Thursday, July 22nd, 2010 | Author: phoenix

เท่าทันสื่อ

เมื่อสองสามวันก่อน มีโอกาสเข้าฟังการสนทนาในหัวข้อ media literacy หรือมีคนแปลว่า “เท่าทันสื่อ” ก็เกิดความคิด ความรู้สึกหลายประการ

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราสามารถขอหยิบยืมสิ่งที่เราขาด สิ่งที่เราไม่มี แต่จำเป็นในชีวิต มาจากคนรอบข้าง สิ่งแวดล้อม ทั้งมีและไม่มีชีวิตได้ตลอดเวลา เอามาทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้สามารถทำในสิ่งที่อยากทำ มีในสิ่งที่อยากมี และบางทีก็ได้เป็นในส่ิงที่อยากจะเป็น และทำให้เรามองเห็นความสำคัญของ “ประสาทสัมผัส การรับรู้” ของเราเพิ่มมากขึ้นเยอะ เพราะหากปราศจากซึ่งประสาทสัมผัสเหล่านี้ เราก็จะไม่มีกลไกใดๆในการจะดำเนินชีวิตแบบสัตว์สังคมได้เลย

ในยุคปัจจุบัน เรายังได้ทำลายกำแพงทางกายภาพ ภูมิศาสตร์ ที่ขวางกั้นการรับรู้สิ่งแวดล้อมที่อยู่ห่างไกลออกไปได้สำเร็จ ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคนี้ ที่ล้ำหน้ากว่าแต่ก่อนอย่างเกินจินตนาการ ไม่เพียงเฉพาะแค่เรื่องวิชาการ ความรู้ แต่การเชื่อมต่อสอดประสานของวัฒนธรรมประเพณีผ่านช่องทางเชื่อมเหล่านี้ ทำให้เกิดกำลังขับเคลื่อนไปสู่สมดุลของสังคมยุคใหม่อย่างรวดเร็วและไม่หยุด ยั้ง

“สื่อ” จึงไม่ได้เป็นแค่ของฟุ่มเฟือยหรือเพียงแค่เครื่องอำนวยความสะดวกอีกต่อไป แต่เป็นทั้งหนทาง มรรคา และตัว “สร้างกำหนด” วัฒนธรรมใหม่ ประเพณีใหม่ ภาษาใหม่ ไปจนถึงวิถีชีวิตใหม่ ที่โครงสร้างเหล่านี้กำลังกลายเป็นแกนโครงสร้างหลักอีกรูปแบบหนึ่ง

แน่นอนที่สุด ของอะไรก็ตามที่มาใหม่ๆ ก็ต้องการการ “ปรับตัว” ของคนที่อยู่ในระบบ การปรับตัวที่ว่านี้ก็จะมีหลายระดับ ขึ้นกับ compliance ของแต่ละปััจเจกว่า พร้อมในการเผชิญหน้ากับ unknown มากน้อยแค่ไหน มีความคุ้นชินกับ “ส่ิงที่ไม่รู้” ได้รวดเร็วเพียงใด และ “ตัวตนเดิม” ของตนเองนั้น มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงได้ขนาดไหนด้วย

Howard Gardner ได้กล่าวถึง Five Minds for the Future หรือสภาวะจิตที่จำเป็นในอนาคต ได้แก่ Disciplinary mind, Synthesizing mind, Creative mind, Ethical mind และ Respectful mind ในสองประการหลังเป็นประเด็นที่จะต้องใช้โดยตรง เพื่อการเผชิญหน้ากับสิ่งแวดล้อมที่แตกต่าง วัฒนธรรม ความเชื่อ และคุณค่าที่แตกต่างที่กำลังถูกนำมาอยู่ใกล้ชิดกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนใน อดีต

ปรากฏว่าในคนที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน เมื่อเจอกระแสข้อมูลข่าวสาร ทั้งในปริมาณและคุณภาพมากมายมหาศาล ไม่สามารถที่จะ “process” หรือจัดการได้อย่างดีพอ ก็จะถูกกระแสสื่อใหม่นี้โหมกระหน่ำแบบตั้งตัวไม่ทัน ไม่สามารถที่จะ ride หรือขับขี่กระแส หากแต่กลายเป็น “ถูกพัดพาไปตามกระแส” แทน คนกลุ่มนี้ก็จะกลายเป็น victim หรือผู้รับเคราะห์ไปท่ามกลางคลื่นกระแสแห่งข้อมูลของยุคนี้

นี่ จึงกลายเป็นที่มาของหัวข้อ Media Literacy หรือ “เท่าทันสื่อ” นั่นเอง

มีสิ่งสำคัญในการที่คนเราจะเสพ รับรู้สื่อ แต่อาจจะไม่ได้ตระหนักและทำให้เกิดผลเสียได้อย่างขาดไม่ถึง ก็คือ “ธรรมชาติ ที่มาของสื่อ” แต่ละชนิด ที่แตกต่างกัน สื่อบางประเภท เป็นสื่อสาธารณะ ที่มีองค์กรรัฐรับผิดชอบดูแล แต่สื่อบางประเภท ก็มาจากองค์กรอิสระ ที่รวมถึงเป็น profit-making organization หรือองค์กรแสวงหาผลกำไร เป็นการประกอบอาชีพทำมาหากิน เหมือนๆกับองค์กรค้าขายทั่วๆไป แต่แทนที่จะขายของ ก็ขายข่าวแทน

เราพึงตระหนักรู้ว่า สื่อที่เรากำลังเสพอยู่นี้ เป็นสื่อประเภทใด อะไรคือ The Source หรือวิสัยทัศน์ของการมีหน่วยงานนี้แต่แรกเริ่ม เพราะถ้าเป็นองค์กรแสวงหาผลกำไร การนำเสนออาจจะมี hidden agenda หรือวัตถุประสงค์แฝงเพื่อเป็นการเปิดโอกาส หรือแผ้วทางการหากำไร ให้แก่ผู้ใดผู้หนึ่ง แต่ไม่ได้เน้นการนำเสนอข่าวที่เป็นกลาง หรือยิ่งไปกว่านั้นคือ หากสื่อนี้เป็นองค์กร หรือหน่วยงานที่ manipulate หรือควบคุมกระแสข่าวสาร เพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มเดียว การจะเสพสื่อยิ่งต้องอาศัยสติ ปัญญา การใคร่ครวญแยกแยะมากย่ิงขึ้น

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีภาพยนต์เจมส์ บอนด์ ตอน The World is not Enough ที่ตัวร้ายเป็น media mogul หรือเจ้าพ่อขายสื่อทำข่าว แสดงให้เห็นถึงอำนาจมหาศาล ที่สื่ออาจจะดำเนินการกระทำต่อสังคมได้อย่างเหมือนจริงมากๆ (ที่จริง อาจจะเป็นเรื่องจริงก็ยังได้) มีการกระทำตั้งแต่เป็นตัว “สร้างข่าว” ขึ้นมาเอง เพื่อที่สำนักพิมพ์ของตนเองสามารถ “ทำข่าว” ได้รวดเร็ว (ตั้งแต่ก่อนมีข่าวซะอีก ก็เพราะเป็นคนสร้างข่าวเอง) สร้างกระแส ปั่นหุ้น กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของสังคมไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งตลอดเวลา

และในยุคนี้นี่เอง คนเราถูก empower ให้สามารถแสดงความคิด ความรู้สึก ความเห็น และตีพิมพ์สู่สาธารณะได้ง่ายดายกว่าแต่ก่อนมาก การส่ง mass email สามารถเข้าถึง “ตู้ไปรษณีย์” ส่วนตัวของคนทั่วโลกเพียงแค่ปลายนิ้วคลิ้ก หรือเดี๋ยวนี้มีเครื่องมือ social network มากมาย อาทิ facebook HI5 tweeter blogs message-board etc ที่ความเห็นส่วนตัวของเรา ความรู้สึก หรืออะไรก็ได้ ที่เราตีพิมพ์ลงไป จะมีคนมาอ่านนับหมื่น แสน ล้านคนในพริบตา

การ “เสพสื่อ” กลายเป็นสิ่งเสพติด ไม่เพียงแค่เพื่อ “รู้” เท่านั้น บางทีก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของ status ทางสังคม ที่คนเราแสวงหาต้นทุน ว่าฉันก็รู้เรื่องนี้ รู้มากกว่าแกอีก หรือรู้ถูกต้องกว่าแกอีก ที่แกรู้มาน่ะผิด หรือล้าสมัยกว่าที่ฉันรู้ ข่าวสารธรรมดาๆที่นำเสนอแบบแต่ก่อน ก็ดูจะตื่นเต้นน่าสนใจน้อยลง ทำให้ต้่องมีการใช้ “ภาษาพิเศษ” วิธีการพิเศษ เพิ่มภาพ เพิ่มเสียง เพ่ิมเพลง เพิ่มอารมณ์ลงไปมากขึ้น และเหมือนสิ่งเสพติดทุกชนิด เช่น เหล่้า บุหรี่ ชา กาแฟ คนเราก็จะรู้สึก “ด้าน” เร็ว ต้องการแรงขึ้น มากขึ้น ถี่ขึ้น ถึงจะถึง level ความพึงพอใจเดิมได้ ก็ไม่แปลกอะไรที่เราจะพบว่าภาษาสื่อในปัจจุบัน มันจะลงไปกเฬวรากมากขึ้นๆ

จน เดี๋ยวนี้โปรแกรมข่าวธรรมดาๆ อย่างข่าวพยากรณ์อากาศ ก็ยังต้องมีเทคโนโลยีหวือหวา มี presenters สวยหล่อเท่ห์มาช่วยขายข่าวฝนตกขี้หมูไหล!!

และ บางที จนเราก็ไม่รู้ตัวเองว่า ที่แท้ ณ ขณะนั้น เราเองที่ทำหน้าที่เป็น “สื่อ” เองด้วย!!

เราไม่ได้มีอ ำนาจแค่เสพสื่ออย่างเดียวอีกต่อไป ด้วยเครื่องมือในปัจจุบัน ไม่ต้องใช้ต้นทุนอะไรมากมาย เราสามารถกลายเป็น “เจ้าของสื่อ” ไปได้อย่างง่ายดาย ขายความคิด ส่งต่อความเห็น กระตุ่้นอารมณ์ความรู้สึกของ mass public ทั้งหมดนี้เป็นไปได้อย่างไม่ได้ลำบากอะไรเลย

เมื่อคิดคำนึงถึงตอนนี้ ผมก็เกิดสรุปได้ว่า สงสัยเราจะไม่ได้ต้องการเพียงแค่ media literacy หรือการ “เท่าทันสื่อ” เท่านั้นเสียแล้ว

ที่เราต้องการมากกว่าใดๆ ทั้งสิ้นน่าจะเป็น Self Literacy หรือการ “เท่าทันตนเอง” มากที่สุด!!

Wednesday, July 21st, 2010 | Author: phoenix

ตีตรา… แล้วค่อยว่ากัน

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา คงจะไม่มีใครปฏิเสธว่ากิจกรรมที่ทำให้ “จิตตก” มากที่สุด เห็นจะเป็นการอ่านข่าว ฟังข่าว ชมข่าว จากสื่อต่างๆ ทั้งแบบ active ประเภทที่เราเข้าไปสืบ ค้น อ่าน ฟัง เอาเอง และแบบ passive ที่มีคนชงส่งให้มาถึงมือถือบ้าง email บ้าง และเครื่องมือ social network มากมายที่หลวมตัวสมัครเข้าไป บางทีเราก็ได้มองในแง่บวก อืม.. ก็ช่วย update เชื่อมโยงคนที่อยู่ห่างไกล ให้ปรากฏประดุจดั่งมานั่งในห้องเดียวกันได้ ได้ฟัง รับรู้ มุมมองที่แตกต่างมากมาย

แต่ใน package ที่ว่า ไม่เพียงแค่ contents เนื้อหา เรามักจะได้แถม emotion อารมณ์ความรู้สึกของคนสื่อตามติดมาด้วย มากหรือน้อย และด้วย agenda ที่แตกต่างกันไป

สังคมตอนนี้มีประเด็นสำคัญๆที่ปรากฏว่าไม่ได้แก้ไข หรือแก้ไขยากขึ้น เพราะการจะนำมาปูบนโต๊ะ  แผ่บนพื้น ให้ทุกๆคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาช่วยกันมุง มาช่วยกันแก้ปัญหามันยากขึ้น ทั้งนี้และทั้งนั้นมาจากการที่ตัว “ปัญหา” เหล่านี้ สำคัญมาก สำคัญน้อย สำคัญมากที่สุด น้อยที่สุด ถูกนำไป monopoly หรือผูกติดกับอะไรอย่างอื่น นั่นคือการใส่ logo ลงไป

เมื่อวานนี้กับเมื่อวานซืนนี้ ผมได้มีโอกาสไปนั่งในวง dialogue ซึ่งค่อนไปทางการเมืองนิดหน่อย (ฮึ ฮึ ที่จริง ก็น่าสงสัยว่าในยุคปัจจุบันนี้ เราสามารถที่จะพูด “การเมือง” ให้ “นิดหน่อย” ได้จริงหรือไม่) ก็มีอาการและอาการแสดงที่ว่านี้เชิงประจักษ์ให้เราได้ชมเป็นสินค้าตัวอย่าง พอสมควร

“เจ้า” แปลว่า “เหลือง”

“ไพร่” แปลว่า “แดง”

“ชั้นกลาง” แปลว่า “เหลือง”

“ปัญหายากจน” แปลว่า “ของแดง”

ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

ทำให้ผมไปนึกถึงบทความที่เคยเขียนไว้สองสามที ในเรื่อง Tyrant Route หรือ Inverted-U pathway ของการสนทนา

เดี๋ยวนี้ ไม่รู้เพื่อให้มันง่าย (หรือมันยาก) เราก็มักง่ายที่จะ label สิ่งที่เรากำลังพูดเอาโหมะไว้รวมๆด้วยสัญญลักษณ์อะไรบางประการ เข้าใจว่าคนทั่วๆไปน่าจะรู้และเข้าใจทันที ว่าสัญญลักษณ์นี้หมายถึงอะไรบ้าง สมัยก่อนทางการแพทย์ก็ทำอย่างนี้บ้าง คือเราเรียกเป็น “กลุ่มอาการ” คือ โรคบางโรคมันแสดงออกมาทีนึงได้หลายๆระบบ การวินิจฉััยก็ได้มาเพราะกลุ่มอาการที่ไม่ได้มาระบบเดียว แต่จะมาเป็น package เช่นโรค SLE (systemic lupus erythromatosus) ที่นักร้องดังคุณพุ่่มพวงเป็น ก็จะแสดงออกมาหลากหลายระบบ พอเราจัดหมวดหมู่ปุ๊บ หมอพูดถึงโรคนี้ก็จะเกิดภาพในใจขึ้นมาทันทีว่าคนไข้คนนี้น่าจะมีอาการทาง เลือด ทางข้อ ทางไต ทางผิวหนัง ก็ช่วยในการดูแลได้เยอะ ไม่พลาดอะไรไปง่ายๆ

แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นทันที ถ้าเราใช้สัญญลักษณ์แบบเดียวกัน มาตีตราเรื่องอื่นๆ ที่ยังไม่ได้พิสูจน์ หรือมีหลักฐานว่ามันคือกลุ่มจำเพาะโรคเดียวกัน แต่เราดันมาตีขลุมว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน

เช่น “มะเร็งเต้านมเดี๋ยวนี้ พยากรณ์โรคดีมาก อาจจะอยู่ได้เป็นสิบๆปี

ซึ่งก็จริง แต่ไม่จริงทั้งหมด เพราะ “มะเร็งเต้านม” ไม่ได้เป็นชื่อจำเพาะของโรคๆเดียว ที่จริงมีหลากหลายเซลล์ต้นแบบ หลากหลายพฤติกรรม รวมทั้งหลากหลายพยากรณ์โรค ตั้งแต่ดีมากไปถึงไม่ค่อยจะดีมาก แต่การให้ “สัญญลักษณ์” แบบตีขลุม จะส่งผลกระทบต่อระบบความคิด การจัดการ การ approach ไปทั้งฝ่ายหมอเอง และฝ่ายคนไข้ด้วย

สมัยก่อน ในทางการเมือง ใครที่ชิง middle ground หรือ “พื้นที่กลางๆ” ได้ จะได้เสียงข้างมาก เพราะคนมักจะไม่ค่อยจะ extreme หรือสุดโต่งกัน ตามทฤษฎีแนวโน้ม ระฆังคว่ำ ที่ 95-97% จะกระจุกตรงกลาง ส่วนน้อยที่จะกระจายไปสุดทางด้านใดด้านหนึ่ง แต่ว่าในยุค tribalism หรือ “เผ่าใคร เผ่ามัน” ตอนนี้จะกลับกลายไปอีกแบบหนึ่ง ซึ่งกลไกเป็นไปตาม tyrant route ก็คือ พูดเรื่องอะไร ทำเรื่องอะไรก็ตาม “ของฉัน” มันถูกต้องเสมอ ถูกต้องที่สุด นั่นคือมี One fact / One view มีความจริงเดียว มีมุมมองเดียว (คือของฉัน) ที่ถูกต้อง โดยไม่รู้ตัว เมื่อเราเจอมุมมองที่แตกต่างไป เราก็จะขับไล่ไสส่งออกไปห่างๆตัว ในที่สุด รอบๆตัวเราก็จะเหลือแวดล้อมเฉพาะคนที่เห็นด้วย เห็นเหมือนเราเท่านั้น เรายิ่งก่อเกิด one fact / one view ที่แข็งแกร่งขึ้น ก็ดูสิ “ใครๆ” ก็เห็นเหมือนกับเรา (เพราะเราไล่คนอื่นออกไปหมดแล้วที่เห็นต่าง) เกิดเป็น One Us / One them มีคนแค่สองจำพวกเท่านั้น คือเห็นเหมือนเรา (US) กับเห็นต่างเรา (THEM)

ที่ น่าสนใจคือ ถ้าหากเราเดินทางมาถึง stage นี้ ไม่ว่า “เรา” หรือ “เผ่าเรา” พูดอะไร ทำอะไร มันจะพลอยถูก พลอยดีไปหมดทุกอย่าง!! และไม่ว่า“เขา” หรือ “เผ่าเขา” พูดอะไร ทำอะไร มันก็จะพลอยผิด พลอยเลวไปหมดทุกอย่างเช่นกัน  แม้แต่ถ้า “เขา” เกิดทำอะไรที่ดีๆขึ้นมา จะให้เรายอมรับว่าดี ก็ไม่ได้เสียแล้ว จะเกิดความ “คลางแคลงใจ” ขึ้นมาทันที ว่าถึงจะฟังดูดี แต่ไม่น่าจะดี บางทีก็ถึงขนาดยอมรับว่าของเขา “อาจจะถูก” ก็ไม่ได้ เพราะนั้นจะแปลว่า “ของเราท่าจะผิด” ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

สตีเฟน ฮอคิง ผู้ประพันธ์ Brief History of the Universe และ Theory of Everything เคยเขียนไว้ในบทนำของหนังสือเล่มหนึ่งของเขาว่า “บางครั้งที่เขาเสนอความคิดอะไรใหม่ๆ ที่คนส่วนใหญ่อาจจะยังขัดแย้งไม่เห็นด้วยนั้น แทนที่คนเหล่านี้จะมาถกอภิปรายในประเด็นที่ขัดแย้ง กลับไปใช้เวลาถกกันถึงตัวคนพูดแทน ว่าเป็นคนยังไง เสมือนกับว่าเราจะใช้ characters มาทดแทนความถูกผิดหรือเหตุผลได้เลยอย่างไรอย่างนั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ก็เช่นกัน ก่อนที่เราจะอภิปราย พูดคุยกันถึงเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ด้วยเหตุผลบางประการ เราจะต้อง label คนพูดก่อน ว่าอยู่ใน political wing ไหน สีอะไร หลังจากนั้น สิ่งที่จะถูกหรือจะผิด ก็ไม่ได้ขึ้นกับเนื้อหาที่เสนอเท่าไหร่แล้ว คิดอย่างเดียวว่ามันสีเดียวกันเราก็แปลว่าคิดถูก ถ้าคนละสีก็ต้องคิดผิดแน่นอน สังคมเต็มไปด้วยการ stereotyping และ generalization การด่วนสรุป จัดกลุ่มเป็นเผ่า เหล่า หมู่ เราชักจะหมดปัญญาที่จะแยกแยะเรื่องราวเป็นเรื่องๆ เป็นประเด็นๆไป กลับใช้วิธีตีตราก่อนว่าเป็นพวกใคร ถูกหรือผิดก็เป็นไปตามนั้นแทน

“การ เหมารวม” ทำให้ สะท้อนผิด สะท้อนถูก ทั้งๆที่ทั้งกลุ่มมีคนหลากหลาย ต่างวัตถุประสงค์ ต่าง agenda กัน แต่ถูกเรียกออกมาเหมือนกัน ใครจะบอกว่าเป็นกลาง หรืออยู่ middle ground ก็จะถูกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพิจารณาแค่ว่า “สีเดียวกันไหม” ถ้าไม่ใช่ แปลได้อย่างเดียวว่าเป็นอีกสีหนึ่ง หมดความสามารถในการไว้วางใจกัน เต็มไปด้วยความหวาดระแวงกัน

เมื่อนำเอาทฤษฎี tyrant route เข้ามาวางดู ปรากฏว่าเป็นสถานการณ์จริงในหลายๆจุดของสังคมตอนนี้ เกิดความกลัวขึ้นมาทันที เพราะในระยะหลังๆของ tyrant route หลังจากเกิด one fact /  one view เกิด one us / one them แล้ว ก็จะเข้าสู่ยุคแห่ง miss-inform, propaganda และ manipulation ขยับไปเรื่อยๆจนถึง extermination คนที่เห็นต่างไปให้หมด

จะแก้ปัญหา หรือขยับบ้านเมืองไปข้างหน้าให้ได้ เราจะต้อง “เลิกตีตรา” และหันเข้าหาประเด็นปัญหาไปให้ถึงรากเหง้าที่มาได้ทุกเรื่อง เพราะเดี๋ยวนี้ พอจะดูข่าว อ่านหนังสือพิมพ์ ฟังรายการอะไร แทนที่จะ focus ไปที่เนื้อหา ก็ต้องตีตราเสียก่อนว่าเป็น “สื่อสีอะไร” ที่เหลือเราก็พร้อมจะเชื่อ จะเกลียด จะฟัง จะด่า ไปโดยอัตโนมัติไปหมด สื่อสีนึงกลายเป็น “ตัวแทนปากเสียง” ของปัญหากลุ่มหนึ่งไปโดยอัตโนมัติ อีกฝ่ายจะไม่มีทางเห็นใจ หรือมองเห็นเข้าใจปัญหาเรื่องนี้ได้ (แต่ “เราเท่านั้น” ที่จะเข้าใจ และเป็นตัวแทนอย่างเต็มภาคภูมิ)

Category: Theory U  | Leave a Comment
Friday, July 09th, 2010 | Author: phoenix

เรื่องเล่าเร้า พลัง (มืด)

"อารมณ์เป็นอะไรที่มนุษย์มี ใช้ และเผลอๆก็ถูกใช้"

มีหนังสือใหม่เล่มหนึ่งเรื่อง Marketing 3.0 ของ Cotler กล่าวตอนหนึ่งว่า ในยุคแรก คือ Marketing 1.0 นั้น เรียกว่าเป็น Rationale marketing ใช้ข้อมูล รายละเอียด ในการนำเสนอสินค้า เป็นยุคที่การตลาดมองหาว่า demand คืออะไร (ข้อมูล) เพื่อที่จะหา supply มาให้ตรงกัน (อุปสงค์ และ อุปทาน) ยุคต่อมาเรียกว่า Marketing 2.0 เป็นยุค Emotional Marketing ใช้การ manipulate อารมณ์ เพราะอารมณ์เป็นแรงผลักดันพฤติกรรมที่ดีกว่า ได้ผลมากกว่าตรรกะ หรือเหตุผล ในยุคนี้ ผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องไปศึกษา demand เท่ากับยุคแรก แต่สามารถใช้การโฆษณา ข้อมูล ข่าวสาร ไปสร้าง artificial demand หรือความต้องการเทียม ให้เกิดขึ้น ลูกค้าถูกปรับอารมณ์ให้อยากซื้อ อยากใช้ ทั้งๆที่ไม่จำเป็นเลยก็ยังได้ ส่วน Marketing 3.0 นั้น เป็นยุคที่ Cotler คิดว่าในปัจจุบันเรา "จำเป็น" จะต้องไปถึงยุคนี่แล้ว มิฉะนั้น Capitalism จะกลืนกินทั้งทรัพยากรและจิตวิญญาณของมนุษย์ ยุคนี้จึงเรียก "Spiritual Marketing" สินค้าที่ออกมา ควรจะต้องมีการคำนึงว่า "มันดีต่อโลกนี้ ต่อผู้คน อย่างไร?"

เป็นที่น่าสนใจว่า แม้แต่พ่อค้ายังหวนกลับถอยออกมาจาก profit-oriented business หันมามองอะไรที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น (แม้ว่าจะเกิดการแรงผลักดันจากการมองเห็น "ทุกข์" ที่เกิดจาก materials ก็ตาม แต่.. ก็ยังดี…) วิชาชีพแพทย์ การบริการพยาบาลขับไปขับมา กลับค่อยๆเลี้่ยวลงตลาดหุ้น โหมกระหน่ำ marketing 2.0 มากขึ้น ก็เป็นอะไรที่ ironic ไม่น้อย

ประเด็นก็คือ "อารมณ์กับพฤติกรรมนั้น สอดคล้องจองกัน"

อารมณ์เป็นอะไรที่ไม่ชัดเจน มองเห็นได้ สัมผัสได้ เหมือนอย่างเหตุผล คือเหตุผลนี่เรามักจะเรียบเรียงสื่อสารด้วยคำ ด้วยภาษาที่เรามีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากพอควร แต่สำหรับอารมณ์นั้น ยากที่เราจะหาคำอะไรมานิยาม พรรณนาเพื่อสื่อกันให้ชัดเจนได้ สุดท้าย "ภาษาอารมณ์" นั้นจึงต้องพึ่งพาเรื่องเล่า เรื่องราว ประสบการณ์เก่า ออกมาช่วยพรรณนาพอให้เพิ่มความเข้าใจได้ อาทิ "เจ็บยังกะคลอดลูก" "นุ่มราวกับสำลี" "ดีใจอย่างกะถูกลอตเตอรีรางวัลที่หนึ่ง" ฯลฯ ซึ่งถ้าประสบการณ์หรือเรื่องเล่าประกอบนั้น เป็นอะไรที่พบบ่อย คนทั่วไปเจอ ก็จะช่วยเยอะ แต่บางทีก็ยากเหมือนกัน เช่น ผู้ชายก็ยากแก่การจินตนาการว่า "เจ็บยังกะคลอดลูก" นั้นเป็นยังไง แม้แต่แม่ในยุคนี้ ก็มีการคลอดแบบไม่เจ็บ (painless labour) เพราะฉีดยาชาที่หลังจนหมดความรู้สึกไปครึ่งตัว จนคลอดแล้วก็ไม่เจ็บอะไรเท่าไหร่ แม่คนนี้ก็จะไม่ค่อยจะ "เข้าถึง" ประโยคที่ว่า "เจ็บยังกะคลอดลูก" เหมือนกัน หรือเข้าใจไปคนละดีกรีกับคนพูดที่หมายถึงคลอดแบบเจ็บมากมาย

more…

Thursday, July 08th, 2010 | Author: phoenix

เมื่อไรเราถึงจะ I in YOU?

Otto Scharmer ผู้เขียนหนังสือ Theory U ได้กล่่าวตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ถึงการจัดระดับการสนทนา หรือการฟังออกเป็น 4 ระดับ คือ I in me, I in it, I in you และ I in now

I in me ก็คือการฟังแบบใช้ตัวเราเป็นตัวตั้ง คือเราจะมีความทรงจำเก่า ความหมายเก่า เทปม้วนเก่าอยู่แล้ว เมื่ออะไรที่คลับคล้ายคลับคลา เราก็พร้อมจะเสียบชุดความหมายเดิมๆเข้าไปทันที เหมือน download ของเก่ามาใช้ เป็นการสนทนา การฟังแบบผิวๆเผินๆ ฟังๆไปแบบนี้เผลอๆเราอาจจะด่วนสรุปว่าเราเข้าใจหมดแล้ว ก็หยุดฟัง แม้ว่าจะทำท่าทำทางฟังอยู่ก็ตาม เช่น เพื่อนเราพออ้าปากพูด เราก็รู้ไปหมดว่ามันจะพูดว่าอะไร เราก็จะหยุดฟัง (ที่จริงคือหยุดสนใจ) หันไปคิดเรื่องที่เราจะพูดต่อของเราทันทีที่มันพูดจบ (แล้วเพื่อนเราก็จะ return the favour คือแสร้งเป็นฟัง แล้วก็คิดเรื่องที่จะพูดต่อไปอีก) ผลสุดท้ายก็คือ เป็นการพูดจาแบบสุภาพ ถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่ไม่มีใครฟังอะไรกัน แยกย้ายกันกลับไป ทุกคนเหมือนเดิมทุกประการ

I in it ขยับลึกลงไปอีกนิด แทนที่จะเอาเราเป็นตัวตั้ง ก็เอา reference หรือ แกนอ้างอิงมาเป็นตัวตั้ง ใช้เยอะในการสนทนาทาง academic หรือการศึกษาวิชาการ นัยว่า evidence-based หรือการเรียนเชิงประจักษ์นั้น จะพูดจะจา จะต้องมีอ้างอิง มีการศึกษา ไม่ได้คิดเองเออเองนะ อันนี้มักจะเป็นการ debate มีคนที่เหนือกว่า มีคนที่ด้อยกว่า (เหตุผล) ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง อาจจะฝ่ายเดียว มีน้อยครั้งที่จะเปลี่ยนสองฝ่าย (ถ้าโค่นกันไม่ลง) บางทียังสรุปไม่ได้ ก็ยังงงๆกลับไปทั้งคู่ ในขั้นนี้เรียกว่าเป็นการฟังแบบ "เปิดจิต" (Open Mind)

ใน สองแบบนี้ ถ้าลงมาที่ debate แล้วเกิดอารมณ์ ความเปราะบางของ self บังเกิด ก็จะมีความโกรธ มีความระแวดระวังตัวเกิดขึ้น การสนทนาการฟังก็จะย้อน retrograde กลับไประดับหนึ่งใหม่ เพื่อรักษามิตรภาพ หรือรักษาความรู้สึก security ของ self ตนเองเอาไว้ หรือบางทีแตกหัก กลับสูญเสีย self ไปก็มี เพราะเอาคุณค่าของตนเองไปแขวนไว้กับสิ่งที่เชื่อในตอนแรก

I in you เป็นการ ฟังไม่เพียงแค่ contents แต่สนใจไปถึงว่า ทำไม และอะไรกันแน่ ที่ผู้พูดกำลังต้องการจะสื่อ เพราะอะไร มันสำคัญอย่างไรกับคนพูด และสำคัญอย่างไรที่เขาเลือกมาพูดกับเรา ทำไมเราถึงได้มาฟังเรื่องนี้ เราจะมีบทบาทเช่นไร มีความหมายอย่างไร เป็นการฟังแบบ "เปิดหัวใจ" (Open Heart) เพราะเปิดจิตอย่างเดียว บางทีมันยังมีความคลางแคลงใจหลงเหลือ ไม่เชิงเหตุผล แต่มันไม่โดนใจเราก็ไม่อยากจะรับรู้ จนเมื่อเราสามารถที่จะ embrace โอบกอดกับสิ่งที่เราคลางแคลงได้ เราถึงจะรับรู้ในมิตินี้ได้ ในการสนทนาระดับนี้ บางคนก็บอกว่าเป็น Dialogue ลึกกว่า debate ในระดับนี้ บางทีบางครั้ง เราอาจจะนึกถึงเรื่องอะไรอยากจะพูดออกมา ปรากฏว่าเพื่อนที่นั่งอยู่ด้วยกันก็พูดขึ้นมาเฉยเลยก็มี

I in now และเมื่อหัวใจของผู้ร่วมสนทนาเปิดกว้าง สิ่งที่ "สำคัญที่สุด" ของแต่ละคน ถูกนำออกมาแลกเปลี่ยน เปิดเผย อย่างไว้วางใจ ณ ตรงนี้เองที่ "อนาคต" กำลังจะผุดปรากฏ หรือถือกำเนิดขึ้น ต่อหน้าต่อตา อนาคตที่ไม่มีใครพยากรณ์ หรือบอกกล่าวล่วงหน้า ถูกผลักดันมาอยู่ริมขอบของปัจจุบัน เมื่อทุกๆคนได้ตระหนักถึง presence ว่าทำไมจึงได้มาอยู่ ณ ที่นี้ ตรงนี้ กับคนอื่นๆ นี่จะเป็นปัจจุบันที่ "ชัดเจนที่สุด" เราจะไม่ได้นำเอาอดีต นำเอาความหมายเก่า นำเอา download ของเดิมๆมาคาด มาเดา แต่ ณ ขณะนี้ เราอยู่ here and now โดยแท้จริง ความรู้ใหม่ที่จะปรากฏขึ้นนั้น เป็นเพราะ NOW นี่จะเป็นการสนทนาแบบ generative dialogue ในระดับ "เปิดเจตจำนง" Open Will พวกเราจะเข้าสู่ ณ ที่ที่อนาคตผุดกำเนิด (where the future emerges)

more…

Category: Theory U  | 4 Comments
Thursday, July 08th, 2010 | Author: phoenix

ยังใช้ facebook ไม่เป็น

ผมจัดตัวเองว่าเป็นคนที่ติดตามเทคโนโลโยในระดับ "พอประมาณ" คือ ไม่ถึงกับ cutting edge แต่ก็พอถูไถสนทนา แต่ตอนหลังๆพบว่าสงสัยจะเริ่มปลงกับ "ตกยุค" ของตนเองเสียแล้ว ตั้งแต่หลุด HI5 โดยยังไม่ทันจะเริ่ม ปรากฏว่าเขาก้าวข้ามไปทำอย่างอื่นกัน ด้อมๆมองๆ tweeter จนพอจะเริ่ม ปรากฏว่าเขาหันไป facebook กัน พอมาถึง facebook ฮ่า! เริ่มมีกะเขาบ้าง พอจะใช้ ปรากฏว่าเราไม่ทันอีกแล้ว

ที่ ว่า "ไม่ทัน" ก็คือ ผมคิดว่า social network ที่เป็น internet หรือ digital online เนี่ย มันช่าง "รวดเร็ว" เหลือเกิน จนเกินรสนิยมผมไปหลายปีแสง

วันก่อนอ่านบทความของรุ่นน้อง comments ไปนิด เพราะรู้สึกว่าน่าสนใจ พอวันนี้นึกอะไรออกมาได้ จะไปเขียนต่อ ปรากฏว่าเรื่องนั้นมันกลืนหายไปกับอดีต มีบทความใหม่ๆ หัวข้อสนทนาใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา ไล่ตามหาไปอยู่พักใหญ่ก็ไม่เจอของเดิมที่เราจะเพิ่มเสียแล้ว ต่างจากเครื่องมือโบราณชิ้นเดิมของผมคือ blog ที่ยังไงๆมันก็ยังอยู่ที่เก่า หรือมีสารบัญ มี key words ที่อะไรที่พอจะ trace กลับไปใหม่ได้ ไม่ว่ามันจะเลื่อนลงไปเหมือนกัน (แต่ด้วยความเร็วของเราเอง เพราะเป็น blog เรา) หรือจะหาของคนอื่น ก็เป็นหมวด และเป็นอะไรที่ไม่หวือหวาวืดวาดเร็วเกินไป

เดือนที่แล้วมั้ง ที่อ่านเจอโฆษณาแวบๆ มีคนจัดอภิปรายเรื่องอะไรสักเรื่อง หัวข้อน่าจะลึกซึ้งพอประมาณ (ในรสนิยมของผม) ปรากฏว่า มีวิทยากรถึงสิบกว่าคน!! หะแรกเราก็คิดว่านี่คงจัดเป็นวันสองวัน หรือมีหลายห้องคู่ขนาน เปล่าเลย เขาจัด "วูบเดียว" นั่นแหละ คนนึงพูดประมาณ 5-10 นาที แล้วก็พูดต่อๆกันไปเรื่อยๆ แป๊บเดียวสิบกว่าท่าน จบ!!

เสียงปรบมือเกรียวกราว ความรู้มหัศจรรย์เสพย์ผ่านไปในพริบตา!!

เมื่อเจอปรากฏการณ์เช่นนี้ ทำให้คนที่เริ่มคิดอะไรช้าลงอย่างผมก็เกิดอาการขวัญหนีดีฝ่อ รีบสำรวจตนเองว่า เอ… เราช้าลง หรือคนอื่นเร็วขึ้นหว่า เพราะถ้าเราช้าลงเยอะๆ อาจจะเป็นอาการเริ่มต้นของ Alzhiemer รึเปล่า ลองสมาธิ วิปัสนาเร็วๆ อืม.. ก็ยังอยู่นี่นะ เรียบเรียงอะไรต่อมิอะไรได้เหมือนเดิม แสดงว่านี่เป็นปรากฏการณ์ที่โลกรอบตัวผมมันวิ่งเร็วขึ้นเป็นหลัก

ถ้า facebook ทำให้เรา "สัมผัส" และมี "ความสัมพันธ์" อย่างที่โลกกำลังดำเนินไปในอนาคต ผมก็เกิด "อคติ" ขึ้นมาไรๆกับความสัมพันธ์แบบที่ว่านี้ เพราะใน old school ของผม การค่อยเป็นค่อยไป เป็น ingredients ที่สำคัญในการที่จะเกิดสิ่งสำคัญมากๆอย่าง "ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์"

more…

Thursday, July 08th, 2010 | Author: phoenix

ความท้าทายเชิงผลลัพธ์

ตอนที่พวกเราช่วยๆกันเขียน OM ของสันทรายในครั้งนี้่ ไม่ได้ทำตามลำดับที่ผมเคยไปเรียนมาจาก สคส. workshop ที่ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มจาก vision & mission ของ "เรา" (คือใครก็ตามที่จะเป็นคนดำเนินการแผนนี้) แต่กลายเป็นว่า "เรา" (ในที่นี้คือ สภ.อ.) ไปรวบรวมหากลุ่ม direct partners มาก่อน คือ ไปดูมาว่าในพื้นที่ของเรามีกลุ่มอะไร formed ขึ้นมากันบ้าง แล้วเอามาทำกัน

ก็ไม่ได้ว่าอะไร เป็นไงเป็นกันอยู่แล้ว ถือหลัก OM ต้องลองทำครับ ถึงจะรู้

ปัญหาอยู่ที่ตอนเขียน outcome challenges หรือความท้าทายเชิงผลลัพธ์ (บางท่านจะแปลว่าผลลัพธ์ที่ท้าทายก็ได้ แต่อาจารย์ทัศนีย์ ท่านเป็นครูภาษาอังกฤษ แนะนำว่า เขาแปลเอาตัวหลังเป็นหลัก) นั้น ก็เกิด "อาการ" ขึ้นมาทันที

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มต่่างๆที่เรามีนั้น สิ่งแรกๆที่จะต้องทำก็คือ เขาฝันอย่างที่เราฝัน หรือเราฝันร่วมกับเขาหรือไม่? เพราะถ้าตรงนี้ไม่ได้จูนกันให้ดีแต่แรกเริ่มแล้ว so-called direct partners ของเราอาจจะไม่ได้ฝันร่วมกับเราเลย ในที่สุด ก็จะ doom ไปสู่ความแตกแยก แยกทางกันเดินในที่สุด

อาทิ บางกลุุ่มอาจจะตั้งขึ้นมาเพื่อหากำไร เป็น profit-making union หรือสหพันธ์ผู้ค้าขายอะไรก็ตาม ตรงนี้เราจะต้องดูดีๆ ไม่งั้น เราเองฝันว่าเขาจะต้องค้าขายเพื่อสุขภาวะของอำเภอ แต่ปรากฏว่าเขาตั้งกลุ่มเพื่อจะได้มีอำนาจต่อรองสร้างกำแพงราคาของ อย่างนี้เรียกว่าคนละเรื่องเดียวกันตั้งแต่ที่มาเลยทีเดียว

และบางทีด้วยความคุ้นชิน และคิดว่าถ้าเรารู้แล้ว คนอื่นก็น่าจะเข้าใจเหมือนๆกัน มีตัวอย่างใน workshop นี้

กลุ่มนึงบอกชื่อกลุ่มว่าเป็นกลุ่ม "แม่บ้าน" แล้วก็ตั้ง outcome challenges ว่่า "ทำอาหารได้ถูกหลักอนามัยและมีประโยชน์" เท่านั้นแหละ เพื่อนๆก็รุมชำแหละกันเมามัน มีคนบอกว่า "อะไรกันเธอ เห็นแม่บ้านทำหน้าที่แค่ทำกับข้าวเท่านั้นเองเรอะ" "เออ… ดิฉันว่า แม่บ้านก็มีความฝันอย่างอื่นๆนะคะ เป็นแม่ที่ดี เป็นคนที่มีประโยชน์ต่อสังคม ไม่ใช่อยู่แต่ในครัวนะคะ" ฯลฯ

เกือบเละครับ

more…

Thursday, July 08th, 2010 | Author: phoenix

เครือ (ตา) ข่าย

ใน workshop นี้ เรามีกลุ่ม direct partners อยู่แล้ว คร่าวๆ 21 กลุ่ม และคงจะเกิดใหม่และดับไปในระหว่างทางไปอีกไม่น้อย ข้อดีก็คือเมื่อตั้งกลุ่มมาแล้วน่าจะมีเป้าหมาย ซึ่งในภาษา OM ก็คือ vision ความฝันอยู่ก่อนแล้วว่าจะตั้งมาทำไม

กับดัก

กับดักที่พบบ่อยในการตั้งกลุ่มก็คือ ตั้งเพราะว่าการตั้งกลุ่มเป็น "เป้าหมาย" ที่ได้ set เอาไว้

ระยะหลังเจ้าของทุน มักจะเน้นว่าทำอะไร ก็ขอให้เกิดมีเครือข่าย network มีทีมด้วยนะ ด้วยความเกรงว่าจะไม่สัมฤทธิ์ บางทีทำไปทำมา สิ่งแรกที่ทำก็เลยกลายเป็นตั้งกลุ่ม ตั้งเครือข่าย network เป็นอันดับต้นๆ จะได้ติ๊กลงไปว่า "ทำแล้ว"

ในภาษา OM จะทำอะไรนั้น ทิศทางของ "พลังงาน" จะต้องมุ่งไปที่วิสัยทัศน์ ความฝันแรกเริ่มของเราเสมอ และทิศทางหรือพลังงานนี้จะอยู่ใน​ "ตัวคน" ได้แก่ พฤติกรรม ความสัมพันธ์ และศักยภาพ ดังนั้นพอเราถามว่า "รู้ได้อย่างไรว่าเกิด network?" เราก็ต้องสามารถบรรยาย พรรณนา สาธก พฤติกรรม ความสัมพันธ์ และศักยภาพของ network ออกมาได้

ถ้าไม่มีเรื่องนี้แต่แรก เราอาจจะงงตั้งแต่ เอ… เรามี email list อยู่ 50 ชื่อ เราเกิด network แล้วรึยังหว่า อืม รึว่าต้องขอที่อยู่ด้วยดี หรือว่าเรานัดมาเจอกันสักครั้งจะได้กลายเป็น network ถ้าเกิดอาการงงๆ แสดงว่าอันนี้เราเลื่อนกิจกรรมมาเป็นเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว และทำไปโดยไม่เห็นว่าทำไมเราจึงจำเป็น หรือควรจะมี network ตั้งแต่แรก แต่ทำไปเพราะเขาบอกให้ทำ

Network นั้นมีสิ่งสำคัญคือ การเกิด mutual benefit หรือ mutual strenghts เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เรา "สามารถ" หยิบยืมศักยภาพ ความสามารถ สิ่งที่เราไม่มี แต่จำเป็นต้องมี หรือจำเป็นต้องใช้ มาจากคนอื่นๆได้เสมอ ตั้งแต่เกิด มีชีวิตอยู่ โตขึ้น จนตาย เราจะต้องไปติดต่อคนโน้นคนนี้ ขอหยิบ ขอยืม ขอใช้แรง เวลา ความสามารถ คนโน้นคนนี้ตลอดเวลา เพียงแต่ network นั้น เป็น objective-oriented ก็คือ เอา "ฝัน" เฉพาะกาล เฉพาะกิจ ของเราเป็นตัวตั้งที่ "ชัดเจน" (OM เน้นที่ "ชัดเจน" นะครับ พูดบ่อยๆให้จำได้ ไม่ได้เน้นที่ "ง่าย" แต่เน้นที่ "ชัดเจน" ไม่ได้เน้นที่ simple มันอาจจะซับซ้่อน แต่ "ชัดเจน") ถ้าเราบอก ประกาศว่า เรามีเครือข่ายแล้ว เอ้า จะทำอะไรกันดี อย่างนี้เรียกว่ายังไม่ชัด ที่จริงมันต้องชัดตั้งแต่จะมีเครือข่ายแล้ว คือทราบว่าทำไมเราจำเป็นต้องมี

นี่ยังไม่เรียกซับซ้อนเท่าไหร่นะครับ

ยกตัวอย่าง เรามี direct partners กลุ่ม "ผู้สูงอายุ" เราฝันอยากให้กลุ่

more…

Thursday, July 08th, 2010 | Author: phoenix

อิทัปปัจจยตา

เปล่าครับ ไม่ได้เขียนบทความพุทธอะไร ผมไม่มีปัญญาทำอะไรแบบนั้น ขอยืมคำนี้มาเพราะคิดว่าน่าจะรวบยอดความคิด ความหมาย ของสิ่งที่กำลังจะแบ่งปันตรงนี้ได้ชัดเจนที่สุด

สำหรับ OM มีอะไรที่ "โดน" หนึ่งในนั้นก็คือ การสะท้อนเรื่องความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง หรือ การมองเห็นว่าผลลัพธ์นั้นมีที่มาจากเหตุปัจจัยมากมาย ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ "น้ำมือของข้าคนเดียว" เท่านั้น อย่างที่โปรเจคเมคเกอร์หลายๆคนเขียนแผนมาก่อน แสดงออกจากการที่ OM จะพูดถึง direct partners ร่วมกับ strategic partners ด้วยเสมอ

ของ ดีหลายๆอย่างของเรา ต้องแปลเป็นของฝรั่งก่อนถึงจะถูกนำกลับมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นอริยสัจสี่ (Problem-based learning), กาลามสูตร (evidence-based medicine) อันนี้ก็เหมือนกัน ถ้าบอกอิทัปปัจจยตา หรือปฏิจสมุปบาท ก็คงจะไม่โดนเท่า Outcome Mapping กระมัง

ในการทำ workshop คราวนี้ หมอวรวุฒิได้ทำ pre-medication (ภาษาเทคนิกทางการแพทย์ คือปกติก่อนหมอจะเอาคนไข้ไปดมยาสลบผ่าตัด เพื่อให้การดมยาสลบราบรื่น ไม่ติดขัด หมอดมยาจะไปให้อะไรนิดๆหน่อยๆก่อน ตั้งแต่การอธิบายขั้นตอนต่างๆ ทำอะไรบ้าง ทำไปทำไม จนไปถึงอาจจะแถมยานอนหลับ ยาคลายเครียดอ่อนๆ พอเคลิ้มๆสบายๆ ในที่นี้ก็เป็นการเตรียมสภาพของผู้เข้า workshop ก่อนนั่นเอง) ไปแล้ว คือ อธิบายที่มาที่ไปของ OM และเชื่อมโยงกับวิธีที่เคยทำมาก่อน คือสุนทรียสนทนา มาเป็นกระบวนการหลักของ workshop ครั้งนี้

more…

Thursday, July 08th, 2010 | Author: phoenix

ไสยศาสตร์ในสังคมปัจจุบัน

อาทิตย์ที่แล้วผมไปเชียงใหม่ (ซึ่งอีกไม่นานก็จะไปอีก ดังนั้นพูดอย่างนี้ก็อาจจะไม่ช่วยให้เข้าใจอะไรมากขึ้นนักเวลากลับมาอ่านอีก ครั้ง แต่ก็เขียนไปแล้ว ไม่อยากลบ) ไปช่วยหมอวรวุฒิ ผอ.รพ.สันทรายทำ workshop outcome mapping ให้กับ คปสอ.อำเภอสันทราย (ไม่ทราบว่าย่อมาจากอะไร แต่เกี่ยวกับสุขภาพชุมชนในระดับปฐมภูมิ) ก็มีเรื่องน่าสนใจเกิดขึ้นมากมายตามปกติ เหมือนทุกครั้งที่เราทำอะไรกับมนุษย์ กับชีวิต

หมายเหตุ: ที่ จริงผมเคยเข้า workshop outcome mapping ครั้งเดียว จัดโดย สคส. (ทีมอาจารย์ประพนธ์ ผาสุขยืด) หลังจากนั้นเอามาลองใช้ (อย่างมะงุมมะงาหรา) กับหน่วย palliative care ชีวันตาภิบาล ที่ ม.อ. แต่ทำไมกลายเป็นวิทยากร กระบวนกร outcome mapping ไปได้ก็ไม่ทราบ แต่ที่รับไปทำ ก็เพราะว่าคิดว่าตัวเองจะได้ประโยชน์และเข้าใจ OM มากขึ้นได้โดยวิธีเดียว คือ ลองใช้มันเยอะๆ ในหลายๆบริบท หลังจากเขียนบันทึกไว้ทั้งหมด 22 บทจาก workshop ในครั้งนั้น

more…

Friday, June 25th, 2010 | Author: drwithan

ช่วงนี้ (มีนาคม ๒๕๕๓) ผมทดลองตั้งคำถามกับตัวเองทุกๆ เช้าที่ตื่นขึ้นมาว่า

วันนี้ผมจะ “ทำอะไรดีๆ” ให้คนอื่นๆ ได้บ้าง

แน่นอนว่า สิ่งดีๆ ที่ผมจะทำให้กับตัวผมเองและคนใกล้ชิดนั้น เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดที่ต้องทำทุกวันและต้องรักษาฐานตรงนี้ไว้ให้ได้อย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว

ผมรู้สึกว่า “ยังไม่เพียงพอ”

ผมรู้สึกว่า “มิติของการทำอะไรให้ผู้อื่นหรือสิ่งอื่นๆ” เป็น “มิติ” ที่ลึกซึ้งมากกว่าเดิม

ในช่วงแรกๆ ที่ทดลองทำเรื่องแบบนี้ ผมได้ตั้งใจไว้ว่า ผมน่าจะ “มีอะไร” อย่างน้อยหนึ่งอย่างหนึ่งเรื่อง ที่เราทำดีๆ ให้กับคนอื่นที่เราไม่รู้จัก “ทุกๆ วัน”

ในเบื้องต้นนั้น ผมพบว่า “รอยยิ้ม” เป็นอะไรที่เริ่มต้นได้ดีทีเดียวครับ

“การให้รอยยิ้ม” ของเราออกไป โดยไม่คาดหวังอะไรนั้น เป็นจุดเริ่มต้นเรื่องหนึ่งที่สร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับตัวเราเองได้

“การให้รอยยิ้ม” ถือได้ว่าเป็น “การกระทำ” อย่างหนึ่งได้

พอจะนับได้ว่า ได้ทำอะไร “เล็กๆ น้อยๆ” เท่าที่พอจะทำได้ออกไปแล้ว

ผมมาพบว่า บางทีผมไม่ควรจะไปเสียเวลากังวลกับสิ่งที่ผมทำอะไรไม่ได้ แต่ผมควรจะสนใจพิเศษกับสิ่งที่ผมทำได้ ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

ท่านอ.หมอประเวศ วะสี จะพูดเสมอว่าให้เรามีปีติสุขกับความสำเร็จแม้จะเพียงเล็กๆ น้อยๆ นับตั้งแต่ที่ผมได้ยินประโยคนี้เป็นครั้งแรกในสมัยที่ผมยังเป็นนักเรียนแพทย์ ได้จดบันทึกเอาไว้ เป็นเวลาเกือบสามสิบปีเต็มๆ แล้ว ถึงตอนนี้ผมก็ยิ่งเชื่อและศรัทธาเสมอ ในเรื่องของการกระทำสิ่งสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แบบที่ท่านอาจารย์บอกไว้

เมื่อเริ่มต้นการให้อะไรบางอย่างด้วยการเริ่มจาก “การให้รอยยิ้ม” แบบนี้เป็นต้น

ผมยิ้มและเรียนรู้จนผมเชื่อว่าไม่มีใครยิ้มได้แบบผม ไม่ใช่ว่า ผมยิ้มเก่งกว่าใครหรือสร้างยิ้มได้ดีกว่าใคร แต่รอยยิ้มรอยนี้เป็นเอกลักษณ์ของผม

อย่างน้อย ณ เวลานั้นสำหรับใครก็ตามที่เจอรอยยิ้มที่ปลิวไปจากใบหน้าของผม

รอยยิ้มของผม ณ เวลานั้นจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาในวินาทีนั้น เพียงเท่านั้นจริงๆ

เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังต้องเลี้ยวขวาผ่านสี่แยกเพื่อจะไปส่งลูกสาวไปโรงเรียน

หญิงสาวบนมอเตอร์ไซด์คันหนึ่งที่กำลังจอดรอไฟแดง ส่งยิ้มไปให้กับคนบนรถยนต์อีกคันหนึ่งที่กำลังเลี้ยวผ่านมา คาดว่าคงจะเป็นคนที่รู้จักคุ้นเคยกัน บังเอิญว่าจังหวะที่ผมเลี้ยวรถยนต์ไปและหันไปมองเธอนั้น รอยยิ้มเธอยังคงค้างอยู่ จังหวะที่ผมเลี้ยวรถผ่านไปและเหลียวหน้าไปเห็นจึงเหมือนกับว่าเธอยิ้มให้กับผมอย่างเต็มๆ ไปด้วย

ผมยิ้มกลับอย่างเป็นอัตโนมัติได้ทันที ยิ้มตอบรับไปโดยที่ผมไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำไปว่าได้ส่งรอยยิ้มออกไปแล้ว

แปลกดีครับ เป็นความรู้สึกที่แบบว่า “ดีมากๆ” เลยครับกับ “รอยยิ้มของคนแปลกหน้า” แบบนี้ที่สามารถยิ้มให้กันแบบไม่มีต้นสายปลายเหตุยิ้มให้กันโดยบังเอิญแบบที่ไม่มีเหตุผลอะไรทั้งสิ้น

ไม่ได้ทำอะไรให้แก่กัน ไม่ได้รู้จักกัน เพียงแค่ยิ้มให้กันและสามารถรู้สึกถึง “คุณค่าแห่งรอยยิ้ม” ที่สามารถสร้างความสุขให้แก่กันและกันได้อย่างง่ายๆ

ผมนึกถึงคำพูดของใครต่อใครที่พูดเสมอๆ ว่า “โลกนี้สวยงามด้วยรอยยิ้มจริงๆ”

ต่อมา ผมพบ “ความเชื่อมโยง” ระหว่าง “รอยยิ้ม” “ลมหายใจ” และ “หัวใจ”

ผมพบว่า เมื่อผมลองเชื่อมสามอย่างนี้เข้าด้วยกัน ผมรู้สึกว่า “รอยยิ้มแบบนี้” เป็น “รอยยิ้มจากหัวใจ” ที่สร้างความสุขให้กับผมได้มากขึ้นกว่าเดิม ผมลองเริ่มต้นด้วย “ลมหายใจเข้า” และยิ้ม สูดรับความดีงามความสวยงามของสิ่งที่เราเห็นสิ่งที่เรารับรู้ตรงนั้น ให้ไหลเข้าไปสู่หัวใจที่ทรวงอกด้านซ้ายของเรา

เมื่อยิ้มเข้าไปถึงบริเวณหัวใจของเราด้วยลมหายใจเข้าแล้ว

ในช่วงรอยต่อของลมหายใจก่อนที่เราจะหายใจออก ให้เราลองรู้สึกว่า หัวใจของเราเป็น “เครื่องขยาย” ความดีงามความสวยงามเล็กๆ เหล่านั้น

ให้มีขนาดใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมสักห้าเท่าหรือสิบเท่า

เมื่อลมหายใจออกมาถึง ให้เราสิ่งความสวยงามที่เราขยายเพิ่มมากขึ้นด้วยหัวใจของเราให้ออกไปกับลมหายใจออกพร้อมกับรอยยิ้มของเรา

ผมพบว่า รอยยิ้มแบบนี้ เป็นรอยยิ้มที่มีพลังมากๆ สามารถสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับตัวผมเองได้มากมาย

นอกจากนั้น “สิ่งที่เรายิ้มด้วย” ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้คนเสมอไป เราอาจจะลองยิ้มกับสุนัขหรือแมว อาจจะลองยิ้มกับไฟจราจร ลองยิ้มกับรถยนต์คันหน้า ลองยิ้มกับบรรยากาศ ลองยิ้มกับต้นไม้ดอกไม้ใบหญ้า

ผมสังเกตว่าผมพบ “รอยยิ้ม” จำนวนมากมายผุดพรายเข้ามาในชีวิตของผม

“รอยยิ้ม” จำนวนมากแทนคำขอบคุณของคนที่กำลังข้ามถนน เด็กนักเรียนบางคนถึงขั้นยกมือไหว้ สบตาและขอบคุณ เมื่อผมหยุดรถให้พวกเขาข้ามถนน

ผมรู้สึกถึง “ความอุดมสมบูรณ์” ของรอยยิ้มที่มีอยู่มากมายในสังคมไทยของเรานี้เอง เป็น “ความอุดมสมบูรณ์” ของ “มิตรไมตรี” ที่ผู้คนไม่ต้องลงทุนอะไรเลย

คนไทยโชคดีนะครับที่เป็นสังคมที่ยิ้มกันง่าย

“รอยยิ้ม” เหล่านี้ล้วนช่วยทำให้ผู้รับอย่างผม “รู้สึกดี” อิ่มเอิบและหัวใจชุ่มฉ่ำ รู้สึกได้ถึง “ความจริงใจ” จากผู้คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

อยากจะชวนกันกลับมาช่วยกันสร้าง “รอยยิ้มจากหัวใจ” ที่ “ไม่มีเงื่อนไข” ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปกันเถอะครับ

นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์

drwithan@hotmail.com