Archive for the Category ◊ หัวใจใหม่ ชีวิตใหม่ ◊

Author: kijja
• Thursday, April 09th, 2009

“…พวกเราจำนวนมากถูกล่อลวงจากด้านมืดน้อยกว่าจากแสงสว่าง”

Parker J. Palmer

การเดินทางแสวงบุญนั้นแตกต่างจากการเดินทางท่องเที่ยว หรือการเดินทางเพื่อกิจธุระอื่นอย่างไร ผมคิดว่าความแตกต่างที่สำคัญอย่างแรกคือเรื่องของวัตถุประสงค์ในการเดินทาง วัตถุประสงค์ของการจาริกแสวงบุญประการแรกคือ เพื่อไปถึงยังสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีคุณค่าต่อความเชื่อของเรา สำหรับชาวพุทธแล้ว การเดินทางไปสักการะสังเวชนียสถาน หรือการเดินทางไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ห่างไกลก็คงเป็นตัวอย่างได้ อีกวัตถุประสงค์หนึ่งคือเพื่อแสวงหาการพัฒนาทางจิตวิญญาณ ในส่วนนี้ผู้นับถือศาสนาอิสลามผู้เดินทางไปทำพิธีฮัจจ์ รวมถึงการธุดงค์ของพระภิกษุ ก็เป็นตัวอย่างของวัตถุประสงค์ในข้อนี้

ความแตกต่างประการที่สองคือการเดินทางโดยทั่งไปเรามักมองอุปสรรคความยากลำบากของการเดินทางว่าเป็นสิ่งขัดขวาง ไม่ว่าจะเป็นสภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่อำนวย การจราจรติดขัด หรือกระทั่งการป่วยไข้ในระหว่างเดินทาง แต่ตามธรรมเนียมการเดินทางแสวงบุญนั้นถือกันว่าอุปสรรคความยากลำบากเป็นส่วนหนึ่งของการแสวงบุญด้วย เพราะเมื่อเราประสบอุปสรรค ความยากลำบาก มันทำให้เรามีโอกาสมองเห็นภาพลวงตาของอัตตาที่ครอบงำเราไว้ และมีโอกาสให้จิตวิญญาณของเราได้เติบโตขึ้น และเราอาจได้พบกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันแท้จริงซึ่งอยู่กับเรามาตลอด ดังที่ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ว่า นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ แต่ก่อนนั้นผมเข้าใจว่าท่านหมายถึงการเข้าถึงนิพพานไม่ใช่เรื่องยาก สามารถเข้าถึงได้ทันที แต่เดี๋ยวนี้ผมเข้าใจใหม่ว่า การเข้าถึงความจริง หรือที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า รู้ว่าอะไรเป็นอะไร นั้น ขึ้นอยู่กับการเลือกว่าจะใช้ภาพลวงตาของอัตตามาใช้กับการรับรู้ของเราที่นี่และเดี๋ยวนี้หรือไม่ ต่างหาก

การรับรู้ “ที่นี่และเดี๋ยวนี้” โดยไม่ปรุงแต่งโดยภาพลวงของอัตตา โอกาสที่เราจะรู้ตัวได้นั้น ผมคิดว่าเราต้องมองเห็นด้านมืดอย่างแท้จริงได้เสียก่อน ผมหมายถึงการรับรู้ทุกข์ ความผิดหวัง ความโกรธ ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความกลัว ไม่ว่าจะมาในชื่อใด เราได้มองเห็นมันอย่างที่มันเป็น โดยไม่ต้องอ้างอิงจากเรื่องปรุงแต่งของอัตตา ไม่ว่าอัตตาจะกล่าวโทษใครที่เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ (รวมถึงตัวเราเองด้วย) แค่รู้ว่า เมื่อรู้สึกทุกข์ ก็รับรู้ว่ามันเป็นอย่างนี้นี่เอง

ในทางตรงกันข้ามกับความมืด แสงสว่าง หรือความดีงาม สิ่งที่สร้างความสุข ที่เรายึดถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเป้าหมายให้เราเดินทางไปหา ไม่ว่าจะเป็นการครอบครองวัตถุ การครอบครองอำนาจ หรือการได้ครองความเป็น “คนดีมีคุณธรรม” หากเรามุ่งหน้าไปสู่สิ่งต่างๆเหล่านี้ ก็ไม่ต่างจากที่เราหวังให้ทุกครั้งที่เราเดินทางเป็นแต่การท่องเที่ยวที่มีแต่ความสุขปราศจากอุปสรรคไปเสียทุกอย่าง ซึ่งแน่นอน เมื่อเราพบอุปสรรค เราก็มองไม่เห็นความเป็นจริงของโลกใน “ที่นี่และเดี๋ยวนี้” เสียแล้ว เราต้องพยายามอย่างหนักเพื่อเปลี่ยนความเป็นจริงให้เป็นไปอย่างที่เราต้องการมากกว่า และในที่สุด สิ่งที่เราคิดว่าเป็นแสงสว่างนั่นแหละที่เป็นผู้ลวงเราออกไปจากการรับรู้ความเป็นจริงว่า “อะไรเป็นอะไร”

มีบางครั้งไหมที่เราเคยพยายามเปลี่ยนใครให้เป็นไปตามใจของเรา เพื่อให้เขาเป็นคนดีขึ้น เป็นคนแบบที่เราชอบ ยิ่งคนๆนั้นเป็นลูก เป็นลูกน้อง หรือ เพื่อนรัก เรายิ่งอยากให้เขาเปลี่ยนแปลงให้เป็นคน”ดี”ยิ่งขึ้น มีนิทานของพระหมู่บ้านพลัมเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ว่า ในชาติหนึ่งที่พระพุทธเจ้าต้องตกนรก ในนรกขุมนั้นมีพระองค์ ชายอีกคนหนึ่ง และผู้คุม ตลอดเวลา ผู้คุมจะใช้หอกแหลมทิ่มแทงให้พระพุทธเจ้าและชายผู้ตกนรก ปีนป่ายขึ้นไปบนต้นงิ้ว เป็นอยู่เช่นนั้นชั่วนาตาปี จนกระทั่งวันหนึ่ง พระพุทธเจ้าทนเห็นผู้คุมทรมานชายผู้ตกนรกไม่ไหว จึงเข้าไปต่อว่าผู้คุมว่าท่านช่างไม่มีหัวใจบ้างเลย ทำร้ายผู้อื่นไม่หยุดหย่อน ผู้คุมโกรธจึงใช้หอกแหลมแทงพระพุทธเจ้าจนสิ้นไปจากภพนั้น และท่านก็ได้พ้นจากทุกข์ของนรกขุมนั้น ชายผู้ตกนรกเมื่อเห็นดังนั้น ก็รวบรวมความกล้าเข้าไปต่อว่าผู้คุมที่กระทำการอย่างเหี้ยมโหด ผู้คุมจึงแทงชายผู้นั้น และเขาก็ได้พ้นจากนรกขุมนั้น

เมื่อไม่มีทั้งพระพุทธเจ้าและชายผู้นั้น นรกขุมดังกล่าวจึงเหลือแต่ผู้คุมเพียงคนเดียว เขาต้องทนกับความเงียบเหงาด้วยความเศร้าใจที่บัดนี้ไม่มีใครมาให้เขาทิ่มแทงอีกต่อไป เขารู้สึกเศร้าใจที่สุดท้ายเหลือแต่เขาเพียงผู้เดียวที่ต้องตกอยู่ในนรกขุมนี้ จนในที่สุดก็หลังน้ำตาออกมา และเมื่อน้ำตาของเขาตกสู่พื้นนรก ก็ปรากฏร่างพระโพธิสัตว์ออกมากล่าวต่อเขาว่า “บัดนี้หัวใจของเธอได้เปิดออกแล้ว เธอจะได้พ้นไปจากนรกขุมนี้นับแต่บัดนี้” แล้วสุดท้ายเขาก็ได้พ้นจากนรกขุมนี้ไปเกิดในภพที่ดีกว่า

นิทานเรื่องนี้ หากเราอ่านตามตัวอักษรก็ได้อรรถรสอย่างหนึ่ง ให้เราสามารถปลดปล่อยคนรอบข้างออกจากกรอบในใจของเราที่สร้างความทุกข์ต่อทั้งเขาและเรา แต่หากอ่านโดยจินตนาการว่าทั้งสามคนที่อยู่ในนรกนั้นคือเราคนเดียว อาจพอเห็นได้รางๆว่าเราทิ่มแทงตนเองด้วยมาตรฐานความดีงามต่างๆอย่างไรบ้าง บางทีก็ไม่ใช่แค่ความดีงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นทุกความพยายามให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอย่างที่มัน”ควร”เป็น โดยไม่เปิดใจมองเห็นในสิ่งที่มันเป็น และศักยภาพของมันที่งอกงามอย่างเป็นอิสระได้อย่างไร

• Saturday, February 21st, 2009

อ่านบทความพี่สกลเช้านี้ รู้สึกอยากเล่าเรื่องอะไรให้ฟังครับ แม้ว่ามีเรื่องอื่นรอให้เขียนอีกสักห้าเรื่องก็ตาม

ญาติคนไข้คนหนึ่ง เป็นหญิงโสด ตัวคนเดียว ต้องดูแล พ่อที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง เดินไปไหนมาไหนไม่ได้ต้องนั่งรถเข็น มีแม่ที่เป็นโรคเบาหวานความดัน และโรคจิตเภท ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต้องนั่งรถเข็นเหมือนกัน

ทุกครั้งที่เธอมารพ. เธอต้องพาทั้งพ่อแม่นั่งรถเข็นมาตรวจพร้อมๆกัน เพราะทิ้งใครคนใดคนหนึ่งที่บ้านไม่ได้ ประกอบกับเธอลางานได้ เดือนละหนึ่งครั้ง เธอก็มักจะขอตรวจกับผมเสมอ คงไม่ใช่เพราะรักษาดีเกินคุณหมอท่านอื่นหรอก แต่คงเพราะไม่ต้องเล่าเรื่องราวยาวๆ เพราะผมรู้จัก และดูคนไข้ทั้งสองมาเป็นปีแล้ว

ผมถามเธอว่า แล้วดูแลพ่อแม่ยังไงล่ะ ไม่มีใครช่วยหรือ

เธอตอบ “ไม่หรอกหมอ มีแต่หนูคนเดียว เช้ามาต้องรีบตื่น มาทำอาหาร แล้วป้อนพ่อ ป้อนแม่ก่อนไปทำงาน แล้วจัดที่ทางให้แกอยู่ แล้วรีบมาทำงาน เที่ยง พอดีโรงงานมีบ้านพักในโรงงาน ก็รีบออกจากโรงงานมาป้อนข้าวพ่อ ป้อนข้าวแม่  แล้วก็รีบไปทำงาน ตอนเย็น ออกจากโรงงานก็ไปจ่ายกับข้าวแล้วรีบมาทำกับข้าวให้ทาน กับข้าวถ้าซื้อมา แกสองคนก็ไม่ทาน ต้องให้มาทำเอง ทานข้าวเสร็จก็อาบน้ำให้ นี่นะ บางทีแม่ไม่ยอมอาบต้องอ้างว่าหมอบอกให้อาบน้ำทุกวัน ถึงจะยอมอาบ(อืมม์ เพิ่งรู้ว่าเราเป็นของขลังของญาตินะเนี่ย)”บางที หนูอ่อนใจ ก็ไม่อาบก็ไม่อาบ กว่าจะเสร็จก็สี่ห้าทุ่ม เช้าตีห้า ก็ตื่นอีกแล้ว ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ”

“แล้วไม่เหนื่อยหรือครับ นี่ถ้าเทียบกับพยาบาลผม ก็เท่ากับ คุณอยู่เวรดูคนไข้ ทั้งวันทั้งคืน ตลอดปี เลยนะ”

more…

• Tuesday, December 09th, 2008

สองปีก่อน ขณะที่ผมกำลังเดินทางไปร่วมประชุม การทำแผนของ โรงพยาบาล ที่อ.แม่ออน เชียงใหม่
ถนนที่เข้าที่โรงแรมนั่น แคบและวกวน เพราะโรงแรมเข้าไปอยู่ในหุบเขาdogroad
ความคิดก็กำลังเพลิดเพลินอยู่ ก็สะดุดหน้าขมำ ดีที่ใส่สายรัดนิรภัยไว้ คนขับรถเบรครถ เพราะมีคุณหมา สองสามตัว อาบแดดอยุ่กลางถนน ที่ รับโค้งไว้พอดี
แม้รถจะเบรค ห่างจากคุณหมา ไม่กี่เซนติเมตร คุณหมาก็นอนสบาย กระดิกหาง ทั้งที่ มัจจุราชห่างไปแค่เอื้อม และช่วงเวลาที่คุณหมาจะมีชีวิตอยุ่ ก็เกือบหมดไปในไม่กี่วินาที ที่ผ่านมา


แว่บหนึ่ง ของความคิดผม ใช่หรือเปล่า ที่บางคนก็ใช้ชีวิตเหมือน คุณหมาสองสามตัวนี้
"ไม่เห็นเป็นไรเลย ชีวิตอย่างนี้ก็สบายดีนี่ ลุยมันไปทุกคืน เช้ามาก็ตื่นมาทำงานได้กังวลอะไรนักหนา ชีวิตเหลืออีกเยอะ"
ใช้ชีวิตอย่างเปล่าดาย และไม่รู้ว่าวิถีที่ตัวเองดำรงอยู่ มันเป็นความอันตรายอย่างยิ่ง เหมือนคุณหมา อาบแดดอุ่นบนท้องถนนเรียบง่าย ชีิวิตช่างแสนสุข ขณะที่ วิญญาณอาจหลุดจากร่าง หรือ ชีวิตอาจคับแค้นในช่วงพริบตา
แต่คุณหมาก็ไม่สำเหนียก ถึง อันตรายนั้น เพราะไม่รับรุ้ว่าที่ตนเอนกายนอน เป็นถนน ที่อันตราย มีเหล็กขนาด หลายพันกิโลวิ่งไปมาด้วยความเร็วสูง เพียงแต่ตอนที่เอนกายนอนมันยังไม่ปรากฏ ก็เข้าใจว่าไม่มีอันตราย
เหมือนบางคนที่ใช้ชีวิตโดยไม่รู้ว่าวิถีที่อันตราย ถึงตายหรือพิการ
แม้มีคนเตือนก็เย้ยหยัน ว่า โบราณ ล้าสมัย ถึงกับบางที บอกคนเตือนว่า ให้ไปบวชเสีย
อนิจจา ช่างไม่ผิดกับ คุณหมา ที่ได้รับเสียงแตรรถเตือน กลับเหลียวมามองตาขวาง รบกวนความสุขกูทำไม มึงไม่ใช่กู มึงไม่เข้าใจหรอกว่ากูคิดอะไร กำลังทำอะไร

more…

• Thursday, December 04th, 2008

เด็กขายพวงมาลัย สองสามวันก่อน ผมขับรถผ่าน สี่แยกกลับบ้าน ที่เชียงใหม่เดี๋ยวนี้ก็มีเด็กขายพวงมาลัยอยู่บนท้องถนน

ดูแล้วก็น่าหวาดเสียว ผมจอดรถรอไฟแดงอยู่ เด็กชายตัวเล็กอายุน่าจะใกล้เคียงกับลูกชายคนเล็กผม เดินมาข้างหน้า ข้างหน้ามีรถหลายคัน เด็กชายพนมมือไหว้ที่กระจกรถทุกคัน แต่ไม่มีคันไหนเลื่อนกระจกซื้อ จนมาใกล้จะมาถึงรถผม

ในรถ ลูกสาวและลูกชาย จ้องมองดูเด็กขายพวงมาลัยที่เดินใกล้เข้ามา สลับกับมองมาที่ผม เหมือนกับว่า พ่อของเขาจะทำเหมือนที่ผ่านมาหรือเปล่า

หลายครั้งที่ผ่านมาผมไม่ซื้อพวงมาลัยจากเด็กเหล่านี้ เพราะมีความคิดว่า เด็กไม่น่ามาเดินอยู่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับเด็กมาเดินอยู่ การซื้อพวงมาลัยของผม จะเป็นการจองจำเด็กให้อยู่ที่สี่แยกนี้ ถ้าผมไม่ซื้อคนอื่นไม่ซื้อ เด็กก็คงเลิกขายไปเอง

เมื่อเจอกับเด็กขายพวงมาลัยที่สี่แยกครั้งแรก ในชีวิตของลูกของผม เขาถามว่า

“เขาไม่เรียนหนังสือกันหรือ ป๊า”

“เรียนซิครับ ตอนนี้มันตอนเย็นเลิกเรียนแล้ว เขามาช่วยพ่อแม่หาเงิน”

“ป๊า ไม่ช่วยซื้อหรือครับ”

“ไม่ ป๊าไม่ซื้อ เพราะการซื้อพวงมาลัยนี่ เด็กพวกนี้เขาได้เงินก็จะมาขายอยู่ที่สี่แยกนี่ประจำ”

“อ้าว แล้วเขาก็ไม่มีตังค์ไปให้พ่อแม่เค้านะซิ”

“!!??!!”

ทุกครั้งที่ผมปฏิเสธการซื้อพวงมาลัย และขับรถห่างจากเด็กขายพวงมาลัยเหล่านี้ ผมรู้สึกผิด แต่ก็พยายามหาเหตุผลให้ตัวเอง สบายใจ ว่าทำถูกแล้ว แม้ความคิดจะบอกว่าถูก แต่หัวใจเจ้ากรรม ก็หนึบๆในอก

more…

• Saturday, October 11th, 2008

 love อู้มาหลายวัน แล้วเขียนวันนี้ อิๆๆ แปลว่าวินัยเริ่มหย่อนยาน แล้วก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ มารขี้เกียจมันค่อยมาหา ก็ฝึกฝืนกันต่อไป อาทิตย์ที่ผ่านมา มีเรื่องดีๆ และเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้เห็นถึง อนิจจัง

เริ่มด้วยเช้าวันที่ 6 ตุลาคม เช้าดีๆได้ไปร่วมประชุมจิตวิวัฒน์ ฟังปาฐกถาของ อ.เสกสรร ประเสริฐกุลเล่าเรื่องการต่อสู้ภายใน การแสวงด้านจิตวิญญาณ คุ้มค่ากับการถ่อสังขารลงไปฟังอาจารย์สองชั่วโมง เสียดายที่ได้ฟังแค่นั้นเพราะเที่ยวบินเที่ยวเช้าไปถึงเวลาเริ่มประชุมพอดี อ.เสกสรรเป็น Hero ทางการเขียนหนังสือของผมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อาจารย์เขียนโดยใช้ภาษาที่คมและสวยงาม มักอธิบายความรู้สึกที่ผมรู้สึกแต่เขียนบรรยายไม่ได้ ออกมาได้อย่างสวยงาม และถ้าใครได้อ่านงานของอาจารย์มากๆ และอ่านที่ผมเขียนบ้างก็จะได้กลิ่นอายการเขียนของอาจารย์เจืออยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมจะเลียนแบบนะครับ แต่คนเรามักได้อิทธิพลจากคนอื่นอยู่แล้ว อืืมม์ แล้วก็ผมไม่เห็นว่ามันจะเสียหายอะไรนี่นา เพราะเราไม่ได้อวดตัวว่าเขียนวิเศษกว่าใครนะ แค่เขียนเท่านั้นแหละ

ได้ฟังอาจารย์พูดถึงการเดินทางภายในของอาจารย์ ผมเข้าใจเองว่า้ถ้าเทียบกับทฤษฏีตัวยูแล้ว อาจารยเสกสรร Presensing และกำลังเดินทางผ่านขาขึ้นของตัวยู สิ่งที่พูดเป็นการตกผลึกจากประสบการณ์ตรง จากการใช้ชีวิตอย่างนั้นจริงๆไม่ได้คิดเอา แล้วสร้างจินตนาการเองว่าเป็นอย่างไร พอดีอาจารย์แกบอกว่าสิ่งที่แกพูด ไม่อนุญาตให้บันทึกหรืออัดเสียง หรืออย่างอื่น ผมเคารพในสิทธิของอาจารย์ครับ ดังนั้นผมจึงไม่บอกรายละเีอียดการพูดได้แต่จะบอกว่าได้ข้อคิดอะไรบ้าง

more…

Author: drwithan
• Saturday, August 30th, 2008

คำถามสั้นๆ ง่ายๆ สองคำถามที่อ่านเจอในหนังสือของ โจแอนนา มาซี เมื่อหลายปีก่อนนั้น เป็นคำถามที่สะดุดใจมาก และเมื่อได้ลองนำไปใช้ในเวิร์กช็อปตามที่ โจแอนนา มาซี ได้เขียนแนะนำเอาไว้ ผมก็พบว่าเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้มีโอกาสค้นหา ตัวเองได้เป็นอย่างดี
“คุณคือใคร?” (Who are you?) และ “คุณกำลังทำอะไร?” (What are you doing?) หลังจากนั้นก็เพิ่งมาอ่านพบในภายหลังว่า คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตที่นักคิดนักปรัชญาใหญ่ๆ มักจะเลือกใช้เลือกถามเพื่อให้ผู้คนเกิดการใคร่ครวญที่สำคัญในชีวิต
ได้มีโอกาสนำกิจกรรม “คุณคือใคร” นี้ไปใช้ในเวิร์กช็อปหลายครั้งหลายหนในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา และได้มีการปรับแต่งประยุกต์หลายเรื่องเข้ามาในกิจกรรมนี้ เช่น จะต้องสร้างบรรยากาศให้เหมาะสมและต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ถาม กับผู้ตอบเสียก่อน ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดการเก้อเขินขึ้น และทำให้คำถามคำตอบไม่ได้ “ลงลึก” ลงไปอย่างแท้จริง
และบางครั้งกลับกลายเป็นการเล่นสนุกไร้สาระไปเสียอีก เช่น บางคนอาจจะตอบแบบกวนๆ ไปว่า ผมเป็นซุปเปอร์แมน เป็นตุ๊ด ฯลฯ อะไรแบบนั้นไปเสีย
เมื่อหลายปีก่อนในวงจิตวิวัฒน์ ท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี คุณเดวิด สปิลเลน ได้แนะนำให้ผมรู้จักกับ “ทฤษฎีตัวยู” ซึ่งในตอนนั้นหนังสือทฤษฎีตัวยู ของ อ็อตโต ชาร์มเมอร์ ยังไม่ได้จัดพิมพ์ออกมา เขาเพียงเขียนบางส่วนของทฤษฎีนี้ร่วมกับ ปีเตอร์ เซงเก้ โจเซฟ จาวอสกี้ และ เบตตี้ ชูว์ ในหนังสือที่ชื่อว่า Presence
ในช่วงเดือน มิถุนายนปี 2550 เมื่อหนังสือใหม่เล่มใหญ่ที่ชื่อ Theory U ของ อ็อตโต ชาร์มเมอร์ ได้ปรากฏออกมาสู่ท้องตลาด ซึ่งคุณหมอวรวุฒิ โฆวัชรกุล ที่น่าจะเป็นคนไทยคนแรกๆ ที่สั่งหนังสือเล่มนี้มาอ่านและนำมาเผยแพร่เพื่อใช้ในเวิร์กช็อป

more…