Friday, July 03rd, 2009 | Author: phoenix

พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง

ในช่วงเวลาไม่นานที่ผ่านมา มีข่าวการเสียชีวิตของคนที่มีชื่อเสียงในสังคมหลายคน จึงใคร่ขอฉวยและโหนโอกาสมาปรารภและปราศรัยเรื่องความสะทกสะท้อน ความรู้สึก ในการเกิดมรณานุสติ (อย่างไม่ได้ตั้งใจ) กันสักบทความหนึ่ง

ทีี่จริง แล้ว คนตายมีตลอดเวลา แต่ถ้าชื่อเสียงไม่โด่งดัง ผลกระทบในวงกว้าง (มากๆ) ก็ไม่มี แต่การตายทุกครั้งมีผลกระทบต่อสังคมไม่มากก็น้อยเสมอ เพราะไม่มีชีวิตใดๆที่หลุดพ้นไม่เกี่ยวข้องกับสรรพสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ หรืออาจจะเป็นเพราะชื่อเสียงโด่งดังเหล่านี้ ทำให้เกิดความรู้สึก (แปลกๆ) คือความใกล้เคียงเป็นอมตะหรือเปล่า ที่พอนำมาเคียงคู่กับคำว่า "ตาย" จึงเกิดความสะเทือนใจมากเป็นพิเศษ

เมื่อวานนี้ มีน้องนักศึกษาทันตแพทย์ปีัหนึ่งกลุ่มหนึ่ง กับอาจารย์ที่ปรึกษา มาคุยกันเรื่องกิจกรรมพิเศษเรื่องการศึกษาชีวิตมนุษย์ (น่าอิจฉาที่นักศึกษาทันตะได้เรียนวิชานี้ แต่นักศึกษาแพทย์กลับไม่ได้เรียน อันนี้ก็เป็นความสะท้อนใจวูบหนึ่งที่เกิดขึ้น) ซึ่งเขาจะใช้เวลาถึงสองเดือนในการใช้ประสบการณ์ตรงมาเขียนรวบรวมเป็น diary และรายงาน น้องกลุ่มนี้อยากจะมีโอกาสมาพูดคุยสัมภาษณ์ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ญาติ และอาสาสมัคร เพื่อจะได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง จึงมาคุยว่าจะเรียนอะไรบ้าง จะเขียนอะไรบ้าง (โครงการ) จะต้องทำอะไรบ้าง

ปรากฏ ว่าพอน้องเขาถามคำถาม และนำเสนอสั้นๆทีละคนว่าทำไมถึงได้อยากทำเรื่องนี้ คนที่เริ่มเรียนก่อนก็คือตัวผมเอง เพราะมีคำถามหลายๆคำถาม ที่ย้ำให้เราใคร่ครวญถึงสิ่งที่เรากำลังทำ และสิ่งที่เรากำลังคิดว่าเรากำลังทำอยู่

  • อยากจะหาวิธีพูดที่เป็นกำลังใจคนไข้ ไม่ทำให้เขาเสียใจค่ะ
  • อยากจะทราบว่าคนที่อยู่ในสภาวะแบบนี้ เขาคิดยังไง และสู้ต่อไปได้อย่างไร
  • มีอะไรที่เราไม่ควรพูด ไม่ควรทำไหมคะ กลัวจะพูดผิดน่ะค่ะ
  • เคยดูแลคุณตาครับ ท่านป่วยอยู่ที่บ้านอยู่นานก่อนจะไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
  • จะรู้สึกอย่างไร ถ้าขณะที่เราทำความดี แต่มีคนยังจะฟ้องร้องเรา หรือแม้กระทั่งทำร้ายเรา
  • learning objectives ควรจะมีอะไรบ้าง?
  • กระบวนการเรียนควรจะมีอะไรบ้าง?
  • ให้คะแนนวิชานี้อย่างไร?

คำถามและการสนทนาที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ทำให้ผมนึกย้อนไปในขณะนี้และรู้สึกได้ว่า จริงๆแล้วตอนนั้น ผมไม่ได้อยู่กับน้องๆที่มาคุยตลอดเวลา แต่ใช้เวลาส่วนหนึ่งจมลึกลงไปในตัวเอง และคงจะพูดอะไรออกมาหลายอย่างที่จริงๆแล้วเป็นการพูดกับตัวเองมากกว่าที่ กำลังพูดกับน้องๆ

เราจะเรียนรู้อะไรได้บ้าง เมื่อได้มาอยู่ร่วมกับคนที่กำลังจะเสียชีวิตและญาติๆของเขา?

more…

Monday, June 29th, 2009 | Author: kijja

Children

And a woman who held a babe against her bosom said, ‘Speak to us of Children.’
And he said:
Your children are not your children.
They are the sons and daughters of Life’s longing for itself.
They come through you but not from you,
And though they are with you, yet they belong not to you.
You may give them your love but not your thoughts.
For they have their own thoughts.
You may house their bodies but not their souls,
For their souls dwell in the house of tomorrow,

which you cannot visit, not even in your dreams.
You may strive to be like them, but seek not to make them like you.
For life goes not backward nor tarries with yesterday.

You are the bows from which your children as living arrows are sent forth.
The archer sees the mark upon the path of the infinite,

and He bends you with His might that His arrows may go swift and far.
Let your bending in the archer’s hand be for gladness;
For even as he loves the arrow that flies, so He loves also the bow that is stable.

Kahlil Gibran

แล้วสตรีนางหนึ่งอุ้มทารกในอ้อมอกกล่าวว่า “โปรดสอนเราเรื่องการเลี้ยงดูเด็กด้วยเถิด”

และเขาจึงกล่าวว่า:

ลูกของท่านมิได้เป็นลูกของท่าน

พวกเขาเป็นบุตรธิดาแห่งชีวิตอันยิ่งใหญ่

พวกเขาอาศัยท่านเป็นทางผ่านมาสู่โลกแต่มิได้มาจากท่าน

และแม้พวกเขาจะอยู่กับท่านแต่ก็หาได้เป็นของๆท่านไม่

ท่านอาจมอบความรักให้แต่ไม่อาจมอบความคิดให้กับพวกเขา

เพราะพวกเขามีความคิดเป็นของตัวเอง

ท่านอาจให้ที่พักอาศัยแก่ร่างกายแต่ไม่อาจให้ที่อาศัยแก่วิญญาณของพวกเขา

เพราะวิญญาณของพวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านแห่งวันพรุ่งนี้

ที่ซึ่งท่านไม่อาจเข้าไปเยี่ยมเยียน หรือแม้แต่ฝันถึง

ท่านอาจพยายามเป็นเหมือนเขา แต่อย่าพยายามให้พวกเขาเป็นเหมือนท่าน

เพราะชีวิตไม่อาจถอยหลังหรือแม้แต่รีรอให้กับวันวาน

พ่อแม่คือคันธนูซึ่งลูกของท่านเป็นดั่งลูกธนูแห่งชีวิตที่จะพุ่งไปข้างหน้า

นายธนูมองเห็นเป้าหมายบนหนทางอันเป็นอนันต์

และโก่งคันธนูด้วยกำลังเพื่อให้ลูกธนูของเขาพุ่งลอยไปไกล

จงน้อมรับการโก่งคันธนูจากนายธนูด้วยความยินดีเถิด

แม้เขาจะรักในลูกศรที่ยิงออกไป แต่ก็รักในคันธนูที่มั่นคงด้วยเช่นกัน

คาลิล ยิบราน

ผมชอบการเปรียบเทียบการเป็นพ่อแม่ในบทกวีของ คาลิล ยิบราน บทนี้ ตั้งแต่เรื่องของบ้านแห่งอนาคตอันเป็นที่อยู่อาศัยของวิญญาณของลูก ซึ่งเตือนให้เราระมัดระวังที่จะใช้ความเห็นของเราไปตัดสินลูกๆ การพยายามบังคับให้ลูกใช้ชีวิตตามอย่างที่เราต้องการเป็นเรื่องที่อันตรายต่อวิญญาณของลูก ปัญหาหนึ่งที่มักได้ยินอยู่เสมอคือ พ่อแม่บ่นว่าไม่เห็นลูกจะมีความสนใจด้านใดเลย อยู่เรียนหนังสือไปวันๆ ไม่มีแรงบันดาลใจ ผมคิดว่าการปราศจากแรงบันดาลใจเป็นอาการอย่างหนึ่งของการไม่ยอมฟังเสียงของวิญญาณตนเอง การเลี้ยงลูกนอกจากคอยปกป้องร่างกายของเขาแล้ว เราต้องปกป้องวิญญาณของเขาด้วย แต่การปกป้องอย่างหลังนี้เราทำได้โดยไม่พยายามเข้าไปยุ่งย่ามกับการตัดสินใจของเขาเกินไป ให้เขาได้เรียนรู้ผลของการตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ใช่จากคำตัดสินของเรา

อีกเรื่องหนึ่งที่ชอบคือการเปรียบเทียบการเป็นพ่อแม่กับคันธนูที่โก่งงอด้วยแรงประสงค์แห่งนายธนูเพื่อที่จะผลักดันลูกศร คือลูกของเรา ที่จะพุ่งไปข้างหน้าสู่อนาคตอันเป็นอนันต์ ในบทกวีนี้เขาใช้อักษรตัวใหญ่ “He, His” เป็นการบอกนัยยะว่านายธนูนี้เป็นการอุปมาอุปไมยถึงพระผู้เป็นเจ้า

อะไรคือคือความหมายของการถูกโก่งงอด้วยแรงกระทำของนายธนู ผมจินตนาการถึงการถูกท้าทาย ถูกแรงกระทำให้เราต้องเปลี่ยนแปลง ฝึกฝืนจากภาวะสบายๆ มาสู่การโอนอ่อนต่อการเป็นแรงส่งให้กับลูกๆของเรา โดยที่เราไม่อาจมองเห็น หรือกำหนดอนาคตของพวกเขาได้อย่างที่ต้องการ ที่สำคัญของการเป็นคันธนูที่ดีไม่เพียงแค่แรงส่งสำหรับลูกธนู แต่เป็นความมั่นคงของคันธนูด้วย ความ “นิ่ง” ของพ่อแม่ เป็นแรงส่งที่ทำให้ลูกก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ยิบราน ต้องการบอกเรื่องการเลี้ยงดูลูกแต่เราว่า เราต้องละวางความสงสัยในสิ่งที่ไม่อาจรู้ได้ (เพราะจิตวิญญาณของลูกเราอยู่ในบ้านแห่งอนาคต) ในขณะเดียวกันกับที่ต้องตอบรับต่อความเปลี่ยนแปลงเมื่อเป็นพ่อแม่คนด้วยการโอนอ่อนทว่ามั่นคง ไว้วางใจในนายธนูที่เรามองไม่เห็น

Wednesday, June 24th, 2009 | Author: phoenix

สิ่งที่ทำให้อยู่ต่อไปได้ (2)

เรื่องของคุณป้าอุบล พยาบาลผู้้ทำทาน

สำหรับ holistic doctor programme วันนี้ เรามีสอง cases เรื่องนี้เป็นกรณีที่สอง

คุณป้าอุบล เคยเป็นพยาบาลอยู่ที่จังหวัดตรังมาเป็นสิบๆปี ลาออกมาอยู่บ้านตอนปี 2549 ตอนนั้นมีอาการถ่ายอุจจาระมีเลือดปน ไปตรวจก็พบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทำผ่าตัดตัดลำไส้ออกไป และได้รับเคมีบำบัดเพิ่มเติม หลังจากนั้นต่อมาก็เริ่มมีการแพร่กระจายไปที่ตับและกระดูก หมอจึงนัดมาให้เคมีบำบัดชุดใหม่อีกชุดนึง

ตอนเราเข้าไปที่ห้องคุณป้าอุบล พยาบาลกำลังจัดการเอาสายน้ำเกลือออกพอดี หลังจากให้เคมีบำบัดเสร็จ คุณป้าจะมารับ 3 doses ก่อนกลับบ้าน วันนี้เป็นวันสุดท้าย ผมถามคุณป้าว่าปกติหลังเคมีบำบัดจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนอะไรเยอะไหม คุณป้าบอกมีนิดหน่อยไม่เป็นไรหรอก มียาป้องกันให้อยู่ก่อนแล้วด้วย

เรามาเยี่ยมคุณป้าอุบลกันกลุ่มใหญ่ 10+ คน เรียกว่ายืนกันเต็มห้องเลย มีญาติๆคุณป้าอีก 3 คนนั่งฟังอยู่ด้วยตอนเราไปสัมภาษณ์

"รู้สึกอย่างไรบ้างครับ"

"สบายดี นี่เดี๋ยวบ่ายนี้ก็จะได้กลับบ้่านแล้ว ได้ยาครบ วันนี้ครบเร็วกว่าปกติ ธรรมดายามันหมดตอนบ่ายๆนะนี่" คุณป้าอุบลตั้งข้อสังเกต

"แล้วมีอาการอะไรที่อยากจะให้หมอช่วยบ้างไหมครับ"

"ไม่มีเลย ไม่มีอาการอะไรจ้ะ"

"แล้วรู้สึกอย่างไรบ้างจ๊ะป้า เรื่องที่ต้องมา รพ.เป็นพักๆ แล้วที่มันมีการแพร่กระจายอะไรนี่"

"ตอนป้ารู้ว่ามะเร็งมันแพร่กระจาย ก็ไปหาอ่านหนังสือใหญ่เลย ว่ามันเป็นเพราะอะไร เราก็ทำตัวดี ดูแลร่างกายดีมากตลอด ป้าเคยอยู่ห้องผ่าตัดมาก่อนด้วย เคยเห็นคนต้องใส่ท่อหายใจ เห็นอะไรมาเยอะ ไม่เคยนึกว่าเราเองต้องโดนอย่างนั้นเลย ถึงตอนนี้ก็เข้าห้องผ่าตัดมา 5-6 ครั้งแล้ว"

"ทราบมาว่าคุณป้าลาออกแล้วใช่ไหมครับ"

"ใช่จ้ะ"

"แล้วเป็นยังไงบ้างครับ"

ป้ายิ้มกว้าง "โอ๊ย สบายใจมากเลย เบาสบาย ไม่เคยสบายอย่างนี้มาก่อนในชีวิต ตอนทำงานนั้นป้าทำงานหนักมาก ไม่มีเวลาดูแลตัวเองเลย กลับบ้านก็หมดแรง หลับสนิท ตื่นมาก็ทำงาน งกๆๆทั้งวัน ลาออกมานี่คิดถูกที่สุดเลย"

more…

Wednesday, June 24th, 2009 | Author: phoenix

สิ่งที่ทำให้อยู่ต่อไปได้ (1)

วันนี้มีกิจกรรมการเรียนการสอน holistic doctor programme อันทำให้ผมมีเรื่องเล่ามาเล่าให้ฟังหลายต่อหลายตอนแล้ว สำหรับวันนี้ผมทราบตั้งแต่ตอนเริ่ม session ว่าน่าจะมีอะไรดีๆเกิดขึ้นเป็นพิเศษ (นอกเหนือจากการ "อธิษฐาน" เป็นกิจวัตรว่าวันนี้น่าจะมีอะไรพิเศษ) เพราะดูจากสีหน้า แววตาของน้องๆ externs ที่มาราวน์กัน ดูกระชุ่มกระชวย มีพลัง

Holistic doctor programme เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนของ extern (นักศึกษาแพทย์เวชปฏิบัติชั้นปีที่ 6) โดยในครึ่งปีแรก เราจะจัดตอนนักเรียนปฏิบัติงานที่ภาคศัลยศาสตร์ ในครึ่งปีหลังเอาตอนที่ผ่านกองสูติ-นรีเวช ระหว่างนั้นจะมี session แทรกในกองออร์โธปิดิกส์และอายุรกรรมเป็นครั้งๆไป

 

 

บรรยากาศ small group บางทีก็มีอาจารย์เต็มศักดิ์ อาจารย์ท่านอื่นๆมาร่วมสนทนาด้วย

ผมก็ถามไปว่ามีกี่ราย สองรายค่ะอาจารย์ อืม.. คนไข้ยังพูดได้ไหม (เพราะเราจะไปสอนแสดงที่เตียงคนไข้ด้วย บางทีน้องเลือก case ที่ยังมีเครื่องช่วยหายใจอยู่ก็เลยสัมภาษณ์ไม่ได้ หรือด้วยความยากลำบาก) น้องๆก็บอกว่า โอ๊ย พูดได้สบายมากค่ะอาจารย์ คนไข้ค่อนข้างจะสบายดี OK เลยทีเดียว cope ได้ดี 100%

อืม… ขนาดนั้นเชียวเหรอ ระยะไหน (เป็นมะเร็งระยะไหนแล้ว) แล้วนี่?

more…

Wednesday, June 24th, 2009 | Author: phoenix

one US versus one THEM

ไหนๆเขียนเรื่องความกลัวที่ (พยายามทำให้) เกี่ยวกับการเรียนแพทย์มาได้สองบทติดๆกัน ขอขยายความถึง "ผลลัพธ์" ที่น่ากลัวถ้าเราวางเฉยไม่ประคองสติรับรู้เรื่องนี้อย่างจริงจังว่าจะเกิด อะไรขึ้น นั่นคือ "วิถีทรราชย์ (Tyranny Route)" ดังที่เคยเขียนไว้ครั้งหนึ่ง

คนเราไม่ได้อยู่ดีๆจะก้าวสู่ "วิถี" นี้ได้ทันทีทันใด เพียงแต่กระบวนการนั้นซ่อนเร้นอย่างแยบยล แนบเนียนสุดๆ ชนิดยิ้มรับเลยทีเดียว โดยเริ่มจากกระบวนการ downloading หรือการย้ำคิด ย้ำรู้สึก ย้ำกระทำ ใช้ความหมายเก่าๆเพาะเป็นความเคยชินในเรื่องธรรมดาๆนี่แหละ เดี๋ยวนี้สื่อต่างๆเข้าถึงการรับรู้ในบ้านได้รวดเร็ว หลากหลายวิธี ยิ่งมี internet ด้วยล่ะก็ เรียกว่ารับกันไม่หวาดไม่ไหวเลยทีเดียว ถ้าใคร (ที่คิดว่าแน่จริง) จะลองเข้าไปอ่านข่าวจาก website ซึ่งหนังสือพิมพ์รายวันเดี๋ยวนี้หลายๆฉบับก็จะมี version ภาค online ให้คนเข้าไปอ่าน และ update ติดตามได้อย่างกับนั่งอยู่ ring-side ของเหตุการณ์นั้นๆเลย

ยิ่งไปกว่านั้น เดี๋ยวนี้อ่านข่าวเฉยๆไม่พอ internet ยังเปิดโอกาสให้คนแสดงความคิดเห็นต่อข่าวนั้นๆได้ด้วย ตรงนี้แหละที่เรียกว่าเดินอยู่บนขอบเหวที่จะลื่นตกวูบไปเมื่อไรก็ได้ ตกลงไปแล้วอาจจะไหลพรวดเดียวไปอยู่ในปลักลึก

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ระหว่าง​ "เหตุผล" กับ "อารมณ์" นั้น การได้รับการยอมรับจาก "ชุมชน" จะมีอิทธิพลและแรงผลักดันเพียงพอได้ไม่ยากนัก ว่าเป็นพฤติกรรม หรือความคิดที่ดี ทั้งๆที่อาจจะไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่

ตรงนี้กลายเป็น "เส้นแบ่งบางๆ" ระหว่างประชาธิปไตยกับ Mob’s Rule หรือ "กฏหมู่"

การ "มีพวกมาก" ไม่ได้ทำให้เรื่องราวถูกต้อง มีคุณธรรม มีจริยธรรม หรือเป็นฝ่ายยึด "ความดี" แต่กลยุทธ์นี้กำลังจะกลายเป็นวิถีนิยมในยุคปัจจุบัน ในที่ที่ไม่ได้ exercise การแสดงความคิดเห็นของตนโดยเคารพความคิดเห็นผู้อื่น (ซึ่งเป็นรากฐานต้นๆของการอยู่ "ร่วม" และ bottom-line ของประชาธอปไตย) ก็จะเป็นการนำเปลือกวิธีมาใช้โดยไม่มีหลักการ

ถ้าอ่านความเห็นในข่าวที่ online อยู่ จะเห็นการ "แบ่งพวก" ชัดเจน และการแบ่งพวกนั้นใช้อารมณ์เป็นหลัก เมื่อไรก็ตามมีคนที่คิดเห็นต่าง ก็จะถูกโจมตีที่ตัวบุคคล (personal attack) แทนที่จะเป็นการอภิปรายบนความคิด จะใช้ความรู้สึกมากกว่า "ข้อมูล" ไม่มีการแลกเปลี่ยน "ข้อเท็จจริง" มีแต่การ trade insult การดูถูกหรือ discredit ซึ่งกันและกัน

เรื่องนี้เกี่ยวกับการเรียนแพทย์อย่างไร?

more…

Tuesday, June 23rd, 2009 | Author: kijja

The Phoenix Again
By May Sarton

On the ashes of this nest
Love wove with deathly fire
The phoenix takes its rest
Forgetting all desire.

After the flame, a pause,
After the pain, rebirth.
Obeying nature’s laws
The phoenix goes to earth.

You cannot call it old
You cannot call it young.
No phoenix can be told,
This is the end of the song.

It struggles now alone
Against death and self-doubt,
But underneath the bone
The wings are pushing out.

And one cold starry night
Whatever your belief
The phoenix will take flight
Over the seas of grief

To sing her thrilling song
To stars and waves and sky
For neither old nor young
The phoenix does not die.

เห็นอาจารย์สกลเขียนถึงปรัชญาประทับใจแล้ว อยากเขียนเรื่องราวประทับใจที่ผ่านเข้ามาในชีวิตช่วงนี้ไว้ด้วย ชีวิตเราเริ่มต้นใหม่ทุกเช้าที่เราตื่นนอน เหมือนกับนกฟีนิกซ์ที่ฟื้นขึ้นมาจากเถ้าถ่านกรรมเก่าของวันวาน ตัวเรา หลักยึดของการดำเนินชีวิตเรา จึงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามกรรมใหม่ที่เราสะสมเข้าไว้

เรื่องแรกเป็นเรื่องของการให้ โดโรที เดย์ ผู้ต่อสู้เพื่อคนยากจนในนิวยอร์กกล่าวว่า เธอคิดถึงคนยากจนที่ไม่รู้สำนึกในบุญคุณ เป็นคำพูดที่น่าตกใจเมื่อได้ฟังครั้งแรก แต่เมื่อเธอบอกต่อไปว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นหมายถึง “อย่างให้แก่ผู้ที่คุณหวังจะได้รับการสำนึกบุญคุณจากพวกเขาที่จะทำให้คุณรู้สึกดี เพราะนั่นเป็นการให้กลายเป็นสิ่งที่ด้อยค่าและมีประโยชน์ต่อพวกเขาไม่นาน และที่สำคัญมันไม่ใช่สิ่งที่คนยากจนต้องการ มันยิ่งทำให้พวกเขายากจนต่อไปอีก จงให้เมื่อคุณมีบางอย่างที่คุณต้องให้ และเมื่อผู้รับสมควรได้รับในสิ่งนั้น”

ผมอ่านพบข้อความข้างต้นจากหนังสือ Let Your Life Speak ของ Parker J. Palmer ประเด็นที่เขาเขียนถึงคือคุณต้อง “มี” สิ่งนั้นก่อนที่จะให้ผู้อื่น คุณไม่อาจหวังผลมะม่วงจากต้นกล้วยได้ฉันใด เราก็ไม่อาจมอบในสิ่งที่ตัวเองไม่มีฉันนั้น แต่ประเด็นที่ผมประทับใจคือ เราต้องไม่ทำให้ทั้งตัวผู้ให้และผู้ได้รับ ยึดติดกับการให้ เหมือนกับแสงแดดอันเป็นของขวัญจากดวงอาทิตย์ทำให้ต้นไม้ใบหน้างอกงาม การให้ของเราเป็นธรรมชาติที่เราต้องมอบให้แก่ผู้อื่นอยู่แล้ว และมันจะไม่เป็นสิ่งที่เสียไปเปล่าๆหากการกระทำนั้นเป็นการสร้างความงอกงามแข็งแรงกับผู้รับ

เรื่องที่สองเป็นเรื่องที่อ่านจากหนังสือโยคะเล่มหนึ่ง เป็นมนตราที่ผู้เขียนแนะนำให้ผู้ฝึกโยคะภาวนา เขาบอกว่า เราทุกคนเป็นคนที่สมบูรณ์ในตัวเองได้โดยไม่ต้องอ้างอิงจากสิ่งอื่น คล้ายๆกับคำสอนเรื่องของ “มานะ” ของธรรมาจารย์จากหมู่บ้านพลัมที่ว่า “เราไม่เหนือกว่า ไม่ด้อยกว่า และไม่เท่ากับผู้อื่น”

ผมคิดว่าการเป็นคนที่เราเป็นนี่แหละที่ช่วยปลดปล่อยให้เราเป็นอิสระ แต่นี่ไม่ใช่ข้ออ้างว่าเราทำอะไร อย่างไรก็ได้ตามใจเรา การคิดเช่นนั้นเป็นการตกหลุมพรางของกิเลสแห่งอัตตาที่จะทำให้เรารู้สึกขาดแคลนเข้าไปใหญ่ ความสมบูรณ์ของเมล็ดพันธุ์ไม่ใช่การคำนึงถึงต้นไม้ที่ยังไม่ได้งอกออกมา แต่เป็นศักยภาพที่จะเติบใหญ่เป็นต้นไม้ได้ เราก็เช่นเดียวกัน เรามีศักยภาพที่จะพ้นจากความทุกข์ได้ทุกคน นี่ต่างหากที่เป็นความสมบูรณ์ของตัวเราในฐานะเมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะ

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องของความรู้สึกขอบคุณ ดูอาจจะขัดแย้งกับเรื่องแรก แต่ไม่ใช่เช่นนั้น เป็นอีกด้านหนึ่งของสิ่งเดียวกันแต่ไม่ใช่สิ่งที่ตรงกันข้าม

เมื่อไม่นานมานี้ภรรยาผมอยากให้ทำศาลเจ้าที่ใหม่หลังจากได้ปรับปรุงบ้าน ผมถามภรรยาว่าทำไมเราจึงไม่สร้างเป็นศาลพระภูมิ เธอตอบว่าเพราะทางบ้านเราไม่ได้นับถือทางนั้น ที่บ้านเคารพนับถือวิญญาณของบรรพบุรุษมากกว่า

เมื่อสร้างศาลเจ้าที่เสร็จ ผมไปยืนอยู่หน้าศาลและได้คิดว่า ผืนดินที่ผมยืนอยู่นี้ ครั้งหนึ่ง เคยมีผู้ได้มาอยู่ ได้มาปรับปรุงให้เป็นที่อาศัย และส่งมอบต่อมาจนถึงผมในวันนี้ วิญญาณแห่งผืนดินนี้ยังอบอวลอยู่รอบๆ การครอบครองที่ดีที่สุดคือการรู้สึกขอบคุณต่อผู้ที่ได้ส่งต่อมาให้ และส่งต่อไปให้ผู้ที่จะได้รับต่อไป เป็นความรู้สึกที่บอกอธิบายได้ยาก ผมได้รับมอบ ได้ครอบครองในสิ่งทีมีไว้เพื่อมอบต่อผู้ที่จะครอบครองต่อไป เส้นแบ่งระหว่างผู้รับกับผู้ให้หายไปเฉยๆ ความรู้สึกขอบคุณได้เอ่อล้นเข้ามาในหัวใจ

เรื่องราวที่เขียนมาเกี่ยวอะไรกับบทกวีของเมย์ ซาร์ตันข้างบน ผมคิดว่ามันอาจทั้งเกี่ยวและไม่เกี่ยวนะ



Monday, June 22nd, 2009 | Author: phoenix

Don’t look where you fall, but where you slipped

นี่เป็นอีกหนึ่งบทใน My Favourite Philosophy ที่ผมเขียนตอนหนึ่ง Courage is not a lack of fear ไปก่อนหน้านี้ บทนี้ดูจะเรียบง่าย แต่มีความหมายที่ดีมากทีเดียว

“อย่าไปมองดูอยู่แต่ที่ที่เราล้ม แต่ให้มองกลับไปที่ที่เราลื่น”

สาเหตุอย่างหนึ่งที่ “ฉุด” คนให้ไม่ไปข้างหน้า หรือจมปลักอยู่กับความผิดพลาด หรือแม้กระทั่งการกลัวการกระทำผิด ก็คืออุปนิสัยที่เรามักจะมองเห็น (หรือหมกมุ่น) อยู่กับผลแห่งความผิดพลาดนั้นๆ แต่ไม่สามารถ (หรือไม่ได้พยายาม) มองหาสาเหตุที่เรานอนแอ้งแม้งอยู่ตรงนั้น

ถ้าเรา “รับรู้” แต่บรรยากาศความทุกข์ หรือ consequences ของการทำผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นคะแนนที่ไม่ดี ตอบคำถามครูไม่ได้ คนไข้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือแม้กระทั่งเสียชีวิตไป สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความประทับใจแง่ลบ และไปๆมาๆก็เลยเถิดไปถึงการเกิดความกลัวการผิดพลาดไป ความทรงจำที่คะแนนร่อแร่ ความอายเพื่อนๆที่ถูกอาจารย์อัด (เป็นสำนวนนะครับ แปลว่าถามอะไรก็ตอบไม่ได้) หรือความรู้สึกแย่ๆที่เราเป็นหมอไม่เก่ง ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองจากตำแหน่งที่เรา “นอนล้ม” อยู่ทั้งสิ้น

ตรงนี้ก็อาจจะกลับไปที่เดิม เรื่ิองเดิม คือ “ความกลัว” ว่าเราได้ identify เป็นสิ่งเร้าภายนอกหรือภายใน

ที่จริงเป็นเรื่องธรรมดา และเป็นเรื่องธรรมชาติ ที่บรรยากาศตอนล้มนั้น สิ่งต่างๆจะดูซึมเศร้าหมอง แต่เรามีอิสระภาพที่จะมองไปที่ที่อื่นก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวิเคราะห์ว่า “เอ…. ตูทำอะไรลงไป ก้าวไปตรงไหน ถึงได้มานอนอยู่ตรงนี้?” ทำไม? เราคะแนนไม่ดี ทำไม? เราตอบคำถามอาจารย์ไม่ได้ ทำไม? เราจึงควรรู้คำตอบที่อาจารย์ถาม ทำไม?คนไข้รายนี้จึงเกิดภาวะแทรกซ้อน หรือเสียชีวิตไป การที่เราตั้งหลัก และมองไปที่ตำแหน่งที่เรา “ลื่นล้ม” จึงเป็นพลังงานที่สร้างสรรค์ และทำให้ปรากฏการณ์ความล้มเหลวนั้น เกิดการเรียนรู้ที่ดันไปข้างหน้า แทนที่จะกลายเป็นพื้นที่แห่งความกลัว และฉุดศักยภาพของเราให้จมปลักกับกระบวนทัศน์เช่นนี้

การตอกย้ำกับ summative assessment (การประเมินตัดสิน) เป็นตัวทำให้เราไม่ได้มองหา formative assessment (การประเมินเพื่อพัฒนาปรับปรุง) คนนี้ได้เกียรตินิยม คนนั้นไม่ได้ มี ranking มีการ “ตีค่า” แถมยังตีแบบตัดขวาง (cross sectional) เรื่องบางเรื่องอาจจะอยู่ในบริบทนั้นๆ อาทิ การสอบคัดเลือก แต่ในเรื่องอื่นๆนั้น ถ้าเราคิดว่าเรากำลังทำงานกับ “ศักยภาพ” ซึ่งในคำๆนี้มันแฝงไว้ด้วย “ความเป็นไปได้ (ในอนาคต)” เราอาจจะต้องพิจารณาใคร่ครวญให้ดี ว่า สิ่งที่เราตัดสินไปนั้น เป็นการ “ตีตรา (label)” และสุดท้ายจะกลายเป็นการทำ “บอนไซมนุษย์” อยู่หรือไม่ เอะอะอะไรก็จะขอดัด ขอติดลวด เพราะอย่างที่ฉันเห็นเท่านั้นที่เรียกว่าสวย ที่เรียกว่าถูกต้อง บัณฑิตที่เป็นผลผลิต ก็จะเหมือนออกมาจากโรงงาน (ซึ่งมันจะไม่เป็นไปอย่างนั้น)

Monday, June 22nd, 2009 | Author: phoenix

Courage is not a Lack of Fear

เช้านี้ ผมได้รับ blessing ด้วยการอ่าน email จากอาจารย์พรรณทิพย์ ฉายากุล (ที่จริงท่านส่งมาให้เกือบทุกเช้า จนเกิดอาการ addiction คือลงแดงนิดๆถ้าวันไหนไม่ได้อ่าน) เรื่อง My Favourite Philosophy มีบทหนึ่งว่า

"Courage is not a Lack of Fear, but the Ability to Act while Facing Fear."

คนเรา ใครๆก็อยาก "กล้า" มันฟังดูดีกว่า "กลัว" เยอะเลย คนกล้าก็ดูดีกว่าเป็น "คนขลาด" ด้วย ที่นี้กลยุทธในการทำให้กล้านั้นมีหลากหลายวิธี แต่ละวิธีก็จะเกิดผลแตกต่างกันไปบ้าง บางทีก็ไม่แน่ใจว่าบางวิธีนั้น จะ "ทำให้กล้่า หรือทำให้ไม่กลัว" กันแน่

เอ… แล้วมันต่างกันด้วยเหรอ? อาจจะมีคนถาม

ต่างครับ และต่างกันเยอะทีเดียว (ผมว่า)

Courage to be different โดย Aviana2

ในหนังสือแฮรี พอตเตอร์ ภาคสาม (The Prisoner from Azkaban) มีตอนหนึ่งที่ครูถามแฮรีว่า กลัวอะไรมากที่สุด ปรากฏว่าสิ่งที่แฮรีกลัวคือ "ความกลัว" นั่นเอง ถ้าเราจะบริหารจัดการโดยการ "หลีกเลี่ยงความกลัว" ก็อาจจะเกิดสภาวะที่ free from fear ได้ระยะหนึ่ง แต่นี่เป็น "ความกล้า" หรือไม่ ก็น่าสงสัยอยู่

เราทำให้ไม่กลัว โดยวิธีการเช่นไรบ้าง? อาจจะแบ่งกลยุทธ์เป็น "ความกลัวจากภายนอก" และ "ความกลัวจากภายใน" การใช้วิธีแรกคือจัดการกับความกลัวภายนอกนั้น เป็นการสร้างระยะห่างระหว่างตัวเรากับสิ่งกระตุ้นให้เรากลัว ส่วนการใช้วิธีที่สอง เป็นวิธีที่ผมเชื่อว่าเป็นวิธีสร้างความกล้าตามความหมายของบทความนี้

1.Lack of Fear

more…

Sunday, June 21st, 2009 | Author: phoenix

ความสำเร็จแค่เอื้อม

สองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาตั้งแต่ undergraduate ป.ตรี ป.โท และ ป.เอก ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหัวข้อ Philisophy of Humanity และ หัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ ทำให้่ได้ประจักษ์ต่อความจริงประการหนึ่งว่า "การรับรู้" ของปัจเจกบุคคลนั้น มีผลมากมายเพียงไรต่อกระบวนคิดและวิธีการเรียน รวมไปถึงความพึงพอใจในการทำงานประจำด้วย

"อะไร" เป็นสิ่งที่เกิดจากสิ่งที่ "เราทำ" ความเชื่อมโยงตรงนี้ จะมีผลเยอะ โดยเฉพาะอย่างย่ิงถ้ามีการเชื่อมโยงระหว่าง "ความงาม" ของตัวเรากับ "ผลงาน" ที่ว่า ไปๆมาๆ มันจะพาลเชื่อมโยงเรื่อง "ความไม่งาม" กับผลงานของเราไปด้วย (รึเปล่า?) ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีบางท่านทำงานและเปลี่ยนงานมาหลายครั้ง "เพื่อหาความท้าทาย" บางท่านก็เรียนเพิ่มเติม "เพืื่อกลับไปเปลี่ยนแปลง" บางคนก็มาเรียนเพราะ "มันอยู่ในหลักสูตร" สิ่งต่างๆเหล่านี้สะท้อนถึงแรงผลักดัน และทำให้เราเข้าใจมากขึ้นในพฤติกรรมการเรียนและการทำงานของแต่ละคน

มีภาพยนต์สั้นเรื่องหนึ่งเรื่อง Make a Difference เป็นเรื่องราวของเด็กชายเท็ดดี เสตลลาร์ด (สามารถ download หรือสั่งซื้อ high definition DVD ได้จาก www.makeadifference.com) ที่ผมนำมาฉายและใช้เป็นเครื่องมือเชื่อมโยง

มิส ทอมป์สันเป็นครูที่เผชิญกับ dilemma ที่เด็กคนหนึ่งในชั้นเรียนคือเท็ดดี ไม่ค่อยสนใจเรียน เรียนไม่รู้เรื่อง เนื้อตัวสกปรกไม่ค่อยสนใจดูแลตัวเอง ผลการเรียนก็ย่ำแย่ คะแนนต่ำ จนตอนมิสทอมป์สันตรวจข้อสอบก็เป็นไปอย่่างที่เธอคาดไว้ กากะบาทตัวใหญ่ พร้อมให้คะแนน F ตัวใหญ่อย่างรู้สึกสาสมใจ จนมาวันหนึ่งที่มิสทอมป์สันต้องทำ review ประวัติเด็กนักเรียนในชั้น จึงค่อยพบว่าเท็ดดีไม่ได้เป็นแบบนี้มาแต่แรก แต่เดิมนั้นเป็นเด็กที่สดใส รื่นเริง และอารมณ์ดี แต่พอแม่ของเขาป่วย เป็น terminal illness และเสียชีวิตในที่สุด เท็ดดีค่อยๆเปลี่ยนบุคลิกจนกลายมาเป็นแบบที่เธอพบ (รายละเอียดแนะนำให้ไปชมตามที่ link ไว้ครับ)

สิ่ง ที่มิสทอมป์สันทำในตอนแรก คือ mission ที่ครูทุกๆคนถูกสอนมาให้ทำ คือ ตรวจข้อสอบ ให้คะแนน แน่นอนที่ความภาคภูมิใจส่วนหนึ่งของครูมักจะเป็นความสำเร็จเชิงการศึกษาของ นักเรียน และตอนนั้นเอง ที่มิสทอมป์สันอาจจะรู้สึกว่า เท็ดดี ไม่ได้เป็นหลักฐานที่ดีเท่าไหร่นักในเรื่องนี้ ความ "ไม่ชอบ" ก็ผลิดอกออกผลขึ้นมาในใจ

ทั้งๆ ที่การที่เท็ดดีเรียนไม่ได้ มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสอนดี สอนไม่ดี ของมิสทอมป์สันสักเท่าไหร่เลย แต่การที่มิสทอมป์สันรู้สึกแบบนั้น แปลว่าเธอ "รู้สึก" อย่างนั้นเพราะอะไร?

more…

Friday, June 19th, 2009 | Author: phoenix

อภิชาตศิษย์ (2)

เมื่อวานนี้ผมได้มีโอกาสคุมกิจกรรมการเรียน การสอนการสร้างเสริมสุขภาพ (health promotion) เป็น learning session ของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 ที่แฝงอยู่ใน block pre- and postoperative care ของที่ ม.อ. (สงขลานครินทร์) เป็น session ประเภทเดียวกับที่เคยเขียนมาเล่าให้ฟังแล้วครั้งหนึ่งในเรื่อง "อภิชาตศิษย์" ก็มีเรื่องราวน่าสนใจอีก (ที่จริงในกิจกรรมนี้ แทบจะเรียกได้ว่าทุกครั้ง ผมได้เจอะเจอมองเห็นศักยภาพอันมเหาฬารของนักศึกษาแพทย์ แต่ไม่ได้นำมาเล่าทุกเรื่อง)

น้อง นศพ.ก็เล่าเรื่อง (การนำเสนอ case ในกิจกรรมนี้ จะไม่ได้นำเสนอแบบ "classic" ของกิจกรรมวิชาการแพทย์ ที่มักจะขึ้นด้วย "ผู้ป่วยหญิงไทยคู่ บ้านอยู่สงขลา อาชีพ…." แต่จะเปิดตัวคล้ายๆภาพยนต์ สร้างบรรยากาศและสร้าง background ให้เรา "นึกภาพออก" คือเกิด "ภาพพจน์" ของคนไข้ขึ้นมาชัดเจนยิ่งขึ้น) ของผู้ป่วยรายนี้ให้ฟัง เป็นกรณีอุบัติเหตุจราจร คนไข้และสามีเดินทางด้วยรถยนต์ตอนเช้ามืด จากพัทลุงมาเข้าหาดใหญ่ ซึ่งก็ไม่ได้ไกลอะไรมากนัก มีผู้โดยสารคือลูกสาว อายุ 11 ปีมาด้วยอีกคน สามีเป็นคนขับรถ ก็ขับๆมาจนใกล่้หาดใหญ่แล้ว รู้สึกว่าใกล้ที่หมาย คนไข้่ที่นั่งด้านหน้าคู่คนขับจึงได้ถอดเข็มขัดนิรภัยออก ตอนนัั้นเอง ที่รถได้เสียหลักถลาจากถนน (มาทราบทีหลังว่าสามีหลับใน) คว่ำลงไปข้างทาง คนไข้ได้รับบาดเจ็บต้องผ่าตัดในช่องท้องหลายแห่ง สามีมีกระดูกแขนหัก ลูกสาวก็พกช้ำนิดหน่อย ทั้งสองคนเจ็บไม่มากเท่ากับคนไข้และสามารถออกจาก รพ.ก่อนผป.หลายอาทิตย์

ใน การทำกิจกรรมนี้ เราจะให้นักเรียนแพทย์ไปสืบค้นหา 1) impact ของการเจ็บป่วยต่อสุขภาวะมิติต่างๆ 2) สาเหตุ หรือพฤติกรรมนำที่เกี่ยวข้องกับการเกิดการเจ็บป่วยในครั้งนี้ และ 3) กระบวนการสร้างเสริมพลังและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่นักศึกษาอยากจะทำให้แก่ ผู้ป่วย

เดี๋ยว นี้นักศึกษาแพทย์ไม่มีปัญหาในการค้นหาและเชื่อมโยงมิติของสุขภาพแบบองค์รวม แล้ว สามารถนำเสนอได้ครบ ไม่ยากเย็นหรือท้าทายแต่อย่างใด แต่ highlight ของกิจกรรมนี้มีสองช่วงคือ ผมจะให้มีการสะท้อนประสบการณ์ตรงในการสืบค้นหาข้อมูลและเล่าแรงบันดาลใจ ที่มาของกิจกรรมที่นักเรียนอยากจะนำไปกระทำให้แก่คนไข้

ใน case นี้ปรากฏว่าหนึ่งในสาเหตุและหัวข้อที่น้องนักศึกษากลุ่มนี้คิดว่าเป็นปัญหา คือเรื่อง "ภาวะวิกฤติภายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้" และก็อภิปรายเล่าสิ่งที่เขาคิดว่าน่าจะช่วยได้ไป แต่พอดีไม่ได้เล่ารายละเอียดว่าทำไมเขาถึงคิดว่าอุบัติเหตุจราจรแถวๆหาดใหญ่ จะไปเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับเรื่องนี้ได้ ก็เลยขอให้ทั้ง class ลองช่วยกันตีความ

more…