Author Archive

Author: drwithan
• Friday, June 25th, 2010

ช่วงนี้ (มีนาคม ๒๕๕๓) ผมทดลองตั้งคำถามกับตัวเองทุกๆ เช้าที่ตื่นขึ้นมาว่า

วันนี้ผมจะ “ทำอะไรดีๆ” ให้คนอื่นๆ ได้บ้าง

แน่นอนว่า สิ่งดีๆ ที่ผมจะทำให้กับตัวผมเองและคนใกล้ชิดนั้น เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดที่ต้องทำทุกวันและต้องรักษาฐานตรงนี้ไว้ให้ได้อย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว

ผมรู้สึกว่า “ยังไม่เพียงพอ”

ผมรู้สึกว่า “มิติของการทำอะไรให้ผู้อื่นหรือสิ่งอื่นๆ” เป็น “มิติ” ที่ลึกซึ้งมากกว่าเดิม

ในช่วงแรกๆ ที่ทดลองทำเรื่องแบบนี้ ผมได้ตั้งใจไว้ว่า ผมน่าจะ “มีอะไร” อย่างน้อยหนึ่งอย่างหนึ่งเรื่อง ที่เราทำดีๆ ให้กับคนอื่นที่เราไม่รู้จัก “ทุกๆ วัน”

ในเบื้องต้นนั้น ผมพบว่า “รอยยิ้ม” เป็นอะไรที่เริ่มต้นได้ดีทีเดียวครับ

“การให้รอยยิ้ม” ของเราออกไป โดยไม่คาดหวังอะไรนั้น เป็นจุดเริ่มต้นเรื่องหนึ่งที่สร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับตัวเราเองได้

“การให้รอยยิ้ม” ถือได้ว่าเป็น “การกระทำ” อย่างหนึ่งได้

พอจะนับได้ว่า ได้ทำอะไร “เล็กๆ น้อยๆ” เท่าที่พอจะทำได้ออกไปแล้ว

ผมมาพบว่า บางทีผมไม่ควรจะไปเสียเวลากังวลกับสิ่งที่ผมทำอะไรไม่ได้ แต่ผมควรจะสนใจพิเศษกับสิ่งที่ผมทำได้ ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

ท่านอ.หมอประเวศ วะสี จะพูดเสมอว่าให้เรามีปีติสุขกับความสำเร็จแม้จะเพียงเล็กๆ น้อยๆ นับตั้งแต่ที่ผมได้ยินประโยคนี้เป็นครั้งแรกในสมัยที่ผมยังเป็นนักเรียนแพทย์ ได้จดบันทึกเอาไว้ เป็นเวลาเกือบสามสิบปีเต็มๆ แล้ว ถึงตอนนี้ผมก็ยิ่งเชื่อและศรัทธาเสมอ ในเรื่องของการกระทำสิ่งสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แบบที่ท่านอาจารย์บอกไว้

เมื่อเริ่มต้นการให้อะไรบางอย่างด้วยการเริ่มจาก “การให้รอยยิ้ม” แบบนี้เป็นต้น

ผมยิ้มและเรียนรู้จนผมเชื่อว่าไม่มีใครยิ้มได้แบบผม ไม่ใช่ว่า ผมยิ้มเก่งกว่าใครหรือสร้างยิ้มได้ดีกว่าใคร แต่รอยยิ้มรอยนี้เป็นเอกลักษณ์ของผม

อย่างน้อย ณ เวลานั้นสำหรับใครก็ตามที่เจอรอยยิ้มที่ปลิวไปจากใบหน้าของผม

รอยยิ้มของผม ณ เวลานั้นจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาในวินาทีนั้น เพียงเท่านั้นจริงๆ

เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังต้องเลี้ยวขวาผ่านสี่แยกเพื่อจะไปส่งลูกสาวไปโรงเรียน

หญิงสาวบนมอเตอร์ไซด์คันหนึ่งที่กำลังจอดรอไฟแดง ส่งยิ้มไปให้กับคนบนรถยนต์อีกคันหนึ่งที่กำลังเลี้ยวผ่านมา คาดว่าคงจะเป็นคนที่รู้จักคุ้นเคยกัน บังเอิญว่าจังหวะที่ผมเลี้ยวรถยนต์ไปและหันไปมองเธอนั้น รอยยิ้มเธอยังคงค้างอยู่ จังหวะที่ผมเลี้ยวรถผ่านไปและเหลียวหน้าไปเห็นจึงเหมือนกับว่าเธอยิ้มให้กับผมอย่างเต็มๆ ไปด้วย

ผมยิ้มกลับอย่างเป็นอัตโนมัติได้ทันที ยิ้มตอบรับไปโดยที่ผมไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำไปว่าได้ส่งรอยยิ้มออกไปแล้ว

แปลกดีครับ เป็นความรู้สึกที่แบบว่า “ดีมากๆ” เลยครับกับ “รอยยิ้มของคนแปลกหน้า” แบบนี้ที่สามารถยิ้มให้กันแบบไม่มีต้นสายปลายเหตุยิ้มให้กันโดยบังเอิญแบบที่ไม่มีเหตุผลอะไรทั้งสิ้น

ไม่ได้ทำอะไรให้แก่กัน ไม่ได้รู้จักกัน เพียงแค่ยิ้มให้กันและสามารถรู้สึกถึง “คุณค่าแห่งรอยยิ้ม” ที่สามารถสร้างความสุขให้แก่กันและกันได้อย่างง่ายๆ

ผมนึกถึงคำพูดของใครต่อใครที่พูดเสมอๆ ว่า “โลกนี้สวยงามด้วยรอยยิ้มจริงๆ”

ต่อมา ผมพบ “ความเชื่อมโยง” ระหว่าง “รอยยิ้ม” “ลมหายใจ” และ “หัวใจ”

ผมพบว่า เมื่อผมลองเชื่อมสามอย่างนี้เข้าด้วยกัน ผมรู้สึกว่า “รอยยิ้มแบบนี้” เป็น “รอยยิ้มจากหัวใจ” ที่สร้างความสุขให้กับผมได้มากขึ้นกว่าเดิม ผมลองเริ่มต้นด้วย “ลมหายใจเข้า” และยิ้ม สูดรับความดีงามความสวยงามของสิ่งที่เราเห็นสิ่งที่เรารับรู้ตรงนั้น ให้ไหลเข้าไปสู่หัวใจที่ทรวงอกด้านซ้ายของเรา

เมื่อยิ้มเข้าไปถึงบริเวณหัวใจของเราด้วยลมหายใจเข้าแล้ว

ในช่วงรอยต่อของลมหายใจก่อนที่เราจะหายใจออก ให้เราลองรู้สึกว่า หัวใจของเราเป็น “เครื่องขยาย” ความดีงามความสวยงามเล็กๆ เหล่านั้น

ให้มีขนาดใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมสักห้าเท่าหรือสิบเท่า

เมื่อลมหายใจออกมาถึง ให้เราสิ่งความสวยงามที่เราขยายเพิ่มมากขึ้นด้วยหัวใจของเราให้ออกไปกับลมหายใจออกพร้อมกับรอยยิ้มของเรา

ผมพบว่า รอยยิ้มแบบนี้ เป็นรอยยิ้มที่มีพลังมากๆ สามารถสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับตัวผมเองได้มากมาย

นอกจากนั้น “สิ่งที่เรายิ้มด้วย” ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้คนเสมอไป เราอาจจะลองยิ้มกับสุนัขหรือแมว อาจจะลองยิ้มกับไฟจราจร ลองยิ้มกับรถยนต์คันหน้า ลองยิ้มกับบรรยากาศ ลองยิ้มกับต้นไม้ดอกไม้ใบหญ้า

ผมสังเกตว่าผมพบ “รอยยิ้ม” จำนวนมากมายผุดพรายเข้ามาในชีวิตของผม

“รอยยิ้ม” จำนวนมากแทนคำขอบคุณของคนที่กำลังข้ามถนน เด็กนักเรียนบางคนถึงขั้นยกมือไหว้ สบตาและขอบคุณ เมื่อผมหยุดรถให้พวกเขาข้ามถนน

ผมรู้สึกถึง “ความอุดมสมบูรณ์” ของรอยยิ้มที่มีอยู่มากมายในสังคมไทยของเรานี้เอง เป็น “ความอุดมสมบูรณ์” ของ “มิตรไมตรี” ที่ผู้คนไม่ต้องลงทุนอะไรเลย

คนไทยโชคดีนะครับที่เป็นสังคมที่ยิ้มกันง่าย

“รอยยิ้ม” เหล่านี้ล้วนช่วยทำให้ผู้รับอย่างผม “รู้สึกดี” อิ่มเอิบและหัวใจชุ่มฉ่ำ รู้สึกได้ถึง “ความจริงใจ” จากผู้คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

อยากจะชวนกันกลับมาช่วยกันสร้าง “รอยยิ้มจากหัวใจ” ที่ “ไม่มีเงื่อนไข” ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปกันเถอะครับ

นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์

drwithan@hotmail.com

Author: drwithan
• Saturday, June 19th, 2010

บรรยากาศก่อนช่วงเวลาเคอร์ฟิวห้าทุ่ม ที่กาดรวมโชคจังหวัดเชียงใหม่ เป็นบรรยากาศที่แปลกทีเดียว เสียงประกาศตามสายประกาศว่าขณะนี้สี่ทุ่มและใกล้เวลาเคอร์ฟิวแล้ว ขอให้บรรดาพ่อค้าแม่ค้าเตรียมตัวเก็บของก่อนเวลาด้วย

ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย ผมและอาจารย์แอ้ด-พัฒนา แสงเรียงได้เจอกับแผ่นดีวีดี “Invictus” ซึ่ง “เตะตา” อาจารย์แอ้ดเป็นพิเศษและเมื่อผมได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว พบว่าเป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจมากๆ และเนื้อหาก็ช่างเหมาะสมกับสถานการณ์เคอร์ฟิวในช่วงนี้จริงๆ

มอร์แกน ฟรีแมนนำแสดงเป็น “เนลสัน แมนเดล่า” ประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของประเทศแอฟริกาใต้ ในช่วงที่คนผิวดำเพิ่งชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๓๗ นี้เอง โดยที่ก่อนหน้านี้เนลสัน แมนเดล่าถูกจำคุกเป็นนักโทษการเมืองอยู่นานยี่สิบเจ็ดปีเต็ม ตั้งแต่ปี ๒๕๐๗ ถึงปี ๒๕๓๔

ช่วงเวลานั้นแอฟริกาใต้ มีความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงมาก ก่อนที่จะมีการเจรจาและมีการเลือกตั้งนั้น ได้เกิดสงครามกลางเมืองเป็นเวลาหลายปี ระหว่างคนผิวดำซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศกับคนผิวขาวที่มีเพียงจำนวนน้อยมากแต่เป็นคนที่กุมอำนาจทางการเมืองมาโดยตลอด

ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยฉากที่เนลสัน แมนเดล่าเข้าไปทำงานที่ทำเนียบประธานาธิบดีในฐานะประธานาธิบดีเป็นวันแรก มีเจ้าหน้าที่ในทำเนียบที่ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวกำลังเดินถือกล่องที่เก็บของใช้ส่วนตัวกำลังเดินสวนกลับออกมา เพราะคนเหล่านี้เชื่อว่าประธานาธิบดีคนใหม่จะต้องปลดพวกเขาออกจากงานทั้งหมดอย่างแน่นอน

แมนเดล่าเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวทันทีแล้วประกาศว่า “อดีตคืออดีต เราต้องมองไปข้างหน้า เราอยากให้พวกคุณช่วย ถ้าคุณอยู่ช่วยทำงานก็ถือว่าเป็นการรับใช้ประเทศชาติ”

ฉากที่ประทับใจผมฉากต่อมาก็คือฉากการแต่งตั้งทีมบอดี้การ์ดของประธานาธิบดีที่แมนเดล่า เลือกคนผิวขาวจำนวนสี่คนที่เคยเป็นบอดี้การ์ดของอดีตประธานาธิบดีผิวขาวคนก่อน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับทีมบอดี้การ์ดเดิมของเขาที่ทั้งหมดเป็นคนผิวดำ

หัวหน้าบอดี้การ์ด (ผิวดำ) ของเขาเข้าไปพบที่ห้องส่วนตัวเพื่อคัดค้านการแต่งตั้งทีมบอดี้การ์ดที่มีคนผิวขาวอยู่ด้วย เพราะเขารู้สึกไม่ไว้วางใจคนผิวขาวเหล่านี้ว่าอาจจะเป็นไส้ศึกหรืออาจจะปองร้ายแมนเดล่าได้

แมนเดล่าบอกว่า “ชาติที่เท่าเทียมกันต้องเริ่มที่นี่ การปรองดองเริ่มที่นี่ และการให้อภัยก็จะต้องเริ่มต้นที่นี่เช่นเดียวกัน”

เขาบอกกับหัวหน้าบอดี้การ์ดของเขาอีกว่า “การให้อภัยจะช่วยชะล้างความกลัวในดวงวิญญาณของคุณ” ซึ่งตรงกับที่ท่านติช นัท ฮันห์พูดไว้เสมอว่า การที่เราไม่สามารถให้อภัยใครสักคนหนึ่งได้แสดงว่าเรายังมีความกลัวต่อคนๆ นั้นอยู่ ความกลัวของเราจะหายไปต่อเมื่อเราสามารถให้อภัยได้เท่านั้น และการเอาชนะความกลัวที่ดีจะต้องเริ่มต้นด้วยความรัก

เขาเอาชีวิตของเขาเข้าแลกจริงๆ “ความเชื่อใจ” ของเขาต่อคนผิวขาวซึ่งเคยเป็นศัตรูของเขานั้น ทำให้เขาชนะใจคนผิวขาวเหล่านี้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ

น่าสนใจอย่างที่สุดเลยว่า “อะไร” ที่ทำให้เขาสามารถ “ให้อภัย” กับคนที่ทำให้เขาต้องอยู่ในคุกนานถึงยี่สิบเจ็ดปีได้

และเมื่อมาถึงเรื่อง “รักบี้” ซึ่งเป็นกีฬาในดวงใจของคนผิวขาว ในขณะที่ทางพรรคผิวดำของเขาได้มีโอกาสล้างแค้นโดยพวกเขามีมติให้ยุบเลิก “ทีมรักบี้สปริงบอร์ก” ซึ่งกำลังตกต่ำ แมนเดล่าบอกว่า เราต้องเลิกสร้างความกลัวให้กับคนผิวขาว การล้มเลิกทีมสปริงบอร์กซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของคนผิวขาวจะทำให้คนผิวขาวเกิดความกลัวและไม่เป็นผลดีอะไรเลยกับการสร้างชาติ

เขาบอกว่า “การสร้างชาติจะต้องใช้อิฐทุกก้อน ไม่ว่าอิฐเหล่านั้นจะมีสีอะไร”

แมนเดล่าให้ความสนใจกับทีมสปริงบอร์กท่ามกลางความไม่พอใจของคนผิวดำในพรรค ทีมที่ปรึกษาของเขาและรวมถึงลูกสาวของเขาเองซึ่งเจ็บแค้นกับสิ่งที่คนผิวขาวได้ทำกับเธอและครอบครัวของเธอในอดีต

ในจังหวะนั้นปี ๒๕๓๘ แอฟริกาใต้กำลังจะเป็นเจ้าภาพเวิร์ลคัพของรักบี้ ซึ่งสปริงบอร์กมีเวลาในการเตรียมทีมเพียงหนึ่งปี เขาเชิญฟรังซัว พินาร์ (แสดงโดยแมท ดามอน) ซึ่งเป็นกัปตันทีมสปริงบอร์ก มาดื่มน้ำชาในทำเนียบประธานาธิบดี

แมนเดล่าบอกว่าสำหรับตัวเขาเอง ในช่วงที่ย่ำแย่ที่สุดของชีวิต บางทีเขาก็พึ่งบทกวีหรือถ้อยคำที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเขา อย่างเช่น “Invictus” ซึ่งเป็นบทกวีที่บอกว่า “ฉันกุมชะตาชีวิตของตัวเอง ฉันเป็นกัปตันของดวงวิญญาณของฉันเอง”

แมนเดล่าให้การสนับสนุนพินาร์และทีมสปริงบอร์กอย่างไม่เป็นทางการ การแวะไปเยี่ยมเยียนในเวลาฝึกซ้อม เขาสามารถจดจำชื่อนักรักบี้ทุกคนได้ทั้งๆ ที่ในช่วงนั้นเขาอายุมากกว่าเจ็ดสิบห้าปีแล้ว การจัดให้นักรักบี้ได้พบได้สอนเด็กๆ ผิวดำที่ไม่เคยเล่นรักบี้มาก่อนในชุมชนของคนผิวดำ การใส่ชุดและหมวกของทีมสปริงบอร์กในวันแข่งขัน ฯลฯ

ทั้งหมดเป็นศิลปะที่เขาลงมือทำและโชคก็เข้าข้างเขา สปริงบอร์กสามารถชนะเลิศเวิร์ลคัพได้สำเร็จในปี ๑๙๙๕ พินาร์ให้สัมภาษณ์สดในวันนั้นว่า เป็นเพราะ “คนแอฟริกาใต้ทั้งสี่สิบสองล้านคน” ที่ช่วยเป็นกำลังใจให้กับเขา

และในวันนั้น “เพลงชาติ” ของแอฟริกาใต้ซึ่งเคยเป็น “ข้อขัดแย้งในชาติ” ก็ได้รับการยอมรับจากคนทั้งผิวดำและผิวขาว

ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว ผมสุดจะบรรยาย “เป็นหนังแผ่นที่คุณจะยอมทนดูแม้คุณจะปวดปัสสาวะแค่ไหนก็ตาม” ซาบซึ้งจนผมต้องหลั่งน้ำตาในหลายๆ ตอน

นึกๆ ดูแล้วผมพบว่า บาดแผลในหัวใจของชาวแอฟริกาใต้นั้น “บาดลึกและบาดนาน” กว่าคนไทยมากมายหลายเท่านักนะครับ คำถามก็คือคนไทยจะสามารถสมานบาดแผลในหัวใจของพวกเราได้อย่างไร และเราจะอยู่กันอย่างไร-เราเป็นคนเลือกทั้งสิ้นเลย

โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อเหลือเกินว่า คนไทยทุกคนสามารถเป็นเนลสัน แมนเดล่าได้ เพียงแค่คุณ “รู้สึกดีๆ” และ “ให้อภัย” กับคนที่กำลังอยู่หน้าคุณอยู่ตอนนี้ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม

นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์

drwithan@hotmail.com

Author: drwithan
• Tuesday, April 06th, 2010

ผมคงต้องขอเรียนว่า ผมเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง “การให้” แต่ผมรู้สึกว่าผมกำลังเรียนรู้และมีพัฒนาการอะไรบางอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “การให้” ที่อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง

หลังจากเสร็จงานเวิร์คช็อปครั้งหนึ่ง อาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งที่เข้าในงานครั้งนี้ด้วย ได้เขียนอีเมล์ถึงผม

คุณหมอครับ ผมอยากจะบอกกับคุณหมอว่า ความสุขที่ผมมีในทุกวันนี้ เหมือนมันไม่เต็มที่ มันขาดอะไรไปสักอย่าง การทำอะไรให้คนอื่นมีความสุขหรือประสบความสำเร็จนั้น ผมรู้สึกมีความสุข อิ่มเอมใจได้เต็มที่มากกว่าความสุข ณ ปัจจุบันที่ผมมีอยู่

ตลอดระยะเวลาประมาณสองปีมานี้ หัวสมองของผมมันบอกกับผมตลอดเวลาว่า เราต้องเริ่มคิดอะไรสักอย่างเพื่อคนอื่น

สิ่งที่ยากก็คือ ไม่รู้ว่าเราจะทำอะไรดี (ในสิ่งที่เราชอบ) ทำเพื่อใครดี เริ่มจากตรงไหนดีกับใครดี”

คำถามของอาจารย์ท่านนี้น่าสนใจมากครับว่า

บางทีที่เราอยากจะทำอะไรดีๆ ให้กับใครหรืออะไรบางอย่าง แต่บางทีเราก็ไม่รู้ว่าเราควรจะเริ่มอย่างไรดีเหมือนกัน หรือแม้แต่หลายๆ ครั้งหลายๆ หนเราก็จะรู้สึกว่าคนรับเขาก็อาจจะงงๆ กับสิ่งที่เราให้

graphdivider

ตอนสายๆ ของวันหนึ่งเมื่อกลางปี ๒๕๕๒ ขณะที่ผมกำลังเดินเข้าไปยังพระอุโบสถของวัดแห่งหนึ่งในเชียงราย ผมเห็นชายชราคนหนึ่งอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตเก่าๆ สีน้ำเงินเข้มกางเกงขาสั้นสีเดียวกัน รูปร่างเล็กและผอมมาก หัวเข่าและข้อเท้าของชายชราบวมเบ่งเห็นได้ชัด นิ้วมื้อแต่ละข้อนั้นก็บวมปูด ตัดกับกล้ามเนื้อที่ลีบเล็กตามแขนขา ทำให้การใช้มือและเท้าไม่สามารถทำได้ถนัดนักซึ่งน่าจะเป็นโรคข้ออักเสบที่เรื้อรังมานาน ชายชราผู้นี้ค่อยๆ กระเสือกกระสนเดินกระเผลกขึ้นบันไดมาที่ปากประตูของพระอุโบสถ

จากนั้นค่อยๆ ล้วงเข้าไปในกระเป๋าของเขา ค่อยๆ หยิบเหรียญห้าบาทสิบบาทออกมาเป็นกำ เสียงดังปุ๊กๆ หลายปุ๊กมาก ทำให้ผมทราบได้ว่าชายชราผู้นี้กำลังหยอดเหรียญของเขาทั้งหมดลงไปในตู้ทำบุญของวัดที่ตั้งอยู่หน้าพระอุโบสถ ก่อนที่จะยกมือไหว้พระประธานในพระอุโบสถ จากนั้นเขาก็ค่อยๆ กระเสือกกระสนเดินลงบันไดไป

เมื่อชายชราท่านนี้ค่อยๆ เดินออกไป ผมค่อยๆ นึกขึ้นมาได้ว่าจากชุดที่สวมใส่ ชายชราคนนี้น่าจะมีอาชีพถีบสามล้อนั่นเอง

ความรู้สึกที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาในตัวผมเป็นอยากแรกก็คือ “ความรู้สึกละอาย” ที่แม้ผมจะใส่เป็นแบ้งค์ลงไปในตู้ทำบุญ ที่แม้อาจจะเป็นจำนวนเงินที่มากกว่าเหรียญจำนวนมากของชายชราคนนี้ ก็ยังไม่สามารถเทียบเท่าได้ เพราะเหรียญเหล่านั้นอาจจะหมายถึงมื้ออาหารหลายมื้อสำหรับชายชราคนนี้

ความรู้สึกต่อมาก็คือ “รู้สึกนับถือ” ชายชราคนนี้มาก รู้สึกว่าเขายิ่งใหญ่มาก เขา “สามารถให้” ในการทำบุญด้วยมื้ออาหารหลายมื้อของตัวเอง เขาจะต้องถีบสามล้อในสภาพที่ตัวเองก็ต้องทรมานกับโรคข้ออักเสบเรื้อรังอย่างนั้นอีกกี่เที่ยวถึงจะสามารถมีเงินมาใส่ตู้ทำบุญแบบนี้

สิ่งเดียวที่พอจะช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาบ้างก็คือ ผมต้องทำอะไรสักอย่าง ผมเดินตามไปหาชายชราท่านนี้ ผมพบว่าผมต้องอาศัยความกล้าไม่น้อยในการที่มอบเงินจำนวนหนึ่งซึ่งไม่ได้มากมายอะไรให้กับชายชราท่านนี้ ท่ามกลางสีหน้างงงวยของเขาและผู้คนที่อยู่รอบข้าง

ความรู้สึกของผมในวันนั้นช่างคล้ายคลึงกันมากเลยกับความรู้สึกเมื่อครั้งที่ผมก้มตัวลงเก็บขยะในสวนสาธารณะและนำไปทิ้งในถังขยะ

บางทีการทำความดีก็ต้องอาศัยความกล้าไม่น้อยเลย โดยเฉพาะเมื่อยามที่เริ่มต้น

หลังจากนั้นผมก็พบว่าตัวเองสามารถทำแบบนี้ได้บ่อยครั้งมากขึ้น เหมือนกับที่ตอนนี้สามารถเก็บขยะในที่สาธารณะทิ้งลงถังได้อย่างไม่ขัดไม่เขิน

graphdivider

ในหนังสือ Happy for No Reason ของมาร์ซี่ ชิมอฟ เธอเล่าถึงผู้หญิงวัยสี่สิบเอ็ดคนหนึ่ง ที่ป่วยเป็นโรคผิวหนังแข็งและต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดในแต่ละวัน วันหนึ่งเธอไปพบกับพระสงฆ์ในพุทธศาสนารูปหนึ่งในวัดแห่งหนึ่ง พระสงฆ์รูปนี้แนะนำว่า “เธอควรจะฝึกช่วยเหลือคนอื่นให้มากขึ้น” ผู้หญิงคนนี้ก็งงมากเพราะเธอรู้สึกว่าเธอป่วยเป็นโรคเรื้อรังแบบนี้จะไปช่วยเหลือใครได้อีก แค่ช่วยเหลือตัวเองไปวันๆ ก็รู้สึกแย่มากพออยู่แล้ว

วันหนึ่งขณะที่เธอกำลังเข้าแถวรอคิวเพื่อจ่ายสตางค์ในซุบเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง คิวยาวมากและผู้หญิงคนหนึ่งมีท่าทางเร่งรีบมากอยู่ด้านหลังเธอ เธอก็ลองให้ผู้หญิงคนนั้นแซงคิวเธอไปก่อน

เธอพบว่า เพียงแค่ให้คนอื่นแซงคิวไปนั้น ทำให้เธอ “รู้สึกดี” อย่างที่ไม่เคยได้พบมาก่อน หลังจากนั้นเธอก็พบว่าตัวเธอสามารถพัฒนาการให้ของเธอได้มากขึ้นเรื่อยๆ

graphdivider

ผมพบว่าบนโลกใบนี้ มีผู้คนมากมายพยายามทำสิ่งดีๆ กันตลอดเวลา

แต่หลายๆ ท่านก็จะเกิดคำถามเหมือนกับที่อาจารย์มหาวิทยาลัยท่านนี้ตั้งคำถามมาในตอนต้นของบทความ

โดยส่วนตัวผมพบว่า บางทีเราไปให้ความหมายของการให้-ยิ่งใหญ่เกินไป

ยิ่งใหญ่จนเราไม่สามารถทำได้เสียที เพราะจะทำให้เรารู้สึกว่าเรายังไม่พร้อมที่จะให้เสียที เหมือนกับผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคผิวหนังแข็งในหนังสือของมาร์ซี่ ชิมอฟ

บางที “การให้” อาจจะหมายความเพียงแค่ “ให้รอยยิ้ม” หรือ “ให้ความรู้สึกดีๆ” กับโลกใบนี้หรือใครก็ตามสิ่งใดก็ตามบนโลกใบนี้

อาจจะเพียงเท่านั้นจริงๆ

นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์

drwithan@hotmail.com

Author: drwithan
• Sunday, March 28th, 2010

ค่ำคืนที่โรดันเต้

เมื่อหัวใจเปิดกว้าง ความเจ็บปวดก็เยียวยา

ผมรู้สึกโชคดีมากๆ ที่ได้มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่อง “Nights in Rodanthe” อย่างบังเอิญทางเคเบิ้ลทีวีในค่ำคืนหนึ่งเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ นี้เอง

ริชาร์ด เกียร์ นักแสดงที่ผมชื่นชอบรับบทเป็นศัลยแพทย์ที่มีปัญหาครอบครัว หย่าร้างกับภรรยา ไม่ลงรอยกับลูกชายซึ่งเรียนจบเป็นแพทย์เหมือนกัน แถมกำลังมีปัญหาเรื่องฟ้องร้องเพราะคนไข้รายหนึ่งของเขาเสียชีวิตในขณะผ่าตัด เป็นคนไข้ผู้หญิงรายหนึ่งที่มาผ่าตัดแผลเป็นบนใบหน้าแต่ไม่ฟื้นจากการดมยาสลบ

จุดขาดผึงระหว่างเขากับลูกชายก็คือวันที่คนไข้ของเขาเสียชีวิตบนเตียงผ่าตัด แต่เขาก็เลือกที่จะไม่พูดคุยกับสามีของผู้ตาย เพราะเขาเชื่อว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด เขาทำตามหน้าที่และเป็นเหตุสุดวิสัยจากการดมยาสลบ เขาเลือกที่จะผ่าตัดคนไข้รายต่อไปโดยไม่ยี่หระต่อความรู้สึกของญาติผู้เสียชีวิต

เขาลืมไปว่า เมื่อเขาไม่ยี่หระต่อความรู้สึกของคนอื่นๆ นั้น ลูกชายของเขาก็รู้สึกแบบเดียวกันกับคนอื่นๆ และทนไม่ได้ที่พ่อของเขา “ไม่มีความรู้สึก” ลูกชายเขาหนีไปทำงานเป็นแพทย์ในประเทศเอกวาดอร์ โดยไม่ติดต่อไม่พูดคุยกับเขาอีกเลย

โรดันเต้ เป็นชื่อหมู่บ้านเล็กๆ ริมชายฝั่งตะวันออกของรัฐนอร์ทแคโรไลน่า เป็นหมู่บ้านที่คนไข้ของเขาอาศัยอยู่ ทนายของเขาไม่แนะนำให้เขาไปหาญาติคนไข้รายนี้ แต่ด้วยสาเหตุอะไรไม่รู้ “เขารู้สึกว่าเขาควรจะไป” เขาไปพักที่ “บ้านเช่าหลังเล็กๆ” ริมชายหาดหลังหนึ่ง ซึ่งในจังหวะนั้นเขาได้พบกับไดแอน เลนซึ่งแสดงเป็นหญิงลูกสองที่กำลังจะตัดสินใจหย่ากับสามี

วันหนึ่งเขาขับรถยนต์เพื่อไปพบกับสามีของผู้ตายที่บ้านในหมู่บ้าน แต่ลูกชายของผู้ตายไม่ยอมให้เขาพบกับคุณพ่อของเขาซึ่งเป็นสามีผู้ตาย ลูกชายของผู้ตายยังแสดงความโกรธและเกรี้ยวกราดกับเขาแบบรุนแรงจน ริชาร์ด เกียร์ต้องขับรถกลับมาที่พักโดยไม่ได้พบกับสามีของผู้ตาย

ฉากต่อมาสามีผู้ตายพร้อมลูกชายขับรถมาหาเขาที่บ้านพักริมชายหาด บรรยากาศน่ากลัวไม่น้อย เพราะการนำเสนอของฉากนี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเป็นไปได้ว่า ศัลยแพทย์ผู้นี้อาจจะถูกรุมทำร้ายด้วยความโกรธแค้นจากญาติของผู้ตาย แต่ก็มีไดแอน เลนอยู่ในฉากนี้ด้วย บรรยากาศขมึงตึงเครียดมากๆ เมื่อสามีผู้ตายก้าวเดินลงมาจากรถปิกอัพพร้อมลูกชายของเขาด้วยสีหน้าที่ดุดันมาก เขาตัดสินใจเดินลงจากบ้านพักเข้าไปพบกับญาติๆ ของผู้ตายที่ริมชายหาด

ริชาร์ด เกียร์เป็นฝ่ายเริ่มต้นด้วยการพยายามอธิบายถึงสาเหตุการตายของคนไข้ในเชิงวิชาการและพยายามบอกสามีคนไข้ว่าเขาได้ทำดีที่สุดแล้วในการดูแลคนไข้รายนี้ สีหน้าของสามีของผู้ตายยังคงขมึงตึงและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เมื่อริชาร์ดพูดจบแล้ว เขาเพียงถามริชาร์ดว่า “นัยน์ตาภรรยาผมสีอะไร?”

แต่ศัลยแพทย์ที่เชื่อว่าตัวเองดูแลคนไข้อย่างดีที่สุดแล้วจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า คนไข้ของเขามีนัยน์ตาสีอะไร จากนั้นสามีและลูกชายของผู้ตายเดินกลับไปที่รถและขับออกไปโดยไม่พูดอะไรอีก

ริชาร์ดหัวเสียกับการสนทนาครั้งนี้เป็นอย่างมาก เขารู้สึกว่าสามีผู้ตายไม่ยอมรับฟังคำอธิบายที่มีหลักการและเหตุผลของเขาเลย แต่ไดแอนบอกกับเขาว่า “ญาติผู้ตายไม่ได้ต้องการคำอธิบาย พวกเขาเพียงต้องการให้แพทย์รับรู้ว่าพวกเขามีความทุกข์อย่างไร

ริชาร์ดยิ่งหัวเสียกับคำพูดของไดแอนมาก อาจจะเป็นเพราะเขารู้สึกว่าไดแอนไปเข้าข้างญาติผู้ตาย อย่างไรก็ตามค่ำคืนนั้นมีพายุเข้า ด้วยเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้นบวกกับคำพูดของไดแอนได้ทำให้หัวใจของเขาเปิดออก

วันรุ่งขึ้น ริชาร์ดตัดสินใจไปหาสามีของผู้ตายที่บ้านอีกครั้ง ไดแอนขอติดตามไปด้วย ครั้งนี้เขาเดินเข้าไปในบ้านผู้ตายอย่างสงบ นิ่งและรับฟังเรื่องราวของผู้หญิงคนนี้จากสามีของเธอที่พูดถึงเรื่องราวต่างๆ ของเธอ เมื่อหัวใจของเขาเปิดออก ทำให้เขาสามารถรับรู้ความรู้สึกของผู้ชายคนหนึ่งที่สูญเสียภรรยาสุดที่รักของเขาไป

เมื่อหัวใจของเขาเปิดออก เขาไม่ใช่ศัลยแพทย์ที่ยิ่งใหญ่อีกต่อไปแต่เขาเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งที่นั่งฟังมนุษย์ธรรมดาอีกคนบอกเล่าความรู้สึกและความทุกข์ของเขา

สามีผู้ตายเพียงอยากรู้ว่า ในฐานะที่ริชาร์ดเป็นคนพิเศษ ไม่ใช่พิเศษเพราะความเป็นแพทย์ แต่พิเศษเพราะริชาร์ดเป็นคนสุดท้ายบนโลกใบนี้ที่ภรรยาของเขาพูดคุยด้วยก่อนจะเสียชีวิต เขาอยากรู้ว่าคำพูดสุดท้ายของภรรยาของเขาคืออะไร

เรื่องราวจบลงด้วยดีโดยที่ไม่มีการฟ้องร้อง เขายังได้ตัดสินใจเดินทางไปเอกวาดอร์เพื่อรับรู้ความรู้สึกกับลูกชายที่ไม่ได้คุยกับเขามาหลายปีแล้ว ซึ่งในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ

ริชาร์ดกลายไปเป็นคนใหม่ เมื่อหัวใจของเขาเปิดออก-เปิดออกรับความรู้สึก

แม้ว่าในความเป็นจริงเรื่องราวอาจจะไม่ได้สวยหรูเหมือนในนิยาย แต่เรื่องหนึ่งที่ออกจะเป็นความจริงมากๆ ในเรื่องนี้ก็คือ “การเปิดหัวใจออกมารับรู้ความรู้สึก”

มีตัวอย่างมากมายในชีวิตจริงๆ นะครับว่า “เมื่อหัวใจของเราเปิดออก” ความเจ็บปวดต่างๆ ก็ถูกเยียวยา

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งเคยเล่าให้ผมและทีมงานฟังถึงเรื่องราวที่มีผู้ป่วยเสียชีวิต ในเบื้องต้นนั้นญาติผู้ป่วยก็เตรียมจะฟ้องร้องกับทางโรงพยาบาล แต่ทางโรงพยาบาลก็พร้อมที่จะ “รับรู้ความรู้สึก” ต่างๆ ทั้งหมดจากญาติ ไม่อธิบายมากมายไม่แก้ตัวใดๆ แม้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะเป็นเหตุสุดวิสัย ช่วยเหลืองานศพอย่างดี ดูแลความรู้สึกของผู้เสียหายทุกด้านเท่าที่จะทำได้โดยไม่ทอดทิ้ง

เรื่องราวที่เกิดขึ้น “ไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด” แต่เป็นเรื่องของ “ความทุกข์ที่เกิดขึ้น” ว่าได้รับการ “ใส่ใจ” อย่างจริงใจหรือไม่

ผมคงไม่ได้เรียกร้องว่าให้แพทย์เข้าใจความรู้สึกของผู้เสียหายเมื่อเกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นมาแต่เพียงฝ่ายเดียวนะครับ ผู้ป่วยหรือผู้รับบริการเองก็น่าจะลองเปิดรับความรู้สึกของแพทย์และผู้ให้บริการไปพร้อมๆ กันด้วย

โปรดอย่าถามนะครับว่า “ถ้าฉันเปิดความรู้สึกของฉันแล้วเขาไม่ยอมเปิดละ จะทำอย่างไร?” เพราะถ้าถามแบบนี้ก็จะไม่ฝ่ายไหนยอมเริ่มต้นเสียที

และเพราะที่จุดนั้น เราต้องใช้ “ความไว้วางใจและความกล้าหาญอย่างสูงสุด” เท่านั้น เราเพียง “เปิดรับความรู้สึก” ที่เกิดขึ้นจริงๆ ให้ได้เท่านั้น เพราะที่เหลือก็ต้อง “สุดแล้วแต่ชะตากรรม” เป็นเรื่องที่เกินขอบเขตความสามารถและการควบคุมใดๆ ของเราจริงๆ

นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์

drwithan@hotmail.com

Author: drwithan
• Sunday, February 21st, 2010

เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ครับ

ผมได้รับจดหมายฉบับนี้ เช้าวันนี้เมื่อเดินทางกลับมาจากเวิร์คช็อปที่ขอนแก่น

ที่เขียนว่า จดหมายจากแดนไกล เพราะจดหมายฉบับนี้เขียนมาจาก เรือนจำในภาคเหนือ ที่จริงๆ ห่างจากบ้านผมที่เชียงรายไม่ไกล แต่ใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะเดินทางมาถึงผม

ที่ท้ายจดหมายมีตราประทับว่า ตรวจสอบแล้ว

อ่านจดหมายฉบับนี้ผมรู้สึกอะไรหลายอย่างเหลือเกิน

อยากเชิญชวนพวกเราในฐานะ โค้ช ลองดูว่า ถ้าพวกเราเป็นตัวผมหรือมีใครเขียนจดหมายแบบนี้ไปถึง เราควรจะ ดูแล น้องแววคนนี้อย่างไรดีครับ? ตอบจดหมายอย่างไรหรือควรจะทำอะไรอย่างไรบ้างครับ?

หมายเหตุ ผมพิมพ์จดหมายฉบับนี้และเว้นวรรคช่องไฟตามแบบจริงๆ ที่น้องแววเขียนมานะครับ

 

๐๕/๐๒/๕๓

ถึงคุณหมอวิธานที่เคารพค่ะ

สวัสดีค่ะคุณหมอ คุณหมอค่ะสวัสดีปีใหม่นะค่ะ หนูขอให้คุณหมอมีแต่ความสุข ปราศจากทุกข์ ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน และมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง รวยๆ ตลอดไปค่ะ ก่อนอื่น หนูขอแนะนำตัวก่อนนะค่ะหนูมีชื่อเล่นว่าน้องแววค่ะ สาเหตุที่หนูต้องมาอยู่เรือนจำก็เพราะคดียาบ้า แต่หนุไม่เคยเล่นยาเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่หนูมาติดเพราะหนูไม่รู้ว่าคนที่หนูคบเค้าขายยาบ้าหนูก็เลยถูกจับ ตัดสิน ๔ ปี พร้อมค่าปรับสองแสนกว่าค่ะ หนูไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตหนูจะต้องมาติดคุก หนูเสียใจมาก คนทำก็ไม่รับหนูเลยเป็นแพะรับบาปติดคุกฟรี เสียเวลา อนาคตเสีย ที่หนูอธิบายความจริงคุณหมอคงไม่รังเกียจหนูนะค่ะ เวลาว่างหนูก็จะชอบยืมหนังสือจากห้องสมุดแล้วหนูก็ชอบคอลัมน์ที่คุณหมอเขียนมาก ไม่ว่าจะเป็นชีวจิต เฮ้ลตี้ แล้วก็เกี่ยวกับธรรมะสอดคล้องไปด้วย โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลง พออ่านแล้วมีความรู้สึกดีมากเลยค่ะ ตอนนี้คุณหมอก็คงอายุประมาณ ๔๙ ปี แล้วใช่มั๊ย คุณหมอมีวิธีจัดการกับปัญหาและความทุกข์อย่างไรบ้างค่ะ บางครั้งหนูอยู่ที่เรือนจำก็มีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ส่วนมากจิตใจหนูมักจะมีความทุกข์อยู่ตลอดเวลา หนูพยายามหาหนังสือธรรมะประยุกต์มาอ่านเกือบทุกอย่าง แต่มันก็ทำให้รู้สึกดีได้แป๊บเดียว หนูก็กลับมาเครียดอีกหรือว่าหนูยังเด็กอยู่ค่ะ หนูอายุย่าง ๒๒ ปีค่ะ หนูก็สวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนแต่ทำไมจิตใจหนูถึงฟุ้งซ่าน หนูพยายามอยู่กับปัจจุบัน เพราะทุกวันนี้หนูก็เรียน มสธ. แล้วก็เรียน ปวช. เพราะเรือนจำมีเปิดสอนค่ะ หนูยอมรับค่ะว่าหนูสับสนกับชีวิตมากเลย บางวันหนูก็ไปขอกินยาจิตเวชเพื่อไม่ใช้ตัวเองเครียดหนูควรจะทำยังไงดีค่ะเพื่อให้ตัวเองมีกำลังใจจนกว่าจะได้รับอิสรภาพ หนูขอความกรุณาจากคุณหมอด้วยนะค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

ด้วยความเคารพ

น้องแวว

Author: drwithan
• Monday, February 08th, 2010

“A chance to leave someone feeling a little better is serving our world, enlightenment in actions.” DAN MILLMAN

ผมไม่ค่อยแน่ใจนะครับว่า บทความนี้จะเหมาะสมกับ ยุคเศรษฐกิจตกต่ำ อย่างในช่วงนี้หรือไม่ แต่ผมพบว่าสิ่งที่ผมได้ทำต่อไปนี้ทำให้ผม รู้สึกดี และ รู้สึกเต็มอิ่ม กับอะไรบางอย่างที่บอกไม่ถูก

ผมลองตั้งสมมติฐานดูว่า บางทีเราน่าจะมี ราคาที่เราอยากจะจ่าย ไว้ในใจของเรากันบ้าง และหากว่าเรารู้สึกว่า ราคาที่เราต้องจ่าย ต่ำกว่า ราคาที่เราอยากจ่าย เราก็ควรที่จะกล้าที่จะจ่ายตามราคาที่เราอยากจ่าย

ผมเกิดไอเดียนี้ครั้งแรกเมื่อสักปีสองปีนี้เอง เมื่อครั้งหนึ่งที่ผมไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวที่ร้านอาหารร้านหนึ่ง ผมขอชาจีนร้อนหนึ่งถ้วย ก็พบว่าเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ท่านก็ตั้งใจชงชาจีนให้ผมด้วยความตั้งใจเป็นอย่างดี รับรู้ถึงกลิ่นชาจีนที่หอมกรุ่นออกมาในแก้วมักจ์อย่างดี

ความรู้สึกแปลกสำหรับผมในเรื่องนี้เกิดขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งเมื่อเจ้าของร้านไม่ยอมคิดเงินค่าชาร้อนกับผม บอกว่าเป็นบริการ แต่ผมก็รู้สึกว่า ชาร้อนถ้วยนั้นทำให้ผมรู้สึกดีและการที่ผมจะไปดื่มชาร้อนฟรีบ่อยๆ เพราะต้องผ่านเส้นทางนั้นบ่อยๆ เกือบทุกเช้า ก็คงจะไม่เหมาะเป็นแน่

ราคาก๊วยเตี๋ยวที่ร้านนี้ราคาชามละ ๓๐ บาทแต่ก็เป็นชามใหญ่ที่กินชามเดียวพออิ่มสำหรับมื้อเช้าหลังจากไปส่งลูกไปโรงเรียน

ผมก็เลยขอจ่ายเป็นค่าอาหาร ๔๐ บาททุกครั้งที่กินก๊วยเตี๋ยวร้านนี้

เถ้าแก่ก็อาจจะงงๆ และในครั้งนั้นผมเองก็ไม่ได้คิดว่าเงินจำนวนนี้เป็น ทิปส์ ค่าบริการอะไรเลย เพราะร้านนี้เป็นร้านก๊วยเตี๋ยวร้านเล็กๆ ที่ปกติคงไม่ได้มีใครทิปค่าบริการเป็นแน่

เพียงแต่ผมรู้สึกว่า เป็นราคาที่ผมอยากจะจ่าย

ผมรู้สึกว่า คุณค่าของอาหารและบริการที่เถ้าแก่ให้มานั้นเกินราคา ๓๐ บาท

และเป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มมองเห็น ความแตกต่าง ระหว่าง ทิปส์ กับ ราคาที่ผมอยากจะจ่าย

หรือเวลาที่เราไปกินอาหารตามร้านใหญ่ๆ หรูๆ เราก็อาจจะ ค่าทิปส์ บางส่วนให้กับพนักงานที่ช่วยบริการให้กับเรา

เรื่อง ทิปส์ ให้กับการบริการก็ถือว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทั่วๆ ไปที่ท่านผู้อ่านก็คงพอจะไม่รู้สึกว่าแปลกประหลาดอะไรนะครับ

แต่ ราคาที่อยากจะจ่าย นั้นผมรู้สึกว่ามี ความแตกต่างอะไรบางอย่าง แฝงอยู่

คืออย่างน้อยก็ผมก็รู้สึกว่า ผมเป็นคนกำหนดราคาสิ่งของเหล่านั้นด้วยตัวผมเอง

คือในเรื่องนี้ผมรู้สึกมานานปีแล้วว่า บางที ราคาเราต้องจ่าย อะไรบางอย่างกับ ราคาที่เราอยากจะจ่าย จริงนั้น หลายครั้งหลายหนดูจะไม่เหมือนกันเลย

ถ้า ราคาที่เราต้องจ่าย สูงกว่า ราคาที่เราอยากจะจ่าย เราก็จะรู้สึกว่าสินค้านั้นหรือบริการนั้น ราคาแพงเกินไป ถ้า ราคาที่เราต้องจ่าย ต่ำกว่า ราคาที่อยากจะจ่าย เราก็จะรู้สึกว่าสินค้านั้นหรือบริการนั้น ราคาถูก ไม่รู้ว่าจะมีคำว่า เกินไป ห้อยท้ายด้วยดีหรือไม่นะครับ

ถ้าราคาทั้งสองส่วนนี้ใกล้เคียงกัน เราก็จะรู้สึกว่า อืมมม….สมเหตุสมผล

ในกรณีแรกก็คงจะไม่ปัญหาอะไรนะครับ ถ้าสินค้าหรือบริการที่เรารู้สึกว่าแพงเกินไป ไม่สมราคา ถ้าเลือกได้พวกเราส่วนมากก็คงจะเลือกที่จะไม่ซื้อไม่จ่าย แต่สินค้าหรือบริการบางอย่างเราก็ เลือกไม่ได้ ครับ เช่น คนที่ใช้รถยนต์ก็ต้องยอมจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ว่าจะราคาแพงขนาดไหน หรือ หญิงสาวที่พอมีสตางค์ก็มักจะยอมจ่ายเพื่อสินค้าเครื่องสำอางหรือบริการความสวยงามต่างๆ ไม่ว่าราคาจะแพงขนาดไหน หรือผู้มีเศรษฐานะดีที่เจ็บไข้ได้ป่วยมักจะยอมจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ไม่ว่าจะราคาแพงขนาดไหนในโรงพยาบาลเอกชน เป็นต้น

แต่ในกรณีหลังนี่สิครับ จะยากสักหน่อยเพราะโดยทั่วๆ ไปเราในฐานะผู้บริโภค เราก็อยากจะให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ราคาถูก สำหรับเรา

แต่ผมกำลังอยากจะชวนให้พวกเราลองมองให้ลึกไปกว่านั้นอีกนิดนะครับว่า ถ้าเรารู้สึกว่า สินค้าหรือบริการ นั้น ราคาถูก เกินไป สำหรับเราแล้ว

เราพอจะสามารถ ทำอะไร ให้เกิด สิ่งดีๆ บางอย่าง ขึ้นมาได้หรือไม่?

ผมหมายถึงว่า ถ้าเราไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากมายนัก เรื่องนี้อาจจะเป็นโอกาสให้เราได้เรียนรู้อะไร ได้ทำประโยชน์อะไรบ้างหรือไม่

แดน มิลแมนนักเขียนชื่อดังบอกไว้ตามที่ได้โค้ดข้างบนแล้วว่า -หน้าที่ของเราต่อโลกใบนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไร การทำอะไรบางอย่างเล็กๆ น้อยๆ ให้คนที่อยู่ตรงหน้าเรารู้สึกดีก็อาจจะเพียงพอแล้ว

การจ่ายเงินในราคาที่เราอยากจะจ่าย อาจจะเป็นอะไรเล็กๆ น้อยๆ เรื่องหนึ่งที่เราพอจะทำได้ ในฐานะผู้บริโภค

ผมเองก็ไม่ได้เป็นเศรษฐีร่ำรวยอะไรนะครับ แค่พอมีพอกิน ผมพบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ปฏิบัติไม่ง่ายเลย หลายๆ ครั้งต้องฝืนความรู้สึกตัวเองว่า เอ๊ะ โง่ มั้ยเนี่ยที่ไปจ่ายอะไรเกินกว่าราคาที่คนขายของตั้งราคาไว้

แต่ผมพบว่า การฝึกตัวเองแบบนี้เป็น จุดเริ่มต้น ที่ช่วยให้ผมได้เรียนรู้ความรู้สึกที่ดีๆ ได้หลายๆ อย่างทีเดียว

นพ. วิธาน ฐานะวุฑฒ์

drwithan@hotmail.com

ปล. ผมเขียนบทความชิ้นนี้ไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนเศรษฐกิจตกต่ำ เมื่อเขียนเสร็จก็รู้สึกว่าบทความชิ้นนี้ดูจะไม่เหมาะสมกับบรรยากาศของภาวะเศรษฐกิจในช่วงแย่ๆ ในตอนนั้น อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ (ต้นปี ๒๕๕๓) เศรษฐกิจเมืองไทยก็เริ่มฟื้นดีขึ้นมาไม่น้อยแล้ว การทดลอง จ่ายในราคาที่อยากจะจ่าย แบบนี้คงน่าจะพอเป็นไปได้กระมังครับ

Author: drwithan
• Monday, February 01st, 2010

 

“Stopping is an essential aspect of Buddhist meditation” THICH NHAT HANH

ถนนสายเล็กๆ ในตัวเมืองเชียงราย ที่ไม่ใช่ถนนไฮเวย์ที่รถยนต์วิ่งด้วยความเร็วสูง

เจ้ากีกี๊สุนัขพันธ์ชิสุ ซึ่งเป็นสุนัขของผู้ช่วยผมที่คลินิกถูกรถปิ๊กอัพชน ขณะที่มันกำลังวิ่งข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง กระดูกเชิงกรานของเจ้ากีกี๊หักสามสี่แห่ง ทำให้มันเดินไม่ได้ต้องนอนซม แม้ว่าโชคดีที่อวัยวะภายในอื่นๆ ของมันไม่เป็นอะไรก็ตาม แต่มันก็ต้องใช้เวลารักษาตัวหลายสัปดาห์กว่าจะพอเดินได้แบบกระเผลกๆ และไม่สามารถกระโดดได้อีก

ผู้ช่วยของผมบอกว่า รถปิ๊กอัพวิ่งมาไม่เร็วนัก แต่ คนขับไม่ยอมเบรก เพื่อหยุดรถ

พอผู้ช่วยผมพูดคำว่า คนขับไม่ยอมเบรก ก็ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน ที่คนขับรถส่งน้ำดื่มคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังด้วยความโกรธว่า สุนัขพุดเดิ้ลของเขาก็ถูกรถปิ๊กอัพชนตาย โดยที่เจ้าของรถยนต์ ไม่ยอมเบรก ทั้งๆ ที่น่าจะเบรกได้ในความเร็วขณะนั้น

อืมมม ถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่ขับรถยนต์เสมอๆ ก็จะทราบดีว่า การเบรก นั้นออกจะ ไม่ง่ายนัก สำหรับผู้ขับขี่ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราคิดว่า การเบรกเหล่านั้นไม่ได้เป็นการเบรกสำคัญเพื่อป้องกันอันตรายให้กับตัวเราเอง

การเบรกเพื่อตัวเราเอง คือ เบรกเพื่อไม่ให้รถยนต์ของเราไปชนรถยนต์คันอื่นๆ หรือสิ่งกีดขวางอื่นๆ ตัวเราเป็นการเบรกเพื่อป้องกันตัวเราเองนั้น เป็นการเบรกที่เราเต็มใจทำและจะทำอย่างรวดเร็วอย่างเป็นอัตโนมัติอยู่แล้ว

แต่ การเบรกเพื่อคนอื่น ซึ่งจะต้องเป็น การเบรกแบบรู้ตัว นั้นอาจจะไม่ง่ายนักครับ ในระยะหลังๆ นี้ผมได้ทดลอง เบรกแบบรู้ตัว ให้มากขึ้นในการขับรถของผม เช่น

เบรก ให้กับคนเดินข้ามถนน

เบรก ให้รถยนต์ที่จะต้องเลี้ยวเข้าออกโรงพยาบาล ฯลฯ

ผมพบว่า เอาเข้าจริงๆ ในเบื้องต้นก็ไม่ง่ายเลยนะครับ สำหรับคนขับรถยนต์ที่จะ เบรก ให้กับอะไรหรือใครก็ตาม แม้ว่าจะเป็นการขับรถยนต์ไปตามถนนในเมืองต่างจังหวัดที่ความเร็วไม่สูงมาก เพราะช่วงแรกๆ จะกลัวมากว่ารถยนต์คันหลังจะเบรกตามผมไม่ทัน

การทดลองนี้ทำให้ผมพอจะเข้าใจสาเหตุที่ทำให้ เจ้าสุนัข ทั้งหลายมักจะถูกรถยนต์ชนบ่อยๆ ในเมือง

อย่างไรก็ตามเมื่อผมได้ ทดลองเบรก แบบใหม่นี้ดูแล้ว ต้องขอบอกว่า รู้สึกดีมากๆ คือรู้สึกว่า ตัวเองอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น การสามารถเตือนตัวเองให้ หยุดรถ ได้บ่อยๆ ทำให้ผมเกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ใหม่และแตกต่างไปจากเดิม

เป็นสภาวะที่แปลกดี กับแค่เรื่องการแตะเบรกรถยนต์

สิ่งที่ผมได้พบทันทีและเสมอๆ เลยก็คือ รอยยิ้ม หรือ ท่าทางขอบคุณ ของผู้คนที่กำลังข้ามถนนหรือของรถยนต์คันที่สวนมา ซึ่งผมพบว่าเป็น ผลพลอยได้ ที่น่าทึ่งไม่น้อยเลย เวลาที่ผู้คนหันมายิ้มให้ด้วยความขอบคุณ

สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากไปผลพลอยได้เหล่านี้ก็คือ

การแตะเบรกรถยนต์ เหมือนกับเป็นการ เบรกความคิด ที่วุ่นวายในศีรษะของผมไปได้ด้วย

ความช้าลงและการหยุดของรถยนต์ในแต่ละครั้งเหมือนกับทำให้เกิด สภาวะแห่งความสงบ ได้ในขณะที่ขับรถ

ถ้าดูให้ดีๆ เราจะเห็นนะครับว่า แนวทางปฏิบัติเพื่อการฝึกฝนจิตใจหลายๆ แนว ในทุกๆ ศาสนานั้นจะให้ความสำคัญเรื่องของ การหยุด

ท่านติช นัท ฮันห์พระชาวเวียดนามได้บอกไว้ว่า การหยุด เป็นสาระที่สำคัญมากของพุทธศาสนา

ในหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสำนักของท่านติช นัท ฮันห์เองนั้น ก็จะมีการเชิญ ระฆังแห่งสติ ทุกๆ ชั่วโมง เมื่อได้ยินเสียงระฆังก็ให้ทุกคน หยุดกิจกรรม ต่างๆ แล้วหันกลับมาสังเกต ลมหายใจ ของตัวเอง

การละหมาด ในศาสนาอิสลามเป็นบริบทหนึ่งของ การหยุด เพื่อให้เวลากับการอยู่กับตัวเอง รวมไปถึงแนวคิดในศาสนาอื่นๆ ปรัชญาอื่นๆ

ในแง่ของวิทยาศาสตร์การแพทย์ งานวิจัยเกี่ยวกับสมองก็พบว่า คลื่นสมองที่วิ่งรวดเร็วมากเกินไปนั้น ทำให้สมองไม่สามารถ สร้างสรรค์ ชุดเชื่อมต่อของเซลล์สมองชุดใหม่ขึ้นมาได้ พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้แต่ข้อมูลเก่าๆ ซ้ำๆ ซากๆ

การแตะเบรกความคิด จะทำให้เซลล์สมอง มีโอกาส สร้างการเชื่อมโยงชุดใหม่ ที่จะก่อให้เกิด ชุดข้อมูลชุดใหม่ ที่สร้างสรรค์หรือเป็น การเรียนรู้ใหม่

 การฝึกแตะเบรก ด้วยความรู้ตัวหรือแตะเบรกเพื่อคนอื่นๆ เมื่อเราขับรถยนต์ จึงไม่ใช่ เรื่องไร้สาระ หรือทำเพียงเล่นๆ

อาจจะไม่ใช่แค่ การทำเพื่อ เจ้าพุดเดิ้ลตัวนั้น หรือเจ้ากีกี๊ชิสุตัวนั้น หรือคนเดินข้ามถนน หรือรถยนต์คันที่กำลังจะออกจากซอยหรืออื่นๆ

การแตะเบรกเพื่อคนอื่น จึงเท่ากับเป็นการทำ เพื่อตัวเราเอง ในระดับที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น สมองของเราได้รับประโยชน์มากมายจาก เพียงแค่แตะเบรก 

แน่นอนครับว่าในชีวิตที่โลดแล่นไปอย่างรวดเร็วนั้น การหยุด อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนักเหมือนกับการขับรถยนต์ที่วิ่งแล่นไปนั้น การแตะเบรก ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ถ้าไม่ใช่เป็นการเบรกเพื่อป้องกันตัวเอง

ในแต่ละวันหากว่าเราจะสามารถหา ช่วงเวลาของการหยุด ได้ ด้วยการเรียนรู้ ผ่าน การแตะเบรก ในระหว่างที่ขับรถยนต์กัน จึงน่าจะเป็นการทดลองที่ดีไม่น้อยเลยกระมังครับ

นพ. วิธาน ฐานะวุฑฒ์

drwithan@hotmail.com

Author: drwithan
• Monday, January 04th, 2010

ผมเชื่อว่า บทความชิ้นนี้น่าจะเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับท่านผู้อ่านได้เป็นอย่างดีนะครับ เพราะเราจะสามารถใช้ โอกาสพิเศษ คือ ปีใหม่ ๒๕๕๓ นี้ ทำอะไร ใหม่ๆ ให้กับตัวของเราเองได้เป็นอย่างดี

ปีใหม่ สำหรับตัวผมแล้ว ผมรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาพิเศษที่ดีมากๆ ในการที่เราจะได้ทบทวนตัวเอง และได้ตั้งคำถามกับตัวเราเองว่า ในปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง-และในปีต่อไปข้างหน้านี้ เราอยากจะมีอะไรหรือทำอะไรที่ ใหม่ๆ และแตกต่างไปจาก เดิมๆ กันบ้าง

ความคิดใหม่ๆ ความรู้สึกใหม่ๆ และ พฤติกรรมใหม่ๆ สำหรับตัวเราเองควรเป็นอย่างไรบ้าง?

สำหรับตัวผมเองนั้น มีความคิดใหม่กิจกรรมใหม่ๆ เยอะแยะมากมายทีเดียว เรื่องหนึ่งที่ผมตั้งใจจะทำในปีใหม่ ๒๕๕๓ นี้ก็คือ ผมจะ สะสมความสุข ให้กับตัวเอง-ให้ชัดเจนและให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ผมพบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสมองที่พบว่า

ในแต่ละวันนั้น มนุษย์คิดเยอะมาก โดยเฉลี่ยก็คือ พวกเราแต่ละคนมีเรื่องที่คิดผ่านหัวสมองของเราวันละ ๔๕,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ เรื่อง ในช่วงเวลาที่เราตื่น นั่นหมายความว่า ในแต่ละนาทีจะมี ความคิดไหลผ่านหัวสมอง ของเราหลายสิบเรื่องเลยทีเดียว

ปัญหาก็คือว่า ๙๕% ของความคิดเหล่านี้ เป็น ความคิดเก่าๆ ที่ ซ้ำๆ ซากๆ

เป็นความคิดที่เราเคยคิดไว้แล้วเมื่อวานนี้ เมื่อสองสามวันก่อน เมื่อสัปดาห์ก่อน เมื่อเดือนก่อนหรือแม้แต่เมื่อหลายปีก่อน

ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ๘๐% ของความคิดเหล่านี้เป็น ความคิดด้านลบ ครับ

ความคิดลบๆ เหล่านี้จะนำไปสู่ อารมณ์ด้านลบ และ ความไม่สบายใจหรือความทุกข์ใจทั้งหลายนั่นเอง

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อีกชุดหนึ่งพบว่า ความคิดลบๆ นั้น เกาะติด กับเซลล์สมองได้แน่นหนามาก ในขณะที่ ความคิดด้านบวก นั้น หลุดลื่น ไปจากสมองได้ง่ายกว่ามากๆ

ด้วยพื้นฐานความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสมอง เหล่านี้ จึงทำให้ท่านผู้อ่านเข้าใจได้แล้วกระมังครับว่า ทำไมพวกเราจึงได้ทุกข์ใจกันได้ง่ายดายนัก

แต่ ข่าวดี ในเรื่องงานวิจัยทางสมองอีกชิ้นหนึ่งอธิบายได้ว่า เครือข่ายด้านลบ ของสมองเกาะแน่นได้มากกว่า เครือข่ายด้านบวก ก็เป็นเพราะว่า ตัวเราเอง นั่นแหละที่ไป ซ้ำๆ ซากๆ ให้เครือข่ายเหล่านั้นเกาะตัวกันแน่น

เครือข่ายในสมอง ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบ จะเกาะแน่นหนามากขึ้น หากว่าเราใช้มันบ่อยๆ เหมือนกล้ามเนื้อที่เราใช้บ่อยๆ ก็จะแข็งแรง แน่นหนา

ด้วยความเข้าใจในข้อมูลข้างต้นนี้ เราคงจะเห็นแล้วนะครับว่า คงจะมีหลายวิธีการในการช่วยให้ตัวเรามีความทุกข์ได้น้อยลงบ้าง

หนึ่ง คือ การทำให้จำนวนความคิดในแต่ละนาทีลดน้อยลง เพราะจำนวนความคิดที่มากๆ เหล่านั้น ส่วนใหญ่เป็นความคิดด้านลบ

วิธีการที่จะทำให้ความคิดต่างๆ ลดน้อยลง ก็คือ เราจะต้องช้าลง อยู่กับความจริงตรงหน้าให้มากขึ้น ถ้าเราสามารถอยู่กับความจริงตรงหน้าได้มากขึ้น จำนวนความคิดจะค่อยๆ ลดลงเอง เพราะความคิดจำนวนมากคือความคิดที่เราคิดถึงอดีต และความคิดที่นึกถึงอนาคต วิตกกังวลเรื่องนี้ ห่วงเรื่องนั้น ต่างๆ นานา

สอง ก็คือเราต้องตั้งใจ แช่ กับ ความรู้สึกดีๆ หรือ ความคิดด้านบวก ให้มากขึ้น เพราะข้อมูลเรื่องสมองบอกว่า ความสุขนั้นหลุดลอยไปจากสมองได้ง่าย ในขณะที่ความทุกข์ใจฝังแน่นในเซลล์สมองได้ดีกว่า

วิธีการแช่ ที่ดีวิธีหนึ่ง ก็คือ การเขียนบันทึก ถึง ช่วงเวลาแห่งความสุข บ่อยๆ และแช่กับอารมณ์ดีๆ ตรงนั้นให้นานขึ้นกว่าเดิมอีกสักเล็กน้อย

ถ้าเราสามารถฝึก เขียนบันทึก ถึงเรื่องเหล่านี้ ความรู้สึกเหล่านี้ได้เป็นประจำทุกๆ วันก็ยิ่งดี

ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับแบบฝึกหัดนี้น่าจะเป็นช่วงเวลาค่ำๆ หรือก่อนนอนของแต่ละวันนะครับ

เตรียมสมุดปากกาแล้วหาเวลาที่ไม่ถูกรบกวนสักสิบห้านาที

นั่งให้สบาย แล้วลองนึกถึงชีวิตของคุณที่ผ่านมาในวันนี้ตั้งแต่เช้าถึงค่ำนี้

มีช่วงเวลาใดบ้างของวันที่คุณรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีและมีความสุข

ให้บันทึกว่า ช่วงเวลานั้นคุณกำลังทำอะไรและยาวนานประมาณแค่ไหน

ไม่ว่าช่วงเวลานั้นจะเป็นเพียง ช่วงเวลาสั้นๆ แม้เพียง เสี้ยววินาที ก็ขอให้บันทึกไว้ ถ้าพอจะสามารถระลึกถึงได้ ใช้เวลาสักเล็กน้อยในการ ระลึกถึงความรู้สึกที่ดีๆ นั้นอีกรอบ

เมื่อครบแล้ว ลองนับเวลาดูว่า ในวันนี้คุณมี ช่วงเวลาแห่งความสุข ได้กี่ชั่วโมงกี่นาทีหรือแม้แต่กี่วินาที!!

วัตถุประสงค์ของแบบฝึกหัดนี้ จึงไม่ได้สนใจว่า คุณจะมี ช่วงเวลา ที่มีความสุขได้ยาวนานแค่ไหน

เพียงแค่คุณสามารถ ระลึกถึง ช่วงเวลาแห่งความสุขของคุณได้บ้าง ไม่ว่าช่วงเวลานั้นจะสั้นแสนสั้นเพียงใด ก็ไม่สำคัญขอเพียงให้คุณ เริ่มต้นบันทึก ช่วงเวลาเหล่านั้นไว้ในสมุดบันทึกของคุณก็ใช้ได้แล้ว

ปีใหม่นี้จึงเป็น โอกาสที่ดี ที่จะเริ่ม กิจกรรม นี้ให้กับชีวิตของเราเอง

เป็นโอกาสที่ดีที่จะ เริ่มต้นกับความสุข แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็จะค่อยๆ ทำให้เซลล์สมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับความสุขของคุณได้รับการกระตุ้น เกิดเป็นเครือข่ายของเซลล์สมองที่มีความสุข และเมื่อเครือข่ายเหล่านี้ได้รับการกระตุ้นอยู่บ่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้ เครือข่ายของเซลล์สมองส่วนที่ทำงานด้านความสุข ของคุณแข็งแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งเครือข่ายเหล่านี้แข็งแรงมากเท่าไร คุณก็จะยิ่งรู้สึกมีความสุขได้ง่ายขึ้นได้มากขึ้นเรื่อยๆ ครับ-เป็น ความสุขแฮนเมด ที่สร้างขึ้นมาได้ด้วยตัวคุณเองครับ

                                        นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์

                                drwithan@hotmail.com

Author: drwithan
• Sunday, December 06th, 2009

“There isn’t much fun in medicine, but there’s a heck of a lot of medicine in fun.” JOSH BILLINGS

image เมื่อนึกจะเขียนถึงเรื่อง “ยิ้ม” ผมก็นึกไปถึงข้อมูลที่น่าสนใจมากๆ จากหนังสือของคุณหมอเดวิด ไซม่อน1 ที่ผมนำมาอ้างอิงและเขียนไว้ในหนังสือหัวใจใหม่ชีวิตใหม่ของผม คุณหมอไซม่อนเล่าไว้ว่า

เด็กที่คลอดปกติ จะสามารถ “เริ่มยิ้ม” ได้ภายในเดือนแรกของชีวิต แต่จะหัวเราะได้จะต้องอายุประมาณสามถึงสี่เดือนไปแล้ว คือการหัวเราะจะสามารถทำได้ยากกว่าการยิ้ม แต่การยิ้มก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะนำไปสู่การหัวเราะ

เด็กๆ ที่อายุประมาณขวบครึ่งจะสามารถยิ้มได้ทุกๆ หกนาทีและเมื่ออายุสี่ขวบจะสามารถยิ้มได้ทุกๆ นาทีเลยทีเดียว โดยรวมๆ เด็กๆ สามารถยิ้มได้มากกว่าผู้ใหญ่ ๓๕ เท่าและสามารถหัวเราะได้มากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่าทีเดียว

แต่หลังจากนั้นไม่รู้ด้วยสาเหตุอะไรนะครับ ที่ทำให้การยิ้มของเด็กจะค่อยๆ ลดน้อยลง

มีความจริงอยู่ประการหนึ่งว่า ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุดของชีวิต “การยิ้ม” และ “การหัวเราะ” มักจะสามารถช่วยอะไรได้เสมอ คุณหมอไซม่อน อธิบายว่า การยิ้มและการหัวเราะจะสามารถทำให้ร่างกาย “หลั่งฮอร์โมน” ของความสุขเช่น ฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟินออกมา

คือเรื่องนี้สามารถอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ว่า “ปฏิกิริยาทางชีวเคมี” ของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายมนุษย์นั้นจะสามารถเลือกอยู่ได้ใน “สองสภาวะ” เท่านั้น คือ ถ้าไม่อยู่ในสภาวะบวกก็อยู่ในสภาวะลบ ถ้าไม่อยู่ในสภาวะปกติก็ต้องเปลี่ยนไปอยู่ในสภาวะเครียด และในทางกลับกันถ้าอยู่ในสภาวะเครียด ณ จังหวะเวลาของวินาทีนั้นเซลล์ก็จะไม่สามารถหลั่งฮอร์โมนความสุขออกมาได้ เพราะมัวแต่หลั่งฮอร์โมนเครียดออกมา

คือเซลล์ต่างๆ จะมีความสามารถหลั่งฮอร์โมนได้เพียงกลุ่มเดียว ในจังหวะเวลาหนึ่ง “การยิ้มและการหัวเราะ” จึงเหมือนกับเป็น “การแกล้ง” หรือ “บังคับ” ให้เซลล์ต้องหลั่งฮอร์โมนความสุขออกมาอย่างช่วยไม่ได้ อย่างน้อยก็ในช่วงเสี้ยววินาทีนั้น

และถ้าเราสามารถ “ดำรงอยู่” กับการยิ้มหรือหัวเราะได้ “นานวินาที” พอ และเราสังเกตได้ดี เราก็จะค่อยๆ รู้สึก “ดีขึ้น” ในจังหวะที่เราอาจจะกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เลวร้ายต่างๆ เหล่านั้นได้

หรืออาจจะอธิบายในเชิงของ “จิตวิทยาทางกาย” (Somatic Psychology) ได้ว่า การยิ้มทำให้ “กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า” หลายสิบมัดเกิดความ “ผ่อนคลาย” การทำงานของกล้ามเนื้อทั้งหมดในร่างกายนั้นเป็นไปตามหลักการของ “องค์รวม” หรือ “โฮโลแกรม” คือส่วนเสี้ยวเป็นภาพสะท้อนของส่วนใหญ่ได้

เมื่อเราสามารถ “ตั้งใจทำให้” กล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งของร่างกาย “ผ่อนคลาย” ได้ ก็จะเกิดภาพสะท้อนให้กับกล้ามเนื้อทั้งหกร้อยกว่ามัดทั่วร่างกายได้ด้วยเช่นกัน คือการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อใบหน้าจากการยิ้มหรือหัวเราะนั้นสามารถทำให้เกิดการผ่อนคลายกับกล้ามเนื้อทั้งร่างกายได้นั่นเอง

มีงานวิจัยทางการแพทย์หลายรายงานที่พบว่า “การหัวเราะ” ทำให้โรคหลายโรคมีอาการดีขึ้นได้ รายงานที่มักจะอ้างถึงเสมอๆ ก็คือรายงานของนอร์แมน คูซินส์ที่ทรมานจากโรคข้ออักเสบ ด้วยการหาวิดิโอตลกมาดู เขาพบว่าการหัวเราะดังๆ หนึ่งครั้งจะทำให้เขาหายปวดข้อไปได้ถึงสองชั่วโมง และเมื่อทำบ่อยๆ มากขึ้น ผ่านไปเป็นปี อาการปวดข้อของเขาหายไปโดยปลิดทิ้ง

นอกจากนั้น “การยิ้มและหัวเราะ” ยังเป็นการเหนี่ยวนำให้คนที่อยู่ใกล้ๆ รู้สึกดี ช่วยทำให้บรรยากาศรอบๆ ข้างของเขาเหล่านั้นดีขึ้นตามไปด้วย

more…

Author: drwithan
• Thursday, November 19th, 2009

          ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว ตั้งแต่สนามบินสุวรรณภูมิยังสร้างไม่เสร็จด้วยซ้ำ เพราะส่วนตัวผมเคยแอบหวังแอบฝันเอาไว้เล็กๆ ว่าสนามบินสุวรรณภูมิที่ใหญ่โตและทันสมัยอาจจะมี “เมดิเทชั่นรูม” เอาไว้ให้ผู้โดยสารได้ใช้หย่อนจิตผ่อนใจ
         ก็ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกันว่าทำไมไม่ได้เขียนเสียที อาจจะเป็นเพราะช่วงหลังๆ ผมเดินทางน้อยลงก็เลยมีโอกาสใช้สนามบินน้อยลงไปบ้างกระมัง ก็เลยทำให้ลืมเลือนความรู้สึกเมื่อต้องเข้าไปอยู่ในสนามบินไปหรืออาจจะเป็นเพราะพยายามที่จะทดลองฝึกปรับสภาพจิตใจของผมให้เข้าได้กับสภาพความเป็นของสนามบิน
       ผมพบว่ามีความจริงสามสี่ประการเกี่ยวกับการเดินทางโดยเครื่องบิน
         ประการแรก-การเดินทางโดยเครื่องบิน ผู้โดยสารส่วนใหญ่จะต้องใช้เวลาในสนามบินเป็นเวลาค่อนข้างนาน ผู้โดยสารส่วนใหญ่ต้องเผื่อเวลาในการเดินทางมาก่อนเวลาและมักจะใช้เวลาในการรอคอยการขึ้นเครื่องมากกว่าเวลาที่อยู่บนเครื่องบินจริงๆ 
      ประการที่สอง-บรรยากาศของสนามบินโดยทั่วไป เป็นบรรยากาศของความพลุกพล่าน วุ่นวาย เร่งรีบ 
           ผมเชื่อว่าท่านที่เคยไปใช้บริการสนามบินหลายๆ ท่านจะพบว่า ในสนามบินจะไม่มีมุมสงบเลย ยกเว้นเข้าไปนั่งในห้องน้ำแล้วปิดประตู ก็ยังไม่วายมีเสียงตามสายเล็ดลอดออกมาแทบจะตลอดเวลา สนามบินจึงเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่สร้างความเครียดให้กับผู้เดินทางได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
         สมัยก่อนที่ผมยังต้องใช้สนามบินดอนเมือง ผมต้องไปหาที่ยืนภาวนาที่ส่วนพักของทางเดินบันได เพราะหามุมสงบไม่ได้เลยที่ดอนเมือง แต่ก็ยอมรับสภาพครับเพราะเป็นสนามบินที่สร้างมานานหลายสิบปีแล้ว พื้นที่ใช้สอยก็อาจจะมีไม่เพียงพอ
          ประการที่สาม-ตามความเข้าใจของผม สนามบินที่ดีที่สุดอาจจะไม่ใช่เพียงแค่สนามบินที่ใหญ่โตมโหฬาร ไฮเทคโนโลยีและปลอดภัยเท่านั้น แต่น่าจะต้องมี “บรรยากาศของความสงบเย็น” ผ่อนคลาย เบาสบาย
           ประการที่สี่-ทุกวันนี้โลกตะวันตกและงานวิจัยต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ยอมรับอย่างสิ้นเชิงไม่มีเงื่อนไขแล้วว่า “การภาวนา” แม้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ช่วยให้มนุษย์มีความสุข ลดความเครียดได้เป็นอย่างดี
          แน่นอนนะครับว่า การภาวนาเราสามารถทำได้ทุกแห่งทุกโอกาสทุกสถานการณ์ แต่หากสามารถมีบรรยากาศที่เอื้อที่เหมาะสม บริบทของพื้นที่และบริเวณที่เหมาะสม ก็จะยิ่งทำให้เกิดความสงบความปีติสุขได้ง่ายขึ้นมากกว่า
            ไม่รู้ว่าผมฟันเฟื่องมากเกินไปหรือไม่
            ผมนึกวาดภาพเห็นห้องโล่งๆ ในสนามบินสุวรรณภูมิ มีเบาะรองนั่งเล็กๆ เรียงรายไว้บนพื้นพรมที่สะอาด
            เป็นห้องภาวนาหรือห้องผ่อนคลายแบบสากลสำหรับทุกๆ ศาสนา (ห้องผ่อนคลายสำหรับการสูบบุหรี่ยังมีได้เลย)
            มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลให้บรรยากาศภายในห้องนั้นเป็นบรรยากาศของความสงบ อาจจะป้องกันคนเข้าไปนอนหลับด้วยการกำหนดเวลาไม่เกินสามสิบนาที

กติกาสำคัญสำหรับห้องนี้คือ

“งดการสื่อสารภายนอกทุกชนิด”

“การมีเวลาดำรงอยู่กับตัวเอง”

ห้ามพูดคุย งดการส่งเสียง

ไม่สบสายตากับใครเลย

งดเสียงโทรศัพท์มือถือ

ห้ามส่งเสียงกรน (อาจจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลความสงบ)

            รายละเอียดอื่นๆ ก็น่าจะมีการระดมสมอง ช่วยกันคิดช่วยกันให้ความเห็น โดยรักษาแก่นหรือวัตถุประสงค์หลักของเรื่องนี้คือ “ขอมีสถานที่สงบ” สักแห่งหนึ่งในสนามบินที่พลุกพล่านวุ่นวายให้ผู้โดยสารที่เดินทางได้มีเวลาของการ “ผ่อนคลาย” ลดความเครียดทางด้านจิตใจ
            ผมไม่ได้คาดหวังว่าทุกๆ สนามบินในประเทศจะต้องมีเมดิเทชั่นรูมนะครับ บทความนี้จึงน่าจะชื่อ “สุวรรณภูมิแอร์พอร์ทเมดิเทชั่นรูม” เป็นการเฉพาะมากกว่า
            ผมคิดใคร่ครวญถึงเรื่องนี้มาหลายปี ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะมีข้อเสียหายอะไรจากการมีห้องเมดิเทชั่นสำหรับผู้โดยสารทั่วไปในสนามบินเลย แต่ก็เป็นเพียงมุมมองในฐานะผู้ใช้บริการนะครับ ก็คงจะต้องฟังความเห็นจากทางสนามบินด้วย 
           เพราะผมเชื่อว่า แอร์พอร์ทเมดิเทชั่นรูมจะสามารถทำให้สนามบินสุวรรณภูมิมีความสมบูรณ์และเพียบพร้อมมากขึ้น
           พูดกันจริงๆ เลยนะครับว่า ผมไม่อยากเห็นฝรั่งเค้าทำก่อนแล้วเราค่อยไปทำตามกันทีหลัง
           เขียนถึงตรงนี้ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ตัวผมเองก็มีประสบการณ์การเดินทางน้อย ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศ ไม่รู้ไม่เคยถามใครเหมือนกันว่า สนามบินในต่างประเทศเขามี “เมดิเทชั่นรูม” ที่เป็นแบบสากลสำหรับทุกศาสนากันบ้างหรือยัง
           ก็เลยลองเข้าไปค้นหาในกูเกิ้ล ผมก็พบว่า ฝรั่งทำไปก่อนแล้วจริงๆ ด้วย มีหลายสนามบินในสหรัฐอเมริกา มี “เมดิเทชั่นรูม” สำหรับผู้โดยสารแล้ว เช่น สนามบินเจเอฟเค สนามบินอัลบานี สนามบินโคลัมบัส สนามบินมินนีโซตา ฯลฯ
         อย่างไรก็ตาม ผมไม่คิดว่าจะสายเกินไปหากว่าสนามบินสุวรรณภูมิที่ตอนนี้เปิดมาสามปีเต็มๆ แล้ว จะลองพิจารณาเห็นความสำคัญของเรื่องจิตเรื่องใจ และขยับขยายให้เกิด “แอร์พอร์ตเมดิเทชั่นรูม” ขึ้นมา 
          อย่างน้อยผมก็รู้สึกสบายใจที่ได้เขียนถึงเรื่องนี้ ทำหน้าที่เขียนถึงช้าไปบ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้เขียน
ทำช้าไปบ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำเลยนะครับ
นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
drwithan@hotmail.com