Archive for the Category ◊ Human Center Health Care ◊

Author: phoenix
• Tuesday, September 07th, 2010

เราไม่สามารถจะให้ในสิ่งที่เราไม่มี

คนทำงานสาธารณสุขจะต้องดูแลตนเองให้ดี เป็นต้นทุนที่สำคัญ

ทั้งการดูแลตนเอง และ “ถูกดูแล” จากผู้ที่มีหน้าที่ดูแล เพราะคุณภาพชีวิตที่ดีเป็น asset เป็นต้นทุนที่ต้องถูกนำไปใช้ต่อ ต้นทุนนี้อาจจะเกิดได้ทั้งดอกเบี้ยงอกเงย หรืออาจจะติดหนี้ทบต้น ขึ้นอยู่กับ “รายรับและรายจ่าย” และเหนืออื่นๆใด ต้นทุนที่ว่านี้เป็นสุขภาวะองค์รวมเหมือนๆกับสุขภาพของประชาชนทั่วๆไป

สิ่งหนึ่งที่อาจจะเป็นความเข้าใจผิด หรือคิดไม่ถึง หรือคิดอีกแบบว่าต้นทุนทางสุขภาพเป็นเรื่องราวทางชีวภาพอย่างเดียว ทำให้เรามองเห็นเป็นการลงทุนทางวัตถุ อาทิ อัดฉีดเงินเข้าไป อัดฉีดห้อง โต๊ะ เก้าอี้เข้าไป ตบรางวัลเข้าไป (ไม่นับในบางกรณีที่มีการ “ถอนต้นทุน” เป็นมาตรการการลงโทษอีกต่างหาก) สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะมีผลกระทบต่อมิติอื่นๆทางสุขภาวะได้โดยง่าย

เมื่อ วันก่อน ผมมีกิจกรรม health promotion กับนักศึกษาแพทย์ปีสี่ นำเสนอคนไข้รายหนึ่ง เป็นเด็กหนุ่มอายุเพียง 19 ปี ทำหน้าที่เป็นเด็กเสริฟอยู่ใน pub ในหาดใหญ่นี่เอง รายได้ของงานประเภทนี้นอกเหนือจากเงินเดือนแล้ว ส่วนสำคัญจะเป็นเงินทิปที่ได้จากลูกค้า ซึ่งเด็กเสริฟก็จะมีปฏิสัมพันธ์ด้วย พูดคุย เล่นหวัว สนทนา บางทีลูกค้าก็ยื่นแก้วให้ดื่มบ้าง เด็กที่ทำงานก็ต้องดื่มไปกับลูกค้าเพื่อมารยาท

คนไข้ รายนี้มาโรงพยาบาลเพราะรับอุบัติเหตุมอเตอร์ไซด์ล้มระหว่างขี่กลับตอนเลิก งาน ประวัติจากพยาบาลที่ ER บอกว่าพบว่าลมหายใจผู้ป่วยมีกลิ่นเหล้า และสติมึนเมา อาการบาดเจ็บมีกระดูกขาข้างซ้ายหักทั้งสองท่อน หลังผ่าตัดก็พักฟื้นได้รวดเร็วเพราะคนไข้ยังหนุ่ม สภาพร่างกายค่อนข้างแข็งแรงดี น้องนักเรียนแพทย์ได้รับมอบหมายให้ไปพูดคุยและ empower ก่อนจะให้กลับบ้าน

เนื่องจาก ประวัติชี้ไปทางการเกิดอุบัติเหตุที่สัมพันธ์กับการดื่มเหล้า ก็ตรงกับ theme ของทางการแพทย์ ที่จะไปพูดคุยกับคนไข้เรื่องโทษของเหล้า และความเสี่ยงในการขับขี่ยานพาหนะขณะมึนเมา ผลการพูดคุยก็พบว่าคนไข้่ทราบว่าการกินเหล้าและการขับรถนั้นอันตราย แต่คนไข้ก็ยังสองจิตสองใจ และไม่อยากจะเลิกงานที่ทำอยู่ ก็สร้างความแปลกใจพอประมาณแก่น้องนักเรียนแพทย์ ก็พยายามที่จะแนะนำหาทางออกให้ เช่นไปหางานใหม่ หัดเล่นกีตาร์หรือเล่นดนตรี เป็นนักร้อง ก็จะได้ไม่ต้องดื่มกับแขกเหมือนอย่างเป็นเด็กเสริฟ

คนไข้บอกว่า “เขา คิดว่าเขารักงานนี้ เพราะเงินก็ดี เขาสามารถส่งเงินให้แม่ และยังส่งเงินส่งน้องสาวเรียนหนังสือ เรื่องกินเหล้ากับแขกแม้ว่าเขารู้ว่าไม่ควร แต่แขกมักจะ tip ให้เยอะๆถ้าเขาไปพูดคุยกับแขก ก็ช่วยให้มีรายได้มากขึ้น

ตอน นักเรียนแพทย์อภิปรายก็แสดงความแปลกใจว่าทำไมคนไข้จึงมองไม่เห็นโทษชัดๆจาก งานที่กำลังทำอยู่ และทั้งๆที่เกิดอุบัติเหตุแบบนี้ ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนงาน จะเสนอแนะให้ไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญการเลิกเหล้าและสำนักงานจัดหางานใหม่

ประเด็น:

เราจะช่วยใคร จะเสริมพลังใคร เราจะต้องเข้าใจในชีวิตของเขาพอประมาณ และไม่ลืมว่า คนที่กำลังจะต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตต่อไปนั้นเป็นเขา ไม่ใช่เรา งานที่เมื่อเรามองจากจุดยืนของเรา อาจจะไม่ใช่งานอะไรที่ดีนัก (เพราะเราหาเงินได้มากกว่านั้นเยอะ) มีงานอื่นที่ดีกว่า (จากมุมมองของเรา) เงินที่ได้ก็ใช่ว่าจะเยอะอะไร (เรามองว่าไม่คุ้ม) และเหนืออื่นใดก็คือ เมื่อคนไข้บอกว่าเขายอมเสี่ยงเพื่อที่จะได้มาเพื่อเงินเพิ่มอีกเพียงเล็ก น้อย เราก็เกิดความฉงนงงงวยไป

สิ่งที่ทำให้เราไม่เข้าใจก็คือ “ต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน”

เราไม่เคยอดอยาก หาเงินได้ยากๆ ก็จะไม่เข้าใจว่าทำไมเงินจำนวนที่เราเห็นว่าไม่เยอะ เขาถึงได้ทะนุถนอมและอยากได้ ไปจนถึงไม่เห็น “ศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจ” ที่เขามีต่องานที่ทำ เพราะมันเป็นงานบริสุทธิ์ ทำตามศักยภาพที่มี ถูกกฏหมาย และไม่เพียงแค่นั้น เขาทำงานไม่เพื่อตัวเขาคนเดียว แต่ทำเพื่อแม่ เพื่อน้องสาว ความหมายเหล่านี้เป็นเหตุผลอันเต็มเปี่ยมที่จะทำให้เขารักและภาคภูมิใจในงาน ที่ทำอยู่

เขาพบว่าด้วยสิ่งที่เขามี (การเสริฟเหล้า พูดคุยกับแขก) ไม่เพียงแต่จะมีงานทำ แต่ทำให้เขาช่วยคนที่เขาอยากจะช่วย สิ่งที่น้องนักเรียนแพทย์เสนอไป ไม่ว่าจะเป็นงานเล่นดนตรี ไปเป็นนักร้องนักแสดง ก็ตาม แม้ฟังดูจะเป็นทางออก แต่ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เขามี (หรือที่เขา “มองเห็นว่าเขามี”) ความหวังดีของเราอาจจะกลายเป็นอะไรที่ยัดเยียด ที่เราอยากจะให้ แต่เขาไม่ได้เห็นด้วย ก็ไม่อยากทำ ไม่อยากจะเปลี่ยน ถ้าเราไปกระตุ้นมากเกินไป ยิ่งอาจจะทำให้เราดูเหมือนจะพยายาม “เหนือกว่า” เขา รู้อะไรที่ดีกว่า ก็จะไม่ตรงกับหลักการ empowerment ที่เรื่องราวจะมาจากการวาดภาพอนาคตของคนไข้เอง อธิบายเองว่าในอดีตเกิดอะไรขึ้น เพราะอะไร อะไรที่เกี่ยวข้อง และทางออกที่ดีที่สุดของชีวิตเป็นเช่นไร

 



ผมจึงชวนน้องนักเรียนแพทย์คุยกันว่า เราลองมานึกถึงตัวเราเองก็ได้ ว่าเราอยากไม่อยากทำอะไร บางทีก็เป็นการยากที่คนอื่นจะมาแนะนำหา alternative ทางเลือกว่าเราจะทำอะไรดีถ้าไม่ทำให้สิ่งที่เราทำอยู่ในปัจจุบันนี้

ข้อสำคัญก็คือ “เรานั้นเข้าใจเรื่องความสุข ความทุกข์ ชีวิตที่มีคุณภาพ” เช่นไร?

ทุกวันนี้ หากเรามองไปรอบๆตัว เราเองนั้นรู้สึกแล้วหรือไม่ว่าชีิวิตเรา secure มั่นคงเพียงไร? สามารถหาอาหาร หาที่อยู่ หาเครื่องนุ่งห่มให้ตนเองและคนที่เรารับผิดชอบชีิวิตเขาเหล่านั้นเพียง พอแล้วหรือไม่ หาก basic เหล่านี้ยังไม่พอ เราอาจจะยังไม่พร้อมที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือให้คนอื่นมีชีวิตที่มั่นคงได้

ความมั่นคงในที่นี้หมายถึงความมั่นคงในอนาคตที่พอจะประมาณได้ (คร่าวๆ) ด้วย ไม่ใช่มั่นคงถึงอาทิตย์หน้า หรือเดือนหน้า แต่ต้องมั่นคงยาวนานกว่านั้น ตาม needs ของแต่ละคน ถ้ามีลูก ก็อาจจะต้องยาวนานหลายปีกว่าจะส่งให้เรียนจบ

สมัยก่อนถึงมีคำบอกเล่าว่า หากจะเป็นนักการเมือง เป็นตัวแทนประชาราษฎร ก็ต้องพอมีพอกินก่อน จะได้มีเวลาทุ่มเทให้กับการสร้างนโยบายเพื่อช่วยเหลือคนอื่น (เป็น anti-thesis กับการมีอาชีพนักการเมืองเพื่อหาเลี้ยงตนเอง กะจะมา “พอ” กันหลังจากได้ตำแหน่ง ได้ช่องทาง ซึ่งมันไม่มีทางพอ) การจะเป็นหมอ เป็นพยาบาล เราเรียนรู้วิทยาศาสตร์สุขภาพ เราก็ต้องนำมาปรับให้เข้ากับวิถีการดำเนินชีวิต เมื่อเกิดความเชื่อในสิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราพูดก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น

การเป็นครูก็เช่นเดียวกัน คนบางคนเลือกจะสอนธรรมะ สอนวิถีชีวิต แต่ชีิวิตตนเองกลับไม่ได้ศึกษา ไม่ได้มีความละเอียด มีแต่ความหยาบ แต่อาศัยใจกล้า กล้าพูด ก็กลับไปสอนคนอื่นๆ ใช้ชีิวิตไม่สอดคล้องกับสิ่งที่พยายามพร่ำสอน หรือแม้แต่ทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่พูด ครั้งหนึ่งผมเคย quote คำพูดของท่านมหาตมะคานธีว่า “True happiness is when what you think, what you say and what you do are in harmony” กลับมีคนค้่านบอกว่า เอาแค่ what we say and what we do are in harmony ก็พอ เราไม่จำเป็นต้องเชื่อก็ได้ ใครจะไปรู้ว่าเราไม่เชื่อ

แต่ผมคิดว่าเราสังเกตได้ว่าใครกำลังเสแสร้งทำอะไรเพียงเพื่อ image เท่านั้น ไม่ได้เชื่อจริงๆ ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องอันตราย ยิ่งถ้าคนพูดเป็นครูบาอาจารย์ เป็นแพทย์ เป็นพยาบาล มันจะกลายเป็นส่ง mixed message ที่สับสนแก่คนรับ

งานหล่อเลี้ยงหรือ coaching จึงเป็นงานที่ต้องเริ่มต้นจากตนเอง เริ่มต้นจาก “ภายในตนเอง” ทำให้ตนเองมีต้นทุนให้ดีเสียก่อน เราจะได้มีเรี่ยวมีแรง มีกำลังใจ ที่จะเดินไปกับคนที่กำลังทุกข์ หากเราไม่จัดการให้ดี จะกลายเป็นเตี้ยอุ้มค่อม ไปไหนไม่ถึงไหน

Author: phoenix
• Monday, September 06th, 2010

 

จิตสงบดั่งน้ำนิ่งในบ่อโบราณ

แม้นอยู่ท่ามกลางตลาดนัดในเมืองใหญ่

ช่วงนี้ได้เดินทางเป็นระยะๆ เจอะเจอกัลยาณมิตรนอกที่ทำงานบ้างนอกเหนือจากในที่ทำงาน อาทิตย์ที่แล้ววันจันทร์เราก็ได้ร่วมสนทนากับคนทำงานในหอผู้ป่วยกุมารเรื่อง การดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ เสร็จสรรพก็เดินทางขึ้นแอ่วล้านนาอีกแล้วในการประชุมเชิงปฏิบัติการการเสริม สร้างมิติทางจิตวิญญาณให้กับโรงพยาบาล 30 แห่งที่ร่วมโครงการ SHA กับ สรพ.ปีนี้ เป็น SHA รุ่นสอง (ที่ได้ข่าวว่าปีนี้มีกิจกรรมเยอะมาก เพียบเลยทีเดียว ทั้ง OM ทั้ง narrative medicine ทั้ง ฯลฯ) เป็นงานสัมมนารุ่นแรกในสามรุ่น (สองรุ่นสำหรับโรงพยาบาล และอีกรุ่นสำหรับผู้เยี่ยมเยือน)

ตั้งชื่อไว้ก่อนเป็นภาษาอังกฤษว่า Salutogenesis & Self-trancendence จะได้ล้อเลียนกับ Ss series ของ SHA (safety, standard, sufficient economy, spirituality และ sustainablity) บรรยากาศเชียงใหม่ตอนนี้ก็กำลังร้อนและฝนตกชุก รู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าฝนตกหนักไม่แพ้ภาคใต้ (อาทิตย์ที่แล้วฝนตกทั่วฟ้าเมืองไทย เชียงใหม่ กรุงเทพ หาดใหญ่ พอๆกัน)

หัวข้อนี้จะว่าง่ายก็ไม่ง่าย จะว่ายากก็ไม่ยาก ทั้งหมดไม่ได้ขึ้นกับกระบวนกรเลย แต่ขึ้นกับผู้มาร่วม เพราะผลลัพธ์ที่เขียนไว้นั้นเป็นของผู้มา หรือของโรงพยาบาล ชุมชน ของแต่ละท่านทั้งสิ้น เรามีหน้าที่ทำ “พื้นที่ว่าง” ให้สิ่งงดงามต่างๆงอกงามผุดปรากฏออกประชันโฉมแบบงานเทศกาลดอกไม้เท่านั้นเอง มีปุ๋ยคือความศรัทธาว่าใครที่มาจะพกพาความงามมาด้วยอยู่แล้วทุกผู้คน และประเด็นสำคัญก็คือ ความงามนั้นของใครของมัน ความดีก็มอบให้แก่กัน ส่วนความจริงเราแต่ละคนเป็นคนสังเกต เชื่อมโยง และถักถ้อยร้อยเข้าหากันเอาเอง

panoramic view

บางทีการมองหา “ต้นทุนชีวิต” ของเราก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะทุกวันนี้ เรานำเอา model การประเมินของ business sector มาใช้กันเยอะ ซึ่งพ่วงมาด้วยการ “ตัดสินและประเมิน” อันเป็นดาบสองคม เพราะเอาง่ายๆก็คือ ตาม Maslow’s Triangle นั้น พื้นฐานล่างสุดก็คือความต้องการทางสรีระ อาทิ ต้องการอาหาร ต้องการอากาศ ต้องการเครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค แต่เขยิบไปก็จะเป็นความปลอดภัย มั่นคงของตนเองและครอบครัว การถูกประเมินประเภทที่อาจจะคุกคาม (หรือทำให้เกิดความรู้สึกคุกคาม) ของหน้าที่การงาน เช่น ปีนี้ชั้นยังเป็นหมอเป็นพยาบาลอยู่ดีๆ แต่ปีหน้าอาจจะตกงาน ตัดเงินเดือน อย่างนี้ก็เรียกได้ว่าชีวิตขาดความมั่นคง พยากรณ์ไปข้างหน้าไม่ได้ไกล เพราะมันไม่แน่นอนเสียแล้ว เราจะเอาต้นทุนที่ไหนมาใช้ได้ ยิ่งงานบริการสุขภาพของเรานั้น เราอยากจะให้คนมีความสุข แต่ความจริงเบื้องต้นก็คือ “เราไม่สามารถจะมอบอะไรให้ใครในสิ่งที่เราเองไม่มีได้” ถ้าตัวเรามีงานที่ไม่มั่นคง สั่นคลอน หลอนจิตหลอนใจตลอดเวลา ไอ้ที่จะไป empower คนอื่นนั้นก็ดูจะหวังมากไปหน่อย

วันหนึ่งเราก็มี workshop การหาความงามให้แก่ชีิวิต เอาแบบเรียบๆง่ายๆ พี่วิธานก็เชื้อเชิญผู้เข้าร่วมออกไปหาอะไรมาก็ได้จากนอกห้อง นำเข้ามาบรรยายความงามในสิ่งนั้นๆกัน ก็ได้อะไรที่น่าสนใจหลายประการ

  • มีคนหาแล้วหาอีก สองจิตสองใจ เอ..มันจะงามไหม เอ..คนอื่นจะหัวเราะเยาะไหม เอ..มันงามสุดรึยัง เดี๋ยวเดินต่ออีกหน่อยเผื่อมีอะไรงามกว่า… ฯลฯ
  • มีคนออกไปพบว่า อืม.. ทำไมวันนี้ อะไรมันก็งามไปหมด เห็นกิ่งไม้ ใบไม้มีหยาดน้ำค้างเกาะ น้ำค้างใสประดุจแก้วเจียระไน ที่อนุญาตให้สีเขียว สีน้ำตาลข้างใต้หยดน้ำค้างสำแดงความสดขจี นุ่มนวลออกมาได้
  • มีบางคนค้นพบความงามในธรรมชาติ แต่ไม่อยากหยิบพรากออกมา กลับใช้วิธีหยิบเอาถุง เอาขยะ ออกมาซะจากตรงนั้น ท้ิงความงามเอาไว้ที่เดิม
  • ความงามจากขยะก็มีคนค้นหาเจอ
  • เอ.. เรานี้ก็พึ่งรู้ว่าเรามีความสุนทรีย์ อ่อนไหว ไม่เบาเลยนิ ไม่เคยสังเกตมาก่อนเหมือนกัน!!

ไม่นับความหลากหลายของการพรรณนาความงามในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในวงสนทนาเล็กๆ แต่เมื่อนำมาสะท้อนในวงใหญ่ เราก็ได้บทเรียนมากมาย

  • ที่แท้เราก็มีนิยามความงามอยู่ในตัวเราอยู่แล้ว ไม่ต้องมีมาตรฐาน ไม่ต้องมี protocol มีกฏเกณฑ์ แถมยังหาได้ง่ายๆ หาที่ได้ก็เจอ แต่ต้องเริ่มมองหาก่อนถึงจะเจอ ถึงจะเห็น
  • ความงามที่แท้ไม่จำเป็นต้องยึดครอง แต่ต้องปล่อยวาง ให้งามอยู่อย่างนั้น วิธีรักษาความงามไว้ให้ยั่งยืนอาจจะทำโดยเอาตัวเราถอยออกมา อย่าไปเปลี่ยน อย่าไปแนะ อย่าไปแกะไปเกา ความงามนั้นก็จะยั่งยืนและงอกงามต่อไปเอง
  • ความงามมีไว้ชื่นชม ไม่ได้มีไว้วิจารณ์วิพากษ์ เพียงเพราะภาษาของเรามันไม่เพียงพอที่จะพรรณนาความรู้สึกที่แท้ได้ (ไม่เชื่อใครลองพยายามพรรณนารสชาติของแกงส้มปักษ์ใต้ให้คนที่ไม่เคยกินได้ รู้สึกว่ามันเป็นยังไงดู!!!)
  • พึ่งรู้ว่าเพื่อนเราดูดุๆ ปากจัดๆตอนทำงานเนี่ย ก็อ่อนไหว สุนทรีย์ และละเอียดได้อย่างไม่น่าเชื่อ สงสัยเราจะเคยด่วนตัดสินผิดๆไปเยอะเหมือนกัน เพราะเดาจากภายนอกนี่ ผิดเกือบหมดเลย!!!
  • การกะเก็งความงามจากความรู้สึกของผู้อื่น หรือในความเห็นของผู้อื่น กลายเป็นข้อจำกัดที่ unknown และควบคุมไม่ได้ เพราะความงาม ความละเอียด ความประณีต ไม่ใช่สิ่งที่จะเขียนกำหนดออกมาเป็นคำบรรยาย เป็นนิยามได้ด้วยภาษาที่เรามีอยู่ หากแต่สัมผัสได้ด้วยสฬายตนะทั้งหมด
  • เมื่อไหร่ก็ตามที่คิดว่าคนอื่นเขาจะรู้สึกยังไงกับสิ่งที่เราเลือกว่า งาม จิตก็เริ่มตก เกิดความลังเล เกิดความไม่แน่ใจ เลือกไม่ถูก หรือไม่กล้าที่จะเลือก อาย เขิน ไม่มั่นใจ
  • ความกล้าที่จะยอมรับ และมองเห็นความงามที่แปลกใหม่ เปิดทัศนวิสัยของตัวเราเอง และข้อสำคัญกว่านั้นก็คือ เปิดโอกาสให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลงอกงาม งอกเงยขึ้น ยอมรับความคิด ความเห็น ความรู้สึกของผู้อื่น เป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัย พื้นที่แห่งความมั่นใจ พื้นที่แห่งมิตรภาพขึ้น

ที่นี้ก็เกิดคำถามผุดพรายขึ้นตามธรรมเนียม เอ.. เราอยู่ที่นี่ จากหอผู้ป่วยที่ทำงาน (คราวนี้เขาเลือกเอาคนจาก ER หรือห้องฉุกเฉิน กับคนจากแผนกประสานงานคุณภาพมาเข้า) ที่ทุกสิ่งทุกอย่างมันรวดเร็ว ปรู๊ดปร๊าด มาเป็นช้าลง สบายๆ ผ่อนคลาย มันก็ทำได้นะ ชื่นชมความงามเนี่ย แต่ปัญหาคือพอเรากลับไป ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะกลับไปเหมือนเดิมไหม คือ รวดเร็ว ปรู๊ดปร๊าด จนไม่มีเวลาเห็นน้ำค้าง เห็นความอ่อนช้อยของกิ่งไม้อะไรได้

ก็พบบ่อยที่เดี๋ยวนี้ ระดับ executives ผู้บริหาร มักจะชอบปลีกวิเวก นัยว่าไป recharge battery ทำชีวิตให้ช้าลง ก็ติดอกติดใจ ตอนไปวัด ตอนไปปลีกวิเวก ได้สัมผัสธรรมชาติ ครบกำหนดกลับมาทำงาน ปรากฏว่าไม่มีอะไรติดกลับมาเลย กลับไปฉุกละหุกเหมือนเดิมในพริบตา เอ… แล้วนี่แปลว่าชาตินี้ถ้าจะสงบจิตสงบใจ จะต้องย้ายบ้านไปอยู่ในป่าช้าไหมเนี่ย

ที่จริงการปลีกวิเวกนั้น เราไม่ได้ต้องการให้ไปอยู่ในป่าช้าตลอดเวลาหรอกนะครับ เราอยากจะให้จิตเราสงบมันทุกที่แหละ เพียงแต่มันง่ายกว่าในตอนแรกที่จะฝึก ให้อยู่ในที่ที่มีสิ่งเร้า สิ่งกระตุ้นน้อยๆหน่อย หลบจากโทรศัพท์มือถือ วิทยุติดตามตัว internet อะไรต่อมีอะไรที่จะฉุดลากกระชากจิตให้ฟุ้งซ่าน จิตมันจะสงบได้ง่ายขึ้น แต่คนที่ทำให้สงบจริงๆก็คือตัวเราเอง คนที่ทำให้ช้าลงก็คือตัวเราเอง ฝึกบ่อยๆเข้าก็เกิดเป็นนิสัย รู้เท่าทันเวลาใจตระหนก ใจกระชาก ก็จะหน่วง จะห้อยแขวนได้ทันท่วงที

จนในที่สุด จิตก็สงบประดุจน้ำนิ่งในบ่อโบราณ แม้นอยู่ท่ามกลางตลาดนัดในเมืองใหญ่ เราก็สงบได้ไม่ว่าจะเป็นในวัด ในป่า ในเมือง ใน office ที่ทำงาน ที่บ้าน ต่อหน้าพระ ต่อหน้าสามี ภรรยา ต่อหน้านานต่อหน้าลูกน้อง

นี่คือศักยภาพที่แท้ของเรา

Author: phoenix
• Thursday, August 19th, 2010

เรื่องเล่า… ทำไมต้องเล่า?

ตอนนี้ไปไหนมาไหน ที่ได้ยินกันเพิ่มขึ้นคือการใช้ “เรื่องเล่า” ในการทำงานเกี่ยวกับการสื่อสารมากขึ้น มีการพูดถึง “Narrative Medicine” ซึ่งเป็นการเข้าหา ศึกษา การแพทย์ การดูแลผู้คน โดยอาศัยคุณลักษณะสำคัญของ “การเล่าเรื่อง” หรือ “เรื่องเล่า”​ เป็นเครื่องมือสำคัญหลัก

ผมคิดว่าถ้าเราลองมาพิจารณาลักษณะของ​ “ภาษา” เราอาจจะเพิ่มความเข้าใจ หรือมีสมมติฐานเพิ่มเติมว่า “ทำไมเรื่องเล่าจึงทำงานได้ดี จึงสำคัญ”

Anthony Gregorc แยกแยะกลุ่มของข้อมูลที่เข้าและออกระบบสัมผัสของเราออกเป็นสองกลุ่มคือเป็น concrete (จับต้องได้ รูปธรรม) และ abstract (จับต้องไม่ได้ เป็นนามธรรม) กับแยกด้วย “วิธีการส่งข้อมูล” ออกเป็นแบบ sequential (ตามลำดับ) และแบบ random (แบบสุ่ม) ทำให้เราสามารถจัดกลุ่มความชอบ/ความถนัดในการรับรู้และแสดงผลความคิดออก เป็นกลุ่มต่างๆกัน ถ้าหากเราพูดถึงเรื่องพฤติกรรมมนุษย์ เราจะพบว่าพฤติกรรมจะคล้อยตามอารมณ์มากกว่าเหตุผล จะมากหรือน้อยแปรตามบริบท แต่ในสภาวะทั่วๆไป “ส่วนใหญ่” จะได้รับอิทธิพลของอารมณ์ความรู้สึก

“ภาษา” ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ไม่เพียงพอที่จะสื่อให้ลึกซึ้งจาก “คำ” ที่เรามีอยู่ โดยเฉพาะอย่่างยิ่งสิ่งที่เกี่ยวกับ “นามธรรม” และ “ความรู้สึก”

ลองพยายามอธิบาย “รสชาติ” ของอาหารที่เรากำลังกินให้คนอื่นฟัง

ลองพยายามอธิบาย “ความปวด” ของเราให้คนอื่นฟัง

ลองพยายามอธิบาย “ความเขิน” ของเราว่าเป็นอย่างไร รู้สึกยังไง

ลองพยายามอธิบาย “ความงาม” “ความอิ่มใจ” “ความหึง” ว่ามันเป็นยังไงกันแน่ให้กับคนอื่นๆฟัง

เราจะพบทันทีว่า เราไม่มี “คำ” อะไรที่จะช่วยสื่อสิ่งเหล่านี้ได้ เราได้แต่ใช้อุปมาอุปมัย ใช้สาธก ยกตัวอย่าง ซึ่งถ้าตัวอย่างนั้นๆ หรืออุปมาอุปมัยนั้นๆ คนฟังไม่ได้มี “ประสบการณ์เก่า” มาเป็นตัวช่วยแล้วล่ะก็ เรายังไปไม่ถึงไหนที่จะ “เข้าใจตรงกัน”

จึงไม่แปลกอะไรที่ยิ่งมี อุปมาอุปมัยชนิดง่ายๆ ตัวอย่างที่ใครๆก็เคยเจอ มาประกอบมากๆเราก็ยิ่งใกล้หรือง่ายยิ่งขึ้นที่จะ “เข้าใจ” และ “เข้าถึง”

และนี่เองที่นำมาสู่เหตุผลว่า “ทำไมเรื่องเล่าจึงทรงพลัง”

เรื่องเล่าเสริมเติมบริบท ช่วยให้เราดึงเอาความทรงจำเดิมของเรามาประติดประต่อคุณภาพหลายๆอย่างทาง นามธรรม ให้หลุดพ้นจากความเป็นนามธรรม กลายเป็นอะไรที่เรา “พอเข้าใจ” จนถึง​ “เข้าใจได้ดี” ถ้าเผอิญเรามีประสบการณ์ตรงเป๊ะๆกับอุปมาอุปมัยหรือตัวอย่างที่เล่ามา ดังนั้นยิ่งเรื่องเล่าใช้ภาษาพื้นๆ เล่าให้ “ชัดเจน” หรือที่เรียกว่า figurative speaking คือเล่าจนเห็นภาพ สัมผัสสายลม ดมได้กลิ่น ได้ยินเสียงขิม ล้ิมรสหวาน ขนาดนั้นยิ่งดี เพราะการใช้ผัสสะทั้งหมด จะเพ่ิมการรับรู้ เพิ่มมิติการรับ การแปล การให้ความหมาย คลื่นสมองเราจะผ่อนคลาย ลงจาก beta wave เข้าไปสู่ alpha wave ได้ง่ายยิ่งขึ้น ยิ่งผ่อนคลายการรับรู้ของเราก็จะไม่ติดอยู่แค่ “เปลือกอารมณ์” ด้านนอก แต่สามารถลงลึกไปถึง “อารมณ์ด้านใน และตัวตนแท้” ในระดับคลื่นสมอง theta หรือ delta ได้ ยิ่งลงลึกเท่าไหร่ “ตัวตนที่แท้” ซึ่งจะประกอบด้วยความจำ ความรู้สึก สิ่งที่มีความหมายต่างๆตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน (อีกนัยหนึ่งคือขันธ์ 5) เราก็จะได้ใช้สิ่งเหล่านี้มาช่วยพิเคราะห์ พิจารณ์ ใช้ทั้งอารมณ์และปัญญาทั้งหมดทั้งสิ้น

สิ่งที่น่าสนใจมากสำหรับเรื่อง เล่าก็คือ คุณภาพที่เกิดขึ้นเป็น “ปฏิสัมพันธ์” ระหว่างคนด้วย ไม่ได้ว่าคุณภาพภายในของคนเท่านั้น

ฉะนั้นสิ่งแวดล้อมก็จะเอื้อ (หรือทำลาย) ผลลัพธ์ได้หลากหลายวิธี ทั้งเสียง (เซ็งแซ่ สงบ เพลงเบาๆ อึกทึก เสียงปืน ประทัด น้ำไหล ฯลฯ) อุณหภูมิ แสง สี ภาพ เป็นสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ผู้คนที่มาฟังก็เป็นสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพก็มี อิทธิพลไม่น้อยกว่ากัน ทั้งด้านจำนวน ลักษณะของพลังงานของปััจเจกและภาพรวม (คุกคาม สงบ ตื่นเต้น เศร้า ยินดี เรียนรู้่ คาดหวัง ฯลฯ)

สิ่งแวดล้อมทางจิตวิญญาณ และจิตสังคมก็เป็นอีกปัจจัย และบางครั้งบางคราก็มีอิทธิพลได้เยอะมาก เช่น สภาวะสงคราม บ้านเมืองไม่สงบสุข หรือสภาวะเฉลิมฉลอง ดิถีมงคลสมัย ภาวะกำเนิด ภาวะสูญเสีย สัญญลักษณ์สำคัญทางศาสนา จิตวิญญาณ ความรู้สึก เรื่องนี้เปรียบเสมือนสีพื้นหลังของภาพทุกภาพ ซึ่งไม่ว่าเราจะระบายสีอะไรลงไป สีพื้นหลังจะดูดซับ จะขับเน้น จะกล่อมเกลาหล่อหลอมให้เกิดภาพรวมสำเร็จออกมา

สิ่งแวดล้อมภายนอกทั้งหมดนี้ บางอย่างเราควบคุมได้ บางอย่างเราไม่มีทางที่จะควบคุม ทั้งหมดจะส่งผลถึงความมีประสิทธิภาพของเรื่องเล่าว่าจะเป็นเช่นไร เมื่อผนวกกับสิ่งแวดล้อมภายใน เราก็จะเห็นทันทีว่าโอกาสที่สุดท้ายแต่ละคนจะรับเรื่องเล่านั้นๆให้เหมือน กันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุปัจจัยต่อผลลัพธ์มีความหลากหลายมาก

ที่ว่าเป็นสัมฤทธิผลของเรื่องเล่า ยังไม่ได้พูดถึง “ทำไมต้องเล่า” ตามไตเติ้ลของบทความนี้เลย

ทำไมต้องเล่า

ถ้าเราพิจารณาประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการเล่าเรื่องแล้ว คำถามที่ควรถามน่าจะเป็น “ทำไมจะไม่เล่า?” มากกว่า…

  • เล่าเพื่อสื่อสาร
  • เล่าเพื่อเยียวยา
  • เล่าเพื่อเสริมพลัง
  • เล่าเพื่อสะท้อน

เล่าเพื่อสื่อสาร

เป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารข้อมูลทางนามธรรม ความรู้สึก ที่จับต้องไม่ได้ ที่ไม่มีคำศัพท์ที่จะสื่อได้อย่างลึกซึ้งเพียงพอ รูปแบบของเรื่องเล่าจะช่วยขยายบริบทให้กว้างมากขึ้น เข้าถึงผู้คนได้มากหมู่ มากเหล่ามากขึ้น

ที่อยากให้ลองก็คือการสื่อสารด้านคุณธรรม จริยธรรม จะเห็นว่าอุบายคนโบราณนั้นได้ผลมานักต่อนัก ไม่ว่าจะเป็นนิทานอีสป นิทานเวตาล ปัญหาพระยามิลินทร์ นิทานร้อยบรรทัด ฯลฯ แต่อดีต เล่าได้ ฟังดี แต่ละเรื่องแฝงคุณธรรม ความดี จริยาวัตร จริยธรรม เข้าถึงคนง่าย เพลิดเพลิน มีคติ จดจำไปเล่าต่อๆไปได้ไม่รู้เบื่อ

“มุก” เธอเป็นผู้หญิงอายุ 40 ปี ตัวเธอเองก็เจ็บไข้ได้ป่วย สุขภาพไม่แข็งแรง มีพี่น้องหลายคน แต่เธอเป็นเพียงผู้เดียวที่รับผิดชอบดูแลแม่ อายุ 70+ ปี ที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เธอพาคุณแม่มารักษาที่โรงพยาบาลมาตลอด เป็นเวลานานกว่าสองปี โชคดีที่อาการไม่ทรมานมากนัก เธอก็สามารถจัดการได้แม้ว่าจะด้วยความยากลำบากเนื่องจากสุขภาพของเธอเอง

แต่ ปรากฏว่าในช่วงสองสามเดือนสุดท้าย จู่คุณแม่ก็มีอาการปวดมากที่บริเวณสะโพกและบริเวณหลัง ตอนนั้นคนไข้นอนอยู่ที่บ้าน และมุกเป็นคนดูแลทุกวัน นอนเฝ้าที่หน้าเตียง คุณแม่ปวดทรมาน นอนครวญครางตลอดเวลา แต่ไม่ยอมกินยาอะไรทั้งสิ้่น มุกเองก็ไม่สบาย ไม่สามารถจะพาคุณแม่ไปโรงพยาบาลได้ ตลอดเวลาสองอาทิตย์ที่มุกต้องนอนเฝ้าคุณแม่ทั้งวันทั้งคืน ทนฟังเสียงครวญครางร้องไห้ของแม่ ไม่มีพี่น้องคนไหนเข้ามาช่วย มีอยู่คืนหนึ่งที่แม่ปวดมาก นอนกรีดร้องเป็นพักๆทั้งคืน ดิ้นรนอย่างอ่อนแรงด้วยความทุกข์ทรมานอย่างที่สุด ทั้งๆที่เสียงร้องดังขนาดนั้น ก็ไม่มีพี่น้องคนไหนตื่นมาดู มุกร้องไห้ด้วยความคับแค้นและไม่รู้ว่าจะทำอะไร เกิดอารมณ์วูบหนึ่ง มุกลุกขึ้น เอามืออุดปากแม่ อีกมือกุมที่คอของแม่กำลังจะบีบลง แม่ก็ลืมตา พูดออกมาว่า “มันบาปนะลูก

มุก ร้องไห้ออกมาอย่างหมดเรี่ยวแรง ถึงขนาดนี้ ผู้หญิงที่นอนอยู่ข้างหน้าเธอนี้ ก็ยังเป็นแม่ ยังเป็นห่วง ยังหวังดี ยังต้องการจะเตือนลูก ไม่ให้ลูกทำบาป เธอได้สติ ก็ได้ลูบเนื้อลูบตัวแม่ สักพักอาการบรรเทาลง

วัน รุ่งขึ้นมุกแข็งใจฝืนร่างกายตนเอง พาคุณแม่ไป รพ. เล่าเรื่องให้พยาบาลและแพทย์ฟัง ตั้งแต่วันนั้นกระบวนการการรักษาอาการปวดอย่างเป็นระบบก็เริ่มทันที ภายในเวลาสองอาทิตย์ คนไข้ก็สามารถอยู่ได้อย่างปราศจากอาการปวด และดูแลต่อได้ที่บ้านอย่างที่ประสงค์ มีการบันทึกการใช้ยามอร์ฟีน การปรับยาที่ถูกต้องตามวิธีการอย่างเป็นระเบียบ ทำให้การคุมอาการดีอย่างสมบูรณ์

คุณ แม่ของมุกเสียชีวิตอย่างสงบที่บ้าน เธอใช้เวลาเดือนสุดท้ายอยู่ข้างกายมุกลูกสาวที่รักเธอที่สุด และเธอจากไปด้วยความตระหนักรู้ถึงความรักของมุก”

เป็นเรื่องเล่าธรรมดาๆที่ใช้สอนการคุมอาการ ปวดแก่แพทย์ นักเรียนแพทย์ และอาจจะมีเรื่องอื่นๆที่เขาอาจจะตั้งวัตถุประสงค์การเรียนเองตามอัชฌาศัย

เล่าเพื่อการเยียวยา

บางครั้งเมื่อชีวิตประสบพบเจอวิบัติภัย ตัวตนมันแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เปรียบเสมือน jigsaw ที่ถูกปัดตกแตกกระจาย อะไรที่เคยอยู่ที่ใด ก็ดูจะพรัดพรากจากหายไป หาไม่เจอแม้แต่ตัวตนของตนเอง

ในกรณีเช่นนี้อาการทางกายยังไม่สำคัญเท่ากับตัวตนทางจิตและจิตวิญญาณของ ผู้สูญเสีย สภาพแบบนี้อาจจะเกิดในกรณีเช่นพิบัติภัยตามธรรมชาติ สุนามิ หรือการฆ่าล้างหมู่บ้านอย่างทารุณในอาฟริกา

ซาฟี นา เด็กหญิงอายุ 12 ปี ได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่องค์กรสหประชาชาติ (United Nation) มาหลังจากที่เธอหลบหนีจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (extermination) จากกลุ่มทหาร ในที่ประชุมแวดล้อมด้วยเจ้าหน้าที่ UN นักสังคมสงเคราะห์ จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ก็ให้ซาฟีนาเล่าเรื่องของเธอให้ฟัง เธอเล่าว่าเธออาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีพ่อมีแม่ มีพี่สาวหนึ่งคน หมู่บ้านของเธอถูกทหารบุกและฆ่าตายหมด เธอเองหลบอยู่ใต้เตียง ขณะที่ทหารฆ่าพ่อ ข่มขืนแม่และพี่สาวตายอย่างทารุณ หลังจากนั้น เธอหลบหนีออกมา ใช้ชีวิตหลบๆซ่อนๆ โกหก ลักขโมย ทุกวิถีทาง เพื่อให้อยู่รอดไปวันๆ เป็นเวลาเกือบสองปี

ซาฟี นาเล่าชีวิตของเธอติดต่อกันกว่าสามชั่วโมง พอเธอเล่าจบ ที่ประชุมนิ่งงัน ไม่มีใครเคยนึกหรือจินตนาการว่าเด็กสาวอายุเพียงแค่ 12 ขวบ จะต้องผ่านความทุกข์ในชีวิตมากมายขนาดนี้ ขนาดและความทุกข์ของเรื่องราวของเธอเกินสเกลที่ทุกคนในที่นั้นเคยพบเห็นมา ก่อน ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดนักจิตวิทยาคนหนึ่งก็เอ่ยปากถามซาฟีนา

“หนู มีอะไรที่อยากจะให้พวกเราช่วยไหม”

ซาฟี นาฟัง แล้วหยุดนิ่งคิดอยู่พักใหญ่หลังจากได้ยินคำถามนั้น แล้วเธอก็พูดออกมาว่า

ตั้งแต่หนีมา 2 ปี ไม่เคยได้เล่าเรื่องเหล่านี้ให้ใครเลย ที่จริงฝันนึกว่าเมื่อไรชีวิตจะหยุดลง ความทุกข์จะได้หยุดลงเสียที แต่หลังจากได้เล่าให้พวกคุณฟังแล้ว ตอนนี้รู้สึกดีขึ้น ยังนึกไม่ออกค่ะว่าจะให้ทำอะไร

ในความทุกข์รุนแรงที่ฉีกทำลายตัวตนความเป็น มาของคนในลักษณะนี้ สิ่งสำคัญคือการที่คนป่วยได้มีโอกาสเรียงร้อย “ชีวิต” ของเธอใหม่ขึ้นมา ซึ่งสามารถทำได้ผ่านเรื่องเล่า เมื่อเธอได้ค่อยๆเก็บชิ้นเล็ก ชิ้นน้อยของชีวิตของเธอเข้าหากัน นำมาผูกกัน เชื่อมโยงกัน ตัวตนของเธอก็เริ่มก่อเป็นรูปเป็นร่างอีกครั้งหนึ่ง

การสัมภาษณ์ผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นที่ OPD หรือในหอผู้ป่วยในก็ตาม กระบวนการเยียวยาได้เริ่มขึ้นตั้งแต่คนไข้ “ได้เล่า” ชีวิตของเขาให้เราฟังแล้ว เพราะเมื่อเจ็บป่วย ฐานกายทรุดโทรม ฐานใจก็ใช่ว่าจะดี ฐานความคิด ก็หม่นหมองมีปัญหาต้องแก้ไข การเล่าเรื่องเป็นการ “ตั้งหลัก” ใหม่ เล่าที่มา ที่ไป ความฝัน อุปสรรค การสัมภาษณ์ของเรานั้นตกลงเป็นไปเพียงเพื่อได้ “ข้อมูล” หรืออยากให้เกิด “การเยียวยา” ด้วย ก็ขึ้นกับการจัดการการสัมภาษณ์ของเราเอง

การเล่าเพื่อเสริมพลัง

เคยพูดถึงไปหลายครั้งแล้วในเรื่องเล่าเร้าพลัง และอภิชาต ศิษย์ และอื่นๆอีกมากมายใน gotoknow นับไม่ถ้วน

การเล่าเพื่อสะท้อน

บางครั้ง บทเรียนที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้อัตตาของเรากระทบกระเทือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรากำลังพบว่าตัวเราอาจจะไม่ได้ดีงามอย่างที่เราเคย เชื่อ แต่บทเรียนแบบนี้สำคัญอย่างยิ่งในการที่จะพัฒนาตนเองขึ้นไปจากที่เป็นอยู่ เพราะถ้าเราคิดว่าเราดีที่สุด ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรหย่อน ก็จะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เราพบว่าการใช่้เรื่องเล่ามาช่วย จะมีประโยชน์มาก เพราะบทเรียนจะเข้ามาแบบทะแยงๆ สะท้อนไปอ้อมๆ ไม่ได้มากระแทกโดยตรง การเล่าเพื่อสะท้อนที่ใช้กันเยอะ มาในรูปแบบการเรียนผ่านภาพยนต์

Author: phoenix
• Tuesday, August 17th, 2010

 

วิญญูชน คน ครู แพทย์

วันนี้ขอพูดเรื่องนามธรรมสักหน่อยนึง วาระนี้มีบริบทแวดล้อมที่ทำให้อยากหวนกลับมาคำนึงถึงอะไรที่เป็นที่ยึด เหนี่ยวสักนิด เพราะมันดูเลือนๆ สั่นๆ หวั่นๆ กลัวๆ เป็นความรู้สึกที่แพร่กระจาย ยิ่งด้วย mode ของสื่อที่ไปได้ง่าย ไกล และข้อสำคัญ เร็ว ด้วยแล้ว

หนังสือดี น่าสนใจครับ

Kotler พูดถึงเรื่อง Marketing 3.0 โดยเริ่มที่ Rational Marketing เป็นยุคหนึ่ง คนขายสินค้าโดยใช้เหตุใช้ผลนำ เป็นยุค focus group ยุคแห่งการศึกษาว่าด้วย demand และ supply (อุปสงค์และอุปาทาน) แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นยุคปัจจุบันเป็นยุคสอง คือ Emotional Marketing คนขายสินค้าโดยสร้างความต้องการเทียม ผ่านทางอารมณ์ คนซื้อไม่จำเป็นต้องมีความต้องการเริ่มแรก หรือมีเพียงเล็กน้อย และถูกกระตุ้น ยั่วเย้า กระเซ้า แหย่ ด้วยกลยุทธ์มากมายต่อกามผัสสะโดยธรรมชาติของคน ก็สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้โดยง่าย เป็นยุคค้าที่เสรี (ของคนค้า) สุดๆ จนกระทั่ง Kotler ในช่วงปลายของชีวิตนักการตลาดมองเห็นความเฉา เน่า ยากแก่การเยียวยา หันมานึกถึงยุคสามของการตลาด หรือ Spiritual Marketing การตลาดเพื่อประโยชน์ของผู้ขาย มนุษย์ สิ่งแวดล้อม และโลกใบนี้

ผมโดนใจในเรื่องของยุคสอง Emotional Marketing นี่แหละ เพราะคิดว่าเป็นตัวจักรสำคัญของการตลาดปิศาจ ที่อาศัยธรรมชาติด้านลบเกือบครบเครื่องของคนมาสร้างทุน สร้างกำไร การใช้สื่อที่เน้น “กระตุ้นเย้าแหย่” กิเลศหรืออารมณ์ฐานต้นๆ ได้แก่ การอยู่เพื่ออยู่รอด ความต้องการการยอมรับ การถูกรัก การมีหน้ามีตา มีฐานะ (ดูมีฐานะ) คุ้ยแคะแกะเกาที่ Maslow แถวๆฐาน ได้แก่ ความต้องการทางสรีระ และการรู้สึกปลอดภัย มั่นคงในชีวิต แค่นั้นก็สามารถควบคุมกลุ่มคนจำนวนมากได้

สามเหลี่ยมของ Abraham Maslow

ที่จริงก็ไม่เสียหายอะไร ถ้าหากว่าไม่ได้คำนึงว่าศักยภาพทีี่แท้ของมนุษย์ในระดับที่สูงไปกว่านั้น ได้แก่ self esteem หรือความรู้สึกมั่นใจ มั่นคง ในตนเอง มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ตอบคำถามประเภทเราคือใคร เราทำอะไร เพื่ออะไรได้ หรือไปถึงระดับสุดท้ายคือ self actualization เชื่อมโยงชีวิตกับการอยู่อย่างมีความหมายได้อย่างไร้ตะเข็บ เราอาจจะมอง marketing 2.0 หรือ emotional marketing เป็น “ตัวทำแท้งจิตมนุษย์” ให้ตายทั้งกลมอยู่ตรงบันไดขั้นล่างนี่เอง

ในยุคนี้เองที่สายวิชาชีพที่ผมทำงานอยู่ กำลังเผชิญกับความท้าทายในสมดุลใหม่ของชีวิต นั่นคือทั้งบทบาทในอาชีพ ความเป็นแพทย์ ซึ่งงานส่วนหนึ่งผสมผสานความเป็นครู ในฐานะทางสังคมที่มีความเรียกร้องความเป็นวิญญูชนอย่างสูงเพราะหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้คน และสมดุลกับความเป็นคน ความเป็นมนุษย์เหมือนๆคนธรรมดาๆ ที่อาจจะมีการเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องการความปลอดภัย ความมั่นคงในชีวิต เช่นเดียวกับทุกๆอาชีพ

อาจจะนับเป็นจินตนาการส่วนตัว (แต่คิดว่ามีคนเห็นด้วยเยอะพอสมควร) ที่ว่าในอาชีพนี้ มันมี “ส่วนประสม” ในทั้งสี่ด้านที่กล่าวมาข้างต้นเป็น “อุดมคติ” ในการเป็นแพทย์ นำมาจากทั้งปรัชญาแห่งวิชาชีพของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ว่าด้วย “ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นอันดับหนึ่ง” หรือที่ว่า “เราไม่เพียงต้องการให้เธอเป็นเพียงแพทย์ แต่เรายังต้องการให้เธอเป็นมนุษย์ด้วย” หรือที่ว่า “ความสำเร็จที่แท้ไม่ได้อยู่ที่การเรียน หากแต่อยู่ที่การนำเอาไปใช้เพื่อประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ” ทำให้ผมเชื่อว่าคุณสมบัติทั้งสี่ประการ “วิญญูชน คน ครู​ แพทย์” นั้น เป็นส่วนผสมที่พอใช้ได้

สิ่งที่เราทำกับสิ่งที่เราพูด ควรจะสอดคล้องกัน (Kandhi’s saying, “The true happiness is when what you think, what you say, and what you do are in harmony”.)

ตอนที่เราเรียนเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพนั้น เราต้องพูดเรื่องวิถีการใช้ชีวิตที่เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ แน่นอนในที่สุดเราก็มาเจอกับ “ตอ” ใหญ่คือพฤติกรรมที่ไม่พึงปราถนา อันเป็น “โรคเรื้อรัง” แฝง ที่เราไม่ได้เรียกเป็นโรค ก็เลยไม่ค่อยได้ทำการวินิจฉัยแต่เนิ่นๆ หากเป็นพยาธิกำเนิด หรือพยาธิสรีระกำเนิดก็ว่าได้ เช่น การขับรถขณะมึนเมา (เมาไม่ได้เป็นโรค ความประมาทก็ไม่มี DRG เหมือนกัน) การกินไม่ถูกสุขลักษณะ การไม่ออกกำลังกายให้เพียงพอ และ “ตอ” ที่ใหญ่กว่า ก็คือนอกเหนือจากองค์ประกอบภายในคนเหล่านี้แล้ว ยังมีการโหมกระหนำ่ของ marketing 2.0 หรือ emotional marketing ในตัวเสริมพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาเหล้า บุหรี่ การใช้ชีวิตที่หรูหรา ฟุ้งเฟ้อ ปรนเปรอกามผัสสะทั้ง 5 ทั้ง 6 ทุกวิถีทางที่เป็นไปได้

เป็นหน้าที่ของหมอเหมือนกันที่เราต้อง “เท่าทัน” ใน marketing 2.0 นี้ เพราะถ้าเรายังขืนมะงุมมะงาหรากับ rational marketing คือใช้แต่เหตุผล ตรรกะ ในการทำ health promotion อยู่ ก็คงจะพ่ายแพ้ในสงครามฟื้นฟูสุขภาพ

และทั้งนี้ทั้งนั้น เราเอง ต้องไม่ใช่ผู้เล่นที่นำเอาการควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ทางอารมณ์มาเล่นเสียเอง

ดังนั้น แพทย์จึงจะต้องมีจริยวัตรในการพูดจา แนะนำ ให้ความรู้ เพื่อเกิดปัญญา เกิดโยนิโสมนสิการ ไม่ใช่ใช้ศาสตร์แห่งการสื่อสารในการยั่วยุอารมณ์ การใช้ provocative language การใช้การขยายความให้เกินจริง เกิดอารมณ์มากกว่าเกิดการใคร่ครวญ

ในยุคนี้ิยิ่งสำคัญที่สุด

ในส่วนสมดุลของความเป็นมนุษย์ แพทย์เองก็สามารถตระหนักได้ว่าเราเองไม่ได้เป็นแพทย์ตลอดเวลา เราเองก็ป่วยได้ เจ็บได้ เป็นคนไข้ได้ เราเองก็ถูกคุ้มครองด้วยระบบรัฐ ระบบอะไรต่างๆ ไม่ต่างจากประชาชนทั่วๆไป ไม่ได้เป็นอภิสิทธิชน หากแต่อยู่ใน “ประชาชน” เป็น citizen คนไทยธรรมดาๆเหมือนๆกันกับคนอื่นๆ เราสามารถที่จะแสดงออกเมื่อไรก็ตามที่ภาวะความต้องการพื้นฐานทางสรีระ ทางความมั่นคงปลอดภัย เมื่อถูกคุกคามและเรียกร้องการปกป้องตามสิทธิเหมือนคนอื่นๆ ซึ่งสามารถแสดงออกอย่างมีความรับผิดชอบ

ในระดับ Marketing 3.0 คือ Spiritual Marketing นั่นเป็น “มาตรฐาน” ที่ถูกคาดหวังหรือไม่?

เราควรใช้ข้อมูลเพื่อสร้างปัญญา ไม่กระตุ้นเน้นที่อารมณ์ความรู้สึก ความกลัว มากจนกลายเป็นยับยั้งการร่วมกันคิด ร่วมกันทำเพื่อแก้ไขปัญหา ลดหรือตัดขาดจากการสนทนาเจาะที่บุคคลแต่หันไปหาการพูดจากันบนตัวความคิด ความรู้สึก ความเห็น ซึ่งจะลดการเผชิญหน้า การด่วนตัดสินลงไป

สมดุลของ “วิญญูชน คน ครู แพทย์” จะไม่เกินเลยไปกว่าที่เราจะเข้าถึงได้

Author: phoenix
• Monday, August 16th, 2010

 

Go Toward The Light

Go toward the light เป็นอุปมาอุปมัยหรือ figurative speaking ของฝรั่งเวลาพรรณนาการเดินทางไปสู่วาระสุดท้าย เหมือนเดินอยู่ในอุโมงค์ที่สุดปลายมีแสงสว่างเจิดจ้า ด้วยสัณชาติญาณ เราก็จะเดินไปหาแสงสว่างโดยไม่รู้ตัว แล้วก็…ตาย อาจจะโดยคนที่มีประสบการณ์เฉียดตาย (near-dead experience) ที่เกือบๆจะตายแต่แล้วไม่ตาย ตื่นมาเล่าให้ฟังว่า “ตอนนั้น” เจออะไรบ้าง และ theme นี้ดูจะเป็นอะไรที่ได้ยิน ได้ฟังบ่อยที่สุด

ภาพยนต์เรื่องนี้สร้างมาตั้งแต่ปี 2005 จากหนังสือที่เขียนปี 1988 เป็นยุคที่ AIDS กำลังพุ่งเข้าปะทะการรับรู้ของประชาชนจังๆ (Philadelphia ที่ทอม แฮงค์เล่นนั่นปี 1997) บางอย่างที่แสดงในภาพยนต์จึงอาจจะดูแปลกๆ เพราะหนังสือเขียนมาก่อนหน้านั้นนับ 10+ ปี เช่น ทำไมการให้เลือดไม่ได้ตรวจอะไรก่อนหรอกหรือ ที่สงขลานครินทร์ต้องนับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกๆ ที่เรานำมาใช้สอน palliative care ไล่เรี่ยกับเรื่อง WIT นั่นเลยทีเดียว แต่เรานำมาใช้ค่อนข้างน้อย หนึ่งเพราะไม่มีฉบับ Thai subtitle (ซื้อมาจากอเมซอน) สองเพราะเรื่องนี้คนทำหน้าที่วิจารณ์ไม่ค่อยชอบเพราะมันบีบหัวใจหลายฉาก เศร้ากว่าเรื่อง WIT เยอะ ตอนหลังๆเลยมาเก็บเข้ากรุ ไม่ค่อยนำมาใช้แล้วเราก็มีเรื่องอื่นๆเข้ามาใช้พอสมควร

DVD

หนังสือ

Synopsis:

ครอบครัวเมดิสัน แคล์ (ลินดา แฮมิลตัน สาวเหล็กแห่ว Terminator) และเกร็ก (ริชาร์ด โธมัส จากหลายเรื่อง เช่น IT ของสตีเฟน คิง) กับลูกชายเบน นึกว่าชีวิตของพวกเขากำลัง settle ลงตัวดีแล้วกับโรคประจำตัวของเบน คือ ฮีโมฟีเลีย (โรคเลือดออกแล้วหยุดยาก เพราะขาดสารที่ทำให้เลือดแข็งตัวแต่กำเนิด พอเลือดออกที จะออกเยอะมากกว่าคนธรรมดาและต้องรักษาโดยการให้พลาสมาพิเศษ หรือเลือด ถ้าจำเป็น) ตั้งแต่เด็กๆที่ค้นพบว่าเบนมีโรคนี้ ชีวิตเบนก็ต้องปรับตัว การกระแทกเล็กๆน้อยๆอาจจะหมายถึงภาวะเร่งด่วนต้องไปโรงพยาบาลเพื่อให้เลือด ให้ยา ในการดำรงชีวิตปกติและกับเหตุการณ์ “ฉุกเฉิน” ที่เกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไรก็ได้แบบนี้ ทำให้แคล์ และเกร็ก กลายเป็นพ่อแม่ผู้เชี่ยวชาญการปฐมพยาบาล การเยียวยา และ รพ.ไม่ใช่สถานที่แปลกหน้า แปลกใหม่ แต่อย่างได้ ทั้งครอบครัวสามารถเดินทางไปตากอากาศ ไปเที่ยว ทำกิจกรรมต่างๆได้เกือบเหมือนปกติ

จนวัน หนึ่งที่เบนมีอาการท้องเสียติดต่อกันหลายต่อหลายวัน เป็นเจ็บไข้ได้ป่วยอีก episode พอรำคาญสำหรับแคล และเกร็ก แต่เมื่อหมอนัดแคล และเกร็กมาพูดเรื่องของเบน สีหน้าของหมอทั้งทีมก็บ่งชี้ถึงอะไรบางอย่างที่มากกว่าที่คิด นั่นคือเบนติดเชื้อ HIV (Human Immunu-deficiency Virus) และเป็น AIDs (Acquired Immunodeficiency Syndrome) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำลายภูมิคุ้มกันของคนไข้ลงไปหมด ตัวโรคเองไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อภูมิคุ้มกันเสีย คนไข้เองจะสามารถติดเชื้ออะไรต่อมิอะไร ตั้งแต่เชื้อรา ปาราสิต และเนื้องอก มะเร็งบางชนิดที่จะทำให้คนไข้เสียชีวิตในที่สุด ในยุคนั้น (1988) การเป็นเอดส์ขั้นมีอาการเยอะๆ เหมือนการวินิจฉัยพิพากษาเลยทีเดียว ต่างกับยุคนี้ที่มียาอะไรมากมายในการรักษาประคับประคองอาการ

มรสุม ใหม่นี้ฉีกกระชากหัวใจพ่อและแม่อย่างแคล์และเกร๊กเป็นชิ้นๆ คำถาม Why me? Why us? Why my son? ดูเหมือนจะท้าทายศรัทธา ความเชื่อ สิ่งยึดมั่นของคนเราได้อย่างทารุณ

อีกครั้งที่ภาพยนต์ใช้ theme family ดึงเอาครอบครัวมาแจกแจงปฏิสัมพันธ์ และกลไกการ coping (ผจญทุกข์) ของแต่ละคนได้อย่างน่าชม แต่ละคนก็มีวิธีของแต่ละคน เมื่อชีวิตเปราะบางของเด็ก ถูกทำให้เปราะบางลงไปอีก ทำให้เกิดคำถามสำคัญๆขึ้นมาในชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภาพยนต์เรื่องนี้ยังแสดงอิทธิพลของ “อาสาสมัคร” มาได้อย่างสวยงามที่สุดเรื่องหนึ่งทีเดียว เท่าที่เคยพบมา ผมได้ประโยคเด็ดๆจากเรื่องนี้มาใช้ในการอบรมอาสาสมัครข้างเตียงเป็นอมตะวาจา เลยก็ว่าได้ นั่นคือ “อาสา สมัครไม่เพียงจะบรรเทาภาระของพ่อแม่และสมาชิกครอบครัว ให้มีช่วงพักจากความทุกข์ประจำวันเท่านั้น แต่จากการที่อาสาสมัครมีแต่กำลังใจ ยังไม่มีความรู้สึกพรากจากโดยตรงกับคนไข้ พลังที่อาสาสมัครนำมานั้นอบอุ่น เปี่ยมความรักและความสุขมามอบแก่ครอบครัวได้อีกด้วย

ผมดู เรื่องนี้มาเป็นสิบครั้ง ต่างกรรม ต่างวาระ สารภาพอย่างไม่ละอายว่าน้ำตาไหลทุกครั้ง ไม่เคย fail และไม่คิดว่าจะเป็นอย่างอื่นไปได้ ไม่น้อยกว่าสามฉาก อยากให้คนอื่นๆลองดูว่าจะมีกี่ฉาก ฮึ ฮึ ไม่บอกด้วยว่าฉากไหน

การพรากจากไปของเด็กที่อายุน้อยขนาดนั้น เราจะเตรียมตัวอย่างไร เราจะได้เรียนอะไรบ้าง เวลาที่มี เราจะทำให้ “มีค่า” ได้อย่างไร นอกเหนือจากจมอยู่ในความทุกข์ ณ ขณะนั้น เรามีแค่เรา มนุษย์ และเพื่อนๆมนุษย์ เป็นเวลาทีี่เราต้อง share strength พลังที่จะทำให้เราอยู่ต่อไป ไม่นับว่าจากเรื่องนี้ เรากำลังจะ “กลายเป็นคนแบบไหน และมองเห็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์เช่นไร” เป็นโจทย์ที่สวยงาม ทรงพลัง และมีความหมายมากๆ

ที่ชอบมากๆคือการแสดง “ความเข้มแข็ง” ในรูปแบบต่างๆ ของแคล์ ของเกร็ก ของคุณตาคุณยาย ครอบครัว ฯลฯ ทุกคนนำเอา “ต้นทุนชีวิต” ของตนเองมาช่วยเหลือตนเองให้พ้นจากห้วงทุกข์ และยังเผื่อแผ่ให้คนอื่นๆให้ผ่านพ้นมรสุมนีไปให้ตลอดรอดฝั่ง ฉากการอธิบายเรื่องความตาย ฉากที่พ่อเปิดใจกับลูก ฉากที่งานฝีมือของคุณปู่มอบเป็นของขวัญสุดฝีมือช้ินสุดท้าย ถ้าใครดูแล้วไม่รู้สึกอะไร สมควรลาออกจากความเป็นมนุษย์ไปได้ ฮึ ฮึ

Author: phoenix
• Saturday, August 14th, 2010

 

My Sister’s Keeper

เมื่อมีเวลา และรู้สึกว่ามีพื้นที่อารมณ์เกิดขึ้น ผมชอบไปค้นภาพยนต์ DVD ที่สะสมไว้มาดู มีหลายเรื่องที่ซื้อมาแต่ยังไม่ได้ดู (แค่ตั้งใจว่าจะ…) เรื่องนี้คือ My Sister’s Keeper ซื้อมาเพราะได้รับทราบว่าสามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอน palliative care ได้ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น ยิ่งต้องหาเวลาที่ “เหมาะสม” ในการชม เพราะจะต้องถอดอะไรๆ (หมายถึงเนื้อหาครับ) ออกมาพร้อมๆกันไปกับการชมด้วย ใครๆก็คงจะทราบว่าการชมภาพยนต์ครั้งแรกนั้นสำคัญที่สุด เราทำได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ไม่มีทางเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง และ first impression นี้ที่เราอาจจะคาดว่าส่งผลกับคนอื่นๆได้เหมือนกัน แม้ว่าจะไม่การันตี แต่การชมครั้งแรกถ้าเราเตรียมตัว เตรียมใจให้ดี ก็มักจะดี

Synopsis

ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมชื่อเดียวกัน ประพันธ์โดย โจดี พิคูลท์ (Jodi Picoult) ซึ่งผมยังไม่ได้อ่าน แต่จาก review โดยหลายๆคน คิดว่านอกจาก main plot เหมือนกันแล้ว อย่างอื่นๆต่างกันเยอะพอประมาณ รวมทั้งตอนจบ ซึ่งทำให้บรรดาแฟนๆพันธุ์แท้ของพิคูลท์บางท่านโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเอาที เดียวเมื่อได้มาชมภาคภาพยนต์ (ผมคิดว่าแฟนพันธุ์แท้พวกนี้บางทีก็เกินเลยไป และมีความคาดหวังที่ไม่สมจริง เพราะศิลป์ทางภาพยนต์และทางหนังสือนั้นสื่อกับคนรับคนละ channel ที่ต่างกันเยอะพอประมาณ อะไรจะไปคาดหวังแบบนั้นให้มันโมโหโกรธาไปทำไมหนอ)

ซา รา (คาเมรอน ดิแอซ) อดีตนักกฏหมายว่าความจำเป็นต้องผันตัวเองมาเป็นแม่เต็มตัว 24/7/12 คือตลอดวัน ตลอดเดือน ตลอดปี อย่างฉับพลันทันทีเมื่อวันหนึ่ง ลูกสาวคนรอง เคธ (โซเฟีย วาสซิลลีวา) ตื่นสาย พอเธอเข้าไปดู พลิกตัว ก็เห็นรอยจ้ำเลือดปรากฏเป็นปื้นใหญ่อยู่กลางหลังของเคธ และอีกไม่นานเธอและสามีนักผจญเพลิงไบรอัน (เจสัน แพทริก) และลูกชายคนโตเจสสี (อีวาน เอลลิงสัน) ก็ต้องรับรู้ข่าวร้ายที่สุดว่าเคธเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (acute promyelocytic leukemia)  ซาราลาออกจากการเป็นทนายความ อุทิศเวลาทั้งหมดให้แก่เคธ ซึ่งตลอดช่วงการรักษา เต็มไปด้วยสภาวะการณ์ต่างๆเช่น ภูมิคุ้มกันตก ติดเชื้อง่าย เลือดออกง่าย แม้ว่าจะมีญาติพี่น้องที่สนิทสนมกันมาช่วยเต็มที่ แต่ชีวิตของทั้งครอบครัวฟิตเจอราลด์ก็เสมือนกันเวียนว่ายอยู่รอบศูนย์กลาง คือชีวิตของเคธเพียงผู้เดียว

หลังจากที่ อาการของเคธ ทรง  ทรุด ทรง ทรุด และซาราได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่อวัยวะต่างๆของเคธจะประสบ ปัญหาทีละอย่างสองอย่าง ซาราก็ได้รับข้อเสนอจากหมอถึงการมีลูกอีกคน ที่มีการ engineer สารพันธุกรรมแบบที่ว่าจะสามารถเข้ากับเคธได้ร้อยเปอร์เซนต์ เมื่อจำเป็นเคธก็จะสามารถรับเอาอวัยวะของน้องสาวมาใช้ในยามฉุกเฉินได้ ในที่สุดเคธ (และไบรอัน) ก็มีลูกสาวคนสุดท้องคือแอนนา (อบิเกล เบรสลิน) เพื่อเหตุผลนี้โดนเฉพาะ

แอนนาได้มีส่วน ช่วยเคธมากมายหลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่เธอยังอายุไม่กี่เดือนกี่ปี ถ่ายเลือด ถ่ายเม็ดเลือดขาว ถ่ายไขกระดูก จนอายุ 11 ปี (ในหนังสือแอนนาอายุ 13 ปี) อยู่มาวันหนึ่ง แอนนาก็เดินเข้าไปหาแคมเบล (อเลค บอลวิน) ทนายความชื่อเสียงโด่งดัง (success rate 91% ตามโฆษณา) เพื่อขอให้เป็นตัวแทนฟ้องร้องพ่อแม่ของเธอ ขอเรียกร้องสิทธิในการครองครองและตัดสินเพื่อร่างกายของเธอ ไม่ยอมที่จะให้พ่อแม่เป็นคนตัดสินแทนว่าจะให้/ไม่ให้อวัยวะของเธอกับใคร เมื่อไรอีกต่อไป

ภาพยนต์เรื่องนี้มี plot และ subplots หนามาก และอาจจะทำให้ “ความลึก” ของบางประเด็นหายไป (และทำให้แฟนหนังสือรู้สึกไม่ดื่มดำ่เท่า) แต่ผมคิดว่า ถ้าผู้ชมลองไม่ชมแบบห่างๆ แต่ชมแบบ sympathy กระโดดเข้าไปในตัวแสดงแต่ละตัว ในแต่ละฉาก และลองพยายาม “รู้สึก” ว่าน่าจะเป็นยังไง จะสนุกอย่างบอกไม่ถูก (บางคนที่ใจอ่อน อาจจะเลิกดูไปก่อน หรือดูอย่างแกนๆ อย่างจะจับผิด หรืออย่าง “ปิดอารมณ์” ซึ่งถ้าจะทำเช่นนั้น แนะนำว่าอย่าไปดูมันเลยเรื่องนี้ หยิบสตาร์วอร์มาดูดีกว่า)

ฟังเผินๆ ดูเหมือนแอนนาจะ “ร้ายกาจ” แต่ปรากฏว่าแอนนาสนิทกับพี่สาว เคธ อย่างมาก และไม่เคยมีการโกรธ การเกลียดอะไรเลย แอนนาจะเป็นเด็กที่ “ลุ่มลึก” (อย่างไม่มีเหตุผล) แต่ถ้าเราจินตนาการตามเนื้อเรื่อง เราก็จะพบว่าแอนนาถูกเลี้ยงดูมาเพื่อเป็น “คลังอวัยวะสำรอง” จริงๆ คือ ดูแลเหมือนไข่ในหิน จะมีแฟน เป็นเชียร์ลีดเดอร์ เป็น ฯลฯ ตามอำเภอใจนั้นไม่มี ไม่ได้ เพราะ first priority ที่ว่า “เธอเกิดมาทำไม” นั้น ถูกทำให้ clear ชัดเจนภายในครอบครัวมาแต่ไหนแต่ไร

ซาราเป็นแม่ที่ “ไม่มีวันยอมแพ้” นั่นคือ character ของเธอ ดูเหมือนภาพยนต์จะ “ใส่ไข่” ให้เธอมากเกินรสนิยมผมไปนิดหน่อย แต่ก็พอกล้อมแกล้ม อดีต lawyer ที่ไม่เคยแพ้ใคร เอาชนะทุกอย่างได้ถ้ามี will จนลืมไปว่าเธอกำลังเอาชนะอะไร (Death) โดยเอาใครเป็นเดิมพัน (เคธ และ แอนนา และครอบครัวของเธอ)

ไบรอันเป็นตำรวจดับเพลิง (ทำให้คุ้นเคยกับการพรากจาก?? รึเปล่า คิดเอาเอง) มีความอ่อนโยนแฝงอยู่ (เป็นเหตุผลที่เลือกเจสัน แพรทริก หนุ่มตาหวานจากเรื่อง Lost Boys) ซึ่งอาจจะอ่อนไปนิดกับการเป็นช้างเท้าหลัง มา rescue เนื้อเรื่องนิดหน่อยตอนปลาย

เจสสี ที่ในหนังสือให้บทเยอะกว่า เล่นเป็นลูกชายคนโตที่มีปัญหา dyslexia (ปัญหาการใช้ภาษา การพูด) แต่ปัญหาของเขาดูจิ๊บจ๊อยมากจนไม่มีใครมีเวลาจะสนใจ (ฉากที่เขาหายออกจากบ้าน กลับบ้านไม่ถูก กว่าจะกลับมาก็นานมากจนไม่แน่ใจว่าจะโดนดุหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีใครทราบด้วยซ้ำไปว่าเขาหายไป!! ก็ได้อารมณ์เนียนลึกๆดีเหมือนกัน)

แต่ตัวเอกสองคนคือเคธและแอนนา

วัยรุ่นที่กำลังจะตาย คิดอะไรอยู่? อยากจะได้อะไร? อะไรคือ “คุณภาพชีวิต”?

child palliative care เป็นสาขาเฉพาะทางเพราะความ “ยาก” ของมัน ไม่ว่าจะเป็นเพราะมันเป็น untimely dead คือ ไม่เหมาะไม่ควร ส่งผลให้เกิดอารมณ์มาก (กว่าที่ผู้ใหญ่อายุใกล้ร้อยปีจะตาย) และพวกเราที่เป็นคนดูแลก็เผอิญ “เลยวัย” และดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจเขา/เธอเสียแล้ว (ซึ่งก็น่าแปลกดี เพราะเราก็เคยเป็นวัยรุ่นมาก่อน) มุมมองของเราดูจะแตกต่างไปจากวัยรุ่นเกือบตลอดเวลา อารมณ์ตอบสนองของวัยรุ่นดูจะเป็นอะไรที่ “ยาก” แก่การคาดเดา

ชมคนแต่งหน้าเคธที่ทำให้เห็น “การเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์” ของเคธได้สมจริง (ไม่เหมือนภาพยนต์ไทย ที่เมื่อผู้แสดงเป็น “โรคนางเอก (ALL)” ก็ยังสวยเช้งวับอยู่) ผู้ชมสามารถที่จะ empathy ลึกๆได้ตลอดเวลาโดยไม่เปลือง script บทพูดแม้แต่แอะเดียว ภาพลักษณ์ของวัยรุ่นสำคัญขนาดไหน? เราเคยใส่ใจอะไรกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหนในการดูแลผู้ป่วยในวัยนี้? นอกเหนือจากเรื่อง biomedical แล้ว? เราควรจะทำอย่างไรเมื่อวัยรุ่นระเบิดอารมณ์ออกมา (ไม่ว่าเธอกำลังใกล้จะตายหรือไม่) ที่่น่าสนใจคือ ถ้าคำตอบเราคือ “เหมือนๆเดิม” นั่นก็แสดงว่าเรามีทัศนคติอย่างไรกับอารมณ์วัยรุ่นได้ดีพอสมควร

มีฉากที่เคธกับแอนนาสร้างมุขตลกจากการเป็นมะเร็ง (Are you cancer? No, I am Capricorn!! “เธอเป็นมะเร็งเหรอ…” “เปล่า! ฉันราศีมกรจ้ะ…” ใช้มุขเล่นคำ เพราะ cancer อาจจะแปลว่ามะเร็งก็ได้ หรือราศีกรกฏก็ได้) ก็น่าคิด เมื่อเราได้ยินคนไข้พูดเล่นตลกเรื่องมะเร็ง เราควรจะ react อย่างไร? ขำตาม หรือตกใจ หรืออย่างไหนหนังเรื่องนี้ที่ซาราบอกว่า This is not funny?

ตามธรรมเนียมของหาภาพยนต์แบบนี้ ที่จะมี narrative เป็นพักๆ แสดงความคิด ความรู้สึกของตัวละคร ที่ไม่ได้พูดออกมาดังๆ ก็ทำได้ดีพอสมควร นุ่มนวลกว่าที่จะออกมาเป็น visual ซึ่งอาจจะแรงไปสำหรับผู้ชม เรื่องนี้ที่น่าสนใจก็คือ น้ำหนักของครอบครัวที่มีต่อเรื่องราวทั้งหมดที่ค่อนข้างเยอะ และการใส่ subplots มาก ที่ทำให้เกิดความเหมือนจริงมากขึ้น (ในหนังสือจะมากกว่านี้เยอะ… ประเด็นนี้ที่ทำให้ผมไม่ค่อยชอบ Tuesday with Morrie มัน “เร็ว” ไปนิด ลวกๆไปหน่อย) แต่บางทีก็ overdo ไป เช่นอธิบายแม้กระทั่งทำไมแคมเบลถึงได้มายอมว่าความให้เด็ก 11 ชวบ (ผมคิดเอาเองว่าฝรั่งคิดว่าทุกอย่างมีเหตุผล คนเราจะไม่ทำอะไรออกมาโดย “ไม่มีเหตุผล” หรือแค่ “มันควรจะทำ” เท่านั้นกระมัง??)

มีมากมายหลายฉาก หลายคำพูด หลายการตัดสินใจที่สามารถทำมาเป็น theme discussion และสะท้อนกันในกลุ่มนักเรียนแพทย์ หรือทำเป็นฉากสมมติของ group therapy ที่ไหนๆที่คิดว่าอาจจะได้ประโยชน์ ผมจะไปซื้อหนังสือมาอ่าน และอาจจะนำมาเปรียบเทียบทีหลังถ้ามีอะไรเพิ่มเติม

NB: ภาพยนต์เรื่องนี้ซ่อน twist (หักมุม) ไว้พอสมควร ซึ่งผมไม่ได้นำมาพูด ณ ที่นี้ จะได้ไม่ spoil หนังเกินไป กระนั้นแฟนหนังสือก็บอกอีกว่า twist ในหนังมันเป็น minor twist หรือ​ “หักมุมเล็ก” ในหนังสือมีหักมุมใหญ่ที่น่าสนกว่านี้อีก!! (ยิ่งทำให้เราอยากอ่านมากขึ้นนะนี่!)

Author: phoenix
• Wednesday, August 04th, 2010

อภิชาตศิษย์ 7: ต้นทุนของชีวิต

เมื่อวานซืนนี้ผมคุมกิจกรรมให้กับนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่สี่ที่ผ่าน block ศัลยกรรม ในประเด็นเรื่อง Health Promotion เป็นวาระที่เราจะแบ่งนักศึกษา 50 คนออกเป็น 6 กลุ่ม แจก case ผู้ป่วยศัลยกรรมไปให้กลุ่มละราย ให้ไปสัมภาษณ์และทำประเด็นเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพ เสร็จแล้วแต่ละกลุ่มจะเขียนรายงาน รวมทั้งทำการนำเสนอ

ผมเคยเขียน series อภิชาตศิษย์มาแล้วทั้งหมด 6 ตอน

ยกเว้นตอนที่ 4 และ 5 ที่ได้เรื่องราวจากกิจกรรม clinical immersion ที่เหลือจะเกิดขึ้นในกิจกรรมเดียวกันหมด คือ health promotion (การสร้างเสริมสุขภาพ) ของนักศึกษาแพทย์ปี 4 กองศัลย์ รวมทั้งตอนนี้ด้วย อยากจะตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องราวดีๆเหล่านี้ มีปัจจัยร่วมที่สำคัญประการหนึ่งคือ เกิดขึ้นเมื่อน้องๆที่กำลังจะเป็นหมอ สลัดเอาความรู้ ทิฎฐิ สังกัปปะ ด้าน bio-medical ออกวางไว้ชั่วคราว และหันมา "ทำความรู้จักความเป็นมนุษย์" ของคนไข้หรือของผู้คน ชาวบ้าน เมื่อไรเมื่อนั้น เราจะสามารถ "มองเห็น สัมผัสได้" ว่าการแพทย์ที่ใช้หัวใจแห่งความเป็นมนุษย์นั้น อยู่ในทุกหนทุกแห่ง ทุกวันทุกเวลา เพียงแค่เปิดหูเปิดตา และมองหาเท่านั้น

ซึ่ง ความจริงข้อนี้ ทำให้ผม ผู้ซึ่งประกอบอาชีพเป็นครู รู้สึกอบอุ่นใจและมั่นใจ และรู้สึกว่าตนเองโชคดีกระไรเช่นนี้ ที่ทำให้งานประจำกลายเป็นสิ่งที่เกิดแรงบันดาลใจได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่มีวันจำเจ ไม่มีวันที่จะกลายเป็น routine แบบซ้ำซากเลย

กายป่วย ใจไม่ป่วย ต้องมีต้นทุน

เรื่องราวครั้งนี้ เป็นเรื่องของคุณมานะ (นามแฝง) หนุ่มอีสาน จากบ้านมาไกลหลังจากจบการศึกษา มาหาประสบการณ์การทำงานในโรงงานไม้แปรรูปที่พัทลุง อยู่มาวันหนึ่ง เคราะห์หามยามร้าย ขณะที่กำลังทำงานส่งท่อนไม้ลงไปแปรรูป แขนขวาข้างที่ถนัดลงไปติดกับสายพาน ดึงรูดลงไป จนมานะต้องตัดสินใจกระชากตัวออกมา ก่อนที่จะถูกดึงลงไปทั้งตัว ผลก็คือแขนขวาขาดกะรุ่งกะริ่ง มานะยังมีสติพอที่จะเก็บแขน ใส่ถุงพลาสติก และเดินออกมาตามเพื่อนให้ช่วยพาส่ง รพ. และถูกส่งต่อมา รพ.ม.อ. ซึ่งก็ทำอะไรไม่ได้มากที่จะต่อแขน และพบว่าต้องตัดทิ้งรวมไปถึงกระดูกสะบักข้างขวาด้วย นักศึกษากลุ่มนี้มีทั้งหมด 8 คน ที่จะต้องไปสัมภาษณ์คุณมานะ และดูแลอย่างต่อเนื่องประมาณ 1 เดือน ก่อนที่จะมานำเสนอ

Presentation

อย่างที่เคยเล่าให้ฟังในตอนที่แล้วๆมา รูปแบบการนำเสนอในชั่วโมงนี้เป็นแบบ free style ซึ่งมีทั้งแบบใช้ powerpoint เฉยๆ แบบทำเป็น video clips ประกอบ โดยการถ่ายทำเองบ้าง ตัดต่อ clip จาก internet บ้าง ทำละครหุ่นแล้วถ่ายอัดมาบ้าง ไปจนถึงเล่นละครสด หรือทำเป็นรายการเสนอข่าวแบบในโทรทัศน์ มีพิธีกร มีเชิญแขกมาสัมภาษณ์ ฯลฯ แต่ในครั้งนี้ เป็นรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

เพื่อนๆจากกลุ่มที่นำเสนอได้แจกกระดาษเปล่า แก่เพื่อนๆทุกคนใน class แล้วบอกว่า "ไหน เพื่อนๆทุกคน ลองเขียนตัวหนังสือลงมาในกระดาษเปล่าที่แจกไป แต่ให้เขียนโดยใช้มือข้างที่ไม่ถนัดนะ"

พอเพื่อนๆเขียนเสร็จ ก็โยนคำถามว่า "รู้สึกยังไงบ้าง ที่ต้องเขียนด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด?" เพื่อนๆก็ตอบกันไป

หลังจากนั้น เรื่องราวของคุณมานะ ก็ถูกถ่ายทอดออกมา ด้วยไตเติ้ล "Life is drawing without an erazor" (ชีวิตวาดได้หนเดียว ไม่มีการลบแล้ววาดใหม่) กลุ่มได้เล่าเหตุการณ์อุบัติเหตุของคุณมานะ การผ่าตัด และผลการพักฟื้น แล้วตามด้วยคำถาม

  • ถ้าเป็นคุณ เหตุการณ์นี้จะทำให้คุณเสียใจเรื่องอะไรมากที่สุด?
  • คุณมีแรงบันดาลใจอะไร ที่่จะทำให้ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง?
  • ถ้าความฝันของคุณคือเป็นหมอที่ดี แต่วันนี้…. คุณเป็นไม่ได้ คุณจะทำอย่างไรต่อไป?

เพื่อนๆก็ตอบกันใหญ่ สะท้อนกัน บางคนก็ถามว่า เอ.. แขนขาดเป็นหมอได้ไหม ได้มั้ง หมอพยาธิก็ได้ หมอนิติเวชก็ได้ เอ.. แล้วเขาจะให้จบไหมเนี่ย ฯลฯ แต่เพื่อนๆก็สะท้อนกันค่อนข้างเยอะ หลังจากนั้นกลุ่มก็นำเสนอว่า สำหรับคุณมานะนี่ เขาสู้กับปัญหาด้วยวิธีที่ไม่มีใครคิดมาก่อน ปรากฏว่าคุณมานะไม่ได้แสดงอาการเศร้า เสียใจ ท้อแท้มากมายอย่างที่คิดไว้ล่วงหน้าว่าคนแขนขาดน่าจะเป็น ตรงกันข้าม หนึ่งในกิจวัตรประจำวันของคุณมานะก็คือ การใช้แขนข้างที่เหลืออยู่หัดเขียนอะไรต่อมิอะไรทุกวัน รวมทั้งวาดรูปด้วย เพราะคุณมานะเคยเป็นคนที่ชอบวาดรูป เรียนจบการช่างมา ในฝันก่อนหน้านี้ที่จะเกิดอุบัติเหตุ อยากเปิดร้านซ่อมรถเป็นของตนเอง

ปรากฏว่าบันทึกหัดเขียนของคุณมานะ ไม่ได้เป็นแค่แบบฝึกหัดเขียนหนังสือเท่านั้น บันทึกนี้ได้กลายเป็น diary เล่าความคิด ความรู้สึก และเรื่องราวต่างๆมากมาย ซึ่งพอน้องๆนศพ.ได้มีโอกาสอ่านบันทึกนี้ ก็เกิดความรู้สึกทึ่งมาก ในความสามารถในการ cope กับปััญหาใหญ่แบบนี้ของคุณมานะ ตัวหนังสือที่ตอนแรกจะโย้เย้ เพราะหัดเขียน ค่อยๆดีขึ้นทุกๆวัน จนภายหลังแทบจะแยกไม่ออกว่าเป็นการเขียนด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด

ตอนแรกๆ

ตอนหลังๆ

พอเริ่มเขียนถนัดขึ้น คุณมานะก็เริ่มเขียนเป็น diary พรรณนาสิ่งต่างๆออกมาทุกวันๆ เวลาน้องๆนศพ.ไปราวน์ พอถึงใกล้ๆเตียงคุณมานะ ทุกคนก็จะเริ่มส่งสายตา ส่งรอยยิ้ม เพราะการสัมภาษณ์ต้องใช้เวลายาวนานและหลายครั้งมาก ก็ทำให้เกิดความสัมพันธ์พิเศษขึ้น ไม่เพียงเฉพาะระหว่างคุณมานะกับน้องๆ แต่พลอยรวมไปถึงคุณพ่อ คุณแม่ของคุณมานะด้วย

more…

Author: phoenix
• Thursday, July 08th, 2010

ยังใช้ facebook ไม่เป็น

ผมจัดตัวเองว่าเป็นคนที่ติดตามเทคโนโลโยในระดับ "พอประมาณ" คือ ไม่ถึงกับ cutting edge แต่ก็พอถูไถสนทนา แต่ตอนหลังๆพบว่าสงสัยจะเริ่มปลงกับ "ตกยุค" ของตนเองเสียแล้ว ตั้งแต่หลุด HI5 โดยยังไม่ทันจะเริ่ม ปรากฏว่าเขาก้าวข้ามไปทำอย่างอื่นกัน ด้อมๆมองๆ tweeter จนพอจะเริ่ม ปรากฏว่าเขาหันไป facebook กัน พอมาถึง facebook ฮ่า! เริ่มมีกะเขาบ้าง พอจะใช้ ปรากฏว่าเราไม่ทันอีกแล้ว

ที่ ว่า "ไม่ทัน" ก็คือ ผมคิดว่า social network ที่เป็น internet หรือ digital online เนี่ย มันช่าง "รวดเร็ว" เหลือเกิน จนเกินรสนิยมผมไปหลายปีแสง

วันก่อนอ่านบทความของรุ่นน้อง comments ไปนิด เพราะรู้สึกว่าน่าสนใจ พอวันนี้นึกอะไรออกมาได้ จะไปเขียนต่อ ปรากฏว่าเรื่องนั้นมันกลืนหายไปกับอดีต มีบทความใหม่ๆ หัวข้อสนทนาใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา ไล่ตามหาไปอยู่พักใหญ่ก็ไม่เจอของเดิมที่เราจะเพิ่มเสียแล้ว ต่างจากเครื่องมือโบราณชิ้นเดิมของผมคือ blog ที่ยังไงๆมันก็ยังอยู่ที่เก่า หรือมีสารบัญ มี key words ที่อะไรที่พอจะ trace กลับไปใหม่ได้ ไม่ว่ามันจะเลื่อนลงไปเหมือนกัน (แต่ด้วยความเร็วของเราเอง เพราะเป็น blog เรา) หรือจะหาของคนอื่น ก็เป็นหมวด และเป็นอะไรที่ไม่หวือหวาวืดวาดเร็วเกินไป

เดือนที่แล้วมั้ง ที่อ่านเจอโฆษณาแวบๆ มีคนจัดอภิปรายเรื่องอะไรสักเรื่อง หัวข้อน่าจะลึกซึ้งพอประมาณ (ในรสนิยมของผม) ปรากฏว่า มีวิทยากรถึงสิบกว่าคน!! หะแรกเราก็คิดว่านี่คงจัดเป็นวันสองวัน หรือมีหลายห้องคู่ขนาน เปล่าเลย เขาจัด "วูบเดียว" นั่นแหละ คนนึงพูดประมาณ 5-10 นาที แล้วก็พูดต่อๆกันไปเรื่อยๆ แป๊บเดียวสิบกว่าท่าน จบ!!

เสียงปรบมือเกรียวกราว ความรู้มหัศจรรย์เสพย์ผ่านไปในพริบตา!!

เมื่อเจอปรากฏการณ์เช่นนี้ ทำให้คนที่เริ่มคิดอะไรช้าลงอย่างผมก็เกิดอาการขวัญหนีดีฝ่อ รีบสำรวจตนเองว่า เอ… เราช้าลง หรือคนอื่นเร็วขึ้นหว่า เพราะถ้าเราช้าลงเยอะๆ อาจจะเป็นอาการเริ่มต้นของ Alzhiemer รึเปล่า ลองสมาธิ วิปัสนาเร็วๆ อืม.. ก็ยังอยู่นี่นะ เรียบเรียงอะไรต่อมิอะไรได้เหมือนเดิม แสดงว่านี่เป็นปรากฏการณ์ที่โลกรอบตัวผมมันวิ่งเร็วขึ้นเป็นหลัก

ถ้า facebook ทำให้เรา "สัมผัส" และมี "ความสัมพันธ์" อย่างที่โลกกำลังดำเนินไปในอนาคต ผมก็เกิด "อคติ" ขึ้นมาไรๆกับความสัมพันธ์แบบที่ว่านี้ เพราะใน old school ของผม การค่อยเป็นค่อยไป เป็น ingredients ที่สำคัญในการที่จะเกิดสิ่งสำคัญมากๆอย่าง "ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์"

more…

Author: phoenix
• Thursday, July 08th, 2010

ความท้าทายเชิงผลลัพธ์

ตอนที่พวกเราช่วยๆกันเขียน OM ของสันทรายในครั้งนี้่ ไม่ได้ทำตามลำดับที่ผมเคยไปเรียนมาจาก สคส. workshop ที่ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มจาก vision & mission ของ "เรา" (คือใครก็ตามที่จะเป็นคนดำเนินการแผนนี้) แต่กลายเป็นว่า "เรา" (ในที่นี้คือ สภ.อ.) ไปรวบรวมหากลุ่ม direct partners มาก่อน คือ ไปดูมาว่าในพื้นที่ของเรามีกลุ่มอะไร formed ขึ้นมากันบ้าง แล้วเอามาทำกัน

ก็ไม่ได้ว่าอะไร เป็นไงเป็นกันอยู่แล้ว ถือหลัก OM ต้องลองทำครับ ถึงจะรู้

ปัญหาอยู่ที่ตอนเขียน outcome challenges หรือความท้าทายเชิงผลลัพธ์ (บางท่านจะแปลว่าผลลัพธ์ที่ท้าทายก็ได้ แต่อาจารย์ทัศนีย์ ท่านเป็นครูภาษาอังกฤษ แนะนำว่า เขาแปลเอาตัวหลังเป็นหลัก) นั้น ก็เกิด "อาการ" ขึ้นมาทันที

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มต่่างๆที่เรามีนั้น สิ่งแรกๆที่จะต้องทำก็คือ เขาฝันอย่างที่เราฝัน หรือเราฝันร่วมกับเขาหรือไม่? เพราะถ้าตรงนี้ไม่ได้จูนกันให้ดีแต่แรกเริ่มแล้ว so-called direct partners ของเราอาจจะไม่ได้ฝันร่วมกับเราเลย ในที่สุด ก็จะ doom ไปสู่ความแตกแยก แยกทางกันเดินในที่สุด

อาทิ บางกลุุ่มอาจจะตั้งขึ้นมาเพื่อหากำไร เป็น profit-making union หรือสหพันธ์ผู้ค้าขายอะไรก็ตาม ตรงนี้เราจะต้องดูดีๆ ไม่งั้น เราเองฝันว่าเขาจะต้องค้าขายเพื่อสุขภาวะของอำเภอ แต่ปรากฏว่าเขาตั้งกลุ่มเพื่อจะได้มีอำนาจต่อรองสร้างกำแพงราคาของ อย่างนี้เรียกว่าคนละเรื่องเดียวกันตั้งแต่ที่มาเลยทีเดียว

และบางทีด้วยความคุ้นชิน และคิดว่าถ้าเรารู้แล้ว คนอื่นก็น่าจะเข้าใจเหมือนๆกัน มีตัวอย่างใน workshop นี้

กลุ่มนึงบอกชื่อกลุ่มว่าเป็นกลุ่ม "แม่บ้าน" แล้วก็ตั้ง outcome challenges ว่่า "ทำอาหารได้ถูกหลักอนามัยและมีประโยชน์" เท่านั้นแหละ เพื่อนๆก็รุมชำแหละกันเมามัน มีคนบอกว่า "อะไรกันเธอ เห็นแม่บ้านทำหน้าที่แค่ทำกับข้าวเท่านั้นเองเรอะ" "เออ… ดิฉันว่า แม่บ้านก็มีความฝันอย่างอื่นๆนะคะ เป็นแม่ที่ดี เป็นคนที่มีประโยชน์ต่อสังคม ไม่ใช่อยู่แต่ในครัวนะคะ" ฯลฯ

เกือบเละครับ

more…

Author: phoenix
• Thursday, July 08th, 2010

เครือ (ตา) ข่าย

ใน workshop นี้ เรามีกลุ่ม direct partners อยู่แล้ว คร่าวๆ 21 กลุ่ม และคงจะเกิดใหม่และดับไปในระหว่างทางไปอีกไม่น้อย ข้อดีก็คือเมื่อตั้งกลุ่มมาแล้วน่าจะมีเป้าหมาย ซึ่งในภาษา OM ก็คือ vision ความฝันอยู่ก่อนแล้วว่าจะตั้งมาทำไม

กับดัก

กับดักที่พบบ่อยในการตั้งกลุ่มก็คือ ตั้งเพราะว่าการตั้งกลุ่มเป็น "เป้าหมาย" ที่ได้ set เอาไว้

ระยะหลังเจ้าของทุน มักจะเน้นว่าทำอะไร ก็ขอให้เกิดมีเครือข่าย network มีทีมด้วยนะ ด้วยความเกรงว่าจะไม่สัมฤทธิ์ บางทีทำไปทำมา สิ่งแรกที่ทำก็เลยกลายเป็นตั้งกลุ่ม ตั้งเครือข่าย network เป็นอันดับต้นๆ จะได้ติ๊กลงไปว่า "ทำแล้ว"

ในภาษา OM จะทำอะไรนั้น ทิศทางของ "พลังงาน" จะต้องมุ่งไปที่วิสัยทัศน์ ความฝันแรกเริ่มของเราเสมอ และทิศทางหรือพลังงานนี้จะอยู่ใน​ "ตัวคน" ได้แก่ พฤติกรรม ความสัมพันธ์ และศักยภาพ ดังนั้นพอเราถามว่า "รู้ได้อย่างไรว่าเกิด network?" เราก็ต้องสามารถบรรยาย พรรณนา สาธก พฤติกรรม ความสัมพันธ์ และศักยภาพของ network ออกมาได้

ถ้าไม่มีเรื่องนี้แต่แรก เราอาจจะงงตั้งแต่ เอ… เรามี email list อยู่ 50 ชื่อ เราเกิด network แล้วรึยังหว่า อืม รึว่าต้องขอที่อยู่ด้วยดี หรือว่าเรานัดมาเจอกันสักครั้งจะได้กลายเป็น network ถ้าเกิดอาการงงๆ แสดงว่าอันนี้เราเลื่อนกิจกรรมมาเป็นเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว และทำไปโดยไม่เห็นว่าทำไมเราจึงจำเป็น หรือควรจะมี network ตั้งแต่แรก แต่ทำไปเพราะเขาบอกให้ทำ

Network นั้นมีสิ่งสำคัญคือ การเกิด mutual benefit หรือ mutual strenghts เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เรา "สามารถ" หยิบยืมศักยภาพ ความสามารถ สิ่งที่เราไม่มี แต่จำเป็นต้องมี หรือจำเป็นต้องใช้ มาจากคนอื่นๆได้เสมอ ตั้งแต่เกิด มีชีวิตอยู่ โตขึ้น จนตาย เราจะต้องไปติดต่อคนโน้นคนนี้ ขอหยิบ ขอยืม ขอใช้แรง เวลา ความสามารถ คนโน้นคนนี้ตลอดเวลา เพียงแต่ network นั้น เป็น objective-oriented ก็คือ เอา "ฝัน" เฉพาะกาล เฉพาะกิจ ของเราเป็นตัวตั้งที่ "ชัดเจน" (OM เน้นที่ "ชัดเจน" นะครับ พูดบ่อยๆให้จำได้ ไม่ได้เน้นที่ "ง่าย" แต่เน้นที่ "ชัดเจน" ไม่ได้เน้นที่ simple มันอาจจะซับซ้่อน แต่ "ชัดเจน") ถ้าเราบอก ประกาศว่า เรามีเครือข่ายแล้ว เอ้า จะทำอะไรกันดี อย่างนี้เรียกว่ายังไม่ชัด ที่จริงมันต้องชัดตั้งแต่จะมีเครือข่ายแล้ว คือทราบว่าทำไมเราจำเป็นต้องมี

นี่ยังไม่เรียกซับซ้อนเท่าไหร่นะครับ

ยกตัวอย่าง เรามี direct partners กลุ่ม "ผู้สูงอายุ" เราฝันอยากให้กลุ่

more…