Author: drwithan
• Monday, February 08th, 2010

“A chance to leave someone feeling a little better is serving our world, enlightenment in actions.” DAN MILLMAN

ผมไม่ค่อยแน่ใจนะครับว่า บทความนี้จะเหมาะสมกับ ยุคเศรษฐกิจตกต่ำ อย่างในช่วงนี้หรือไม่ แต่ผมพบว่าสิ่งที่ผมได้ทำต่อไปนี้ทำให้ผม รู้สึกดี และ รู้สึกเต็มอิ่ม กับอะไรบางอย่างที่บอกไม่ถูก

ผมลองตั้งสมมติฐานดูว่า บางทีเราน่าจะมี ราคาที่เราอยากจะจ่าย ไว้ในใจของเรากันบ้าง และหากว่าเรารู้สึกว่า ราคาที่เราต้องจ่าย ต่ำกว่า ราคาที่เราอยากจ่าย เราก็ควรที่จะกล้าที่จะจ่ายตามราคาที่เราอยากจ่าย

ผมเกิดไอเดียนี้ครั้งแรกเมื่อสักปีสองปีนี้เอง เมื่อครั้งหนึ่งที่ผมไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวที่ร้านอาหารร้านหนึ่ง ผมขอชาจีนร้อนหนึ่งถ้วย ก็พบว่าเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ท่านก็ตั้งใจชงชาจีนให้ผมด้วยความตั้งใจเป็นอย่างดี รับรู้ถึงกลิ่นชาจีนที่หอมกรุ่นออกมาในแก้วมักจ์อย่างดี

ความรู้สึกแปลกสำหรับผมในเรื่องนี้เกิดขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งเมื่อเจ้าของร้านไม่ยอมคิดเงินค่าชาร้อนกับผม บอกว่าเป็นบริการ แต่ผมก็รู้สึกว่า ชาร้อนถ้วยนั้นทำให้ผมรู้สึกดีและการที่ผมจะไปดื่มชาร้อนฟรีบ่อยๆ เพราะต้องผ่านเส้นทางนั้นบ่อยๆ เกือบทุกเช้า ก็คงจะไม่เหมาะเป็นแน่

ราคาก๊วยเตี๋ยวที่ร้านนี้ราคาชามละ ๓๐ บาทแต่ก็เป็นชามใหญ่ที่กินชามเดียวพออิ่มสำหรับมื้อเช้าหลังจากไปส่งลูกไปโรงเรียน

ผมก็เลยขอจ่ายเป็นค่าอาหาร ๔๐ บาททุกครั้งที่กินก๊วยเตี๋ยวร้านนี้

เถ้าแก่ก็อาจจะงงๆ และในครั้งนั้นผมเองก็ไม่ได้คิดว่าเงินจำนวนนี้เป็น ทิปส์ ค่าบริการอะไรเลย เพราะร้านนี้เป็นร้านก๊วยเตี๋ยวร้านเล็กๆ ที่ปกติคงไม่ได้มีใครทิปค่าบริการเป็นแน่

เพียงแต่ผมรู้สึกว่า เป็นราคาที่ผมอยากจะจ่าย

ผมรู้สึกว่า คุณค่าของอาหารและบริการที่เถ้าแก่ให้มานั้นเกินราคา ๓๐ บาท

และเป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มมองเห็น ความแตกต่าง ระหว่าง ทิปส์ กับ ราคาที่ผมอยากจะจ่าย

หรือเวลาที่เราไปกินอาหารตามร้านใหญ่ๆ หรูๆ เราก็อาจจะ ค่าทิปส์ บางส่วนให้กับพนักงานที่ช่วยบริการให้กับเรา

เรื่อง ทิปส์ ให้กับการบริการก็ถือว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทั่วๆ ไปที่ท่านผู้อ่านก็คงพอจะไม่รู้สึกว่าแปลกประหลาดอะไรนะครับ

แต่ ราคาที่อยากจะจ่าย นั้นผมรู้สึกว่ามี ความแตกต่างอะไรบางอย่าง แฝงอยู่

คืออย่างน้อยก็ผมก็รู้สึกว่า ผมเป็นคนกำหนดราคาสิ่งของเหล่านั้นด้วยตัวผมเอง

คือในเรื่องนี้ผมรู้สึกมานานปีแล้วว่า บางที ราคาเราต้องจ่าย อะไรบางอย่างกับ ราคาที่เราอยากจะจ่าย จริงนั้น หลายครั้งหลายหนดูจะไม่เหมือนกันเลย

ถ้า ราคาที่เราต้องจ่าย สูงกว่า ราคาที่เราอยากจะจ่าย เราก็จะรู้สึกว่าสินค้านั้นหรือบริการนั้น ราคาแพงเกินไป ถ้า ราคาที่เราต้องจ่าย ต่ำกว่า ราคาที่อยากจะจ่าย เราก็จะรู้สึกว่าสินค้านั้นหรือบริการนั้น ราคาถูก ไม่รู้ว่าจะมีคำว่า เกินไป ห้อยท้ายด้วยดีหรือไม่นะครับ

ถ้าราคาทั้งสองส่วนนี้ใกล้เคียงกัน เราก็จะรู้สึกว่า อืมมม….สมเหตุสมผล

ในกรณีแรกก็คงจะไม่ปัญหาอะไรนะครับ ถ้าสินค้าหรือบริการที่เรารู้สึกว่าแพงเกินไป ไม่สมราคา ถ้าเลือกได้พวกเราส่วนมากก็คงจะเลือกที่จะไม่ซื้อไม่จ่าย แต่สินค้าหรือบริการบางอย่างเราก็ เลือกไม่ได้ ครับ เช่น คนที่ใช้รถยนต์ก็ต้องยอมจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ว่าจะราคาแพงขนาดไหน หรือ หญิงสาวที่พอมีสตางค์ก็มักจะยอมจ่ายเพื่อสินค้าเครื่องสำอางหรือบริการความสวยงามต่างๆ ไม่ว่าราคาจะแพงขนาดไหน หรือผู้มีเศรษฐานะดีที่เจ็บไข้ได้ป่วยมักจะยอมจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ไม่ว่าจะราคาแพงขนาดไหนในโรงพยาบาลเอกชน เป็นต้น

แต่ในกรณีหลังนี่สิครับ จะยากสักหน่อยเพราะโดยทั่วๆ ไปเราในฐานะผู้บริโภค เราก็อยากจะให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ราคาถูก สำหรับเรา

แต่ผมกำลังอยากจะชวนให้พวกเราลองมองให้ลึกไปกว่านั้นอีกนิดนะครับว่า ถ้าเรารู้สึกว่า สินค้าหรือบริการ นั้น ราคาถูก เกินไป สำหรับเราแล้ว

เราพอจะสามารถ ทำอะไร ให้เกิด สิ่งดีๆ บางอย่าง ขึ้นมาได้หรือไม่?

ผมหมายถึงว่า ถ้าเราไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากมายนัก เรื่องนี้อาจจะเป็นโอกาสให้เราได้เรียนรู้อะไร ได้ทำประโยชน์อะไรบ้างหรือไม่

แดน มิลแมนนักเขียนชื่อดังบอกไว้ตามที่ได้โค้ดข้างบนแล้วว่า -หน้าที่ของเราต่อโลกใบนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไร การทำอะไรบางอย่างเล็กๆ น้อยๆ ให้คนที่อยู่ตรงหน้าเรารู้สึกดีก็อาจจะเพียงพอแล้ว

การจ่ายเงินในราคาที่เราอยากจะจ่าย อาจจะเป็นอะไรเล็กๆ น้อยๆ เรื่องหนึ่งที่เราพอจะทำได้ ในฐานะผู้บริโภค

ผมเองก็ไม่ได้เป็นเศรษฐีร่ำรวยอะไรนะครับ แค่พอมีพอกิน ผมพบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ปฏิบัติไม่ง่ายเลย หลายๆ ครั้งต้องฝืนความรู้สึกตัวเองว่า เอ๊ะ โง่ มั้ยเนี่ยที่ไปจ่ายอะไรเกินกว่าราคาที่คนขายของตั้งราคาไว้

แต่ผมพบว่า การฝึกตัวเองแบบนี้เป็น จุดเริ่มต้น ที่ช่วยให้ผมได้เรียนรู้ความรู้สึกที่ดีๆ ได้หลายๆ อย่างทีเดียว

นพ. วิธาน ฐานะวุฑฒ์

drwithan@hotmail.com

ปล. ผมเขียนบทความชิ้นนี้ไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนเศรษฐกิจตกต่ำ เมื่อเขียนเสร็จก็รู้สึกว่าบทความชิ้นนี้ดูจะไม่เหมาะสมกับบรรยากาศของภาวะเศรษฐกิจในช่วงแย่ๆ ในตอนนั้น อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ (ต้นปี ๒๕๕๓) เศรษฐกิจเมืองไทยก็เริ่มฟื้นดีขึ้นมาไม่น้อยแล้ว การทดลอง จ่ายในราคาที่อยากจะจ่าย แบบนี้คงน่าจะพอเป็นไปได้กระมังครับ

Author: phoenix
• Friday, February 05th, 2010

อภิชาตศิษย์ (5) สัมผัสชีวิตแพทย์ ตอน 2

รพ.ทับปุด "รพ.ปฐมภูมิ: ที่แรกเริ่มการเยียวยา"

โรงพยาบาลทับปุดขนาดไม่ใหญ่ ไม่เล็ก ผอ.รพ.คุณหมอพิสิฐ เป็นศิษย์เก่า ม.อ. รุ่นเก๋าแล้ว (ประมาณเกือบ 20 ปี มาทันผมลงมาเป็นแพทย์ใช้ทุนและแกเป็นนักศึกษาแพทย์) จึงผ่านพังงามาหลายที่ รวมทั้งเหตุการณ์สึนามิ คุณหมอเองก็ปลูกสวนยาง มีสวนปาล์ม เรียกว่่าจะเข้าใจวิถีชีวิตชาวบ้าน และความเป็นอยู่ดี ราคายางตอนนี้เท่าไหร่ก็จะรู้ พม่ามาตัดยางคิดราคาเท่าไหร่ก็จะทราบ

น้องๆที่ทับปุด เป็นนักเขียน diary ที่น่าประทับใจ แม้จะชายล้วน แต่ฝีมือการพรรณนา เขียนเล่าเรื่องไม่เบาเลยทีเดียว และที่เลือกมาก็มีหลายประเด็น หลายมุมที่น่าสนใจ

ที่ รพ.ทับปุด ในชุมชนจะมี "เจ๊มน" ที่เป็นผู้มีอันจะกินและชอบทำบุญ จะรับเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมให้หลายๆอย่างให้กับ รพ. ขอเพียงเปิดพื้นที่ให้แก เจ๊มนจะมาช่วย ออกทั้งแรง ออกทั้งเงิน มาด้วยใจ

รร.เชิญ รพ.ไปช่วยให้ vaccine แก่เด็กๆ รพ.ก็จัดกันไป ปรากฏว่าเด็กทั้งหมดมีประมาณ 100 กว่าคน แต่ รพ.มียาเหลือแค่ 50 ก็เลยต้องทำเท่าที่มีไปก่อน ที่เหลือต้องรอ lot หน้า ค่อยมากันใหม่นะจ๊ะน้อง

ไปตรวจเยี่ยมคนไข้ที่บ้าน ก็เห็นพฤติกรรมเสี่ยงหลายอย่าง ทำให้เห็นปัญหาที่ท้าทายที่จะทำ health promotion อาทิ คนไข้ความดันสูง พอไปเยี่ยมที่บ้าน ก็เห็นทั้งผงชูรส ม่าม่า "ของต้องห้าม" ต่างๆเต็มครัวไปหมด คนไข้บอก "ก็ยายชอบ!!!"

คนไข้บอกว่า "มีความสุขมากเมื่อมีหมอมาเยี่ยมที่บ้าน" พอขอถ่ายรูป ปรากฏว่าคุณยายอายุ 70 กว่าจะ 80 ก็ขอเวลานิดนึง เปลี่ยนเสื้อกลัดกระดุมใหม่ ยิ้มแฉ่ง "เอาล่ะ" คุณยายพูด "สวยแล้วหมอ ถ่ายได้!!" (ความ รักสวยรักงาม ไม่มีจำกัดอายุ) คุณลุงอีกคนหนึ่ง เป็น COPD (โรคปอดอุดตันเรื้อรัง) อยู่ที่บ้านที่ติดพื้นดิน เต็มไปด้วยฝุ่น ไม่รู้จะแนะนำให้หลบฝุ่่นได้อย่างไร พอไปเยี่ยมคุณลุงที่บ้าน แกก็ดีใจ ตอนจะลากลับ คุณลุงก็เรียกน้อง นศพ.ไปให้ศีลให้พร คุณลุงแกให้พรเป็นภาษาใต้ ชนิดเร็วจี๋เป็นรถไฟด่วนยาวเหยียด ไม่หายใจหายคอ จนคุณลุงเริ่มมีอาการหายใจสั้น หอบเล็กน้อย พี่พยาบาลที่ไปด้วยก็เลยบอกว่าพอก่อนแล้วกันลุง เดี๋ยวอาการจะกำเริบตอนนี้ไปเสียก่อน

more…

Author: phoenix
• Friday, February 05th, 2010

อภิชาตศิษย์ (4) สัมผัสชีวิตแพทย์ ตอน 1

นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จะมีช่วงหนึ่งที่ทางคณะฯส่งไป "immersion" จุ่มจ่อมสัมผัสชีวิตแพทย์ เป็นรายวิชา Clinical Immersion โดยแบ่งนักศึกษาออกเป็นกลุ่มย่อยๆประมาณ 4-5 คน ส่งไป รพ.ขนาดเล็ก (มีตั้งแต่ 10 เตียง ขึ้นไปถึง 60 เตียง) ประมาณเกือบสองอาทิตย์ ซึ่งงานหลักของ รพ.ขนาดนี้มักจะเป็นการดูแลปฐมภูมิ คือด้านการสร้างเสริมสุขภาพ คละๆกันกับการดูแลรักษา (ซึ่งทำไม่ได้มากนัก เพราะจำนวนคน เตียง และเครื่องมือเครื่องไม้จำกัด) สัดส่วนก็จะประมาณ 50/50 วัตถุประสงค์ของรายวิชานี้คือการได้มองเห็นงาน หน้าที่ การใช้ชีวิตของแพทย์ไทยในบริบทจริง เห็นสุขภาวะกำเนิดของชาวบ้าน สายใยที่สอดประสานกันกับวัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณี และวิถีชีวิตกับความเจ็บไข้ได้ป่วย มุมมองและทัศนคติในการทำงานและปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรกับบุคลากร และระหว่างโรงพยาบาลกับชุมชน

สาเหตุที่ส่งไปตอนปี 2 ก็เพราะว่าน้อง นศพ. จะยังไม่ได้มีความรู้ทางการแพทย์มากนัก ทำให้ความ "อยาก" ลงมือไปทำอะไรๆแบบหมอจะมีข้อจำกัด เพราะรายการนี้ เราอยากให้ นศพ.ลงไปสัมผัสโดยใช้ "ความเป็นมนุษย์" (ซีึ่ง ironically บางทีเราพบว่าถ้าเผอเรอ จะลดลงเป็นสัดส่วนกับความเป็นแพทย์ที่เพิ่มขึ้น!!!! …. เรื่องนี้ต้องคุยแยกต่างหาก)

ผมได้ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ขณะที่น้องจะไปอยู่ที่ รพ.ประมาณ 13 วัน เราจะไปเยี่ยมหนึ่งครั้ง ประมาณกลางๆอาทิตย์ เพื่อเยี่ยมเยียนไต่ถามทุกข์สุข มีอะไรกินไหม ออกกำลังกายไหม ไปเที่ยวไหนมาบ้าง ถูกผีหลอกบ้างไหม ผีดุรึเปล่าหรือคนดุกว่า ฯลฯ

ปีนี้เขาจัดให้ผมไปเยี่ยม 5 รพ. สองจังหวัด คือพังงา ไปที่ทับปุดกับบางไทร และสุราษฎธานี ไปที่สมเด็จพระยุพราชเวียงสระ บ้านนาสาร และเคียนซา สาเหตุที่พังงาไปเยี่ยมแค่ 2 โรงก็เพราะมันไกลมากจากหาดใหญ่ นั่งรถเรียกว่าหลับไปหนึ่งงีบสบายๆ (จำเป็น เพราะผมโชคดีได้คนขับเก๋ากึ๊กที่สุดของคณะคือพี่ประยุทธ์ แกขับจาก ม.อ.ไปถึงทับปุด พังงา ใช้เวลาแค่ 3 ชั่วโมงครึ่่งเท่านั้นเอง เจ้าบิ๊ก นักวิชาการแพทยศาสตร์ไม่ยอมหลับ ถึงกับรากแตกรากแตนไปสองรอบ ผมหลับสนิทอยู่เบาะหลัง)

more…

Author: phoenix
• Wednesday, February 03rd, 2010

ระบบเป็นของโรงพยาบาล หัวใจเป็นของมนุษย์

เดี๋ยวนี้ในโรงเรียนแพทย์ มีความก้าวหน้าไปในทางที่ดี (น่าจะดีนา) ขึ้นคือมุ่งเน้นจริยธรรม เน้นคุณธรรม ตั้งแต่ที่อาจารย์ประเวศ รณรงค์และผลักดัน concept การแพทย์ที่ใช้หัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ เกิดกระแสความตื่นตัว และ "มองเห็น (seeing)" สิ่งที่เป็นตัวหล่อเลี้ยงรากแก้วแห่งวิชาชีพ

มีแรงผลักดันภายนอกอีกกระแสมาช่วยด้วย ก็คือ อัตราการฟ้องร้องแพทย์ คดีความ เรื่องร้องเรียนที่เกิดขึ้นในระหว่างการรักษาพยาบาล กฏหมายหลายๆฉบับที่เดิมหมอพยาบาลก็ไม่ทราบหรอกว่ามันเกี่ยวกับตนเอง ก็ผุดโผล่ขึ้นมาให้ได้เห็น ให้ได้ยิน มีการพิพากษาคดีต่างๆเกิดกระแสวิพากษ์ในสังคมที่เกี่ยวข้องกับวงการแพทย์ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในอดีต

ถึงแม้ว่าจะมีสองกระแสหลักผลักดัน แต่มันไม่เชิงไปในทิศทางเดียวกันเป๊ะๆ เพราะ energy ที่ผลัก มันมาจากคนละ source กัน

กระแส แรก เป็นกระแสสิ้นสุดที่ transcendence คือ "ระดับจิตที่ข้ามพ้นแต่ปนอยู่ (transcend and include)" ของผู้ให้บริการ (คือเรา แพทย์ พยาบาล)

แต่ กระแสหลังมันเป็นกระแส defensive mentality และเชิง mechanistic system "เพื่อเรา + เพื่อเขา" ค่อนไปทางไหนมากกว่ากัน ก็เปลี่ยน profile ไปได้เยอะมาก

ตอนนี้ที่ไหนๆก็เห็นทำ TQA (Thailand Quality Award) กันทั้งนั้น เอาตรงนี้เป็นจุด reference น่าจะดี TQA เห็นจะถอดความ ถอดรูปมาจาก Malcolm Baldrige Award ที่มี 11 core-values ของที่มา และ 7 ฐานปฏิบัติ หลายๆองค์กรคงจะคุ้นเคยกับ 7 ฐานที่ว่านี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะฐาน 7 ที่เป็น report ผลงาน เพราะนี่คือที่ใช้ส่ง claim รางวี่รางวัลกัน

more…

Author: phoenix
• Tuesday, February 02nd, 2010

เมื่อผู้ให้บริการ กลายเป็นผู้รับบริการ

COPING of PERSONNEL: AFTER DIAGNOSIS

ตอนที่แล้วว่าด้วยการ coping ในช่วงระยะวินิจฉัย ตอนนี้จะเป็นตอนต่อ

ก่อนจะไปถึงช่วงต่อไป ทิ้งท้ายในเรื่องการจัดแจงกับข่าว วิทยากรเห็นพ้องต้องกันว่าในความเห็นของตน การที่พ่อแม่จะต้องมาทนทุกข์เพราะเห็นลูกอาจจะพรากจากไปก่อนนั้น เป็นทุกข์ที่สุดประการหนึ่ง แต่ตรงนี้พอมาในภาคปฏิบัติ ก็มีทั้งตัดสินใจบอก และไม่บอก ด้วยเหตุผลที่มีน้ำหนักทั้งสองฝ่าย ในแง่ของเราผู้ให้บริการ เราอาจจะมี preference หรือทางเลือกที่เราเองคิดว่าดี แต่ก็ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกับของคนไข้หรือจะเปรียบเทียบกันว่าอย่างไหนดี กว่ากัน

หลังจาก diagnosis ก็จะเป็นช่วงการรักษาพยาบาล ซึ่งทุกคนก็ผ่านกระบวนการขั้นตอนมากมาย จะเรียกโชกโชนก็อาจจะดูหวือหวาไปหน่อย แต่ไม่เกินความเป็นจริงนัก

Supposed to know BUT not know

สำหรับผู้ป่วยที่เป็นแพทย์ เป็นพยาบาล ชะตาอย่างหนึ่งที่คล้ายๆกันก็คือ มักจะถูกเหมารวมคิดว่า "รู้แล้ว" ในเรื่องที่ตนเองไม่สบาย รวมไปถึงขั้นตอนการดำเนินโรค การปฏิบัติตัว ฯลฯ จนจบครบกระบวนความ ซึ่งการด่วนสรุปเช่นนี้ไม่สามารถที่จะห่างไกลไปจากความเป็นจริงได้มากไปกว่า นี้อีกแล้ว!!

more…

Author: phoenix
• Tuesday, February 02nd, 2010

เมื่อผู้ให้บริการกลายเป็นผู้รับบริการ

อาทิตย์ที่แล้ว เราได้จุดสนทนา palliative care ครั้งแรกของปี 2553 ในหัวข้อ "เมื่อผู้ให้บริการกลายเป็นผู้รับบริการ" ทั้งนี้วางแผนกันไว้คือเชิญอาจารย์แพทย์ พี่เภสัช และน้องพยาบาล ซึ่งตามงานเก่าและตัวตนเก่า ถือเป็น "ผู้ให้บริการสุขภาพ" แต่ด้วยอะไรก็แล้วแต่ความเจ็บไข้ได้ป่วยไม่เข้าใครออกใคร ทำให้ท่านเกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้น บทบาทมุมมองของท่านในการเผชิญเหตุการณ์ดังกล่าวจึงค่อนข้างจะ unique และมีมุมมองด้านลึกผสมผสานด้านกว้าง กลั่นออกเป็นความรู้สึกและประสบการณ์ที่เมื่อถ่ายทอดออกมาแล้ว คงจะน่าสนใจเป็นที่สุด สุดท้ายเราก็ได้วิทยากรสี่ท่านมาสนทนา ขั้นต่อไปคือหาคนทำหน้าที่สัมภาษณ์และดำเนินการสนทนา งานแบบนี้คนสัมภาษณ์ต้องไม่ธรรมดา หน่วยชีวันตาภิบาลจึงเชิญกูรูนักสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ narrative story telling ที่มีความลึกซึ้งเรื่องการรับรู้ นั่นคือ พี่อานนท์ วิทยานนท์ หัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มารับหน้าที่นี้ พี่อานนท์เป็นหนึ่งใน originators ของหน่วย palliative care ม.อ. ตั้งแต่สมัยก่อนผมกลับมาจากเมืองนอก ซึ่งก็มีพี่เต็มศักดิ์ พี่ลักษมี ชาญเวชช (ตอนนี้เปิดหน่วย palliative care ที่ รพ.วัฒโนสถ กทม.) อ.จารุรินทร์ อ.วิรัช รุ่นนั้นเลยทีเดียวเจียว พี่อานนท์เป็นอาจารย์ที่ปูรากฐานการสัมภาษณ์แบบ narrative สำหรับนักศึกษาแพทย์รุ่นใหม่ของ ม.อ. และจัดอบรมอาสาสมัครข้างเตียงให้แก่ รพ.สงขลานครินทร์ร่วมกับ อ.จารุรินทร์ (ภาควิชาจิตเวช) มานานเท่านาน เมื่อองค์ครบ งานนี้ก็เรียกว่าผมมารับเนื้อๆ เพราะไม่มีหน้าที่อะไรเลยยกเว้นมาฟังเก็บเกี่ยวอย่างเดียว เรียกว่าหรูหรามาก

more…

Author: phoenix
• Monday, February 01st, 2010

 

บอก หรือไม่บอก "ข่าวร้าย"

เมื่อสักครูนี้ผมพึ่งได้รับปรึกษาจากพี่พยาบาลจากหอผู้ป่วยพิเศษ เรื่องมีอยู่ว่ามีคนไข้ผู้ชายท่านหนึ่ง เป็นตำรวจเก่า อายุ 79 ปี มาผ่าตัด คุณลุงแกมีลูกหลายคน อยู่ที่บ้านเดียวกัน 4 คน อยู่ ที่เหลืออยู่ กทม. คนที่มาเยี่ยมมีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอยู่คนนึง สนิทกับคุณลุงมาก มาเยี่ยมทีไรก็จะปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด (บางคนบอก อาจจะมากกว่าที่เคยเห็นลูกชายของคนอื่นๆทำ) ทั้งหวีผม ตัดเล็บ กอดพ่อ อย่างใกล้ชิด คุณลุงได้ผ่าตัดไป ตอนนี้อยู่ระหว่างพักฟื้น หมอวางแผนไว้ว่าจะให้ล่ากลับบ้านวันพรุ่งนี้ แล้วนัดมาอีกทีเพื่อติดตามผลการรักษาอีก 5 วัน ปรึกษากันว่า เอ.. จะอยู่ต่อไปจนวันติดตามผลไปเลยดีไม่ดี จะได้ไม่ต้องเดินทางไปเดินทางมา เมื่อคืนวานลูกชายคนนี้ก็ลากลับบ้าน พอวันนี้พี่สาวที่เฝ้าคุณพ่อก็ได้รับโทรศัพท์ว่าน้องชายเสียชีวิตจาก อุบัติเหตุรถคว่ำไปเสียแล้ว พี่สาวไม่กล้าบอกคุณพ่อว่าลูกชายคนโปรดเสียชีวิตไปแล้ว พี่พยาบาล (คนที่เป็น head ward) ได้ฟังก็เห็นว่าลูกสาวกำลังทุกข์ เพราะอยู่คนเดียว ไม่มีลูกๆคนอื่นที่จะปรึกษาตัวต่อตัว โทรศัพท์ถามก็มีทั้งที่บอกให้บอกไปเลย มีทั้งบอกว่าอย่าบอกเดี๋ยวคุณพ่อจะรับไม่ได้ ยิ่งหลังผ่าตัดใหม่ๆ คนตัดสินใจก็เลยยิ่งสับสน และเป็นทุกข์

ผมก็เลยบอกไปว่าจะขออนุญาตไปคุยกับลูกสาวคนนี้ดูสักหน่อย ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ก็ไปหาที่หอผู้ป่วย (หอนี้ดี มีห้อง private ไว้ทำ family meeting เป็นสัดส่วน มีประโยชน์มาก)

เราเชื้อเชิญกันไปนั่งที่ในห้อง family meeting ลูกสาวก็เดินเข้ามา อายุประมาณ 40 เกือบ 50 ปีหรือแถวๆนั้น เคยเป็นครูมาก่อน แต่ลาออกมาเพื่อปรนนิบัติดูแลคุณพ่อ เพราะเมื่อ 2 ปีก่อน คุณลุงพึ่งจะเสียภรรยาไปเพราะโรคเบาหวาน อยู่ดีๆนั่งๆคุยกัน ก็เป็นลม พาไปหาหมอ หมอรีบใส่ท่อช่วยหายใจ แต่ก็ไม่ฟื้น อยู่ รพ.ได้สัก 20 วันก็เสียไป คุณลุงตอนนั้นก็เศร้ามากอยู่พักใหญ่ ซึมไป ไม่พูด ไม่จา เกือบเดือน หลังจากนั้นก็ค่อยๆดีขึ้น ลูกสาวชวนน้องอีกคนมาอยู่ด้วยกัน พาหลานมาอยู่ คุณลุงก็ค่อยๆปรับตัวและอาการดีขึ้นเป็นปกติ

ปกติคุณลุงจะชอบพูดคุยปรึกษากับลูกชายสองคน คนหนึ่งก็คือคนที่พึ่งเสียชีวิตไปคราวนี้ เป็นห่วงมากที่สุด เพราะแม้ว่าจะสนิทกันดี และใกล้ชิดมากที่สุด แต่แกค่อนข้างเกเรนิดนึง ขับรถเร็ว กับอีกคนทำงานอยู่ที่ กทม. คุณลุงยังมีลูกบุญธรรมอีกคน ทำงานเป็นข้าราชการผู้ใหญ่อยู่ กทม.เหมือนกัน ฟังจากที่ลูกสาวเล่า แกไม่ค่อยสนิทมากนักกับลูกสาว จะสนิทกับลูกชายมากกว่า

COUNSELLING

ลูกสาวคิดว่าคืนนี้จะยังไม่บอกให้คุณลุงทราบ แต่ตนเองจำเป็นต้องกลับบ้าน เพราะจะมีงานรดน้ำศพคืนนี้ และจัดพิธีทางศาสนา ยังไม่รู้จะทำยังไง แต่ทาง รพ.ก็บอกว่ายินดีรับดูให้ (ปกติเราจะให้คนไข้ห้องพิเศษมีญาตินอนเฝ้า) แต่ถามต่อไปว่าแล้วจะบอกเมื่อไรดี

more…

Author: drwithan
• Monday, February 01st, 2010

 

“Stopping is an essential aspect of Buddhist meditation” THICH NHAT HANH

ถนนสายเล็กๆ ในตัวเมืองเชียงราย ที่ไม่ใช่ถนนไฮเวย์ที่รถยนต์วิ่งด้วยความเร็วสูง

เจ้ากีกี๊สุนัขพันธ์ชิสุ ซึ่งเป็นสุนัขของผู้ช่วยผมที่คลินิกถูกรถปิ๊กอัพชน ขณะที่มันกำลังวิ่งข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง กระดูกเชิงกรานของเจ้ากีกี๊หักสามสี่แห่ง ทำให้มันเดินไม่ได้ต้องนอนซม แม้ว่าโชคดีที่อวัยวะภายในอื่นๆ ของมันไม่เป็นอะไรก็ตาม แต่มันก็ต้องใช้เวลารักษาตัวหลายสัปดาห์กว่าจะพอเดินได้แบบกระเผลกๆ และไม่สามารถกระโดดได้อีก

ผู้ช่วยของผมบอกว่า รถปิ๊กอัพวิ่งมาไม่เร็วนัก แต่ คนขับไม่ยอมเบรก เพื่อหยุดรถ

พอผู้ช่วยผมพูดคำว่า คนขับไม่ยอมเบรก ก็ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน ที่คนขับรถส่งน้ำดื่มคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังด้วยความโกรธว่า สุนัขพุดเดิ้ลของเขาก็ถูกรถปิ๊กอัพชนตาย โดยที่เจ้าของรถยนต์ ไม่ยอมเบรก ทั้งๆ ที่น่าจะเบรกได้ในความเร็วขณะนั้น

อืมมม ถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่ขับรถยนต์เสมอๆ ก็จะทราบดีว่า การเบรก นั้นออกจะ ไม่ง่ายนัก สำหรับผู้ขับขี่ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราคิดว่า การเบรกเหล่านั้นไม่ได้เป็นการเบรกสำคัญเพื่อป้องกันอันตรายให้กับตัวเราเอง

การเบรกเพื่อตัวเราเอง คือ เบรกเพื่อไม่ให้รถยนต์ของเราไปชนรถยนต์คันอื่นๆ หรือสิ่งกีดขวางอื่นๆ ตัวเราเป็นการเบรกเพื่อป้องกันตัวเราเองนั้น เป็นการเบรกที่เราเต็มใจทำและจะทำอย่างรวดเร็วอย่างเป็นอัตโนมัติอยู่แล้ว

แต่ การเบรกเพื่อคนอื่น ซึ่งจะต้องเป็น การเบรกแบบรู้ตัว นั้นอาจจะไม่ง่ายนักครับ ในระยะหลังๆ นี้ผมได้ทดลอง เบรกแบบรู้ตัว ให้มากขึ้นในการขับรถของผม เช่น

เบรก ให้กับคนเดินข้ามถนน

เบรก ให้รถยนต์ที่จะต้องเลี้ยวเข้าออกโรงพยาบาล ฯลฯ

ผมพบว่า เอาเข้าจริงๆ ในเบื้องต้นก็ไม่ง่ายเลยนะครับ สำหรับคนขับรถยนต์ที่จะ เบรก ให้กับอะไรหรือใครก็ตาม แม้ว่าจะเป็นการขับรถยนต์ไปตามถนนในเมืองต่างจังหวัดที่ความเร็วไม่สูงมาก เพราะช่วงแรกๆ จะกลัวมากว่ารถยนต์คันหลังจะเบรกตามผมไม่ทัน

การทดลองนี้ทำให้ผมพอจะเข้าใจสาเหตุที่ทำให้ เจ้าสุนัข ทั้งหลายมักจะถูกรถยนต์ชนบ่อยๆ ในเมือง

อย่างไรก็ตามเมื่อผมได้ ทดลองเบรก แบบใหม่นี้ดูแล้ว ต้องขอบอกว่า รู้สึกดีมากๆ คือรู้สึกว่า ตัวเองอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น การสามารถเตือนตัวเองให้ หยุดรถ ได้บ่อยๆ ทำให้ผมเกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ใหม่และแตกต่างไปจากเดิม

เป็นสภาวะที่แปลกดี กับแค่เรื่องการแตะเบรกรถยนต์

สิ่งที่ผมได้พบทันทีและเสมอๆ เลยก็คือ รอยยิ้ม หรือ ท่าทางขอบคุณ ของผู้คนที่กำลังข้ามถนนหรือของรถยนต์คันที่สวนมา ซึ่งผมพบว่าเป็น ผลพลอยได้ ที่น่าทึ่งไม่น้อยเลย เวลาที่ผู้คนหันมายิ้มให้ด้วยความขอบคุณ

สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากไปผลพลอยได้เหล่านี้ก็คือ

การแตะเบรกรถยนต์ เหมือนกับเป็นการ เบรกความคิด ที่วุ่นวายในศีรษะของผมไปได้ด้วย

ความช้าลงและการหยุดของรถยนต์ในแต่ละครั้งเหมือนกับทำให้เกิด สภาวะแห่งความสงบ ได้ในขณะที่ขับรถ

ถ้าดูให้ดีๆ เราจะเห็นนะครับว่า แนวทางปฏิบัติเพื่อการฝึกฝนจิตใจหลายๆ แนว ในทุกๆ ศาสนานั้นจะให้ความสำคัญเรื่องของ การหยุด

ท่านติช นัท ฮันห์พระชาวเวียดนามได้บอกไว้ว่า การหยุด เป็นสาระที่สำคัญมากของพุทธศาสนา

ในหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสำนักของท่านติช นัท ฮันห์เองนั้น ก็จะมีการเชิญ ระฆังแห่งสติ ทุกๆ ชั่วโมง เมื่อได้ยินเสียงระฆังก็ให้ทุกคน หยุดกิจกรรม ต่างๆ แล้วหันกลับมาสังเกต ลมหายใจ ของตัวเอง

การละหมาด ในศาสนาอิสลามเป็นบริบทหนึ่งของ การหยุด เพื่อให้เวลากับการอยู่กับตัวเอง รวมไปถึงแนวคิดในศาสนาอื่นๆ ปรัชญาอื่นๆ

ในแง่ของวิทยาศาสตร์การแพทย์ งานวิจัยเกี่ยวกับสมองก็พบว่า คลื่นสมองที่วิ่งรวดเร็วมากเกินไปนั้น ทำให้สมองไม่สามารถ สร้างสรรค์ ชุดเชื่อมต่อของเซลล์สมองชุดใหม่ขึ้นมาได้ พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้แต่ข้อมูลเก่าๆ ซ้ำๆ ซากๆ

การแตะเบรกความคิด จะทำให้เซลล์สมอง มีโอกาส สร้างการเชื่อมโยงชุดใหม่ ที่จะก่อให้เกิด ชุดข้อมูลชุดใหม่ ที่สร้างสรรค์หรือเป็น การเรียนรู้ใหม่

 การฝึกแตะเบรก ด้วยความรู้ตัวหรือแตะเบรกเพื่อคนอื่นๆ เมื่อเราขับรถยนต์ จึงไม่ใช่ เรื่องไร้สาระ หรือทำเพียงเล่นๆ

อาจจะไม่ใช่แค่ การทำเพื่อ เจ้าพุดเดิ้ลตัวนั้น หรือเจ้ากีกี๊ชิสุตัวนั้น หรือคนเดินข้ามถนน หรือรถยนต์คันที่กำลังจะออกจากซอยหรืออื่นๆ

การแตะเบรกเพื่อคนอื่น จึงเท่ากับเป็นการทำ เพื่อตัวเราเอง ในระดับที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น สมองของเราได้รับประโยชน์มากมายจาก เพียงแค่แตะเบรก 

แน่นอนครับว่าในชีวิตที่โลดแล่นไปอย่างรวดเร็วนั้น การหยุด อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนักเหมือนกับการขับรถยนต์ที่วิ่งแล่นไปนั้น การแตะเบรก ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ถ้าไม่ใช่เป็นการเบรกเพื่อป้องกันตัวเอง

ในแต่ละวันหากว่าเราจะสามารถหา ช่วงเวลาของการหยุด ได้ ด้วยการเรียนรู้ ผ่าน การแตะเบรก ในระหว่างที่ขับรถยนต์กัน จึงน่าจะเป็นการทดลองที่ดีไม่น้อยเลยกระมังครับ

นพ. วิธาน ฐานะวุฑฒ์

drwithan@hotmail.com

Author: phoenix
• Friday, January 29th, 2010

Whisper of the Heart

อีก Animation หนึ่งจาก Studio Ghibli เนื้อเรื่องโดย อ.เอโออิ ฮิอิราจิ และการวาดอันเลื่องชื่อของ อ.ฮายาโอะ มิยาซากิ ผู้สร้างสรรค์ Spirited Away และทีม เรื่องนี้กำกับโดย อ.โยชิฟูมิ คอนโดะ และ Disney team ทำบรรยายภาษาอังกฤษทั้งหมด

Synopsis:

ชิซูกุ เด็ก สาวช่างฝันและอ่อนไหวในอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น ทว่าลืมสำรวจความฝัน ความรู้สึกของตนเอง ใช้ชีิวิตอย่างสนุกสนานวัยเรียน ตื่นเต้นไปกับเรื่องราวความรักของเด็กวัยรุ่นของเพื่อนสนิท ชิซูกุวันๆจะจมลงไปในหนังสือเรื่องราวต่างๆ จนมาสังเกตเห็นชื่อคนๆหนึ่งที่ยืมหนังสือเล่มเดียวกับเธอเกือบทุกเล่ม กลายเป็นปริศนาลึกลับในหัวใจของสาวน้อย และแล้ววันหนึ่งเจ้าแมวเหมียวหน้าตาลึกลับที่โดยสารรถไฟไปด้วยกันได้นำพาไป เจอร้านขายของเก่าร้านหนึ่ง ชีวิตของชิซูกุจึงได้ประสบพบกับ เซจิ อามาซาวา เด็กหนุ่ม trainee ประกอบไวโอลิน ที่ต้องการอยากจะเป็นนักประกอบไวโอลินอาชีพอย่างมาก จนต้องการออกจากโรงเรียนไปค้นหาว่าตนเองสามารถทำอย่างที่ฝันได้หรือไม่ เมื่อนั้นเองที่หัวใจของชิซูกุได้ค้นพบมิติใหม่ในการให้ความหมายกับความฝัน ของตน

animation ของ อ.ฮายาโอะ มิยาซากิ มีเสน่ห์เฉพาะตัว ตอนที่ทีมดิสนีย์นำเอาเรื่อง Spirited Away ของอ.ฮายาโอะมาเพื่อขอทำภาคภาษาอังกฤษ ก็ทึ่งเมื่อทราบว่า อ.ฮายาโอะ เป็นผู้ออกแบบทั้ง story board, character designs และวาดรูปเอง ตัดต่อเอง เกือบทั้งหมด ซึ่งเวลาดิสนีย์ทำ animation จะมีแผนกแยกเป็นส่วนๆทั้งหมดแล้วนำมารวมกันทีหลัง ดังนั้น animation ของ อ.ฮายาโอะ จะเรียกได้ว่าแฝงไว้ด้วยบุคลิก personality ที่เป็นเอกลักษณ์ของท่านมาอย่างชัดเจน

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า อ.ฮายาโอะ จะมี "อะไร" กับฉากบินไปในท้องฟ้ามากๆ ทั้งในเรื่อง Spirited Away เอง เรื่องนี้ เรื่อง Nausicaa etc ทุกเรื่องจะมีฉากที่ตัวละครเหินบินไปด้วยวิธีต่างๆ สีสันของท้องฟ้า ป่าเขาลำเนาไพร และการเคลื่อนที่แบบสามมิติพาคนดูฝ่าเมฆ ระยอดไม้ ผ่านหุบเขาไปอย่างตื่นตาตื่นใจ

more…

Author: phoenix
• Friday, January 29th, 2010

Grave of Fireflies สุสานหิ่งห้อย

ช่วงนี้ผมชมภาพยนต์ animation ของค่าย Studio Ghibli ต่อเนื่องกันหลายเรื่องเพราะติดใจตั้งแต่ได้ชม Spirited Away (เรื่องนี้ต้องเขียนต่างหากอีกตอน) เพื่อนผมก็เลยแนะนำเรื่องนี้มา แต่เป็นของค่าย Adv Studio คือ Grave of the Fireflies หรือชื่อไทยว่าสุสานหิ่งห้อย ทำมาตั้งนานแล้วครับ ตั้งแต่ 1988

หมอวรวุฒิ (ผอ.รพ.สันทราย) บอกว่าดูเรื่องนี้มาแต่เด็กๆ จำได้อย่างเดียวว่าเศร้ามาก จนไม่สามารถทำใจดูซ้ำได้อีกเลย (แกพยายามจะบอกเป็นนัยว่าแกเป็นคน sensitive อ่อนไหวน่ะครับ work บ้าง ไม่ work บ้าง) เนื่องจากตอนนี้เพราะอะไรไม่ทราบ ผมกำลังชอบดูหนังที่ทำให้นำ้ตาไหลพราก (ล่าสุดก็ Departures) ก็เลยสั่งซื้อมาจาก Amazon

ตอน หลังเนี่ย ค่าย Disney เขาไปเอาหนังจาก Studio Ghibli มาทำเสียงภาษาอังกฤษหลาย titles มาก และทำอย่างประณีต เรียกว่าวัดเสียง วัดริมฝีปากเลยทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้น ยังเชิญ Director ต้นตำรับมาให้คำปรึกษา ขอความหมายที่แท้จริง เพราะมันจะมีเรื่องวัฒนธรรมเยอะมาก เนื้อหาที่แปลออกมาจึงมีคุณภาพสูง ไม่ใช่เพราะผมดัดจริตไม่ซื้อ version ภาษาไทยมาดูหรอกนะครับ แต่เรื่องพวกนี้ การแปลจากภาษาหนึ่งไปอีกภาษาหนึ่ง เป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนมากๆ

เพราะวรวุฒิขู่ไว้เยอะ เลยเอามาดองไว้นานหน่อย นัยว่าหลบลูกสาว เพราะปกติถ้าผมนั่งดูการ์ตูน จะมีเด็กๆมาปีนป่ายมากองอยู่บนพุงบ้าง เหน็บสีข้างบ้าง ให้พากษ์ให้ (เพราะผมดูภาษาอังกฤษ) ที่น่าสนใจก็คือ หลายๆเรื่อง เด็กๆแค่ดูภาพ ปรากฏว่าเข้าใจเนื่อเรื่องได้เลย เช่น Nausicaa of the Valley of the Wind ทั้งๆที่ค่อนข้างจะ abstract มากทีเดียว หรืออย่างเรื่อง Whisper of the Heart ก็ in กันใหญ่ (อันนี้สงสัยเพราะเป็นรักแรกวัยรุ่น เด็กเลย take เร็วก็เป็นได้) เนื่องจากเรื่องนี้ reputation น่ากลัวมาก เดี๋ยวเด็กเห็นพ่อร้องไห้สะอึกสะอื้นจะตกใจ ฮึ ฮึ

more…