นไร หนังสือพิมพ์บางฉบับใช้ภาษาแห่งการโกรธเกลียดทุกวันๆละหลายๆรอบ ติดต่อกันหลายปี ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะนึกเป็นห่วงสุขภาวะของผู้ที่ผลิตงานเหล่านี้มา เพราะดูเหมือนว่าจะไม่มีช่องว่างให้อารมณ์บวกนั้นเติบโตมาได้เลย เมื่อใดที่มีคนแตะต้อท้วงติง ก็จะเกิดการรวมตัวกันต่อต้าน ใช้ภาษากเฬวรากขับไล่จนคนเตือนต้องเบื่อหน่าย ท้อถอย ออกไปจากวงแห่ง one us นี้ไปในที่สุด

ในฐานะที่อยู่ในวงการการศึกษา ปรากฏการณ์เหล่านี้น่าตระหนกและน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ทักษะในการช้าลง ในการฟัง ในการมองหาปัจจัยเรื่องราวต่างๆนั้น สำคัญสำหรับงานทุกอย่าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานด้านบริการสุขภาพ เพราะสุขภาวะนั้นเป็นคำใหญ่ ลึก ที่ถ้าเรามาทำให้เป็นเฟืองเล็กๆ สมการเชิงเดี่ยว สามารถเหมารวมด่วนตัดสินไปหมดแล้ว ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ใคร่ครวญและไตร่ตรองจะหายสาบสูญไปหมด คนจะตกเป็นทาสอารมณ์ สังคมตกเป็นทาสอารมณ์ ถ้าเราไม่ยอมดูแลใจ ดูแลจิต ดูแลความรู้สึกของเราและคนรอบๆข้างให้ดี

Sunday, January 23rd, 2011 | Author: phoenix

Positive and Negative campaign

ทุกปีในเดือนธันวาคมและเดือนมกราคมผมจะได้มีโอกาสทำกิจกรรมกับนักศึกษา แพทย์ปีที่ 4 คือ block health promotion (การสร้างเสริมสุขภาพ) และได้เห็นการเติบโตของทั้งปัจเจกบุคคลและทั้งยุค นั่นคือ เด็กที่เราเห็นธรรมดาๆตอนราวน์คนไข้ ตอนนั่งเรียนในห้องบรรยาย ได้ออกมาแสดงอะไรๆที่น่าทึ่งแก่เพื่อนๆและอาจารย์ และความสามารถในเรื่องการใช้ IT หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประกอบการสื่อสารนั้น เรียกว่าเป็นช่วงผันผ่านของยุคสมัยจริงๆ

โครงการสร้างเสริมสุขภาพที่น้องๆนักเรียนแพทย์นำเสนอ จะเป็นอะไรที่เน้นที่พฤติกรรม นั่นคือลดพฤติกรรมเสี่ยงและเสริมสร้างพฤติกรรมที่จะเป็นฐานของสุขภาวะที่ดี ในทุกมิติ รวมแล้วจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมขึ้นในกลุ่มเป้าหมาย เรื่องนี้ว่าแต่ทฤษฎีอย่างเดียวไม่เห็น​ (และไม่สนุกด้วย) ต้องลงมือกระทำ ไม่ว่าจะเอาจริงๆจังๆไปเลย หรือเป็น simulated ก็ตาม เราจะได้เห็นว่าการที่มนุษย์จะเปลี่ยนพฤติกรรมนั้น เป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ คือ มันไม่ได้มาตามตรรกะเหตุผลซะทีเดียว แต่ “แรงด้านอารมณ์” นั้นเยอะมาก และมนุษย์ฝั่ง “วิทยาศาสตร์” มักจะบอก (หรือหลอก) ตัวเองว่าอารมณ์ความรู้สึกเป็นอะไรที่เราไม่ใคร่ถนัดนัก ขอเอาแต่ (หรือแค่) เหตุผลก็พอ แต่จะพบในภายหลังว่าที่แท้จริงแล้ว ทุกคน (มนุษย์) มีอารมณ์ และอารมณ์เป็นแรงผลักดันพฤติกรรมทั้งภายในและภายนอกที่สำคัญ เพียงแต่การควบคุม รู้จัก และใช้ด้านนี้ให้เป็นประโยชน์ ก็จำเป็นต้องมีทักษะเหมือนๆกับความรู้ทุกชนิด และทักษะที่ว่านี้ไม่มีทางลัด จะต้องมาจากการปฏิบัติจริง ฝึกจริง ซ้ำแล้วซ้ำอีก และข้อสำคัญคือนำเอาประสบการณ์ที่ทำ มาใคร่ครวญไตร่ตรองให้ลึกซึ้งต่อไป

ในเครื่องมือ empowerment ที่ WHO แยกแยะมา มี 3 หมวดคือ enabling, mediating, และ advocating ผมแปลง่ายๆไว้ว่า “ทำได้ ทำง่าย” เป็นสองอย่างแรก ส่วน advocating คือการ “รณรงค์” ให้เกิดการรับรู้ว่า “ต้องทำ ควรทำ และน่าทำ” รวมเป็น “แรง 5 ประการ” ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

บทความนี้จะขอพูดเฉพาะสามประการสุดท้าย คือการรณรงค์ ที่เน้นเรื่อง​ “การรับรู้ของคน” ว่าทำอย่างไร จะเกิดความรู้สึกว่า ต้องทำ ควรทำ และน่าทำ

CAMPAIGN การรณรงค์

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และพบบ่อยมากในชีวิตประจำวันก็ว่าได้ ด้วยสาเหตุบางประการ การ “ขับเคลื่อนผู้คนมวลมาก” กำลังเป็นปัจจัยที่ห้าในการดำรงชีวิตไปซะแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ว่ากฏ ไม่ว่าระเบียบ ไม่ว่ากฏหมาย ไม่ว่าศีลธรรม ศาสนา จรรยา จริยะ ฯลฯ กลายเป็นคำที่ถูก mock ล้อเลียน ขาดความ “ศักดิ์สิทธิ์” อย่างตะก่อนไปอย่างน่าสนใจมาก สิ่งที่ว่ามาจึงกลายเป็นเครื่องมือที่ไร้ประสิทธิภาพไปโดยปริยาย อาจจะถึงขนาดใคร quote ขึ้นมา ก็จะถูกโห่ฮา เหยียดหยาม ไปเลยทีเดียว

แล้วเขาใช้อะไรกัน?

การรณรงค์สำหรับ mass หรือคนมากๆนั้น มีสองเวที คือ เวทีจริง ที่เผชิญหน้ากัน เนื้อต่อเนื้อ ปากกับหู มือกับตัว ระหว่างคนเชื้อเชิญกับผู้ถูกเชื้อเชิญ อีกแบบหนึ่งเป็นแบบที่มี media คือสื่อต่างๆคั่น อาทิ ทางวิทยุ ทีวี และที่ทรงพลังอำนาจมากในปัจจุบันคือ internet นั่นเอง

แบบแรกนั้นท้าทายและใช้ “พลังฝีมือ” เยอะ แต่แบบหลังกำลังจะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นๆ คนทำสามารถทำได้แม้ว่าสามารถขยับนิ้วได้นิดเดียว แต่ขอให้พิมพ์ keyboard ได้ ก็จะกลายเป็น campaigner มือฉมังไปได้อย่างอัศจรรย์ แต่ว่ามานี้ก็ไม่ง่ายนัก เพราะในขณะที่มีคนทำสำเร็จมากมาย ไม่ว่าจะพาไปขึ้นสวรรค์ หรือลงนรกก็ตาม ก็ยังมีคนที่ทำเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้น เจอะเจอแต่อุปสรรค ก่อให้เกิดความเครียดอย่างยิ่ง

นี่ก็จะเป็นสิ่งที่น้องๆหมอจะต้องเผชิญของจริงในอนาคตอันใกล้ จะพบว่าการรณรงค์ healthy behaviors นั้น แม้ตามเนื้อผ้าน่าจะง่าย แต่คนเรานั้นทำดีแม้แต่กับตัวเองก็สามารถกลายเป็นสิ่งยากไปได้ หากข้อมูลมันเข้ามาไม่ดี หรือเจอตอขวางทางอยู่ จะขอเอาเฉพาะการรณรงค์สองแบบ คือ positive campaign คือ การรณรงค์ให้เกิดอารมณ์ด้านบวกผลักดันหรือฉุด และ negative campaign อันนี้จะใช้อารมณ์ด้านลบผลักดันหรือฉุด อารมณ์บวกได้แก่ ความรัก ความชอบ ความพึงพอใจ อิ่มใจ ความหวัง ใฝ่ฝัน ศรัทธา ส่วนอารมณ์ลบได้แก่ ความกลัว ความโกรธ ความเกลียด ความแค้น ความเศร้า เสียใจ อับอาย อารมณ์ทั้งสองด้านสามารถก่อให้เกิดพฤติกรรมได้ทั้งคู่

ถ้าถามเฉยๆ ก็อาจจะไม่ค่อยมีใครบอกว่าตนเองอยาก หรือกำลังใช้ negative campaign แต่เราจะพบว่า “จำนวนมาก” ที่ใช้ negative campaign เป็นหลักในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้คน

การใช้กฏหมาย บทลงโทษ ปรับ ฯลฯ พวกนี้เป็น negative campaign การทำให้เกิดความ “กลัว โกรธ แค้น” เป็น negative campaign และยั่งยืนอีกต่างหาก การทำให้เกิดความ “อับอาย เศร้า เสียใจ” ก็เช่นกัน และสิ่งที่เราควรจะรู้ก็คือ สาเหตุที่ negative campaign works นั้นก็เพราะ “อารมณ์ด้านลบนั้น สามารถเสพตนเองเพื่อเติบโตได้” ต่างจากอารมณบวกที่เราจะต้องเติมอาหารบวกลงไปเรื่อยๆ หมดเมื่อไรก็หยุด

แต่สิ่งที่อารมณ์ลบทำให้เติบโต ไม่ใช่วุฒิภาวะ หรือปัญญาอะไร มันทำให้ “ตัวมันเอง” ที่จะเป็นแรงผลักดันนั้น ใหญ่ขึ้นๆเรื่อยๆ และต้องการเสพมากขึ้น เหมือนยาเสพติด เช่น เคยฟังคำหยาบขนาดนี้แล้วเฮ แล้วสนุก ทำๆไปมันจะเริ่มจืด ไม่สนุก ต้องหยาบขึ้น โลนขึ้น แปลกใหม่ขึ้น จึงจะ “กระตุ้นได้เท่าเดิม”

บาง campaign ที่ดูเหมือนเป็น positive campaign ก็อาจจะเป็น negative campaign ที่จำแลงมาก็ได้ ได้แก่การรณรงค์ที่ให้ incentive หรือผลตอบแทนที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับกิจกรรม หรือพฤติกรรมที่ดีนั้นโดยตรงหรือแม้แต่โดยอ้อม พูดง่ายๆก็คือ bribery หรือการติดสินบนนั่นเอง ได้แก่ เชิญมาร่วมกิจกรรมแล้วจะแจกลูกโป่ง แจกลูกอม แจกเงิน จับฉลากของรางวัล ฯลฯ แม้ว่าจะเป็น campaign ที่ดูเหมือนจะใช้ “อารมณ์บวก” ผลักดัน แต่นี่คือการใช้ความโลภ ความเกียจคร้าน (ที่จะทำงานให้ได้สิ่งที่อยาก) เป็นอารมณ์ลบที่คนตกเป็นทาสได้ง่ายๆ

สิ่งที่น่ากลัวก็คือ แม้ว่า negative campaign จะเหมือนมีประสิทธิภาพ แต่ผลระยะยาวนั้นน่ากลัว เพราะอารมณ์ลบทุกอย่าง มีพื้นฐานร่วมคือการสร้างความไม่พึงพอใจ และที่รุนแรงมากที่สุดคือ “ความกลัว” แต่จะออกมาในพลังงานของโกรธ แค้น ริษยา อาฆาต ไปแทน เมื่ิอไหร่ก็ตาม incentive หมดไป ด้วยความที่ไม่ได้มี positive force ในตัวเองมาแต่แรก ก็ต้องหาทางระบายออกทางอื่นไปแทน

ในการทำ health promotion ที่ยั่งยืน จึงควรจะใช้ positive campaign ที่อยู่ในเนื้อ อยู่ในตัวของกิจกรรม จึงจะเป็นการ “เปลี่ยน” ที่เริ่มจาก inner self ที้แท้จริง ที่เสริม “ตัวตน” ทำให้ตัวตนทีแท้นั้นมีพลัง (empowered) แข็งแกร่งขึ้น มุ่งมั่นขึ้น เพราะมีฐานพลังที่เต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา และจิตสาธารณะ หลังจากที่อัตตานั้นวางลงได้ ไม่มีอะไรที่จะกลัว ไม่มีอะไรที่จะเกลียด ไม่โดนปรับ ไม่โดนลงโทษ แต่ทำไปเพราะจะได้ยกระดับจิตของตนเอง เพื่อความสุขของคนรอบข้าง ของคนที่เรารัก และของคนที่รักเรา

ทฤษฎี เหล่านี้จะเห็นว่าไม่ค่อยจะใช้ได้ในทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบอบที่เน้น “การแข่งขันเปรียบเทียบ” เพราะในวัฒนธรรมการคิดระบอบนี้ จะมีคนมาปัดแข้งปัดขาตลอดเวลา มีคนที่จะต้องเกลียด มีคนที่จะต้องทำลาย มีคนที่จะต้องปฏิเสธ การเมืองในระบอบนี้ก็จะสร้าง “สิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อในการสร้างเสริมสุขภาพ” เพราะเต็มไปด้วย negative campaign

ยังดีที่นานๆ ในกิจกรรมของนักเรียนแพทย์ เราจะเห็น negative campaign หลุดเข้ามา ก็มีบ้างที่บางอย่างอยากจะใช้กฏหมายบังคับ แต่จริงๆแล้วในรัฐศาสตร์นั้นจะนุ่มนวลประนีประนอมกว่าการใช้นิติศาสตร์เยอะ แต่มันทำยากกว่าเท่านั้นเอง

Tuesday, January 18th, 2011 | Author: phoenix

ทักษะการคิดใคร่ครวญ

ในศึกษาศาสตร์ หรือวิชาว่าด้วยการเรียนและการสอนนั้น จะว่าไปก็สนุกดี ทั้งนี้เพราะว่ามนุษย์นั้น เขาว่ากันว่าเรามีคุณลักษณะพิเศษประการหนึ่ง ที่แยกแยะตัวเราออกจาก species อื่นๆ นั่นก็คือ “มนุษย์สามารถรู้ตัวว่าเรากำลังรู้สึก” คือมี awareness ของสภาวะตนเองได้ พูดง่ายๆ เหมือนกับเราเดินออกมาจากร่าง หันกลับมามองดูที่ร่างเดิม ก็เห็นว่าร่างนั้นกำลังรู้สึกอะไรอยู่ กำลังโกรธ กำลังเขินอาย กำลังฮึกเหิม กำลังท้อแท้ ฯลฯ สติที่มองเห็น “ตน” หรือ “อัตตา” ทำให้มนุษย์สามารถเรียนรู้เรื่องราวประการหนึ่งที่สำคัญมาก คือ “เรียนรู้ตนเอง”

เราสามารถเรียนรู้ว่่่า “อ้อ..นี่เรากำลังโกรธนะ เพราะอะไรหว่า?” หรือ “อ้อ.. เมื่อกี้เราพึงพอใจนะ เรื่องอะไรและเพราะอะไรนะนี่?” ฯลฯ ทำให้มนุษย์มีต้นทุนที่จะ “ยก” ระดับจิต ความรู้สึกนึกคิด การให้่ความหมาย จากระนาบเดิมขึ้นไปข้างบน (หรือจะลงข้างล่าง… แล้วแต่) หลังจากใคร่ครวญว่าไม่อยากจะอยู่ที่เดิม

สัตว์อื่นๆทั่วๆไป มันจะแค่ “รู้สึก” อย่างเดียว และก็หมกมุ่นจมปลักไปกับความรู้สึกนั้นๆ หนักกว่านั้นก็คือ “ตกเป็นทาส” ของอารมณ์ ความรู้สึก การให้ความหมายแบบเก่า แบบเดิม พฤติกรรมเราก็จะซ้ำซาก จำเจ ไม่เปลี่ยนแปลง จะเรียนอะไรก็ตาม แต่ถ้าไม่ได้มีผลเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราเลยนั้น มันก็จะไม่พาเราไปถึงไหน ทั้งตัวเราเอง คนรอบข้าง สังคม ประเทศ ฯลฯ

ครั้งหนึ่ง Edmund Burke นักปรัชญา การเมือง นักคิดผู้หนึ่งของอังกฤษ เคยมี remark ไว้ว่า “เราอย่าได้เข้าใจผิดคิดว่าเสียงบ่นที่ดังที่สุด เป็นเรื่องเดียวสิ่งที่พึงกระทำก่อน หรือสำคัญที่สุด” จริงๆแล้วมันก็เป็นเพียง “เสียงที่ดังที่สุด” เท่านั้น ในการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังของเรื่องราวมนุษย์ เป็นเรื่่องที่ซับซ้อน และมีมิติมากมายเกินกว่าที่เราจะควร oversimplify ทำให้มันห้วนสั้นเหลือแค่เป็นการประกวดการตะโกนเรียกร้องความสนใจเท่านั้น ในปัจจุบัน รู้สึกว่า “เทคนิกการตะโกนดัง” จะเป็นที่นิยมมาก วัดความถูกต้องโดยอารมณ์ จำนวนคนมากกว่า เสียงดังกว่า หรือความก้าวร้าวกว่า ในขณะที่เรากำลังรณรงค์เรื่องการ “ฟัง” หรือ “การยอมรับความคิดต่าง” จะเห็นกระแสที่เป็น anti-thesis ในเรื่องนี้เกิดขึ้นคู่ขนานไปอย่างดุเดือด เพราะพอเรา “จับได้” ว่าใครคิดต่าง หลังจากนั้นเจ้าของความคิดต่างนี้ไม่ว่าจะพูด จะทำ จะอยู่เฉยๆ ฯลฯ ก็จะเลวไปหมดทุกประการ ใครคิดเหมือนเรา ต่อไปไม่ว่าจะพูด จะทำ จะอยู่เฉยๆ ก็จะดีไปหมดทุกประการเหมือนกัน

ย้อนกลับมาเรื่องการเรียนการสอน สิ่งแรกที่เราสอนนักศึกษาแพทย์สำหรับทักษะด้านคลินิกก็คือการสัมภาษณ์ผู้ ป่วย ซึ่งไปๆมาๆตอนนี้กลายเป็นความท้าทายสำหรับครูอาจารย์ไปเสียแล้ว เพราะการณ์ปรากฏว่า นักศึกษาหลายๆคนขาดทักษะการวิเคราะห์ การเชื่อมโยงข้อมูล การใช้ตรรกะไปอย่างน่าพิศวงงงงวย อาทิ โดยทั่วๆไป คนไข้จะมาหาหมอด้วย “อาการนำ” หมอก็จะซักประวัติเพิ่มเติม ลงรายละเอียด เสร็จแล้วก็ตรวจร่างกาย นำเอาสิ่งที่พบเจอในกระบวนการขั้นตอนดังกล่าว มาบีบกลุ่มโรคที่เป็นไปได้ให้เหลือน้อยที่สุด บางทีกอาจจะเหลือเพียงโรคเดียว ก็คือวินิจฉัยได้เลย แต่บางทีก็ต้องการการซักเพิ่ม ตรวจร่างกายเพิ่ม หรือส่งตรวจพิเศษเพิ่ม จึงจะให้การวินิจฉัยบอกโรคได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ นักเรียนสุ่มเดาโรคที่น่าจะเป็นจากข้อมูลแรกสุด คืออาการนำเท่านั้น และดูจะไม่สามารถดึงเอาข้อมูลที่เหลือมาประกอบกันให็มีความจำเพาะมากขึ้นได้ เลย

นี่คือการเรียนแบบ check list ทำตามรายการ แต่ไม่ได้ฝึก “คิด” ปัจจัยนี้มาแปลว่าอย่างนี้เท่านั้น และแปลว่าอย่างนี้ก็ไม่ได้มาจากการคิด เพียงแค่ “คนอื่นเขาบอกมา” ก็สามารถปลงใจเชื่อไปได้อย่างง่ายดาย เพราะ “จำ” มันง่ายกว่า และเร็วกว่าคิดเยอะ

ผมมีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับอาจารย์แพทย์ ครูแพทย์ หลากหลายสถาบัน เรื่องที่น่าสนใจในพฤติกรรมและเจตคติของนักเรียนมีเยอะ ทั้งน่าทึ่ง เพราะเด็กสมัยดีทันสมัย ใช้เทคโนโลยีเก่ง มีทั้งน่าตกใจ และน่ากลัว เพราะเด็กสมัยดีคิดอะไรๆออกมาที่เราหัวเก่าก็อึ้งไปเหมือนกัน

ตัวอย่าง มี นักศึกษาแพทย์คนหนึ่ง จากสถาบันแห่งหนึ่ง ได้รับจ่ายเคสคนไข้ให้มาดู ซักประวัติ ตรวจร่างกาย และเขียนรายงานส่ง แกก็เขียนมาให้ เพียงแต่ว่ารายงานของแกนั้น อ่านปุ๊บก็ทราบทันทีว่าลอกๆรายงานของคนไข้โรคเดียวกันนี้ฉบับเก่าๆมาส่ง เพราะว่าคนไข้รายปัจจุบันจะมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ และมีโรคอื่นร่วมด้วย แต่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในประวัติหรือรายงานเลย อาจารย์ก็เลยบอกไปให้เขียนมาใหม่

ตรง นี้ไม่เท่าไหร่ครับ ปรากฏว่าเด็กคนนี้ไปถามเจ้าหน้าที่การเรียนการสอนว่า คะแนนจากรายงานฉบับนี้เป็นเท่าไหร่ของทั้งหมด พอทราบว่ามันนิดเดียว แกก็บอกหน้าตาเฉยว่า “งั้นผมไม่เขียนใหม่ก็แล้วกันนะครับ” คือยอมไม่เอาคะแนนจากรายงานฉบับนี้ เพราะคะแนนมันน้อยมาก

นี่ เป็นการเรียนชนิดเอา “คะแนนเป็นสำคัญ” และเอาคะแนนเพื่อผ่าน (for survive) อะไรที่ตัดทิ้งได้ ก็ตัด ชีวิตจะได้สุขสบาย หาได้ขวนขวายเอาความรู้ไม่ รอแต่การ “สอบผ่าน” หรือ “เรียนจบ” เท่านั้น จากเกณฑ์ผ่าน เกณฑ์จบที่ชัดเจนอยู่แล้ว

นี่เป็นตัวอย่างการเรียนที่ “เกณฑ์ผ่าน เกณฑ์จบ” มันไม่ได้สะท้อนปรัชญา จิตวิญญาณวิชาชีพที่สมควรจะมี สัดส่วนคะแนนไปหนักที่ cognition หรือตัวความรู้ เทคโนโลยี ทฤษฎี ฯลฯ แต่คะแนนความเป็นคน ความเป็นหมอ ความรับผิดชอบ ใส่ใจ และการเคารพในกติกา ทั้งหมดพอถูกแปลงเป็นสัดส่วน เป็นเปอร์เซนต์คะแนน ก็จิ๊บจ๊อยจน “ตัดทิ้งได้” ไปและก็ถูกตัดท้ิงจริงๆ

ฟังแล้วรู้สึกอย่างไรครับ?

หมอแบบนี้ พอได้คำวินิจฉัยหลักมา ก็สั่งยาได้ จะหยุดฟังต่อทันที เพราะสิ่งที่เหลือมันเป็น “ส่วนเกิน” หรือ “ตัดทิ้งได้” และนี่เองที่กำลังเป็นแก็บ เป็นช่องว่าง เพราะสิ่งที่จะฟังต่อไปต่างหากที่จะนำมาเสริมความสัมพันธ์ ความเข้าอกเข้าใจซึ่งจะนำไปสู่ความเห็นอกเห็นใจ

หรือความเป็นมนุษย์นั่นเอง

และพอเรา surrogate ปัจจัยความเป็นมนุษย์มาวัด มาจัดมาตรฐาน เป็นคะแนน มิตินี้มันก็เลยกลมกลืนไม่แตกต่างอะไรกับความรู้เรื่องขนาดยา ทฤษฎีโรค เพราะมันกลายเป็น​ “คะแนน” เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงนั้น ความรู้เรื่องยา ทฤาฎีโรค ถึงไม่อยู่ในหัวหมอ ก็พอเปิดหาอ่านได้ แต่จริยธรรม ความรับผิดชอบ และความเป็นมนุษย์ ถ้าไม่มีอยู่เลย มันจะขาด insight ไม่มีใครจะเปิดอ่าน เพราะไม่จำเป็น

Wednesday, December 15th, 2010 | Author: phoenix

คนเราเปลี่ยนได้จริงๆหรือ?

เดี๋ยวนี้การทำงานอย่างหนักเอาเป็นเอาตายกำลังจะเริ่มตก trend มีคนงานวิจัยไปสัมภาษณ์ผู้คนว่าก่อนตายเสียดาย (เสียใจ) อะไรมากที่สุด คำตอบยอดนิยมคือ น่่าจะใช้เวลากับความสัมพันธ์ดีๆมากกว่านี้ ไม่น่าไปมุ่งทำงานมากเท่าที่ได้ทำเลยเพราะขาดอะไรดีๆ คิดถึงเพื่อนเก่าๆคนเก่าๆ แสดงให้เห็นชัดว่าชีวิตที่ลุยตะบี้ตะบันขาดการหน่วงช้าและหยุดมองวิวรอบๆ ด้านนั้น นำมาซึ่งความรัดทดเสียดายในภายหลัง

ก็เลยมีการออก​ “ปลีกวิเวก” กัน แล้วแต่จริต มีหลากหลายรูปแบบ แต่ที่คล้ายๆกันก็คือ “เปลี่ยนที่ เปลี่ยนกิจวัตร เปลี่ยนการสื่อสาร” โดยเน้นไปที่ที่สงบขึ้น ทำอะไรช้าลง คิดช้าลง คิดละเอียด เพ่ิมความรัก เพ่ิมความเห็นอกเห็นใจ และมองชีวิตอย่างใคร่ครวญ แล้วแต่ใครจะชอบเทคนิกไหน หลายๆคนก็ติดใจไปตามๆกัน พอปลีกได้สักพัก ก็บอกว่า “เอาล่ะ พอแล้ว มา recharge battery พร้อมที่จะไปลุยเหมือนเดิมแล้ว อีกไม่นานก็ย้อนกลับมาปลีกวิเวกใหม่

ซึ่งความจริงยุทธศาสตร์ หรือยุทธวิธีต่างๆเป็นแค่อุบายเท่านั้น สิ่งที่เกิดความเปลี่ยนแปลงหลักๆมันอยู่ในศีรษะ (หรือบ้างว่า “อยู่ในหัวใจ”) ของเราเองทั้งนั้น เวลาไปปลีกวิเวกก็ศีรษะนี้ เวลากลุ้มใจมีไมเกรนก็ศีรษะนี้แหละ ไม่ใช่หัวคนอื่น ไม่ใช่หัวใจคนอื่นเลยที่กำลังเต้นระรัว ผางๆ ร้อนรุ่มอยู่ตอนนี้

คำถามยอดฮิตใน workshop ที่เคยทำมา แม้ว่าจะไม่ใช่ workshop ปลีกวิเวกก็ตาม แต่กระบวนการหลักๆเราเน้นเรื่องจิตที่ช้าลง ละเอียดขึ้น มีสติ มีการรับรู้ที่ละเอียดขึ้น ผู้มาเข้าร่วมหลายๆท่านเกิดการติดใจที่เรารับรู้อะไรได้เยอะ ได้ดี บางคนที่กล้าลงไปวิเคราะห์ตนเอง ยอมบาดเจ็บ ก็ได้ค้นหา primary causes ของความเจ็บป่วยของตนเองได้เยอะ แต่ก็ยังถามเหมือนเดิมว่า “นี่กลับไป ก็คงจะเหมือนเดิมนะคะ” หรือ “ไม่มีเสียง ไม่มีภาพ ไม่มีรูปอาจารย์แล้ว จะทำต่อได้ยังไงกัน” กายภาวนา จิตภาวนา เวทนาภาวนา และธัมมะภาวนาคงจะได้ทำเฉพาะใน workshop นี้เท่านั้น

จริงๆหรือ?

จริงอยู่ ที่ workshop เราได้ใช้เวลาค่อนข้างมากในการดูแลตนเอง แต่นั่นเพราะเรามี “เวลาน้อย” ต่างหาก ที่จะได้มาอยู่ด้วยกัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ เราสามารถค่อยๆทำ ค่อยๆรับรู้ได้ ในกิตวัตรประจำวันของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นล้างจาน ถูบ้าน กวาดพื้น เดินจงกรม หรือนอนภาวนา (ที่เรียกเท่ห์ๆว่า “bodyscan” นั่นแหละ) เราไม่เคยบอกเลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ จะต้องมาทำในห้องปูผ้าขาว มีหมอนขวานพับได้ไว้อิง แต่ energy ของสิ่งแวดล้่อมภายในและภายนอกต่างหากคือสิ่งสำคัญ

สิ่งสำคัญที่ว่า “การเปลี่ยนแปลงภายใน” นั้นอาจจะเป็นปัญหา เพราะเราสังเกตไม่ออก มองไม่เห็นชัดเจน มันเป็นความรู้สึก และบางทีก็ออกไปด้านความคิด ทัศนคติ เหมือนดอกไม้ ต้นไม้ที่เคยเห็นเดิมๆแต่กลับไม่เหมือนเดิม คนไข้ที่เคยน่ารำคาญ จู้จี้ กลับน่ารัก น่าเห็นใจ ผู้ร่วมงานที่เคยขี้เกียจ ไม่ใส่ใจ กลับยิ้มให้เรา ทำโน่นทำนี่เยอะเหมือนกันนะ ฯลฯ

สิ่งที่ยากในการเปลี่ยนบางทีก็ไม่ใช่เรื่องเปลี่ยนแล้วจะดีอย่างไร แต่กลับเป็นเรื่องทำไมถึงไม่เปลี่ยนมากกว่า

เดี๋ยวนี้เป็นยุคแห่งความแปลก แหวกแนว ความดี ธรรมะ เป็นคำแสลงหัวใจ ปรองดองพ้องกับไม่จริงใจ สมานฉันท์แปลว่าเสียบข้างหลังดีกว่า เรียกว่าเป็นยุคแห่ง “วาทกรรม (discourse)” ตกลงเราจะแปลกหรือไม่แปลกดี แปลกธรรมดาดี หรือแปลกไปเลยดี ค่านิยมเหล่านี้จะมีผลต่่อการ “จะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน” ทั้งสิ้น

ย้อนกลับมาที่ทฤษฎีเรื่องชีวิต ของฮัมเบอร์โต มาตุรานา และฟรานซิสโก วาเรลา เรื่อง autopoiesis (auto =  self, poiesis = make, happen การให้กำเนิดตนเอง หรือการถือกำเนิดด้วยตนเอง มีผู้แปลว่่่า “อัตโนปสิทธิ” ผมเคยแปลว่า “อัตตกำเนิด” แล้วแต่ชอบก็แล้วกัน) ความหมายของชีวิตนั้นอยู่ที่ function ไม่ได้อยู่ที่องค์ประกอบ มีแต่องค์ประกอบไม่มี function ก็ไม่มีชีวิต ดังนั้นป่วยการที่เราจะเรียนรู้เรื่องชีวิตโดยการเรียนแต่องค์ประกอบ (แต่เราก็เรียนแบบนี้ในโรงเรียนแพทย์มานานแล้ว) โดยไม่ได้พูดเรื่อง cognition (การรับรู้ มีคนแปลว่า “พุทธภาวะ”) คือการมีการรับรู้ต่อสิ่งแวดล้อมภายในกับภายนอกเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของชีวิต เมื่อเป็นเช่นนี้ “การเปลี่ยนแปลง” นั้นก็จะต้องผูกพันกับ cognition ที่ว่านี้ด้วย

ว่าเรามี “สติ หรือ การรับรู้” มากน้อยและอย่างไร

หากการรับรู้นั้นๆยังไม่เกิด พฤติกรรมที่ถูกปรับ ก็เป็นเพียงผลปลายที่ไม่มีทิศทางกำกับ เด็กทำดีเพราะถ้าไม่ทำจะถูกทำโทษ ถูกตำหนิ ไม่ใช่ทำเพราะมันดี พูดจาไพเราะเพราะมีคนชม ไม่ใช่เพราะทำให้คนอื่นมีความสุข จะเห็นว่าพฤติกรรมสุดท้ายเหมือนกันที่มีแรงผลักดัน แรงบันดาลใจไม่เหมือนกันนั้น สามารถ “ต่างกัน” ได้เยอะ

คนที่ทำหน้าที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ถ้าไปเน้นที่ “พฤติกรรมเปลี่ยน” โดยไม่ใส่ใจว่าทำไมถึงควรจะเปลี่ยน หรือเปลี่ยนเพราะอะไร ในที่สุด behavior engineer ก็จะไปเน้นที่ output ปลายอย่างเดียว เพราะเรามัวแต่ไปวัดกันตรงนั้น ง่ายดี ชัดดี

ในวงการศึกษาของเรา ทำกันแบบไหนเอ่ย?

Tuesday, December 14th, 2010 | Author: phoenix

Salutogenesis and Self-transcendence

What do I like about SHA?

มีคำถามหนึ่งป๊อบขึ้นมาในศีรษะก่อนจะถึงวันงานประชุมสัมมนา SHA conference and contest ณ รร.อิมพีเรียลควีนส์ปาร์คในอีกไม่กี่วันนี้ เนื่องจากผมได้มีโอกาสอันดีที่ได้มาเกี่ยวเนื่องพัวพันกับ SHA หรืออีกนัยหนึ่ง HA ที่เพิ่ม S เข้าไป (Safety, Standard, Sustainability, Sufficiency economy และ Spirituality) ด้วยการร่วมจัดกิจกรรม workshop ให้แก่โรงพยาบาล SHA รุ่นสอง และบางส่วนของรุ่นหนึ่งเกือบๆร้อยโรง และกับท่านที่ปรึกษาผู้ตรวจเยี่ยมของ สรพ.อีกชุดหนึ่ง ในระหว่างนั้นได้ยินได้ฟังเรื่องราว มุมมอง เสียงสะท้อน ทั้งเป็นและไม่เป็นทางการ ทั้งจากตัวเราเองและตัวคนอื่น จากผู้ปฏิบัติงาน ผู้บริหาร แนวหน้า แนวหลัง แนวสนับสนุน

ตามธรรมเนียมของอะไรที่ไม่เหมือนเดิม (บางท่านเรียกว่า “ใหม่” แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใหม่ แค่ “ไม่เหมือนเดิม” เท่านั้น) ก็จะมีคนหวาดระแวง จากที่เคยอยู่ใน safe zone ของตนเองมาดีๆ กำลังจะมี threat มาคุกคามหรือไม่ ก็ตั้งคำถาม ตั้งข้อสังเกตไปพลางๆ

ทำ spirituality เยอะๆ ระวังจะทิ้งเรื่อง safety เรื่อง standard น่ะหนา

ก็เป็น remark ที่ได้ยินมาแว่วๆ แต่เราก็ไม่ได้กังวลอะไรมาก เพราะสาเหตุที่ทำงาน SHA (หรือทำเรื่องดูแลผู้คน) แล้วจะได้ spirituality ไม่ได้เป็นอะไรที่เปลี่ยนตรงพฤติกรรม หากแต่ยังเป็นคนๆเดิมที่ทำอะไรเพื่อความปลอดภัย ความสุขของคนไข้ เพียงแค่ทำด้วยจิตภายในที่ละเอียดขึ้นเท่านั้น เพราะที่สุดแล้ว เราได้เรื่องจิตวิญญาณก็ต่อเมื่อเรา “เห็น” หรือเกิด seeing ในสิ่งที่เราทำ หรือพยายามจะทำ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอยากได้มาตรฐาน ได้รางวี่ รางวัล ชิงดีชิง award อะไร

สิ่งที่ผมชอบมากในเรื่องของ SHA มีหลายเรื่อง ยังกำหนดไม่ได้ตอนนี้ เดี๋ยวจะเขียนไปเรื่อยๆ แล้วค่อยนับตอนหยุดเขียน (ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่ามีแค่นั้น แต่เพราะหยุดเขียนจึงมีแค่นี้… เท่านั้น)

SHA มากับรอยยิ้มของคนทำงาน

ที่จริงคนทำงานก็ยิ้มอยู่แล้วล่ะ แต่ผมมีอคติไปเองว่าคนทำ SHA มันยิ้มแบบมีเลศนัยแห่งความสุขลุ่มลึกยังไงก็ไม่รู้

คือบางทีการ “เห็น” เป็นเรื่องสำคัญ ใน workshop ที่เราทำกัน เราจะเน้นสองเรื่องคือ seeing และ sensing เป็นหลัก (ส่วน presencing จะมีหรือไม่มีไม่เป็นไร) การเห็นนี่เป็นวิชาที่สอนไม่ได้ ได้แต่เดินไปด้วยกัน ทำด้วยกัน และสะท้อนกันและกัน เป็นกระจกให้กันและกัน (จะว่าไป สีหน้าท่าทางของคนรอบข้างนี่แหละ เป็นกระจกเงาของตัวเราเป็นอย่างดี แต่คนไพล่ไปนึกว่าเป็นของเขาอื่นๆเสียนี่)

เมื่อเราเห็นทะลุกรอบผิวนอกของการช่วยเหลือผู้คน เราจะสัมผัสกับอะไรบางอย่สงที่เป็นเอกลักษณ์อัตตลักษณ์ของมนุษย์ นั่นคือ การหลุดพ้น self ไปทำอะไรเพื่อผู้อื่นและทำให้สิ่งนั้นมีความหมายต่อการมีอยู่ของตนเอง นัก epistemologist เช่นฟรานซิสโก วาเรลา และฮัมเบอร์โต มาตูรานา เรียกคุณสมบัติเหล่านี้เป็น “การรับรู้ว่าเรากำลังรับรู้ (know that we know)” เป็น consciousness อีกระดับที่เผ่าพันธุ์มนุษย์มี แต่ไม่พบว่าสัตว์อื่นๆสามารถกระทำได้

แม้ว่าเราจะรู้สึกถึงแรงกดดันขณะปฏิบัติงาน รู้สึกต้องตั้งใจ มีสมาธิกับคนไข้เบื้องหน้า ฟังอย่างลึกซึ้ง แต่เมื่อจิตเรานิ่งและสงบเพียงพอ เราจะ “รับรู้ว่าเรากำลังตั้งใจ เรากำลังมีสมาธิ และเรากำลังฟัง” การรับรู้นี้เกิดขึ้นและเราก็จะกำลัง “เห็น” (seeing) และให้ความหมาย รอยยิ้มที่เกิดจากการเห็นนี้ ที่ผมว่ามันแปลกๆ ลุ่มลึก แนบเนียน สุขอย่างสุขุม ปิติแต่ไม่ตื่นเพริด

SHA สะท้อนต้นทุนชีวิตของผู้คน

การทำ SHA (ภาษาในวงการตอนนี้ฮิตคำว่า “ชงชา” ซึ่งผมว่าเนียนดี และให้อารมณ์ละเมียด อ่อนโยน ไม่เหมือนไม้บรรทัด) เราวางกรอบของเราเอาไว้ที่หน้าประตู และเดินเข้าไปหาผู้คนอย่างพร้อมที่โอบกอดสิ่งที่เขามี ก่อนที่จะนำเรื่องราวของเขาและของเรามาบูรณาการไปสู่ทางปฏิบัติจริง เมื่อเราไม่มีกรอบ ไม่ได้หอบอะไรหนักๆติดตัวไป เราก็เบา เราก็แห้ง พร้อมที่จะรับของใหม่ และพร้อมที่ดูดซับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า

วันก่อนมีพี่ึคนหนึ่งเป็นทุกข์ มาถามผมว่า “หมอ ถ้ามีน้องคนหนึ่ง ใครๆก็รู้ว่ากำลังทำผิด กำลังทำไม่ดี ตัวเขาเองก็รู้ แต่เราพยายามเปลี่ยนเขายังไงก็ไม่ยอมเปลี่ยน จะให้ทำยังไงดี?

ปัญหาเกิดขึ้นเพราะกรอบ เพราะ guidelines ทีเราแบกเข้าไปหาเขา พอเขาไม่ยอมรับแบ่งสิ่งที่เราถือไป เราก็เกิดอาการหนัก ลังเล และพาลโกรธ และข้อสำคัญคือ ไม่พร้อมที่จะฟัง และรับอะไรเพิ่มเติมมาอีก เราก็อดได้ยิน ได้เห็น ได้ฟัง เรื่องราวของเขา เราก็จะไม่มีทางเข้าใจในพฤติกรรมของเขา วิธีคิดของเขา เกิดเป็นทุกข์

SHA จะใช้วิธี appreciatvie enquiry และ dialogue เป็นเครื่องมือสำคัญ

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เราค้นพบว่าการใช้ชีวิตมีหลากหลายวิธี และหลากหลายผล แต่ละวิธีก็จะเกิดการปรุงแต่งให้เหมาะสมไปตามบริบท ตามความชอบความเชื่อ ตามวิถีชีวิตที่แตกต่างกันไป ตามจังหวะเวลาที่แตกต่างกันออกไป

ตัวเราเองก็ใช้ชีวิตอยู่บนต้นทุนที่เรามีอยู่ หากแต่ว่าเราให้ความสำคัญมากหรือน้อยกว่ากัน ระหว่างสิ่งที่เรามีและสิ่งที่เราอยากจะมีแต่ไม่มี

ไปๆมาๆ ก็กลับมาที่ประเด็นเดิมคือการ “เห็น” seeing อีกแล้ว ตัวเราที่เกิดทุกข์นั้น บางทีเราไม่ได้ใช้ชีวิตบนสิ่งที่เรามี แต่เรากำลังใช้ชีวิตไปกับสิ่งที่เราอยากจะมีแต่ยังไม่มี เป็นชีวิตที่ struggle ดิ้นรน แสวงหา ก็ไม่ใช่ว่าการดิ้นรนแสวงหาเป็นสิ่งไม่ดี แต่สิ่งที่ต้องไปควบคู่กันก็คือสติ การรับรู้ และการพึงพอใจในเบื้องต้น ไม่เกิดอยากจนเป็นกิเลศ หรือตามใจอารมณ์เพราะเชื่อว่าอารมณ์เป็นใหญ่ (ซึ่งขนาดไม่คิด อารมณ์ก็เป็นใหญ่เพียงพออยู่แล้วในตัวมันเอง)

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเรา “เห็น” ต้นทุนชีวิตที่หลากหลาย เราจะเกิดความ “เข้าใจได้” (อาจจะยังไม่เข้าใจ แต่พอเข้าใจได้) ในพฤติกรรมของผู้คน อันนี้ก็คือเกิด “รู้สึก” หรือ sensing ไปกับคนอื่นๆได้

การรู้สึกจะเกิดขึ้นเมื่อเราทำให้เกิด “พื้นที่ว่าง” ขึ้นมาในหัวใจของเราเองก่อน ไม่ได้เปิดเฉพาะพื้นที่คิด แต่เปิดไปถึงพื้่นที่อารมณ์ความรู้สึก เรารู้สึกเขาและเขารู้สึกเรา

ตอนนี้ที่เรากำลังก่อร่างสร้าง “ต้นทุนแห่งความสุข หรือสุขภาวะกำเนิด (Salutogenesis)” นั่นเอง

SHA คือการทำงานประจำเพื่อก้าวพ้นแต่ปนอยู่

ท่ามกลางงานอันหนักหน่วง งานประจำที่ดูเหมือนจะซ้ำๆ เดิมๆ ทุกข์เหมือนเดิม หนักเหมือนเดิม แต่มันมีอยู่แค่นั้นจริงหรือ?

กลับไปที่ตัวอย่างที่ผมเขียนไว้ในเรื่อง “ตัวประกอบยอดเยี่ยมคือ…” ความทุกข์ของโรงพยาบาลที่ discharge จำหน่ายคนไข้เด็กที่มีระบบลำไส้ล้มเหลวไม่ออก ต้องแบกภาระค่าใช้จ่าย ค่าอาหารทางหลอดเลือดดำที่แพงหูฉี่ อาการก็ทรงๆและรอโอกาสจะทรุด แต่ถ้าเรามองเห็นเพียงแค่ปัญหา เพียงแค่ความทุกข์ เราก็จะ “ติดกับดัก”

ถ้า เราไม่ได้เห็นว่าเรากำลังทำงานช่วยชีวิตคน เรากำลังทำให้ชีวิตๆหนึ่ง หากปราศจากความช่วยเหลือทางการแพทย์แล้ว คนๆนี้กำลังจะตายจากการขาดอาหาร กินไม่ได้

ถ้า เราไม่ได้เห็นว่าเด็กคนนี้เขาขอบคุณเราขนาดไหน ถ้าเราไม่ได้เห็นว่าครอบครัวนี้เขาคิดเช่นไรที่โรงพยาบาลช่วยเหลือครอบครัว เขามาเป็นสิบปี

ถ้า เราไม่ได้เห็นว่าสิ่งที่เราทำ มีผลกระทบต่อญาติโกโหติกา ผลกระทบต่อนักเรียนแพทย์ นักเรียนพยาบาล มีผลกระทบต่อชุมชนที่โรงพยาบาลเราตั้งอยู่

ถ้า เราไม่ได้เห็นว่าสิ่งที่เรากำลังทำเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของสิ่งที่มนุษย์ และสังคมมนุษย์สามารถทำให้กันและกันได้ ทำให้เราแตกต่างจากสัตว์ species อื่นๆตรงที่เรา “สามารถ” ทำเรื่องนี้ได้ และได้ทำ

กับดักแห่งการคิดติดลบนี้ก็จะหยุดเราอยู่กับที่

แต่เมื่อไรที่เรามองเห็นเรื่องเหล่านี้ บางทีเรากำลัง “ก้าวพ้น” เป็นการก้าวพ้นเรื่องราวแต่เพียงผิวๆ ก้าวพ้น mundane ที่เราอาจจะเผอเรอหมกมุ่นกับมันมากเกินไป

เรียกว่าเกิดการก้าวพ้นแต่ปนอยู่ (transcend and include)

การใช้ SHA ที่ slow down จิตของเราให้สงบ และเห็น และรู้สึก (suspend, seeing and sensing) เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเรา ที่มัน chaos โกลาหลอลหม่าน ไร้เหตุผล ไร้สาระ เริ่ม make sense และเราสามารถสร้างความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของ events ต่างๆได้มากยิ่งขึ้น

ว่าทำไม ทำไม เราจึงได้มาเจอะเจอเรื่องราวเหล่านี้

เราจะพบว่ามีความ “(ดูเหมือนจะ)บังเอิญ” เยอะเหลือเกิน กว่าที่เราจะได้มาได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็นสิ่งต่างๆที่เราทำในโรงพยาบาล ในเนื้องานของเรา

มากจนกระทั่งไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญได้

ในงาน SHA conference and contest ครั้งนี้ เราจะได้มาร่วมกันเชื่อมโยงร้อยเรียงความบังเอิญต่างๆให้เป็นรูปร่าง เป็น mosaic จนกว่าเราจะได้ทราบถึง collecive karma ที่ทำให้เราได้ทำ ได้เป็น ได้มีความหมายกัน