“A chance to leave someone feeling a little better is serving our world, enlightenment in actions.” DAN MILLMAN
ผมไม่ค่อยแน่ใจนะครับว่า บทความนี้จะเหมาะสมกับ “ยุคเศรษฐกิจตกต่ำ” อย่างในช่วงนี้หรือไม่ แต่ผมพบว่าสิ่งที่ผมได้ทำต่อไปนี้ทำให้ผม “รู้สึกดี” และ “รู้สึกเต็มอิ่ม” กับอะไรบางอย่างที่บอกไม่ถูก
ผมลองตั้งสมมติฐานดูว่า บางทีเราน่าจะมี “ราคาที่เราอยากจะจ่าย” ไว้ในใจของเรากันบ้าง และหากว่าเรารู้สึกว่า “ราคาที่เราต้องจ่าย” ต่ำกว่า “ราคาที่เราอยากจ่าย” เราก็ควรที่จะกล้าที่จะจ่ายตามราคาที่เราอยากจ่าย
ผมเกิดไอเดียนี้ครั้งแรกเมื่อสักปีสองปีนี้เอง เมื่อครั้งหนึ่งที่ผมไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวที่ร้านอาหารร้านหนึ่ง ผมขอชาจีนร้อนหนึ่งถ้วย ก็พบว่าเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ท่านก็ตั้งใจชงชาจีนให้ผมด้วยความตั้งใจเป็นอย่างดี รับรู้ถึงกลิ่นชาจีนที่หอมกรุ่นออกมาในแก้วมักจ์อย่างดี
ความรู้สึกแปลกสำหรับผมในเรื่องนี้เกิดขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งเมื่อเจ้าของร้านไม่ยอมคิดเงินค่าชาร้อนกับผม บอกว่าเป็นบริการ แต่ผมก็รู้สึกว่า ชาร้อนถ้วยนั้นทำให้ผมรู้สึกดีและการที่ผมจะไปดื่มชาร้อนฟรีบ่อยๆ เพราะต้องผ่านเส้นทางนั้นบ่อยๆ เกือบทุกเช้า ก็คงจะไม่เหมาะเป็นแน่
ราคาก๊วยเตี๋ยวที่ร้านนี้ราคาชามละ ๓๐ บาทแต่ก็เป็นชามใหญ่ที่กินชามเดียวพออิ่มสำหรับมื้อเช้าหลังจากไปส่งลูกไปโรงเรียน
ผมก็เลยขอจ่ายเป็นค่าอาหาร ๔๐ บาททุกครั้งที่กินก๊วยเตี๋ยวร้านนี้
เถ้าแก่ก็อาจจะงงๆ และในครั้งนั้นผมเองก็ไม่ได้คิดว่าเงินจำนวนนี้เป็น “ทิปส์” ค่าบริการอะไรเลย เพราะร้านนี้เป็นร้านก๊วยเตี๋ยวร้านเล็กๆ ที่ปกติคงไม่ได้มีใครทิปค่าบริการเป็นแน่
เพียงแต่ผมรู้สึกว่า “เป็นราคาที่ผมอยากจะจ่าย”
ผมรู้สึกว่า คุณค่าของอาหารและบริการที่เถ้าแก่ให้มานั้นเกินราคา ๓๐ บาท
และเป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มมองเห็น “ความแตกต่าง” ระหว่าง “ทิปส์” กับ “ราคาที่ผมอยากจะจ่าย”
หรือเวลาที่เราไปกินอาหารตามร้านใหญ่ๆ หรูๆ เราก็อาจจะ “ค่าทิปส์” บางส่วนให้กับพนักงานที่ช่วยบริการให้กับเรา
เรื่อง “ทิปส์” ให้กับการบริการก็ถือว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทั่วๆ ไปที่ท่านผู้อ่านก็คงพอจะไม่รู้สึกว่าแปลกประหลาดอะไรนะครับ
แต่ “ราคาที่อยากจะจ่าย” นั้นผมรู้สึกว่ามี “ความแตกต่างอะไรบางอย่าง” แฝงอยู่
คืออย่างน้อยก็ผมก็รู้สึกว่า ผมเป็นคนกำหนดราคาสิ่งของเหล่านั้นด้วยตัวผมเอง
คือในเรื่องนี้ผมรู้สึกมานานปีแล้วว่า บางที “ราคาเราต้องจ่าย” อะไรบางอย่างกับ “ราคาที่เราอยากจะจ่าย” จริงนั้น หลายครั้งหลายหนดูจะไม่เหมือนกันเลย
ถ้า “ราคาที่เราต้องจ่าย” สูงกว่า “ราคาที่เราอยากจะจ่าย” เราก็จะรู้สึกว่าสินค้านั้นหรือบริการนั้น “ราคาแพงเกินไป” ถ้า “ราคาที่เราต้องจ่าย” ต่ำกว่า “ราคาที่อยากจะจ่าย” เราก็จะรู้สึกว่าสินค้านั้นหรือบริการนั้น “ราคาถูก” ไม่รู้ว่าจะมีคำว่า “เกินไป” ห้อยท้ายด้วยดีหรือไม่นะครับ
ถ้าราคาทั้งสองส่วนนี้ใกล้เคียงกัน เราก็จะรู้สึกว่า อืมมม….สมเหตุสมผล
ในกรณีแรกก็คงจะไม่ปัญหาอะไรนะครับ ถ้าสินค้าหรือบริการที่เรารู้สึกว่าแพงเกินไป ไม่สมราคา ถ้าเลือกได้พวกเราส่วนมากก็คงจะเลือกที่จะไม่ซื้อไม่จ่าย แต่สินค้าหรือบริการบางอย่างเราก็ “เลือกไม่ได้” ครับ เช่น คนที่ใช้รถยนต์ก็ต้องยอมจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ว่าจะราคาแพงขนาดไหน หรือ หญิงสาวที่พอมีสตางค์ก็มักจะยอมจ่ายเพื่อสินค้าเครื่องสำอางหรือบริการความสวยงามต่างๆ ไม่ว่าราคาจะแพงขนาดไหน หรือผู้มีเศรษฐานะดีที่เจ็บไข้ได้ป่วยมักจะยอมจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ไม่ว่าจะราคาแพงขนาดไหนในโรงพยาบาลเอกชน เป็นต้น
แต่ในกรณีหลังนี่สิครับ จะยากสักหน่อยเพราะโดยทั่วๆ ไปเราในฐานะผู้บริโภค เราก็อยากจะให้ทุกสิ่งทุกอย่าง “ราคาถูก” สำหรับเรา
แต่ผมกำลังอยากจะชวนให้พวกเราลองมองให้ลึกไปกว่านั้นอีกนิดนะครับว่า ถ้าเรารู้สึกว่า “สินค้าหรือบริการ” นั้น “ราคาถูก” “เกินไป” สำหรับเราแล้ว
เราพอจะสามารถ “ทำอะไร” ให้เกิด “สิ่งดีๆ บางอย่าง” ขึ้นมาได้หรือไม่?
ผมหมายถึงว่า ถ้าเราไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากมายนัก เรื่องนี้อาจจะเป็นโอกาสให้เราได้เรียนรู้อะไร ได้ทำประโยชน์อะไรบ้างหรือไม่
แดน มิลแมนนักเขียนชื่อดังบอกไว้ตามที่ได้โค้ดข้างบนแล้วว่า -หน้าที่ของเราต่อโลกใบนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไร การทำอะไรบางอย่างเล็กๆ น้อยๆ ให้คนที่อยู่ตรงหน้าเรารู้สึกดีก็อาจจะเพียงพอแล้ว
“การจ่ายเงินในราคาที่เราอยากจะจ่าย” อาจจะเป็นอะไรเล็กๆ น้อยๆ เรื่องหนึ่งที่เราพอจะทำได้ ในฐานะผู้บริโภค
ผมเองก็ไม่ได้เป็นเศรษฐีร่ำรวยอะไรนะครับ แค่พอมีพอกิน ผมพบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ปฏิบัติไม่ง่ายเลย หลายๆ ครั้งต้องฝืนความรู้สึกตัวเองว่า เอ๊ะ โง่ มั้ยเนี่ยที่ไปจ่ายอะไรเกินกว่าราคาที่คนขายของตั้งราคาไว้
แต่ผมพบว่า การฝึกตัวเองแบบนี้เป็น “จุดเริ่มต้น” ที่ช่วยให้ผมได้เรียนรู้ความรู้สึกที่ดีๆ ได้หลายๆ อย่างทีเดียว
นพ.
drwithan@hotmail.com
ปล. ผมเขียนบทความชิ้นนี้ไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนเศรษฐกิจตกต่ำ เมื่อเขียนเสร็จก็รู้สึกว่าบทความชิ้นนี้ดูจะไม่เหมาะสมกับบรรยากาศของภาวะเศรษฐกิจในช่วงแย่ๆ ในตอนนั้น อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ (ต้นปี ๒๕๕๓) เศรษฐกิจเมืองไทยก็เริ่มฟื้นดีขึ้นมาไม่น้อยแล้ว การทดลอง “จ่ายในราคาที่อยากจะจ่าย” แบบนี้คงน่าจะพอเป็นไปได้กระมังครับ



ความคิดเห็นล่าสุด