เลือดสีแดงย้อมให้สีเสื้อกลายเป็นสีดำ การไว้ทุกข์ที่มาก่อนความตายเสียอีก พวกเธอร้องไห้จนหัวใจสลาย ฉันขอซับนำ้ตาพวกเธอด้วยน้ำตา
Author Archive
สองสามวันก่อน ห้องของลูกสาวผมเป็นเจ้าภาพงานทำบุญที่โรงเรียน ภรรยาผมได้จัดสิ่งของใส่บาตรไว้ และถามว่าจะใส่บาตรให้พระกี่องค์ ลูกสาวจึงตอบแก้ให้แม่ของเธอว่า “พระภิกษุเขานับเป็นรูปต่างหากละแม่” ผมไม่รู้ว่าเหตุใดจึงเรียกพระภิกษุเป็นรูป แต่สิ่งนี้สะดุดใจผมมากเป็นพิเศษ คำว่า “รูป” แสดงให้เห็นว่ามี “นาม” ในสิ่งนั้นด้วย เมื่อผมคิดถึงความเป็นพระสงฆ์ อันเป็นองค์กรที่มีมายาวนานตั้งแต่พุทธกาลมาถึงทุกวันนี้ สิ่งยังสืบเนื่องต่อมาเป็น “รูป” ของสังฆะที่เราสัมผัสได้ ส่วนที่เป็น “นาม” ของสังฆะคือ wholeness ของคำสอนของศาสนาพุทธ การคิดอย่างนี้ทำให้ผมเข้าใจ (อาจเป็นการเข้าใจที่ไม่ถูกก็ได้นะครับ) ว่า พิธีกรรมทางศาสนาอย่างการใช้ตาลปัตรปิดหน้าของพระเวลาสวด เพื่อให้เราละวางความยึดติดกับ “รูป” ของสังฆะ แต่ให้ฟังธรรมะที่แสดงโดยสังฆะโดยผ่าน “รูป” ของภิกษุเหล่านั้ ความเข้าใจนี้ยังรวมไปถึงการทำสังฆทาน หากเราทำโดยไม่เจาะจงแล้วอานิสงค์จึงเป็นการได้เข้าถึงความเป็น wholeness ของศาสนา ไม่ใช่การให้และรับระหว่าง “รูป” คนในตัวเรา กับ “รูป” คนที่เป็นภิกษุ
เรืองการตีความพระรัตนตรัยใหม่นี้เป็นเรื่องที่อาจนำมาซึ่งความเห็นแย้งได้ แต่ผมคิดว่า การที่เรายึดถือสิ่งใดเป็นสรณะแล้ว สิ่งนั้นต้องเป็นที่พึ่งให้แก่เราได้อย่างแท้จริง ดังนั้น การยึดพระพุทธเป็นสรณะก็ไม่ได้หมายความแต่พระพุทธองค์ซึ่งปรินิพานไปกว่าสองพันห้าร้อยปี หากแต่เป็นความสามารถในการได้มองเห็นโลกและจักรวาลตามความเป็นจริงที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบและเป็นศักยภาพที่พวกเราสามารถพัฒนาได้ เรายึดถือพระพุทธเป็นสรณะเพราะเราสามารถพึ่งการมองเห็นตามความเป็นจริงเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์อันเกิดจากอวิชชา เราพึ่งพระพุทธเจ้าได้เพราะพระองค์ให้ความหวังต่อเราที่จะประสบความสำเร็จจากการดำเนินตามพระธรรมคำสอนของท่าน การศรัทธาในพระพุทธเจ้าอยู่ไกลพ้นไปจากเหตุผลที่เรารู้จัก และไกลพ้นไปจากความงมงาย เป็นทางแยกของการเลือกจะกอดความทุกข์อยู่หรือปล่อยวางลง (แต่ก็ำไม่ใช่การผลักไส)
กลับมาที่สังฆะกับ wholeness อีกครั้ง ไม่ใช่ว่าพระสงฆ์ทุกท่านจะเหมือนกันไปหมด แต่ wholeness นั้นสามารถครอบความแตกต่างไว้ได้ และไม่กีดกันความแตกต่างกันอีกด้วย wholeness นั้นแตกต่างกับความเหมือนกัน เหมือนกับแพทย์ที่มีทั้งความเป็นเฉพาะบุคคลและความเป็นแพทย์ที่มีภารกิจในการเยียวยารักษาผู้ป่วย แพทย์แต่ละคนมีความชำนาญแตกต่างกันออกไป เราคงไม่อยากให้ทุกคนเป็นเหมือนกันไปหมด รักษาหายได้เท่ากันไปหมด และจะดีมากหากมีใครที่สามารถรักษาผู้ป่วยได้ดีขึ้น จะเป็นการเพิ่มความรุ่มรวยให้กับ wholeness ของวิชาชีพแพทย์ เพราะในไม่ช้าแพทย์คนอื่นๆก็จะสามารถใช้วิธีการรักษาที่ดีขึ้นอย่างเดียวกันได้
ประเด็นเรื่อง whole ไม่ใช่ผลรวมของ parts นี้เป็น paradox ที่ยากจะยอมรับกัน ความเป็นหน่วยหนึ่งใน whole เป็นสมาชิกในชุมชนหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าการรวมกันของแต่ละคนทำให้เกิดชุมชนนั้นขึ้น สังฆะไม่ได้เกิดจากพระสงฆ์ทุกรูป รวมไปถึงทั้งในอดีต และอนาคต แต่เป็นการดำรงอยู่ของ “นาม”(หรือคุณค่า) หนึ่ง ที่ผ่าน “รูป” แม้แต่องค์กรใดๆก็เช่นกัน เป็นการที่คุณค่าหนึ่งได้งอกงามให้ประจักษ์ต่อโลกขึ้นมาผ่านสมาชิกในองค์กร ผมคิดว่าภาพที่ใกล้เคียงกันคือ การเคลื่อนที่ของเสียงผ่านอากาศเป็นตัวกลาง “นาม” หรือคุณค่าของ wholeness ได้เคลื่อนที่ผ่าน “รูป” ที่เป็นอากาศทำให้เกิดเสียงที่เราได้ยินขึ้น
และเช่นเดียวกับคลื่นเสียงที่ค่อยๆแผ่วเบาลงตามระยะทาง รวมถึงหากถูกขวางกั้นด้วยกำแพงแล้วก็ไม่สามารถผ่านไปได้ การดำรงอยู่ขององค์กรใดๆ ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่าง “รูป” หรือสมาชิกขององค์กรนั้นๆว่ามีความต่อเนื่องหรือไม่ การจัดการความสัมพันธ์ให้แต่ละคนได้เติมความรุ่มรวยให้กับ wholeness นี้อย่างปราศจากกำแพงขวางกั้นจึงจะทำให้การดำรงอยู่ขององค์กรยั่งยืน ตรงนี้มี paradox อีกประการหนึ่ง คือ กฎพื้นฐาน แทนที่จะเป็นกำแพง กลับเป็นภาชนะที่ประคองให้สมาชิกอยู่ร่วมกันได้ เช่นเดียวกับศีลคือภาชนะที่โอบอุ้มพระสงฆ์ให้ดำรงความเป็นสังฆะอยู่ และเช่นเดียวกันหากปราศจากแรงดึงดูดของโลกแล้ว คงไม่มีอากาศให้คลื่นเสียงผ่านไปได้เช่นกัน
การนำเสนอภาพของคลื่นที่ผ่านตัวกลางนี้อาจทำให้เราเข้าใจว่าตัวเราเป็นเีพียงตัวกลางให้คุณค่าต่างไหลผ่านไปเท่านั้น ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรใหม่ขึ้นมาเลย ที่จริงไม่ใช่เป็นเช่นนั้น การดำรงอยู่ของ wholeness ใดๆ ล้วนเกิดจากการกระทำของ parts ที่สั่นไหว ยิ่งโมเลกุลของอากาศสั่นไหวแรงเท่าใดก็ยิ่งทำให้คลื่นเสียงมีพลังมากขึ้น การสั่นไหวด้วยความแรงที่ต่างกัน ด้วยความถี่ที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดเป็นเสียงดนตรีที่ไพเราะ และไม่เพียงเท่านั้น ทุก parts ที่สั่นไหวตามกฎพื้นฐานสามารถเติมความรุ่มรวยให้กับเสียงดนตรีนี้ การดำรงอยู่ใน wholeness คือความเต็มใจที่จะเปล่งเสียงในตัวเองอย่างเต็มที่ในขณะที่รับเสียงของผู้อื่นเข้ามารวมในบทเพลงของพวกเราทุกคน
"If you can’t get out of it , get into it."
Paker J. Palmer
ชีวิตมีทั้งความสวยงาม และความโหดร้าย ในเทศกาลแห่งความสุขกลับมีผู้คนล้มตายจากอุบัติเหตุมากมาย ความสูญเสียที่ถูกลดทอนลงให้เหลือเพียงแค่สถิติสำหรับผู้บริหาร คนจำนวนมากยังคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ผู้ที่บาดเจ็บเสียชีวิตเป็นเพราะพฤติกรรมส่วนตัวของพวกเขาเอง หากไม่ดื่ม สวมหมวกนิรภัย ก็คงไม่เกิดอุบัติเหตุ หรือเมื่อเกิดแล้วก็ไม่รุนแรง นั่นเป็นความจริงส่วนหนึ่ง เมื่อคืนที่ผมขับรถกลับบ้าน จากการใช้สายตาประเมินคร่าวๆ จำนวนคนขับรถจักรยานยนต์ที่สวมหมวกนิรภัยบนท้องถนนมีไม่ถึงยี่สิบเปอร์เซนต์ความสูญเสียจากอุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องความรับผิดชอบส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่สังคมที่ยอมให้มันเกิดขึ้นต่างหากที่ควรทบทวนตัวเอง ที่ผ่านมาเราแก้ไขเพียงทำให้ผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้นกลายเป็นสมาชิกที่ถูกสังคมตัดทิ้งเพราะพฤติกรรมของเขาได้รับการเตือนจากป้ายผ้าบนถนน และสื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐแล้วว่าไม่ปลอดภัย แต่เขาเลือกที่จะฝ่าฝืนเอง ผมจึงอยากตั้งคำถามว่า เราทำได้แค่นี้เองหรือ
คำว่า "แค่นี้เองหรือ" เป็นคำถามต่อผมด้วยเช่นกัน ในระดับสังคมผมก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย เราใส่ใจต่อเรื่องอุบัติเหตุก็ต่อเมื่อถึงวาระเทศกาล หรือในกรณีที่ญาติมิตรคนรู้จักได้ประสบเหตุ มีเหตุการณ์บางอย่างซึ่งสัมพันธ์กับความสูญเสียทำให้ผมต้องกลับมาทบทวนความสัมพันธ์ของตนเองกับผู้คนและหน้าที่รับผิดชอบใหม่ เรามักถือเอาปีใหม่เป็นวาระของการทบทวนตนเอง แต่สำหรับปีใหม่นี้ผมได้รับบทเรียนที่รับมือได้ยากของการใช้ชีวิต ด้วยคำถามนี้ผลักให้ผมเผชิญกับหล่มลึกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ผมคงไม่เล่าเรื่องราวในรายละเอียด แต่จะขอแบ่งปันบทเรียนการได้เผชิญหน้ากับหล่มลึกของจิตวิญญาณ ผลพวงของการรับแรงกระแทกสู่อัตตา กระเทาะเปลือกนอกที่ห่อหุ้มหัวใจออกเหมือนกับงูที่ลอกคราบออกมาใหม่ ซึ่งเป็นทั้งโอกาสให้เติบโตและสภาวะที่อ่อนแอง่ายต่อการบาดเจ็บ
เมื่ออัตตาถูกกระแทก ไม่ว่าจากความสงสัยในคุณค่าที่ยึดถือ จากความผิดหวังของตนเอง และผู้คนรอบข้าง มันง่ายที่จะพยายามกลบเกลื่อนด้วยความไม่รับรู้ หรือใช้ข้อแก้ตัว ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการซุกขยะไว้ใต้พรม ในไม่ช้ามันก็จะถูกไล่ล่าจากความสงสัยในตัวของมันเอง ตัวเราเหมือนกับนักโทษที่ถูกลงทัณฑ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะทั้งความผิดที่กระทำและความพยายามกลบเกลื่อนหลบหนี
ท่านอาจารย์กัณหาเทศนาไว้ในเรื่องของการรับมือกับคนที่เราไม่ชอบใจว่า อย่าหลบหน้าเขา พูดกับเขาด้วยความเมตตา และพูดถึงเขาในสิ่งที่ดี อย่าไปนินทาเขาให้ผู้อื่นฟัง ทำไปบ่อยๆ แล้วความขัดใจกันก็จะคลายลงได้ ผมคิดว่าแม้คนที่เราไม่ชอบหน้าคือตัวเราเองก็สามารถใช้ธรรมะของท่านได้ เมื่อเราสงสัยในตัวเอง ไม่ชอบใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตเรา การหลบหน้าตัวเองยิ่งทำให้เหตุการณ์แย่ลงไปใหญ่ สิ่งที่ผมเผชิญผ่านมาได้เพราะยอมรับความทุกข์ของทั้งตนเองและผู้อื่น รับฟังกันและกันในความทุกข์ของกันและกัน
การรับฟังโดยถอดเปลือกของการปกป้องตัวตน สิ่งที่ทั้งตัวเราและผู้อื่นพูดออกมา แม้จะฟังเหมือนคำตำหนิ ตัดพ้อ แต่เมื่อเราไม่ตั้งธงว่าจะต้องปกป้องอัตตาแล้ว สิ่งที่ได้ยินกลับเป็นความทุกข์ และความเห็นอกเห็นใจ ช่วยเยียวยาความทุกข์ของกันและกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่มีใครช่วยให้เราผ่านพ้นความทุกข์ได้นอกจากการเผชิญหน้ากับมันด้วยตัวเอง รับฟังเสียงของความทุกข์นั้นด้วยใจ ถอดเกราะที่ปกป้องออก ยอมเสี่ยงกับการสลายซึ่งอัตตา
การเสี่ยงนี้คุ้มค่าไหม เมื่อทบทวนดูแล้ว ดูเหมือนบทเรียนจะถูกส่งมาก่อนหน้านี้หลายครั้ง เพียงแต่ผมไม่เคยให้ความสนใจ เมื่อชีวิตถูกยื่นคำขาดให้เผชิญหน้า เราไม่อาจปฏิเสธได้นอกจากผ่านเข้าสู่บทเรียนนี้จนตลอดทาง หนามแหลมที่ทิ่มแทงจนเปลือกของอัตตาขาดวิ่น จนกว่าแสงสว่างจะผ่านเข้ามาได้ เปิดให้เห็นพื้นที่ของจิตวิญญาณที่เคยถูกเงามืดของอัตตาปกคลุม มองเห็นในรายละเอียดที่เราเคยละเลยมานาน ทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่มีความประณีต มีความงาม อ่อนไหว และอ่อนโยนมากขึ้น
แน่นอนว่านี่คงไม่ใช่บทเรียนสุดท้าย แต่การเผชิญหน้ากับมันได้ทิ้งอะไรบางอย่างไว้ นั่นคือความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับบทเรียนต่อๆไป กล้าที่จะให้และรับ ไม่มีประโยชน์ที่จะมัวผลัดวันประกันพรุ่ง มีวิริยะให้กับสิ่งที่เราเห็นสมควรกระทำในวันนี้ และนี่คงเป็นวิธีการรับมือกับอนาคตได้ดีกว่ามัวนั่งวางแผนชีวิตไปวันๆโดยไม่ทำอะไรใหม่เลย
ระหว่างขับรถมาทำงาน ฟังเพลงในวิทยุบอกว่า "วันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้" ทำให้คิดถึงประโยคในหนังสือ Finding our way ของ Margaret Wheatley ที่บอกว่า "หากคุณคิดว่าอนาคตจะต้องดีขึ้นกว่าปัจจุบัน คุณกำลังคิดผิดอยู่ครึ่งหนึ่ง"
ที่เขียนมาไม่ได้ต้องการทำให้บรรยากาศวันขึ้นปีใหม่ต้องเหี่ยวเฉานะครับ ผมได้มุมมองใหม่ในคำพูดนี้ มุมมองที่ไม่ได้มุ่งเน้นกับอนาคต แต่ให้เรากลับมาสนใจกับวันนี้ หรือเวลาปัจจุบัน บางทีเวลาที่เราควรจะเฉลิมฉลอง มีความเบิกบาน คือวันนี้ ไม่ใช่วันไหนๆในอนาคต หากเราวางเงื่อนไขใดๆ ที่เป็นข้อแม้ต่อความสุขใจลง มองดูวันนี้ แล้วมาชื่นชมกับเวลาปัจจุบันอย่างเต็มที่ เราจะรู้ว่าทุกวันในชีวิตเราที่ผ่านมา ล้วนเป็นอิฐแต่ละก้อนที่ปูทางให้เราเดินมาจนถึงวันนี้
มีเรื่องเล่าถึงพระธรรมาจารย์ท่านหนึ่ง ก่อนจะบรรลุธรรมท่านได้ฝึกตนกับอาจารย์ของท่านเป็นเวลานานแต่ก็ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ จนวันหนึ่ง ขณะที่ท่านเดินบิณฑบาตรอยู่ในตลาด ได้ยินคำสนทนาระหว่างชาวบ้านกับแม่ค้าขายเนื้อ ชาวบ้านพูดว่า "ขอเนื้อชิ้นที่ดีๆ สดๆนะ" แม่ค้าตอบกลับไปว่า "ทุกชิ้นดีหมดเลย ไม่มีชิ้นไหนเสียเลย" เมื่อได้ยินคำสนทนานั้น ท่านก็ได้บรรลุธรรม
สำหรับผมเองไม่มีเสบียงธรรมมากพอที่จะบรรลุธรรมใดๆได้ แต่ข้อคิดนี้ฝังใจให้ไตร่ตรองอยู่เนืองๆว่า ไม่มีเหตุการณ์ใดที่ผ่านมาเป็นของเสียเลย สิ่งที่สร้างความทุกข์ ล้วนไม่ใช่เพราะตัวมันเอง แต่เพราะเรามีมติ มีข้อแม้ให้กับมัน สร้างกำแพงกีดกันประสบการณ์นั้นออกไปจากชีวิต และชีวิตที่แบ่งแยกนี้เองที่เป็นความทุกข์ เราอยากเลือกเอาแต่เนื้อชิ้นดีๆ ในขณะที่ทั้งหมดของชีวิตให้มากกว่านั้น
เบิกบานกับวันนี้ด้วยกันนะครับ
ผมกำลังอ่านหนังสือ Teaching Thinking ของ Edward de Bono อยู่ครับ ชอบใจเรื่องการพูดถึงความคิดว่าเป็นทักษะอย่างหนึ่งซึ่งสามารถฝีกได้ คนส่วนใหญ่มักยึดติดกับวิธีการความคิดแบบคุ้นชินโดยไม่เห็นความเป็นไปได้ของความคิดอื่นๆเลย เขาเปรียบกับวิธีพิมพ์ดีดที่ใช้สองนิ้ว หรือที่เราเรียกกันว่า "จิ้มดีด" ซึ่งสำหรับผู้คุ้นเคยกับวิธีพิมพ์แบบนี้ เขาจะไม่สามารถพิมพ์ด้วยสิบนิ้วได้อีก ต้องฝึกฝนกันใหม่อย่างหนักทีเดียว และแม้การพิมพ์ด้วยสองนิ้วจะใช้งานได้ แต่มันมีข้อจำกัดไม่สามารถพิมพ์ได้เร็วกว่านั้นได้เมื่อถึงจุดหนึ่ง
ที่สะดุดใจอีกเรื่องหนึ่งคือ เดอ โบโน เขียนถึงสิ่งที่ได้รับจากการฝึกทักษะการคิดว่า เด็กนักเรียนที่ฝึกทักษะนี้แล้วจะเปลี่ยนแปลงมีนิสัยการฟังได้นานขึ้น ไม่มีการพูดขัด ไม่ยุกยิกหัวเราะระหว่างการเรียนหนังสือ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เราพบได้ในวง dialogue และที่เราทำ workshop กันก็พบว่าได้ผลเหมือนกัน น่าสนใจว่า เดอ โบโน เข้าถึงการปล่อยวางความคิดที่ยึดติดด้วยการฝึกทักษะการคิด และนี่อาจเป็นทางเข้าอีกทางหนึ่งสำหรับคนที่ชอบใช้ความคิด การไปบอกให้เขาปล่อยวางความคิดที่ยึดถืออยู่นอกจากจะยากสำหรับเขา เหมือนกับการบอกให้คนพิมพ์สองนิ้วเปลี่ยนมาพิมพ์สัมผัสแล้ว ยังเป็นการโจมตีอัตตาของเขาด้วย เพราะคนเหล่านี้เชื่อว่าความคิดเหล่านั้นคือตัวตนของเขา (I think; therefore I am)
ผมเคยใช้คำอุปมาอุไมยของโบห์มว่า Dialogue ก็เหมือนกับการทานอาหารร่วมกันโดยทุกคนนำอาหารมาแบ่งปันบนโต๊ะ เรามีอิสระจากตัวตนของเราในการเลือกเสพ ติดตามความคิดใดๆที่นำเข้ามาในวงสนทนาได้โดยไม่ต้องยึดว่าความคิดนั้นเป็นของเรา ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือจำเป็นต้องปกป้องความคิดของเราแต่อย่างใด สิ่งที่โบห์มพูดออกจะเป็นนามธรรมที่ยังยากเกินไปสำหรับการปฏิบัติในคนบางคน ผมคิดว่าการนำทักษะการคิดของเดอ โบโน น่าจะเป็นไปได้ในการปฏิบัติสำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง
Niccolo Paganini (ค.ศ. 1782-1840) เป็นผู้มีชื่อเสียงในฐานะผู้เล่นไวโอลินที่มีความสามารถอย่างไม่เคยมีมาก่อนในยุคของเขา ดนตรีในยุคสมัยของเขาเป็นช่วงเริ่มต้นของยุคโรแมนติก ซึ่งเน้นอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ แตกต่างจากยุคของบาคซึ่งดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของการรับใช้พระผู้เป็นเจ้า ด้วยความสามารถในการเล่นไวโอลินอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน บวกกับบุคลิกภาพที่แปลกประหลาด จึงมีข่าวลือว่าปากานินี่เป็นพวกบูชาซาตาน และเมื่อเขาเสียชีวิต ร่างของเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ฝังในโบสถ์ในเมืองเจนัว เรื่องราวของชีวิตและข่าวลือต่างๆเกี่ยวกับปากานีนี่ได้รับการแต่งเติมเป็นเรื่องราวและภาพยนต์หลายเรื่อง ประวัติชีวิตของเขารวมถึงคุณูปกรณ์ต่อดนตรีของเขาอ่านเพิ่มเติมได้ในวิกิพีเดีย http://en.wikipedia.org/wiki/Niccol%C3%B2_Paganini
ปากานินี่แตกต่างกับบาคในเกือบทุกด้าน บาคทำงานให้กับโบสถ์ ดนตรีของเขาอุทิศให้กับพระผู้เป็นเจ้า ความรู้สึกเมื่อได้ฟังเพลงร้องประสานเสียงในโบสถ์ที่บาคประพันธ์ไว้ นำเราไปสูดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า ส่วนดนตรีของปากานินี่ สร้างความรู้สึกถึงความหลงใหลในความสุขทางโลกย์ ความสุขและความสนุกสนาน ไม่มีขอบเขตจำกัด จู่ๆเขาก็โพล่งเอาตัวโน้ตที่สนุกสนานเข้ามาให้ผู้ฟังประหลาดใจ ครูดนตรีผมเรียกลักษณะเพลงของเขาว่า Paganini’s fool ไม่ได้หมายความถึงคนโง่ แต่หมายถึงบุคลิกที่เอะอะอย่างไม่กลัวว่าใครจะว่าเขาแปลกประหลาดอย่างไร ที่พอจะใกล้เคียงก็น่าจะเป็นเหมือนบุคลิกในภาพยนต์ของ ชาลี แชปลินGrand Sonata สำหรับกีตาร์โดยมีไวโอลินเล่นประกอบของปากานินี่ที่ผมนำมาให้ฟังกัน ออกจะแปลกกว่าโซนาตาทั่วๆไปตรงที่ใช้ไวโอลินเป็นผู้เล่นประกอบ ไม่ได้เป็นเครื่องดนตรีเอก ปากานินี่เล่นไวโอลินเป็นอาชีพ แต่เล่นกีตาร์เป็นงานอดิเรก ดังนั้นโซนาตาบทนี้จึงแต่งขึ้นเป็นเหมือนงานอดิเรกของเขามากกว่า เห็นได้จากมันไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ในยุคที่เขามีชีวิต ดังนั้นจึงไม่มีหมายเลข Opus ที่แสดงลำดับของงานประพันธ์ ส่วนใหญ่แล้วเราจะไม่ได้ฟังโซนาตานี้อย่างที่ปากานินีตั้งใจแต่งไว้ เพราะไม่ค่อยมีนักกีตาร์คนไหนจะเล่นคู่กับไวโอลินมากนัก จะมีก็แต่ Paganini Duo ที่เล่นคู่กันทั้งกีตาร์และไวโอลิน ทดลองฟังได้ตามนี้ครับ http://www.adamkostecki.de/Rom.mp3 http://www.adamkostecki.de/Var.mp3 โ
ซนาตานี้ประกอบด้วยสามตอน ตอนแรก Allegro Risoluto คำว่า Allegro หมายถึงเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็มีความสุข ความหมายของมันอยู่ที่กลิ่นอายของความสุข โดยเฉพาะ Allegro ของบาคไม่ได้หมายถึงความเร็วโดยตรง แต่เน้นถึง Spirit of happiness มากกว่า ส่วน Risoluto หมายถึง ความมั่นใจ ไม่ลังเล เป็นการยืนยันวิถีการใช้ชีวิตของปากานินี ซึ่งแน่วแน่ไปตามความคิดของตนโดยไม่พะวงกับข่าวลือ หรือการถูกเข้าใจผิดใดๆ ผมยังไม่พบใครที่เล่นตอนนี้ได้ดีๆจาก internet เลย ที่ดีที่สุดคงเป็นวิดีโอนี้ครับ http://www.youtube.com/watch?v=NQoh45IpWeQตอนที่สอง Romance เป็นตอนที่มีผู้นิยมนำไปบรรเลงมาก ชื่อของตอนนี้บ่งบอกถึงความหมายโดยตรง ความรักของปากานินีไม่เคยขาดแคลน ดนตรีเกี่ยวกับความรักของของจึงไม่มีอารมณ์เศร้าเลยแม้แต่น้อย ถึงจะใช้บันได้เสียงไมเนอร์ แต่ยังสอดแทรกด้วยความสุขสดใสไว้ในช่วง appeggio (เล่นกระจายเสียงคอร์ดเหมือนการเล่นกีตาร์โฟล์ค) ส่วนตอนที่สาม Adantino Variato หมายถึงจังหวะปานกลางค่อนข้างช้า และมีทำนองผันแปร เริ่มต้นด้วยทำนองหลัก (theme) ที่ฟังง่ายและตามด้วยทำนองผันแปร (variations) ที่จับความคล้ายคลึงกันได้ง่ายกว่าของ Chaconne มาก เพราะวิธีประพันธ์ในยุคโรแมนติกนี้จะต้องหยุดทุกครั้งที่เปลี่ยนทำนองผันแปร ตอนที่สามนี้มีความสนุกและแสดงออกถึงความเป็นตัวตนของปากานินีมาก ผมชอบการเล่นตอนนี้ของทั้ง Aniello Desiderio และของ Paganini Duo ตอนได้ฟังครั้งแรกอดที่จะยิ้มไม่ได้ เป็นดนตรีของความสุขสนุกสนานที่สุดเท่าที่ผมเคยฟังมา
ผมขอมอบบทเพลงนี้เพื่อส่งความสุขแด่ผู้อ่านทุกท่านสำหรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง
เพื่ออรรถรสในการอ่านบทความนี้กรุณาชมและฟังเพลงเหล่านี้ก่อนนะครับ: Chaconne ของ Bach เล่นโดย Hilary Hahn http://www.youtube.com/watch?v=5uCdKH_zHVs http://www.youtube.com/watch?v=CdtU0T4Ukd8&feature=related และ Grand Sonata ของ Paganini เล่นโดย Aniello Desiderio http://www.youtube.com/watch?v=Ss3ASlxNSo4
ผมกำลังเรียนรู้ที่จะเล่นสองบทเพลงที่แนะนำให้ฟังกันในย่อหน้าก่อนนี้อยู่ ผู้ประพันธ์บทเพลงทั้งสองคน คือ บาค และ ปากานินี่ ต่างเป็นผู้ประพันธ์ดนตรีคลาสสิคผู้มีชื่อเสียง แต่สไตล์การประพันธ์ดนตรีของทั้งสองแตกต่างกันมาก จนครูดนตรีของผมกล่าวว่า หากใครเล่นเพลงของบาคได้ดีก็จะเล่นเพลงของปากานินี่ไม่ดี แต่ผมก็อยากเป็นคนฝืนกระแสที่พยายามจะหัดเล่นเพลงทั้งสองให้ได้ดีเมื่อได้ศึกษาดนตรีทั้งสองนี้เลยมีเรื่องที่จะเขียนเล่าให้ฟังกัน
เริ่มที่ Chaconne เป็นท่อนสุดท้ายใน Partita for violin BWV 1004 แม้จะเพียงท่อนเดียง แต่ก็มีความยาวมากกว่าทุกท่อนของเพลงชุดนี้รวมกัน เชื่อกันว่าบาคแต่งบทเพลงนี้ในช่วงที่ภรรยาคนแรกเสียชีวิต จึงเจือด้วยกลิ่นอายของความเศร้าและความสูญเสีย ลักษณะของดนตรี Chaconne หมายถึงดนตรีที่มีทำนองหลักและทำนองผันแปรที่เล่นติดต่อกัน ทำนองหลักของบทเพลงนี้อยู่ในแปดห้องแรก และถูกบรรเลงเป็นทำนองผันแปรอีกสามสิบครั้ง! ถ้าไม่บอกก่อนคงยากที่เราจะรู้ว่าในระยะเวลาสิบห้าถึงสิบเจ็ดนาที (แล้วแต่คนเล่น) เราได้ฟังทำนองเดียวกันไปกว่าสามสิบครั้งแล้ว
เพลงนี้ยังแบ่งเป็นสามท่อน ขึ้นต้นด้วยบันไดเสียงไมเนอร์ ท่อนที่สองเป็นบันไดเสียงเมเจอร์ และท่อนสุดท้ายกลับมาเป็นบันไดเสียงไมเนอร์อีกครั้ง ท่อนแรกมีความยาวเป็นสองเท่าของท่อนที่สอง และท่อนที่สองมีความยาวเป็นสองเท่าของท่อนที่สาม เป็นลักษณะคล้ายกันกับเพลงเถาในดนตรีไทยที่เริ่มด้วยเพลงสามชั้น สองชั้น และชั้นเดียวตามลำดับ สำหรับกีตาร์แล้ว Chaconne ในท่อนแรกเล่นยากที่สุด (และสำหรับไวโอลินก็คงยากไม่ต่างกัน) จนมีคนกล่าวว่าเป็นเพลงหนึ่งที่ยากที่สุดสำหรับเครื่องดนตรีทุกชนิดทีเดียว
เทคนิคที่ยากไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เพลงนี้เป็นที่น่าสนใจ การให้ความหมายต่อเพลงนี้ต่างหากที่ทำให้บทเพลงนี้ยิ่งใหญ่ สำหรับผมและอีกหลายคนที่สนใจ Chaconne รู้สึกว่าในเวลาสิบห้านาทีของเพลงนี้ ได้เปิดเผยถึงจิตวิญญาณมนุษย์ออกมาในแง่มุมต่างๆกัน และในความต่างกันนั้นกลับมีความเหมือนกันที่ร้องด้วยทำนองหลักซึ่งผันแปรออกไปต่างๆกัน ในท่อนแรก ความสูญเสียแสดงออกมาในเสียงคอร์ดดีไมเนอร์ ทำนองผันแปรต่อมาเป็นตัวแทนของความปั่นป่วนในจิตใจของมนุษย์ที่ถูกกระทำจากการสูญเสียนั้น เหมือนพายุที่พัดโหมกระหน่ำจนสิ้นพลังในตอนท้ายของท่อนแรก (ซึ่งเป็นตอนจบในวิดีโอแรก) กลับคืนสู่ความสงบในท่อนที่สอง(ในวิดีโอที่สอง) เริ่มด้วยบันไดเสียงเมเจอร์ เป็นตัวแทนของความสุขจากความทรงจำ ทำนองหลักที่กลับมาเป็นเสียงเมเจอร์ที่อ่อนหวาน เสียงดนตรีไหลรินออกเปลี่ยนแปรเป็นความหวัง ความมุ่งมั่นในทำนองผันแปรต่อๆมา แต่ท้ายสุด ก็ต้องกลับมาสู่ในท่อนที่สาม ความทุกข์ยังคงดำรงอยู่ แม้จะมีความสุข ความหวัง และความมุ่งมั่น ทั้งหมดของจิตวิญญาณของมนุษย์ต่างมีที่มาจากต้นกำเนิดเดียวกัน และหวนกลับคืนสู่ต้นกำเนิดนั้น สิ่งนี้แทนด้วยการจบลงด้วยเสียงโน้ตตัว เร ที่เล่นพร้อมกันด้วยสายสามเส้น ดังกังวาลต่อไปอีกยาวนาน
ดนตรีของบาคมีเสน่ห์อยู่ตรงที่มันมีทำนองซ้อนอยู่ในทำนอง ในการบรรเลงแต่ละครั้งเราจะได้ยินดนตรีที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเรามุ่งสนใจที่เสียงใด และขึ้นอยู่กับผู้บรรเลงว่าตั้งใจเน้นเสียงใด ความหมายของดนตรีขึ้นอยู่กับการตีความของทั้งผู้บรรเลงและผู้ฟัง ตัวอย่างที่อาจทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นด้วยการแบ่งวรรคตอนในประโยคที่ทำให้การรับรู้ของผู้ฟังเปลี่ยนไป เช่น ประโยคว่า "ฉันรักเธอ", "ฉัน…รักเธอ", และ "ฉันรัก…เธอ" ให้ความหมายที่แตกต่างกันออกไป สำหรับคีตกวีหลายท่าน พยายามกำหนดให้ผู้เล่นต้องเล่นตามความคิดของผู้ประพันธ์ แต่บาคกลับตรงกันข้าม สิ่งที่เขาเขียนไว้ไม่ว่าจะเล่นออกมาอย่างไร ก็มีความหมายในแบบต่างๆ ไม่มีใครบอกได้ว่าควรเล่นอย่างไร นอกจากรับรู้ได้ด้วยตัวเองว่ารู้สึกอย่างไรเมื่อเล่นออกไปเท่านั้น ผมนึกถึงคำพูดของ Dyens นักดนตรีคนโปรดของผมที่กล่าวต่อนักเรียนของเขาว่า "Do not afraid of mistakes, they do not exist!" เช่นเดียวกับที่ Maturana เขียนไว้ในว่า "Mistake does not exist in present." เราตัดสินได้แต่อดีตเท่านั้น
(ยังมีต่อ)
วันนี้ผมไม่สบายเป็นไข้หวัด เลยหยุดงานอยู่บ้าน หลังจากใช้เวลานอนซมอยู่จนเที่ยงวัน ภรรยาผมกลับมาจากที่ทำงานชวนไปทำอาหารกลางวันทานกันที่บ้านใหม่ซึ่งอยู่ติดๆกัน เวลาที่ไม่สบาย ถึงแม้ว่าจิตใจจะหดหู่และไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรนอกจากนอนอยู่เฉยๆ แต่หากฝืนใจเดินออกมารับอากาศภายนอกบ้างทำให้รู้สึกดีขึ้นมากทีเดียว ที่สวนของบ้าน ผมได้พบกับเจ้านกจับแมลงคอแดงตัวโปรด ผู้บินอพยพที่มาเยือนทุกฤดูหนาว เป็นการย้ำเตือนว่าฤดูหนาวได้มาถึงที่นี่อย่างเต็มที่แล้ว อากาศเย็นๆ และใบไม้เขียว ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น และแวะเยี่ยนเยียนต้นไม้ต่างๆจนลืมเรื่องอาหารกลางวันไป จนภรรยาต้องเรียกเตือนอีกครั้งว่าจวนได้เวลาที่เธอจะต้องกลับไปทำงานแล้ว
กว่าหนึ่งปีมาแล้วที่เราได้ตัดสินใจเป็นหนี้เพื่อซื้อบ้านที่อยู่ติดกันหลังนี้ และปรับปรุงจนเป็นบ้านหลังใหม่ของเรา เหตุผลที่เราต้องการบ้านหลังใหม่ไม่ใช่เพราะมีสมาชิกเพิ่มขึ้น ตรงกันข้าม ลูกชายที่ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศทำให้บ้านหลังเล็กๆของเราเงียบเหงาไปมากทีเดียว เหตุผลในใจเราทั้งสองที่ซื้อบ้านหลังใหม่นี้ก็เพราะ เราต้องการที่สำหรับเก็บหนังสือเพิ่มขึ้น หนังสือที่งอกเงยเร็วกว่าหญ้าในสนามด้วยทุกสุดสัปดาห์เราไปร้านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ
แม้จะเป็นเหตุผลที่ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์นัก แต่การตัดสินใจของเราก็ทำให้ทั้งผมและภรรยาได้รับรู้ถึงความฝันในการมีบ้านของกันและกัน จริงอยู่ที่บ้านหลังเดิมจะเป็นที่พอใจของเรา เพราะได้ตัดสินใจเลือกด้วยตัวเอง แต่ก็ยังมีความฝันที่รอให้เราเติมเต็มอยู่อีกไม่น้อย ด้วยการตัดสินใจซื้อบ้านหลังใหม่ ซึ่งอยู่ในสภาพไม่ค่อยดีนัก เราได้นำความฝันมาออกมา ต่อเติม จัดแต่งทั้งตัวบ้าน และสวน จนบ้านหลังใหม่นี้สวยงานสมใจ และที่สำคัญ คุณตาคุณยายได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ ทำให้เรารู้สึกชื่นใจว่าได้ดูแลบิดามารดาได้อย่างสมควร
ระหว่างหนึ่งปีของการปรับปรุงตกแต่ง ผมได้เรียนรู้อะไรบางอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน บ้านในความฝันของภรรยามีหน้าตาอย่างไร เวลาที่ตัดสินใจว่าจะปรับปรุงบ้านอย่างไร มีหลายครั้งที่ผมไม่เห็นด้วยกับความคิดของเธอนัก แม้จะใช้ชีวิตร่วมกันมากว่ายี่สิบปี การที่ได้รับรู้ถึงความฝันของกันและกันก็ยังเป็นความใหม่อยู่ และยิ่งได้เห็นความฝันนั้นออกมาเป็นรูปร่าง ยิ่งทำให้ตื่นใจในสิ่งที่เห็น สำหรับผมแล้ว บ้านหลังนี้แม้จะไม่ใช่บ้านที่หรูหราราคาแพง แต่เป็นที่ซึ่งผมสุขใจที่ได้อยู่ ได้สัมผัสต้นไม่ใบหญ้า ได้ฟังเสียงของน้ำไหล และเสียงของนกร้อง จนกระทั่งผมเอ่ยกับใครต่อใครว่า ความใฝ่ฝันของผมยิ่งนานก็ยิ่งเล็กลง จนเหลือแค่ได้นั่งดูพระอาทิตย์ตกที่บ้านของตัวเองก็พอใจแล้ว
บทเรียนที่ได้รับ ทำให้ผมได้รู้ว่า เราไม่มีหน้าที่ตัดสินความฝันของใครได้ว่าเหมาะสมกับตัวเขาหรือไม่ และไม่จำเป็นที่เราจะต้องเข้าใจความฝันของเขาด้วยในการที่จะเลือกสนับสนุนความฝันนั้นหรือไม่ เหตุที่เราเลือกจะช่วยสนับสนุนความฝันของใครให้เป็นจริงก็เพราะความรักต่างหาก ในความรัก เรายอมช่วยสนับสนุนให้กับสิ่งที่เราไม่อาจมองเห็น หรือไม่อาจเข้าใจ การที่เราช่วยทำให้ความฝันของใครบางคนเป็นความจริงนั้น ไม่เพียงทำให้ผู้ที่เรารักมีความสุข แต่การบรรลุถึงความฝันของเขาก็ยังความสุขมาสู่เราไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะความรักเป็นการหลอมรวมบรรจบกันระหว่างโลกของคนสองคน
บทเรียนนี้ยังสะท้อนมาถึงแนวคิดเกี่ยวกับผู้นำ ผมคิดว่าคนที่จะนำผู้อื่นต้องเป็นผู้มีความรัก และความเชื่อมั่นมนุษย์เป็นอย่างมาก ด้วยอนาคตที่ผู้นำจะพาไปนั้นก็ไม่สามารถมองเห็นมาก่อนได้อย่างชัดเจน การนำเป็นเรื่องที่แปลก เพราะคนจำนวนมากเรียกร้องให้ผู้นำบอกภาพอันชัดเจนของอนาคต และนำพาไปอย่างไม่ผิดพลาด ทั้งนี้เป็นเพราะผู้คนอยากรู้ว่าสิ่งที่ผู้นำกำลังพาเขาไปนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกับความฝันของเขาหรือไม่ เป็นการผลักภาระที่จะเผชิญความไม่แน่นอนของอนาคตไปสู่ผู้นำ ในขณะเดียวกัน ผู้คนจำนวนมากยินยอมที่จะสละอิสรภาพ และความรับผิดชอบในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่จะก้าวเดินตามความฝันของตัวเองไปเสีย เพื่อช่วยเหลือผู้นำของเขาให้บรรลุความฝันที่เขาเชื่อว่าเป็นความฝันร่วมกัน แต่น่าเสียใจที่ผู้นำจำนวนมากกลับคิดอีกอย่างหนึ่ง มองเห็นคนอื่นเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายของตนเอง หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Take people for granted เท่านั้นเอง
ผู้นำที่ประสบความสำเร็จเป็นอาจผู้ที่มีวิสัยทัศน์ มีความฝันของตัวเองที่ยิ่งใหญ่ แต่ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่กว่านั้นน่าจะเป็นผู้นำซึ่งมอบความรัก ความเชื่อมั่น มุ่งที่จะให้ผู้คนของเขามีอิสระ และสนับสนุนให้ผู้คนก้าวเดินตามความฝันของตัวเอง เป็นผู้ส่งเสริมให้คนของเขาบรรลุเป้าหมายของตนเองในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่ง ไม่ใช่เพียงการบรรลุเป้าหมายของผู้นำเอง หรือแม้กระทั่งเป้าหมายตัวชี้วัดขององค์กรก็ตาม หากปราศจากความรักแล้ว เป็นไปได้ที่ผู้นำจะเป็นผู้ที่พรากความเป็นอิสระไปจากผู้คนได้อย่างง่ายดาย ละเมิดความเป็นมนุษย์ของบุคคลที่เขาเข้าไปเกี่ยงข้องด้วยอย่างไม่รู้ตัว
ผมเคยสงสัยว่าเหตุใดคำว่า creature จึงเป็นอีกคำหนึ่งที่มีความหมายถึงสิ่งมีชีวิต แม้จะเคยได้ยินมาว่าความหมายนี้มีที่มาจากทางศาสนาในทำนองว่า พระเจ้าทรงสร้างโลกและสิ่งมีชีวิตทั้งปวงขึ้น แต่ก็ยังไม่เข้าใจอย่างซาบซึ้งนัก เพราะคำอธิบายนี้ฟังดูออกจะเชยๆ (เพราะไม่เป็นวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย) คล้ายกับคำว่า "นาฬิกาดัชท์" ในภาษาอังกฤษโบราณที่หมายถึง "นาฬิกาดอยชท์ (นาฬิกาเยอรมัน)" เป็นคำที่มีฐานมาจากความเข้าใจผิดๆของคนโบราณ
และที่คู่กับคำ creature ก็คือ Creator ซึ่งมักหมายถึงพระเจ้า ผมไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งในเรื่องนี้นักจนได้มาอ่านหนังสือ ไม่ว่างานของมาร์กาเร็ต วีตลีย์, จูเลีย คาเมรอน, และ ปาร์กเกอร์ ปาลม์เมอร์ นักเขียนที่เอ่ยนามมานี้ล้วนเขียนถึงแนวคิดคล้ายๆกันในเรื่องนี้ นั่นคือแนวคิดที่ว่า เราไม่ว่าในฐานะผู้นำ ศิลปิน ครู หรือ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้าที่มีหน้าที่สร้างสรรค์ (create) ด้วยการกระทำที่ออกมาจากความจริงแท้ของเรา นั่นจึงทำให้เราทำหน้าที่ของมนุษย์อย่างสมบูรณ์ พูดง่ายๆคือ ด้วยการกระทำด้วยใจอันใคร่ครวญของเรานั่นเองที่เป็นการภาวนาเพื่อได้บรรลุภารกิจของชีวิต
ความคิดนี้อาจฟังดูขัดกับศาสนาพุทธ ที่เน้นเรื่องของกรรม และอนัตตา ไม่มีการพูดถึงพระเจ้า เน้นแต่หลักธรรมที่ให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์แลกิเลส ดูเผินๆเหมือนกับถ้าเป็นไปได้จะเป็นการดีหากเราไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะเป็นการหลุดออกจากสายธารของกรรม เรื่องน่าขันคือ ในอดีต ผมเคยมีความคิดว่าหากเลือกได้ขอเกิดเป็นต้นกระบองเพชรในทะเลทรายน่าจะดี (เป็นไอเดียน่าประทับใจที่ได้จากการอ่านหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์) ความต้องการโดดเดี่ยวตัวเองอย่างสุดโต่งที่หลงว่านั่นจะทำให้หลุดพ้นจากเรื่องยุ่งยากทั้งปวงได้ ซึ่งใช้เวลาพิสูจน์มาแล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้ เพราะไม่ว่าจะโดดเดี่ยวตัวเองไปอยู่ที่ใดก็ตาม เราก็ยังพาคนไปกับเราด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน นั่นคือตัวของเราเอง ไม่มีทางใดเลยที่จะหลีกเร้นจากความยุ่งยากของการเป็นคน และโลกที่เราแบกไปด้วยได้
แม้ตัดจากโลกภายนอกด้วยการปลีกวิเวก โลกภายในยังถูกเราแบกไว้อยู่ตลอดเวลา ประสบการณ์ของความเป็นมนุษย์คือ การรับรู้ประสบการณ์จากโลกทั้งสองนี้ โลกภายในของจิตสำนึกและโลกภายนอกแห่งวัตถุที่จับต้องได้ การกระทำของเราต่อโลกภายนอกไม่ใช่จากการเรียกร้องของโลกแห่งวัตถุเพียงอย่างเดียว และผลของการกระทำนั้นก็มีต่อโลกทั้งสองด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การบริจากทาน ให้ผลความสุขแก่ผู้รับที่ได้รับวัตถุทาน และยังความปิติมาสู่ใจของผู้ให้ด้วยเช่นกัน
หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องเศร้าเกิดชึ้นกับนักเรียนรุ่นพี่ของลูกสาว รถยนต์ซึ่งคุณตาของเธอชนกับรถที่กลับรถโดยไม่ให้สัญญาณอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้คุณตาเสียชีวิตในทันที ส่วนน้องฝ้ายบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง ซึ่งในเวลาต่อมาเธอก็เสียชีวิตท่ามกลางความเศร้าโศกอย่างยิ่งของพ่อแม่ และเพื่อนที่โรงเรียน ด้วยเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก นักเรียนจึงรู้จักกันเป็นส่วนใหญ่ ลูกสาวผมได้ไปงานฌาปนกิจของน้องฝ้ายเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เด็กๆหลายสิบคนไปร่วมงานนี้ เพื่อนที่อยู่ในกลุ่มที่เคยมีกิจกรรมกับน้องก็จัดการแสดง ร้องเพลงให้เธอฟังเป็นครั้งสุดท้าย น้ำตามากมายไหลรินจากทุกคนที่มาร่วมงาน เมื่อกลับมา ผมได้เห็นของที่ระลึกในงานนี้ ซึ่งเป็นกระเป๋าสีชมพูพิมพ์ภาพการ์ตูนที่น่ารัก เป็นของใช้ของเด็กวัยรุ่นหญิงที่เราเห็นกันทั่วไป แต่สำหรับผม มันเป็นตัวแทนของพิธีกรรม ที่บอกถึงความทรงจำต่อน้องเขาว่า เขาคือความงดงามหนึ่งที่ได้เกิดมาบนโลกนี้ และจากพวกเราไปอย่างไม่วันกลับ ผมไม่รู้ว่าหากมนุษย์เราปราศจากพิธีกรรม เราจะยังมีอารยธรรม หรือมีคุณค่าอะไรให้ธำรงรักษาไว้อยู่อีกหรือไม่ หัวใจที่แตกสลายของพ่อแม่คงไม่ได้รับการเยียวยาได้จากพิธีกรรมใดๆ แต่พีธีกรรมคงตกแต่งให้ความทรงจำมีคุณค่า และได้นำความทรงจำนั้นเข้าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเราทุกคนที่ได้รู้จักกับเธอ

ความคิดเห็นล่าสุด