Tuesday, April 17th, 2012 | Author: phoenix

คาราโอโกะ

การดูแลสุขภาวะระดับปฐมภูมินั้น ชาวบ้านชาวช่องต้องเป็นเจ้าเข้าเจ้าของโครงการ กิจกรรม หรืออะไรก็ตามที่เป็นเครื่องมือหลัก

ผมคิดว่าตอนนี้หมดยุคสมัยของ Nanny State ที่รัฐจะดูแลความสุขทุกอย่างของประชาชนไปแล้ว จะทำอย่างนั้นยิ่งจะทำให้คนงอมืองอเท้า โทษทุกอย่างที่คนอื่น เป็น blame culture (เหมือนบางประเทศ) เมื่อมีอะไรผิดแทนที่จะหาความสัมพันธ์ ความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง กลับหาคนผิดก่อนและมองออกไปข้างนอกก่อนเสมอ Nanny State (รัฐที่ดูแลประชาชนเหมือนแม่นม ป้อนข้าวป้อนน้ำ อาบน้ำล้างก้นให้) จะมี sense ของการดูถูกดูแคลนประชาชนว่าไร้ปัญญา ไร้ความสามารถในการดูแลตนเอง และ “ต้องพึ่งพา” ทุกสิ่งทุกอย่างจากรัฐ กลายเป็น dependent society ซึ่งง่ายต่อการปกครองอย่างยิ่ง

ประเทศเราเป็นรึเปล่า ก็ต้องถามว่า เดี๋ยวนี้คนไทยเรารู้ซึ้งถึงคำว่า “หน้าที่” และให้ความสำคัญกับมันเพียงไร

หรืออาจจะเป็นเพราะเรายังติดอยู่กับเวทมนต์ คาถา เทวดา นางฟ้ากันอยู่ เพราะเมื่อวานนี้อ่านข่าว “พาดหัว” ว่าคนถูกหวยแทงตามเบอร์ทะเบียนรถนายกฯ ถ้าเรื่องแบบนี้ยังเป็นข่าว แถมยังมีคนตื่นเต้นไปกับมันด้วย การที่คนเราจะให้ความสำคัญกับ “หน้าที่” ก็ยังคงเป็นความฝันระดับ deep sleep อยู่ อีกนานกว่าจะตื่น

แม้กระทั่งการศึกษาที่ให้เครื่องมือเครื่องไม้ “ฐานคิด” เอาไว้เยอะมาก ไม่แพ้ประเทศใดๆในโลกนี้ก็ตาม แต่ก็ยังมีปัญหาในการนำเอา knowledge เหล่านั้นมาทำให้เกิด wisdom คือมีปัญหาด้านการเปลี่ยนความรู้เป็นปัญญา ที่จริงปัญญายังสูงไป เอา knowledge มาใช้ประโยชน์ต่อสังคมก็ยังยากอยู่ ไม่ต้องถึงกับทำให้ “เห็นความจริง” (คือปัญญา) เลย

มีคนสับสนระหว่างการมีและภาคภูมิใจในรากเหง้าที่มา กับการเป็นคนทันสมัย ว่าสองประการนี้เป็นตรงกันข้ามกัน สับสนคำ “ตรรกะ” คิดว่าเป็นเพียงอะไรที่มีคำว่า “เพราะ” หรือ “ดังนั้น” ก็พอ ไม่ต้องไปสนใจเนื้อหาว่ามัน “เป็นเหตุเป็นผล” หรือไม่

การที่พวกเราชาวปฐมภูมิมาดูงานที่แพร่ในครั้งนี้ นอกเหนือจากเห็น “ต้นทุน” ของชาวแพร่ ซึ่งส่วนหนึ่งยังเป็นชุมชนวัฒนธรรมเก่าแก่น่ารักของไทยอยู่ ยังเป็นโอกาสอันดีที่เราจะนำกลับไป “สะท้อน” สิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราคิดว่าดี/ไม่ดี สำหรับกิจกรรมปฐมภูมิของพื้นที่ของเราเอง ซึ่งแน่นอนที่สุดแตกต่างจากของแพร่มากมาย เราคงจะไม่ได้คาดหวังว่ากลับไป เราจะมีชุมชนจักรยานชมเมือง แอ่วเมืองตั้งแต่เหนือจรดใต้ หรือเราจะมีชุมชนทำผ้าห้อม ฯลฯ สิ่งที่เราเห็นที่นี่ เป็น products ของ conceptual framework หรือกระบวนทัศน์สั่งสม หรือ “เบ้าหลอม” ของทั้งชุมชน

คำถามก็คือ “เรามองเห็นเบ้าหลอม” ของชุมชนเราหรือไม่?

และการมองเห็นสิ่งแรกๆ ได้แก่ เราเห็นจุดแข็งอะไรบ้างในชุมชนของเรา อะไรเป็น “วิถีแห่งความสุข” อะไรที่เป็น “วิถีแห่งความทุกข์” ของในชุมชนนั้นๆ เราได้ใช้กระบวนการ “เยียวยาทางสังคม (Social therapy)” บ้างแล้วหรือไม่ ได้แก่อะไรบ้าง มีอะไรที่เราพอจะนำมาขยาย สนับสนุน หรือเสริมทรัพยากรของรัฐเข้าไปได้บ้าง

และข้อสำคัญคือ เราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างต่อเมื่อเราทราบผลล่วงหน้าว่ามันใช้ได้เท่านั้น! มั่วๆไปบ้างก็ได้ อาศัย gut instinct ก็ยังได้ และดีที่สุดก็คือ “ทำไปแล้ว ขณะที่เราทำ มีความสุขด้วย”

คาราโอโกะ (Kara OKO!)

คืนสุดท้าย แอ๊ดพาไปร้านๆนึง เปิดซะดึก ปรากฏว่าเป็นร้านเพื่อนแอ๊ด เราโชคดีเจอกีตาร์เทพท่านนึงคือพี่เบ๋ ใจดี (หลวมตัว) อาสาเล่นกีตาร์ให้แล้วแต่เราจะร้องเพลงอะไร โห มันจริงๆ

พี่เบ๋พยายามฟังว่าพวกนี้มันร้องอยู่เพลงไหน

ตอนแรกๆพวกเราก็ (ทำเป็น) เขินๆ พี่เบ๋รำคาญก็เลยบอกว่า “นี่จะร้องอะไร โอเกะ หรือโอโกะ?” เราก็งง (อารายวะ “โอโกะ”) แกขยายความเพิ่ม “โอเกะ ก็แกะไปตามโน็ต ร้องไปตามเนื้อ แบบเป๊ะๆ โอโกะ ก็….. ช่างแม่…งมัน เอามันๆๆ ขอให้สนุก เป็นโอโกะ!!” เท่านั้นเราก็เฮกันใหญ่ ตอบเป็นเสียงเดียว “โอโกะครับ โอโกะค่ะ” มันส์ล่ะสิทีนี้

พวกเราก็ขุด (ที่เรียกขุดเพราะว่า เพลงที่ร้องได้ มันไม่อยู่ในหนังสือเพลงปัจจุบัน….) เพลงมาร้องกันเป็น series ได้บรรยากาศมาก เพราะร้านอยู่หลังวัดพอดิบพอดี และก็เลยได้ความรู้ใหม่ว่า ใช้ iPhone หรือ iPad search หาเนื้อเพลงจาก internet ตรงนั้นได้เกือบทุกเพลง เสียอย่างเดียวคือ มันจะไม่บอกว่าตรงไหนเป็น solo ดนตรี ตรงไหนให้ร้อง ตรงไหนให้หยุด เราก็ร้องไปเรื่อยๆ ล้ำหน้าบ้าง ไม่ยอมร้องบ้าง ไปตามประสา ขอให้มันส์เป็นพอ (ตาม concept คาราโอโกะ เป๊ะๆ) ยังมีคนติดโอเกะ หาว่าเราร้องไม่ตรงจังหวะอีก เฮ้อ… พวกนี้รับ concept ใหม่ๆช้ามากจริงๆ

พี่เบ๋คอยจับตัวสองกีตาร์โอโกะเอาไว้ วงนี้เรียกว่าวง “3-Generations” ใครอยู่ generations ไหน แบ่งกันเองนะครับ!

แอ๊ดบอกว่าพี่เบ๋แกสองกีตาร์เด็กๆด้วย วิธีสอนของแกไม่เหมือนใคร คือให้คนเรียนเริ่มเล่นไปเลย เล่นไปเท่าที่อยากจะเล่น ขอให้มัน ขอให้สนุกไว้ก่อน ถูกผิดเรอะ โอโกะ ไปเลย! เพราะว่าที่เราทำอะไรไม่ได้สาเหตุหลักเพราะเรา “กลัวผิด” นี่เอง แต่สำหรับบางเรื่อง ต้องปลดล็อคตรงนี้ออกไปเป็นลำดับแรก ถ้ามัวแต่กลัวว่าจะผิด จะเพี้ยน ก็ไม่ต้องทำอะไรกัน เพลงมันไม่ได้จำเป็นต้องร้องแบบเดียว ร้องแบบอื่นๆ ร้องแบบของเราก็ได้ ใครจะทำไม ถ้าเราร้องแล้วมีความสุขก็น่าจะพอ

ครับ สรุปแล้ว การทำปฐมภูมิ ก็ง่ายๆครับ อย่าเอาแต่ใช้ “โอเกะ” อย่างเดียว เอา “โอโกะ” ไปเยอะๆ ขอให้ทำแล้วคนทำมีความสุขล่ะก็ ใช่ได้ ทำไปเลย ลุยไปเลย

ขอบคุณพี่เบ๋จริงๆ สำหรับสุดยอดวิชานี้ “โอโกะๆ”

ขอจบ series ด้วยบทกลอนที่ผมมอบให้แอ๊ด เจ้าภาพของเรางานนี้ เป็นบทกลอนวันเกิดครับ

แอ่วเมืองแป้แห่เรื่องราวชาวท้องถิ่น
ทั้งของกิน คาราโอโกะ แกงโฮะหา
คนยิ้มแย้มใจเป็นสุขสมอุรา
ห้องธีต้าเราชุมนุมสุมเรื่องราว
มีเจ้าภาพแอ๊ดน้อยคอยดูแล
เราได้แปลรหัสนัยใช้ชีวิต
ไปกราบย่าเห็นที่มาได้ลิขิต
สิ่งนึกคิดคนเมืองแพร่รากลึกลง
ครบวันเกิดแอ๊ดพอดีในวันนี้
แก่อีกปีหน้าไม่เปลี่ยนแปลกจริงหนอ
ฤาใจมันเป็นสุขท่วมขึ้นถึงคอ
หรือหน้าแอ๊ดรอไว้ที่ห้าสิบปี?
จะอย่างไรบอกให้รู้ว่ากูสุข
ไม่มีทุกข์สักนาที ณ ที่นี่
ขอแอ๊ดจงภูมิใจที่ได้มี
คนศักดิ์ศรีผีเมืองแป้ คนทรนง

รัก จากสกล

Thursday, April 12th, 2012 | Author: phoenix

แก้ววรรณา 

มาเมืองแพร่แล้วไม่ได้ห้อมกลับไป ไม่ได้ทดลอง “จกห้อม (ย้อมห้อม)” กับมือก็ดูจะไม่ถึงเมืองแพร่ และห้อมไหนจะสุดยอดเท่าห้อมของ“แก้ววรรณา”

บอกตามตรง trip นี้ สิ่งที่ผมรอคอยก็รายการนี่แหละ เล็งไว้นานแล้ว เพราะนานๆจะได้มาที ผ้าห้อมที่เราเห็นทั่วๆไปสีน้ำเงินปึ้ดนั้นแบบหนึ่ง แต่ห้อมแก้ววรรณา ที่มีกรรมวิธีแบบธรรมชาติสุดๆ มีการดูแลประคบประหงมเหมือนกับห้อมมีชีวิตจิตใจนั้น ต้องได้มาฟังกรรมวิธีและที่มาของแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่ต้นห้อม การคัดใบเก็บใบตากใบ นำมาหมักในสัดส่วนที่เหมาะสมของสารอินทรีย์ตามธรรมชาติ นานาชนิด ด้ายแต่ละขดที่ความเข้มของสีนั้นมาจาก “ระยะเวลา” ที่ย้อมเท่านั้น แสดงถึงความอดทนอย่างที่สุดที่จะได้ “ขดเข้ม” มาผสมกับสีเฉดนานา

เริ่มต้นเรามากินขนมเส้น ข้าวซอย กันก่อนที่หน้าร้าน สั่งแบบไม่ต้องยั้ง คือเอาเหมาหมดร้าน ซึ่งดูชาวปฐมภูมิก็ให้ความร่วมมือดี ไม่อิดออด แสดงว่าแต่ละคนเที่ยวเพลินจนลืมหิว มาถึงตอนนี้ลมกำลังออกหูพอดิบพอดี พออิ่มท้องดี โชว์รูมก็ยังไม่เปิด ทุกๆคนถูกเชื้อเชิญไปดูและฟังกรรมวิธีย้อมสี ทำสีห้อม ถึงปะรำหลังบ้าน

โรงลิบๆหลังรั้วนั่นคือที่ทำห้อม อยู่หลังหน้าร้านไปประมาณสามสี่อึดใจวิ่ง

เอ้า..เด็กๆมาฟังกรรมวิธีกันก่อน ตีวงเข้ามา พี่พยอมจะเล่าให้ฟัง

แอ๊ดกำกับบทอยู่ด้านหลัง

การทำผ้าม่อห้อมนั้น เป็น “วิถีชีวิต” ของชาวแพร่ จะว่าไปการขายผ้าห้อมเป็น by-product เสียด้วยซ้ำ เพราะผ้าแต่ละชิ้นนั้น จะมีบุคลิกลักษณะจำเพาะตัว และศิลปในการผลิตนั้น ต้องการความประณีต ความใส่ใจ ความเอื้ออาทรต่ออินทรีย์สารทุกประการที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้มีการใช้สารเคมีอะไรลงไปในขั้นตอนเลย (ครั้งหนึ่งพี่วุฒิไกร เจ้าของแก้ววรรณา เคยพิสูจน์ความปลอดภัยของ “สีห้อม” ให้เจ้าหน้าที่ทางการที่สงสัยมาก โดยการชิมให้ดู!!!)

ถ้าได้ฟังคำบรรยายพี่พยอม (ออกไปในทางพรรณนามากกว่า) จะเห็นว่าสิ่งที่เล่า จะไม่ได้มีกลิ่นอายของอุตสาหกรรมม่อห้อมเลย แต่เธอกำลังเล่าความเป็นไปของธรรมชาติเรื่องหนึ่ง จากพืช สกัดสี จากสีลงไปอยู่ในสายใยฝ้าย จากใยฝ้ายกลายเป็นด้าย เป็นผ้าพับ เป็นเสื้อ กางเกง สะดอ ผ้าห่ม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้เป็นแค่เครื่องนุ่มห่ม ของใช้ แต่ “วิถีห้อม” นั้นได้เลยจุดนั้นไปเป็นสุนทรียศาสตร์ และกำลังหล่อหลอมตนเองเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอย่างน่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก

จะเห็นว่าวัฒนธรรมนั้น จะเป็นอะไรที่หล่อหลอมกับชีวิตประจำวัน จากทรัพยากรธรรมชาติก่อน แต่การจะยั่งยืนได้ยาวนานนั้น จะต้องพัฒนามาถึง “จุดสุนทรีย” เหมือนการชงชาญี่ปุ่น พู่กันจีน กิโมโน การตีดาบไดคาตานา เป็นการทำซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับวิถีที่มีความสำคัญต่อชีวิตจริงๆ และมนุษย์จะสรรค์สร้าง “ความงาม” ที่แท้ขึ้นจากสิ่งเหล่านี้เสมอเมื่อทำไปนานพอ และเริ่ม “มองเห็น” งานที่แท้จริง หรือธรรมะที่แท้จริงของสิ่งที่กำลังทำอยู่ได้

ผมมองว่า “ห้อมแก้ววรรณา” นี้ กำลังสำแดงวิถี “วัฒนธรรมฉบับพกพา” (เพราะเราใส่ไปไหนมาไหนได้ และผมเห็นอยู่ที่เดียว) ว่ามันมีที่มาอย่างไร

เมื่อไรเราจะเห็น “จุดสุนทรีย” ของสิ่งต่างๆ อันนี้ผมคงจะให้คำตอบไม่ได้เหมือนกัน เอาเป็นว่านี่เป็น “ความเห็นส่วนตัว” ก็แล้วกัน คำสุนทรียจะต้องโดดเด่นแตกต่างออกจากอีกสภาวะหนึ่งคือ “routine จำเจ” เพราะทั้งสองเรื่องเกิดขึ้นกับสิ่งที่เราทำซ้ำ ปฏิบัติซ้ำ อยู่เป็นเวลายาวนานเหมือนกัน

และการจะแยกออกนั้น ไม่ได้แปลว่าเราทำให้มันต่าง แต่ขึ้นกับ “การเห็น” ของเราต่างหาก

หากเราทำอะไรอย่าง over-confidence ว่ามันจะเริ่มอย่างนี้ แล้วไปอย่างนี้ต่อ แล้วต้องลงเอยอย่างนี้ ทุกอย่างที่ทำมันจะเริ่ม routine แต่ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ มนุษย์มีอีกสิ่งหนึ่งที่แก้จุดนี้ นั่นคือ “จินตนาการ ความสร้างสรรค์จรรโลง” และเมื่อหลุดจากครรลองเดิมได้ สิ่งที่ทำประจำมันเริ่มแฝงคติ และสัจจธรรมอะไรบางอย่างที่เดิมเรามองไม่เห็น ให้ผุดปรากฏขึ้นมาได้และอาจจะโดยอธิบายไม่ได้ เพราะไม่มีคำที่จะอธิบาย ปรากฏการณ์นี้เป็นความสุนทรีย์โดยแท้ เพราะเราจะรับรู้ได้เพียงผ่านประสบการณ์ตรงเท่านั้น ไม่มีการเล่า การถ่ายทอดใดๆจะทำได้

สิ่งเหล่านี่จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเราคิด downloading ว่าอะไรที่เคยเกิด มันจะต้องเกิดขึ้นเหมือนเดิม แบบเดิม และนั้นจะนำไปสู่ความซ้ำซาก จำเจ หมดความตื่นเต้นในชีวิต หมดบทเรียนที่จะเราจะได้เรียนจาก “ปรากฏการณ์พิศดาร”

 

ดังนั้นเองผ้าที่ย้อมห้อมของแก้ววรรณา จะออกมาอย่างไร ไม่มีใครทราบล่วงหน้า เพราะเรื่องความสุนทรีย์เป็นคนละเรื่องกับการ “ควบคุมคุณภาพ” เพราะปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสี ความเข้ม เฉด มันละเอียดอ่อนพอๆกับอารมณ์ของสาวรุ่น หงุดหงิดก็หมองคล้ำ งอนๆก็ย้อมไม่ติด รื่นเริงก็ผลิบาน ขวยเขินก็นวลละมัย ทำให้ด้ายแต่ละขด ผ้าแต่ละพับ มีบุคลิกส่วนตัวเหมือนคนแต่ละคนทีเดียว พอเรานำเอาผ้ามาประกอบเป็นเสื้อ เป็นเครื่องนุ่งห่ม ก็ต้องเลือกให้ดี เหมือนเลือกคู่สมรส ทางที่ดีควรจะลองให้เห็น ว่าผ้ามันยอมโอบกอดร่างกายเราอย่างไม่เคอะเขินหรือไม่ แล้วค่อยเลือกไป

คลังตุ่มสีห้อมของแก้ววรรณา แต่ละตุ่มมีชีวิต มีอารมณ์ของตนเอง

ตัวอย่างผ้าย้อม ที่เห็นนี่ระดับสองสามอาทิตย์ถึงจะได้เข้มเท่านี้

เผื่อใครจะลองเอาไปทำ แผนภูมิผลิตห้อมครับ

ผมแอบเดินออกมาก่อน (เคยฟังมาแล้วรอบนึง) ไม่ใช่ไร แอบรีบไปยังโชว์รูมก่อนไปเลือกผ้า อิ อิ เพราะเราทราบมาก่อนแล้วว่า ผ้าแก้ววรรณา ทุกชิ้นมีชิ้นเดียว!!! ไม่มีตัวไหนเหมือนกัน ไม่มี single standard มีแต่ single piece เท่านั้น ใครฟังก็ฟังไป เราได้ยินเสียงเพรียกของเสื้อห้อม สะดอห้อม โหยหาเราอยู่ไรๆแล้ว!! 555

เข้ามาในร้านก็ไม่ผิดหวัง ในสามสี่นาที ผมก็ทราบว่าผ้าชิ้นไหนที่ส่งเสียงเพรียกหาเมื่อสักครูนี้ พอใส่ลองทับไปดู (โชว์รูมแก้ววรรณาไม่มีห้องลองครับ คราวที่แล้วผมไม่ทราบ ขอลองจริงๆจังๆ แกจัดมุมแอบให้ผมเปลี่ยนกางเกงตรงมุมห้องเยื้องๆแค่นั้นเอง!) ก็ได้มาก่อนสามตัว คนเริ่มเดินตามมาถึงผมก็เลยออกมาเดินข้างนอก เพราะเนื้อที่จำกัด มองกลับเข้าไปอีกที เห็นเจ้าแอ๊ดหยิบเสื้ออีกตัวมาจากไหนไม่ทราบ! ลายยังงี้เลย ผมเลยจำเป็นต้องใช้ authority เข้าไป confiscate ยึดมาจากมือแอ๊ดในทันทีทันใด!

แอ๊ดหยิบเสื้อที่ซ่อนไว้ไหนไม่ทราบออกมาโชว์

ตอนนี้เป็นของผมไปแล้ว ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า!

กางเกงสะดอ เสื้อตัวบนกับกางเกงตัวนี้ทอผ้าย้อมห้อมผสมผ้าย้อมมะเกลือครับ

ลายอย่างนี้ จะให้มีตัวที่สองได้อย่างไร…

เอกลักษณ์ของห้อมแก้ววรรณาก็คือ “สีไม่ตก” ไม่เหมือนห้อมอุตสาหกรรมที่ซักน้ำที่สิบ ก็ยัง bleed ออกมาเข้มปึ้ด เรียกว่าใส่ไปเที่ยวสงกรานต์กลับมาได้ตัวเป็นสีน้ำเงินทั้งตัวแน่นอน ดังนั้นเวลาทอผ้า แก้ววรรณาจะจงใจเล่นกับสีต้องห้ามของผ้าสีตกทั้งหลายแหล่ คือถักทอปนเล่นลายขาวกันเลยทีเดียว การันตีว่าแต่ละสีจะอยู่กันอย่างเอกเทศ แต่มารวมกันเพื่อล้อเล่นลายกันให้เกิดความสวยงามสุนทรีย์ เธองามอย่างนึง ฉันงามอีกอย่างนึง เรามารวมกันเกิดความงามยิ่งขึ้นไปอีกอย่างนึง เราจะงามเช่นนี้ด้วยการที่เราไม่ล่วงเกิน ก้าวล้ำไปในพื้นที่ของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เราจะงามเคียงข้างกัน คู่กันไป

วิถีชุมชนก็คงเป็นเยี่ยงนี้กระมัง? เราต่างก็งามกันคนละแบบ คนละอย่าง

ฉันงามกล้วย งามหอม งามตะไคร้

เธอนั้นไซร้ งามปาล์ม งามทอผ้า

ปู่ของเรา เฒ่าของเธอ มีวิชชา

ร่วมกันมา ก่อร่าง สร้างชุมชน

ฉันมีดี เธอก็ดี เป็นไหนๆ

เราพอใจ อยู่รวมกัน เป็นสุขสม

ปฐมภูมิ คือเราอยู่ เป็นอุดม

มาชื่นชม สุนทรียศาสตร์ วัฒนธรรม

Wednesday, April 11th, 2012 | Author: phoenix

แอ่วเฮือนคุณย่า

โปรแกรมพิเศษที่คนมาเที่ยวเมืองแพร่คนอื่นจะไม่ได้เจอ อ.แอ๊ดเชื้อเชิญพวกเราชาวปฐมภูมิเข้าเมืองไปอีกรอบ แล้วขบวนรถก็มาจอดที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง อา… ผมจำได้เลาๆ เคยมาแล้วครั้งหนึ่ง ใช่แล้ว แอ๊ดพามาที่บ้านคุณแม่ หรือเฮือนคุณย่านั่นเอง

คุณย่ายังแข็งแรง ยิ้มกว้างมาตั้งแต่หัวกะได ได้ยินเสียงพวกเราเอะอะดังเข้าไปในบ้าน (พวกนี้เนี่ย ไปไหนมาไหนเอะอะมะเทิ่งจริงๆ อิ อิ)

ที่ขาดไม่ได้คือเสียงเจ้าขนุน ขนุนเป็นหมาข้างบ้าน ด้านขวามือติดรั้วนั่นแหละ พอได้ยินเสียงพวกเรา มันก็มาแสดงความเป็นเจ้าของถิ่นทันที กงรี่เข้ามาเห่าอย่างไม่บันยะบันยัง (เข้าใจแล้วว่าวิธีแอ๊ดกำราบเด็กเกรียนได้มาจากไหน) พี่วิธานชิงตัดหน้ากรากเข้าประชิดตัวกอดคุณย่าก่อนเพื่อน และโดยไม่ต้องนัดกัน ทีละคนสองคนเข้ามา post ถ่ายรูปโดยไม่ต้องสั่ง

หลานๆปฐมภูมิมาเยือนและมากราบคุณย่าคร้าบ…

แอ๊ดมาเล่าให้ฟังทีหลังว่า บ่ายวันนั้น คุณแม่ไม่กินข้าวกินปลา จำเพาะต้องออกไปเดินกรุยกรายในตลาด เพราะรู้แน่เพื่อนบ้านร้านถิ่นกำลังสงสัยว่ามีอะไรกัน เห็นจราจรโบกขบวนรถจักรยานโน้นนี่นั่นแต่เช้าแล้ว เจ้าแอ๊ดก็ลับๆล่อๆโผล่ตรงโน้นทีตรงนั้นที คุณแม่เลยต้องออกไปปรากฏตัวจะได้ถูกถามไถ่ว่ามีอะไรกัน เจ้าลูกชายทำอะไรกันเหรอ ได้เล่าแล้วเล่าอีก อิ่มอกอิ่มใจไปเลยทั้งวัน

ก็เป็นการกระตุ้นการประชันระหว่างเพื่อนบ้านได้เป็นอย่างดี เอ๊ะ เจ้าแอ๊ดเอาสามล้อมาโชว์ บ้านชั้นก็มีตำนาน มีขนมพื้นบ้าน มีโตกแพร่ มี ฯลฯ จะน้อยหน้ากันได้อย่างไร มีของดีน่าจะเอามาโชว์กัน เอาให้อึกกระทึกมากกว่านี้อีก ฯลฯ

คุณแม่ลงมาส่งพวกเรา ต้อนขึ้นรถจะได้ไปกินข้าวกลางวันถึงประตูบ้าน

มีความสุข…..

Wednesday, April 11th, 2012 | Author: phoenix

บ้านวงศ์บุรี กับคุ้มเจ้าเมือง

highlight อีกจุดหนึ่งของการมาแอ่วเมืองแป้ที่หลายๆท่านรอคอยคงจะไม่พ้น “บ้านวงศ์บุรี” สาเหตุหนึ่งเพราะเป็นสถานที่ถ่ายทำละคร“ตามรอยไหม” ที่โด่งดังอยู่พักนึง ต้องขอสารภาพว่าผมไม่เคยได้ชมละครโทรทัศน์มายี่สิบกว่าปีแล้ว ที่ดูมักจะเป็นตอนจบของเรื่องที่กำลังดังสุดขีดทั้งเมือง (เช่น ดอกส้มสีทอง เรยา) เห็นชาวปฐมภูมิคุยกันตื่นเต้น มองหา “ผีอีเม้ย” กันว่าจะโผล่จากที่ใด (ผมก็พูด”อีเม้ยๆ” มาตั้งนาน พึ่งทราบว่ามาจากเรื่องนี้เหมือนกัน)

ได้ขึ้นมานั่งเต๊ะท่าถ่ายรูปบนจักรยานบ้าง (อดขึ้น เพราะรถไม่พอ)

หน้าบ้าน อลังการ วิจิตรงดงาม และที่สำคัญคือ “ดูใหม่มาก”

ประวัติบ้านวงศ์บุรี

Disclaimer: ผมจะไม่พยายามเอารูปภายในบ้านมาให้ชมมากเกินไป จะอย่างไรเสียบันทึกนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เป็นคู่มือท่องเที่ยวอยู่แล้ว อาจจะนำมาแสดงเพื่อ make a point บางเรื่อง บางประเด็นเท่านั้น

เมื่อได้เข้ามาชมภายในบ้าน (ค่าธรรมเนียม 30 บาทเท่านั้น) ก็รู้สึกได้ทันทีว่าบ้านไม้นี่มันสบายและเหมาะกับภูมิอากาศบ้านเราดีจริงๆ หลังคาสูงโปร่ง หน้าต่างมีช่องลมฉลุอย่างสำแดงฝีมือเต็มที่ (บ้านชาวบ้านธรรมดาจะไม่ทำกัน สำหรับเจ้าขุนมูลนาย… ซึ่งไม่ได้แปลว่าแค่รวยเท่านั้น)

หน้าต่างทรงสูงแคบ เหนือหน้าต่างยังเพิ่มช่องลม แต่ทำฉลุลวดลายงามมาก

  

มีหุ่นโชว์การแต่งกายของชาวไทยวน (เทียบกับไทยยียวน อิ อิ)

ใครมีโอกาสสมควรแวะชมภายใน เป็นคฤหาสน์สองชั้น พื้นไม้สัก บ้างห้องก็เป็นสักทองทั้งหลัง มีข้าวของเอกสารโบราณน่าสนใจทั้งเชิงศิลป์ และเชิงประวัติศาสตร์

ตอนเราไป ปรากฏว่าเขาจัดไกด์มาเดินบรรยายให้เราฟังด้วย ไม่ทราบเป็นกรณีพิเศษที่แอ๊ดจัดมา หรือว่ามีอยู่แล้ว แต่มีแค่กลุ่มเดียวที่ได้ฟัง เพราะเราไปกัน 50+ คน ที่เหลือก็กระจายกันชมเองตามอัธยาศัย ผมว่าคนที่ไปฟังไกด์กิติมศักดิ์บรรยายเล่าเรื่องให้ฟังจะคุ้มมาก เพราะมีรายละเอียดหลายประการที่ทำให้เกิด “มิติ” ด้านลึกของสิ่งของเครื่องใช้และวัสดุต่างๆได้อย่างอักโข

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ พอคนฟังสนใจฟัง คนเล่ายิ่งสนุก ยิ่งเล่ายิ่งภาคภูมิใจที่ได้เล่า เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับรากเหง้าที่มา เกี่ยวกับเชื้อสายความเป็นดองกันของบุคคล เชื่อมอดีตเข้าหาปัจจุบัน ที่น่าสนใจก็คือบ้านนั้นจะเป็น “บ้านจริง” มันจะต้องมี “เรื่องราวของผู้คน” ประกอบ มิฉะนั้นมันก็จะเป็นเพียงสิ่งก่อสร้างหลังหนึ่งเท่านั้น แต่พอมีจดหมายเหตุ ใบเสร็จ บันทึก และเหตุการณ์ต่างๆเข้าเป็นปูมหลังเท่านั้น ความมีชีวิตชีวาดูจะระยิบระยับไปตามทุกรอยแตกของไม้ ทุกแผ่นกระดานของฝาเลยก็ว่าได้ รูปภาพในบ้านดูเหมือนจะเรียกชีวิตดั้งเดิมกลับเข้ามาได้อีกชั่วระยะเวลาหนึ่ง นั่งนิ่งๆสักพักอาจจะมีเสียงผู้คนที่อาศัยภายในบ้านสมัยก่อนเซ็งแซ่อยู่แว่วๆไกลๆ แต่ละมุม แต่ละจุดดูจะมีเรื่องราว มีชีวิตมากมายที่อยากจะแบ่งปันเนื้อหา ความเป็นมา

คนเล่าและคนฟังก็เสริมกัน คนเล่าได้คนฟังอย่างตั้งใจก็จะมีกำลังใจและเล่าได้ดีขึ้น ออกรสมากขึ้น

คุ้มเจ้าหลวง

ปิดท้ายรายการของภาคเช้า ก็ไปที่จวนผู้ว่า อยู่กลางเมืองเลยทีเดียว ตรงกันข้ามกับโรงเรียนนารีรัตน์ (โรงเรียนเก่าของแอ๊ด) ตัวคุ้มเจ้าหลวงที่เป็นเรือนใหญ่ มีชั้นใต้ดินที่เคยทำเป็นคุกกักขังนักโทษด้วย มีความสง่างาม เคร่งขรึม อนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี สำหรับเรือนผู้ว่าปัจจุบันนั้นก็สร้างอยู่ด้านหลัง ถัดออกไป เพื่อที่จะได้ดูแลตัวคุ้มเจ้าหลวงไว้ได้อย่างเต็มที่

ประตูเล็กๆชั้นล่างสุด ด้านซ้ายมือ นั่นคือประตูทางเข้าคุกใต้ดิน

คุกใต้ดิน ที่เห็นด้านขวานั้นคือคนกำลัง “เดินเข้า” มา แต่ให้เดินถอยหลังเข้ามาในคุก เพื่อเป็นเคล็ดว่าจะได้เดินออกไปจากคุก

กลุ่มสามล้อที่มาส่งเราทุกที่ๆ จอดพักกันเป็นแถว

เอ๊ะ นั่นใคร โผล่มาที่หน้าต่าง?

ยิ้มกว้างเชียว คนรึเปล่าเนี่ย…

แว้ก!>>>

จบแล้วคร้าบ… ทัวร์จักรยาน.. ที่เหลือต้องนั่งรถไปแล้ว

Tuesday, April 10th, 2012 | Author: phoenix

วัดศรีชุม มีสาละ

เมืองแพร่พื้นที่ไม่ได้ราบเรียบเสียทีเดียว มีลุ่ม มีดอน แต่ที่แสดงความเป็นเมืองไทยมากก็คือ การมีวัดอยู่ติดๆกันไป เรียงรายตลอดหนทาง แสดงถึงความเชื่อสมัยโบราณที่ว่าหากมีอัฐ มีฐานะ จะสร้างอะไรก็ให้สร้างวัดกันก่อน

ถัดจากวัดหัวข่วงไปสักหนึ่งอึดใจ (เป็นอุปมาอุปมัย หาได้แนะนำให้ใครลองอึดใจดูไม่… ) แอ๊ดก็ชี้ให้ดูบ้านเก่าหลังนึง แอ๊ดได้ซื้อมาเพื่อจะปรับปรุงเป็นร้านกาแฟโบราณในอนาคต บรรยากาศร่มรื่น และสง่างามมากเลยทีเดียวเจียว

ต่อไปอีกสองสามอึดใจ เข้าไปในตรอกเล็กๆก็เจอชุมชนอีกที่หนึ่ง (สังเกตเห็นว่าคนที่นี่ชอบตั้งชื่อชุมชนของตนเองนะ) เรียกชุมชนศรีชุม สักประเดี๋ยวเราก็เจอวัดศรีชุม เป็นวัดที่สองที่คณะเราเข้าแวะชมเพื่อสักการะพระบรมสารีริกธาตุกัน

ก็มีตำนานวัดศรีชุมติดป้ายหน้าวิหาร ปรากฏว่าวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่มาก สร้างเมื่อใดไม่ปรากฏชัด แต่เดิมมีเรื่องเล่าว่ามีฤาษี 5 ตน ได้เดินทางมาชุมนุมบำเพ็ญบารมีอยู่ ณ ที่นี้ จึงเรียกว่า “ฤาษีชุม” ยังมีร่องรอยคือรูปแกะสลักฤาษีอยู่หน้าบรรวิหารองค์ใหญ่ ด้านหน้า และภายในวัดศรีชุมนี้ก็ยังมีเจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดแพร่ มีพระยืนสูงใหญ่ มีพระคู่บ้านคู่เมืองอยู่ในวิหารทางเข้าวัดหลงเหลือเป็นหลักฐาน ในกาลต่อมาค่อยมีการเปลี่ยนชื่อเป็นวัดศรีชุมในปัจจุบัน

พระยืน

ระหว่างที่ยืนอยู่หน้าป้ายตำนาน สายตาก็เหลือบไปทางซ้าย เห็นต้นไม้ใหญ่แปลกตา รูปทรงประหลาด เป็นต้นไม้สูง กิ่งใบอยู่ทางยอด กิ่งดอกและกิ่งผลต่างก็แยกกันทั้งสิ้นและอยู่ค่อนมาทางโคน ผลทรงกลมมีเปลือกขรุขระคล้ายส้มโอ ดอกเป็นดอกเดี่ยวแตกช่อออกจากกิ่ง เดินเข้าไปดูใกล้ๆก็เห็นป้ายชื่อ “ต้นสาละ” ต้นไม้ในพุทธประวัติ

ดอกสาละ พึ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

ผลสาละ (พึ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกเช่นกัน.. มันควรจะเห็นพร้อมๆกับดอกล่ะนะ)

  

เห็นเด็กผมจุกถีบจ้กรยานแถวนั้น ไม่แน่ใจว่านางไม้หรือคนจริง ต้องถ่ายรูปดู

มาขอถ่ายรูปกับต้นสาละเก็บไว้ เผื่อว่าเราจะได้มีชีวิตที่มีสาระเพิ่มขึ้นบ้าง 555 ไม่เสียเที่ยวจริงๆมาคราวนี้ (ปรากฏว่าต้นสาละนี้ปลูกในบริเวณวัดหลายวัดทีเดียวในแพร่นี้ พี่วิธานบอกว่าที่ลำพูนก็มี)

วัดหลวง

  

ด้านหน้าวัดหลวง และทางเข้า

พระวิหาร ที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุ

  

ภายในพระวิหาร มีสามเณรอยู่รูปหนึ่ง ทำหน้าที่บรรยาย และอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตมาให้อุบาสก อุบาสิกาได้ถวายสักการะบูชา เหนือศีรษะมีเส้นด้ายสายสิญจน์ที่เมื่อคนมาทำบุญ ก็จะเรียงร้อยถักเป็นเครือข่ายโยงเข้ามา สุดท้ายก็นำไปสู้พระพุทธรูปพระองค์เดียว

ผมเดินเข้าไปในพระวิหารรู้สึกสงบนิ่ง ชาวปฐมภูมิส่วนใหญ่เข้ามาถึงก่อนแล้ว กำลังฟังบรรยายจากสามเณรปฏิคม มองไปเหนือศีรษะเห็นร่างแหของสายสิญจน์ที่ได้ถักทอเป็นเครือข่าย แต่ละเส้นก็ต่างขนาด ต่างเนื้อ แต่รวมไปสู่สายธารเดียวกันคือพระพุทธองค์เบื้องหน้า ภายในวิหารแห่งนี้เสมือนสัญญลักษณ์จำลองความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของชาวเวียงโกศัยได้เป็นอย่างดี ต่างอาชีพ ต่างฐานะ แต่ก็เกี่ยวข้องกัน ทำอะไรก็จะกระทบถึงกัน และมีที่ยึดเหนี่ยวจุดเดียวกันคือไตรสรณะนั่นเอง

เสมือนเป็นทางสว่างให้ผมเห็นว่าการดูแลคนแบบปฐมภูมินั้น น่าจะต้องทำแบบนี้แหละ ต่างคน ต่างอาชีพ มีความถนัด ความรู้ มีฐานะไม่เหมือนกัน แต่เมื่อมาอยู่ในนิเวศน์เดียวกันแล้ว สุขภาวะของทุกคนก็ต้องพึ่งพากันและกันอย่างทั่วถ้วน จะมียกเว้นก็หาไม่ แต่ในความต่างนั้นเอง สังคมที่ยั่งยืนและมีสุขภาวะจะต้องมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ยึดเป็นหลักชีวิต ได้แก่พระธรรม ศาสนา นั่นเอง เราจะดูแลคนในปฐมภูมิไม่ได้เลย หากเราไม่ได้ทำให้ทุกคนมีส่วนเป็นเจ้าของ รู้สึกรู้สมถึงผลกระทบจากทุกๆอย่างที่เรากระทำ และไม่กระทำ เสมือนร่างแหแห่งสายสิญจน์นั้น

วิหารวัดหลวงนี้ มีห้องโถงพักจุดหนึ่งก่อนที่จะเข้าไปถึงในพระวิหาร ไว้สำหรับคนที่จะเข้าไปกราบไหว้บูชาพระ ทำจิตใจให้สงบสำรวมเสียก่อน มิฉะนั้นก็อย่าได้เข้าไปเลย มีกำแพงหน้าที่หนามาก วาดลวดลายเป็นพระพุทธองค์ลายทองสวยงาม บนพื้นปูนแดง

พระบรมสารีริกธาตุ

Tuesday, April 10th, 2012 | Author: phoenix

คูเมือง และสิ่งมหัศจรรย์ที่วัดหัวข่วง

มาถึงตอนตื่นเต้น (หลังจากนั่งฟังประวัติศาสตร์ไปล่วงหน้า) ก็คือตอนลงมาเลือกสามล้อ แบบว่ารจนาเลือกคู่ ยังไงยังงั้น แต่ละคันให้นั่งคู่ (กรุณา match size ของสิ่งที่จะหย่อนลงไปให้ดีๆ เพราะที่มีจำกัด)

ชุดแอ่วเมกของผม แต่งย้อนยุคแต่ปรากฏว่าเข้ากันดี!

คนนี้ขึ้นไปแล้วก็เต๊ะท่าถ่ายรูปทันที

ทีม guide เยาวชนคนแป้ของเรา

มีให้เลือกเยอะ (แต่ไม่พอ บางท่านเลยต้องใช้จักรยานส่วนตัว)

เจ๊ขาใหญ่จากนครพิงค์ (สงสารล้อจักรยาน…)

ที่แรกที่เราไปเยี่ยมเยียนคือคูเมืองเก่า ร่มรื่นมาก เป็นจุดเริ่มต้น tour ที่ดี กำแพงเมืองตอนนี้มองเห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง บางจุดเป็นเนินดินเฉยๆไปแล้ว บางจุดก็กลายเป็นถนนไปก็มี แต่ร่องรอยเมื่อมีคนชี้ให้ดูก็พอจะจินตนาการตามไปได้

คูเมืองช่วงนี้ยังมีน้ำเต็ม เห็นเป็นคู ปลูกต้นไม้ร่มรื่นรอบ แบ่งเขตนอก/ในเมือง

สมัยก่อนคูและกำแพงเมืองมีความสำคัญมาก เพราะสะท้อนถึงนัยยะแห่งความปลอดภัยของชาวเมือง และการปกป้องของเมืองจากผู้รุกราน เพียงแค่คูและน้ำ หากตั้งปราการให้ดีๆก็พอที่จะยันอริราชศัตรูไว้ข้างนอกได้เป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว

แต่ความศักดิ์สิทธิ์ของคู ของกำแพงก็เหมือนกับทุกอย่าง คือเป็นอนิจฺจํ

หวังว่าคงไม่ใช่เจ้าของขวดที่ลอยอยู่นะ เหอ เหอ เหอ

คุณป้าคนนี้อัธยาศัยดีมาก เราโผล่หน้าออกไปที่หน้าต่างรถ เธอยกมือไหว้ กล่าวสวัสดีอย่างไพเราะเพราะพริ้ง เล่นเอารับไหว้แทบไม่ทัน (หรือว่าไหว้เจ้าพ่อที่เป็นคนขับรถของเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน 555)

พี่อ้อย เจ้าแม่ เอ๊ย ผู้จัดการโปรเจค PCA ถอดวัยมาถีบจักรยานแบบน้องๆ guide ซะด้วย หน้าดูซีดๆชอบกล

ดูๆไป เจอะเด็กหลงอยู่ข้างทางคนนึง มาจากไหนเนี่ย… (ป้ายเขาบอกให้ระวัง นี่มามองตอนเลยมาแล้ว… จะรอดไหมเนี่ย)

ถ่ายรูปกับคนดังหน่อย ช่วงนี้ชื่อเสียงโด่งดังทั้งทางทีวี หนังสือพิมพ์ ขอเกาะกระแสไปด้วย อิ อิ อิ

ณ ที่วัดหัวข่วงนี้เองที่เราได้เจอะเจอสิ่งมหัศจรรย์ เมื่อวานนี้ ตอนที่น้องปุ๊กกี้และครูชินวร เอารูปโบราณเมืองแพร่มาให้ดู ก็มีรูปหนึ่งที่ประทับใจมากคือรูปฟ้องแง้นสมัยโบราณ ฟ้อนแง้นไม่ได้หาดูได้ง่ายๆ สมัยก่อนเขาจะรำกันตอนงานปอย (ภาษากลางเรียกว่างานบวช) ใช้ปี่ ซึง กลอง และซอเก็บนก ซึ่งเป็นซอที่จะใช้ในงานรื่นเริง ศิลปฟ้อนแง้นจะใช้ความสามารถและอัตลักษณ์เสน่ห์แห่งความเป็นกุลสตรี เชื้อเชิญผู้คนให้มาร่วมงานบุญ ประกอบเสียงปี่ เสียงซอ มีความไพเราะงดงามมาก แอ๊ดเล่าให้ฟังว่าเนื้อร้องที่ไปกับท่วงทำนองก็จะมีความหมายที่ลึกซึ้ง ท้วงทาน และชวนให้มีการฟังที่นิ่ง ที่สงบและตั้งใจ ก็จะได้รับฟังคติ คำสอนต่างๆจากคำร้องไปด้วย เป็นการปลดเปลื้องความทุกข์ และรำ่เรียนธรรมะในความสุนทรีย์ไปพร้อมๆกัน

รูปช่างซอชาวแป้กับลีลาฟ้อนแง้น พ.ศ.๒๕๑๕ คนฟ้อนจะแหงนหลังลงไปได้จรดพื้น เป็นการสำแดงฝีมือและความงดงามในศิลปท้องถิ่นเมืองแพร่

สิ่งมหัศจรรย์ที่ว่าก็คือ พอเราเดินเข้ามาในเขตวัดหัวข่วง เราก็เห็นศาลาข้างทางมีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังทำอะไรกันอยู่กับครู เดินเข้าไปใกล้ๆ อ้าว เด็กแหงนหลังลงไปจรดพื้นต่อหน้าต่อหน้า อ้อ… นี่กำลังฝึกฟ้องแง้นกันนี่นา แหม โชคดีจริงๆ ได้มาเห็น

ขอให้เด็กทำให้ดูใหม่ นี่ “ท่าพร้อม”

ฮึบ! เอาล่ะนะ!

สุดยอด สุดยอดจริงๆ ตัวอ่อนมาก

เลยแหงนให้ดูกันใหญ่เลย

เด็กกลุ่มนี้น่ารักมาก พอเราเข้าไปมุง แทนที่จะเขินอาย กลับยิ้มแป้น ดีใจที่มีคนมาดู ไม่กลัวเลย ยิ่งรำอย่างงดงามประกอบเพลงให้เราดูอีกชุดนึง รำเก่งมาก ครูเอามาฝึกเพื่องานสงกรานต์ที่จะถึงนี้

นึกถึงภาพสมัยก่อนและเห็นเด็กรุ่นใหม่ กำลังสืบสานงานศิลป ประเพณี วัฒนธรรมเก่า ที่แฝงความอ้อนช้อย ภูมิปัญญาของกายภาวนาขั้นสูง (แบบโยคะ) บูรณาการกับท่วงทำนองดนตรีพื้นเมือง สะล้อ ซอ ซึง กลอง ผมรู้สึกอบอุ่นใจ สบายใจ และมีความหวังว่า สิ่งที่งดงามนั้นได้มีอะไรที่จะสืบทอด ไม่สูญหายไป เมื่อเห็นศิลปอายุเป็นร้อยๆปี ปรากฏในตัวเด็กๆอายุสิบกว่าปี นี่เองที่เขาเรียกเป็น “ความอมตะ” หรือไม่ตาย มนุษย์มีหน้าที่สืบสานอะไรดีๆให้ตกทอดต่อไป ขอเพียงเราเริ่มจาก “มองเห็น” เพื่อที่จะ “ให้ความสำคัญ” กับสิ่งเหล่านี้ให้มากขึ้น ไม่ได้หลงงมงายกับฝรั่ง ของนอก หรือวัตถุที่เน้นเทคโนโลยี ความทันสมัยแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

น้องๆเขาไม่ทราบหรอกว่า การปรากฏตัวของน้องๆเหล่านี้ทำให้หัวใจของเราชุ่มชื่น มีความหวังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง สังคมที่ดูเหมือนจะมีแต่ข่าวร้าย แต่ในมุมหนึ่ง พอเรามองหา ก็จะเห็นเมล็ดพันธุ์ใหม่ ที่จะงอกงามไปกับความบริสุทธิ์ของเธอได้ต่อไป

เราแอบเอาเงินให้คุณครูฝึก บอกให้เป็นค่าขนม ค่าน้ำของน้องๆเขาหลังฝึกเสร็จ คุณครูก็ยิ้มให้อย่างใจดี แล้วก็บอกให้เด็กๆเข้ามาขอบคุณเรา

แต่เราที่รู้สึกขอบคุณน้องๆเขาอย่างมาก….

Tuesday, April 10th, 2012 | Author: phoenix

นั่งสามล้อ ผ่อเฮือนเก่า

เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเราตื่นแต่เช้าด้วยความตื่นเต้น (แต่บางคนงัวเงีย เพราะนานๆเจอเพื่อนชาวปฐมภูมิสักทีนึง เลยป๊อกเด้งกันจนสว่าง!!) ที่จะได้เที่ยวเมืองแพร่ เรามาเตรียมตัวกันที่ห้องประชุมชั้นเก้า โรงแรมนครแพร่ทาวเออร์ เพื่อฟัง brief ก่อนออกเดินทาง

คราวนี้เราได้เห็นสามรุ่นของผู้นำทัวร์ ได้แก่น้องปุ๊กกี้และทีม (รุ่นเยาว์) ครูชินวร (รุ่นหนุ่ม) และครูพาณิชย์ (รุ่นเดอะ) โดยเฉพาะครูพาญิชย์นี่ เธอวิ่งรอบเมฆ (กำแพงเมืองเก่า) วันละ 21 รอบทุกวัน ยังฟิตปั๋ง แข็งแรงมาก

“รู้ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องสำคัญ” ครูพาณิชย์เริ่ม “เพราะคนไม่มีประวัติศาสตร์นั้นน่าละอาย มันน่าอายไหมเล่า? เป็นคนที่ไม่มีรากเหง้าที่มา.. คนรู้ประวัติความเป็นมา รู้ที่มาของตน ตนเป็นใคร มาจากไหน เราจะได้สำเนียกสิ่งนี้ไว้เป็นต้นทุนจนวันตาย เราจะได้ทะนุถนอมรักษาบำรุงและหวงแหนที่มา รากเหง้าของเราไว้ เพราะเรารู้คุณ และรู้ค่าของมัน”

ครูพาณิชย์เล่าเรื่อง “เมฆ” หรือกำแพงเมืองเก่าให้เราฟัง เป็นเรื่องราวน่าสนใจ แม้แต่คำเรียกหา ก็เป็นศัพท์ที่แสดงนัยยะ “ของสูง” ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเหยียบ จะย่ำ แม้ทุกวันนี้ ครูก่อนจะขึ้นก็ยังสักการะก่อนเสมอ เป็นพิธีกรรมที่เชื่อมโยง กาย ใจ จิตคิด เข้าด้วยกัน มีความอ่อนน้อม ศิโรราบต่อรากเหง้าที่มาของตน

แอ๊ดเขียนแผนที่ (ที่ไม่มีใครอ่านออก) เพื่อกันหลง (สุดท้ายก็เดินตามๆกันไป)… โปรดสังเกตกางเกง ของแท้ห้อมแก้ววรรณา

  

แอ๊ดเจ้าถิ่นตื่นมาประสานงานทีมสามล้อแต่ไก่โห่ คัดมาน่องเหล็กมืออาชีพ

น้องปุ๊กกี้มาเล่าเรื่องย่อวันนี้ให้ฟัง

เอ๊ะ สามล้อคนนี้ขึ้นมาบนนี้ทำไม?

ไม่ได้เที่ยวเฉยๆนะ มาเรียนรู้ด้วย (ใครตอบไม่ได้ แอ๊ดไม่ให้กลับบ้าน!!)

ตัวเมืองแพร่อย่างเดียวก็วันหนึ่งไม่พอแล้ว ฉะนั้นหากใครอยากจะดื่มด่ำได้รสชาติที่แท้จริงของแอ่วเมก น่าจะเผื่อเวลาสักสามวันเป็นอย่างน้อย จะได้ค่อยๆไปจกห้อมที่แก้ววรรณา และเลือกชุดม่อห้อมชั้นดี มีสกุลรุนชาติ พร้อมๆกับกินขนมเส้น ข้าวซอย ไปด้วย

เพื่อความฮึกเหิม ต้องถ่ายรูปก่อนออกเดินทาง

behind the scene ทีมงาน guide tour

ใครอยากชมบรรยากาศยุทธการนั่งสามล้อ ผ่อเฮือนเก่าแบบเต็มๆ ติดตามที่สามอัลบัมนี้ได้เลยครับ

นั่งสามล้อ ผ่อเฮือนเก่า (๑)

นั่งสามล้อ ผ่อเฮือนเก่า (๒)

นั่งสามล้อ ผ่อเฮือนเก่า (๓)

Monday, April 09th, 2012 | Author: phoenix

Data Information and Knowledge for PCA

หลังจากสนทนาตอนย่ายจบด้วยความประทับใจ และฝากร่องรอยความหวังว่าวันรุ่งขึ้นเราจะได้ Tour de Phrae อย่าง Royal Silk CLass กันแล้ว เราก็ยกขบวน (เล็กๆ) ไปมี mini-meeting กันที่ร้านกาแฟ พี่อ้อย project manager ของเราก็โยนคำถามท้าทายลงมาตูมกลางวง

พวกเราพร้อมที่จะมี model นำร่อง ที่ชาวบ้านชาวช่องเป็นเจ้าเข้าเจ้าของกิจกรรม และนำเสนอให้ประชาชนเห็นรึยังว่า Primary Care ที่แท้นั้น ทำอย่างไร และจะได้ผลเช่นไร?

ขณะนี้โครงการนี้ก็ได้ทำมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ประสบการณ์ในเงื้อมมือแต่ละ cup แต่ละ node นับว่าไม่น้อย หลายๆคนเวลาเล่าเรื่อง พอจะดูออกมาในตัวตนนั้นได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่สำคัญ คำถามก็คือ “เรามาถึงระยะที่เรารู้สึกว่าเรามีอะไรที่ดีมาก และอยากให้คนอื่นเขามีด้วย แล้วหรือยัง?

ด้วยวิธีที่เราทำในขณะนี้ เราเริ่มมองเห็น “ชีวิตจริงๆ” ท่ามกลางงานที่ทำทุกวัน เป็นงานที่มี privilege อย่างยิ่ง แต่ละ case แต่ละเรื่อง มีน้ำจิตน้ำใจและความงามที่แท้ของมนุษย์เต็มไปหมด แต่หากเราจะทำให้สิ่งที่เราค้นพบนี้เผยแพร่ได้ เราจะต้อง “สำแดงผล” ว่า เราคิดอย่างไร เราถึงทำอย่างไร และเราถึงได้ผลออกมาเช่นไร เพื่อที่จะเกิดการต่อยอดตั้งแต่ concept methodology และ แนวทางการดำเนินการที่จะต้องดัดแปลงไปให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่

ในการทำกระบวนคิดรวบยอดนั้น เราจะเห็นการเดินทาง (journey) ของเรื่องราว จากข้อมูลดิบ (story) ไปเป็นข้อมูล (Data) ไปเป็นสาระ (Information) ไปเป็นความรู้ (knowledge) และสุดท้ายที่จะหล่อหลอมตกผลึกออกมานั่นคือ “ภูมิปัญญา (Wisdom)

ตอนนี้เรามี “เรื่องเล่า” มากมาย (story-telling) จากหน่วยงานทั้งหมด และไม่ใช่เรื่องเล่าธรรมดาๆ แต่มีพลังในตัวมันเอง แต่การจะนำมาใช้ประโยชน์ เรื่องเล่าหรือข้อมูลดิบเหล่านี้ควรจะทำให้เกิดคุณสมบัติบางประการได้แก่

  • accessible คนใช้เข้าถึงได้
  • managable ระบบข้อมูลจัดการได้
  • usable และที่สำคัญที่สุดคือมีสาระที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตได้

ยกตัวอย่างเช่นที่ที่เราเก็บข้อมูล ควรจะเข้าถึงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก “ผู้ใช้หลัก” (จะเป็นใครก็ตาม) ไม่ใช่เก็บล็อกกุญแจ ไม่มีใครอ่านได้ หรือไม่มีใครอ่านเข้าใจ ในขณะเดียวกันก็มีระบบป้องกันที่เหมาะสมเรื่องการรักษาความลับของปัจเจกบุคคล นี่เรียกว่า accessible

data ที่เข้าถึงได้ ต้องสามารถดึงออกมาจัดระเบียบ หรือที่สำคัญก็คือ ดึงออกมา “ได้สาระ” ได้อย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเรามีทะเบียนประวัติของคนป่วยในหมู่บ้าน แต่ปรากฏว่า เราอาจจะเก็บเอาไว้ใน word file พอเราจะจัดระเบียบเพื่อ “มองเห็นภาพรวม” บางประการ เช่น คนเป็นอัมพาตมีกี่ราย อยู่แถบไหนของพื้นที่ ปรากฏว่าเราต้องไปนั่งแยกเป็นทีละคน ไม่สามารถจะดึงออกมาได้ แทนทีจะเก็บไว้ในรูปแบบของโปรแกรม access หรือ excel เป็นต้น ที่สามารถจะ “สร้างภาพรวม” ทั้งบางมุม ทั้งแบบมหภาค หรือเป็นคำถามจำเพาะได้อย่างง่ายดาย นี่เรียกว่า managable

การเลือกวิธี การจัดหมวด data เพื่อการใช้นั้น ต้องการคนที่มีทักษะในการ “ตั้งคำถาม” และเป็นคำถามที่ relevant ต่อประโยชน์ในชีวิตจริงๆ ไม่ใช่อยากรู้อะไรเรื่อยเปื่อย เก็บทุกสิ่งทุกอย่างไว้ก่อน เพราะการสร้างฐานข้อมูลนั้นแพงมาก แพงทั้งเงิน แพงทั้งเวลา แพงทั้งแรงงานที่จัดการ การเก็บไว้ก่อนก็อาจจะมีประโยชน์ก็จริง แต่สุดท้าย เราก็จะถูกท่วมไปด้วยภูเขาข้อมูลที่ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นหรือไม่เคยถูกนำมาใช้ได้เลย เสียทั้งเวลา พื้นที่ และค่าใช้จ่ายมากมาย

เมื่อเราได้ Data ก็จะถึงช่วงสำคัญคือ “ทำให้เป็นสาระ (information)”

จาก Data ด้วยคำสั่งง่ายๆ เช่น

  • หมู่บ้านเรามีไข้เลือดออกทุกๆปีมากกว่าทุกหมู่บ้านในจังหวัด
  • อำเภอเรามีท้องร่วงมากทุกฤดูร้อน
  • คนไข้โรคปอดอาการหนักขึ้นต้องนอน รพ. ทุกช่วงปลายปีถึงต้นปีใหม่ ประมาณ 4 เดือน
  • คนไข้อัมพาตที่นอนอยู่ที่บ้านในหมู่บ้านเรามีถึง 120 คน
  • คนไข้เบาหวานส่วนใหญ่อยู่ที่หมู่บ้าน A ที่เหลืออีก 10% กระจายอยู่ที่อื่นๆ

นี่คือลักษณะของ data ที่กลายเป็น information แล้ว

Information เป็น “สาระที่กระตุกต่อมเอ๊ะ” เป็น “สาระที่กระตุกการตั้งคำถาม” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คำถามวิจัย” อันเป็นพื้นฐานสำคัญ เพราะคำตอบของคำถามวิจัยนี้เองที่จะกลายเป็น knowledge

ชาวปฐมภูมิที่รักทุกท่าน อาจจะสละเวลามามองๆสิ่งที่เรามีในมือ ณ ขณะนี้ว่าเรามีอะไร และอยากจะมีอะไร มี raw data แล้ว ถ้างั้นเรามี data แล้วหรือไม่ มีใครเอา data มาทำให้เกิดสาระไหม หรือมีสาระมากมาย อยากจะได้คนมาช่วยตั้งเป็นคำถาม ฯลฯ ขั้นตอนเหล่านี้ เราไม่จำเป็นต้องทำเองทั้งหมด เพราะที่จริง ชาวบ้านเองก็อาจจะมีอยู่แล้วตั้งแต่ raw data, data, information หรือแม้กระทั่ง knowledge และ wisdom ที่เราพึงนำมาต่อยอด ขยายออกไป และพัฒนาต่อไปไม่หยุดยั้ง

ตัวอย่าง

สันทรายเป็นอำเภอใหญ่ มีต้นทุนทางเศรษฐกิจหลายอย่างที่ตั้งรากที่นี่ (ผมก็พึ่งทราบไม่นานนี้เองว่าสันทรายมีโรงงานผลิตของเล่นไม้ประเภท puzzles เช่น ขุนแผนแหกคุก Hanoi Tower etc มีเป็นร้อยๆ items ส่งขายทั้งในและนอกประเทศเลยทีเดียว ที่ สอ.สันทรายกำลังคุยกันคือเรื่องการปลูกพืชผักสุขภาพ ที่ไม่เพียงเพื่อเลี้ยงตัวเองเท่านั้น แต่อาจจะไปถึงระดับทำเป็นรายได้ของชุมชน

น้องอ้อ เล่าเรื่องโครงการใหม่ของเธอ ที่ได้มาจากการไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยเบาหวาน พบว่าคนดูแลหลัก (primary caregiver) กลับมีปัญหาหลายเรื่อง และเริ่มมีความทุกข์แทรกซ้อนด้วย เธอก็เลยริเริ่มโครงการดูแลผู้ดูแล (care of primary caregiver) ขึ้นปรากฏว่าในเบื้องต้นได้ผลที่น่าสนใจ คนต่างอำเภอเริ่มมาขอให้เล่าให้ฟังว่าทำอย่างไร ทำเพราะอะไร

น้องเมย์ เป็นคนดูแลผู้ป่วยทุพพลภาพที่บ้าน ได้ใช้วิธีการฟังอย่างลึกซึ้งที่เรียนมา เข้าไปดูแลผู้เฒ่าผู้แก่ที่ทุพพลภาพที่บ้าน แต่เนื่องจากเมย์ไม่ได้ดูเฉพาะแต่โรคเท่านั้น เมย์ได้ถามคนไข้ว่าอยากจะได้อะไร อยากจะให้ช่วยอะไร และอะไรที่จะทำให้คุณลุงมีความสุขได้อีก คุณลุงคนหนึ่งบอกว่าจริงๆแล้วอยากจะเจอเพื่อนเก่า ไม่ได้เจอกันมาตั้งยี่สิบปีแล้ว อยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง ตั้งแต่พิการ ไปไหนมาไหนไม่สะดวกก็ไม่ได้เจอะเจออีกเลย เมย์ได้ลองไต่ถามคนหลายๆคนดู ในที่สุดก็ลองหาลู่ทาง และได้จัด meeting เกลอเก่าของคุณลุงผู้พิการให้ ผลที่ได้นั้นน่าประทับใจและซาบซึ้งมาก เรียกว่าเป็น dramatic results ของ social therapy โดยแท้ และเมื่อมีคนเอ่ยขึ้นมาว่า “อยากทำบุญ” บรรดาคนที่มารวมกัน ก็ช่วยกันออกความเห็น และเกิดลู่ทาง หนทาง โครงการเล็กๆน้อยๆตามมาอีกมากมายด้วยกัน

========================================

จากเรื่องทั้งสามเรื่อง ดูเผินๆเหมือนเป็น raw data แต่ที่จริง มีอะไรมากกว่านั้นแฝงอยู่ การมี “เวทีเล่าเรื่อง” ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของ qualitative story ที่จะถูก share และส่งต่อ เหมือนการใช้ access/excel ของ quantitative data ได้เหมือนกัน

จากข้อมูลของอ้อ และเมย์ เราเห็น “รูปแบบของสังคมบำบัด” ซึ่งเป็นสิ่งที่นอกเหนืองานประจำทางสาธารณสุข หากเราเกิดความ “สนใจ และต่อไปคือสงสัย” อยากจะทราบว่าสังคมบำบัดนั้น จะทำอะไรได้มากกว่านี้อีกไหม นี่จะเป็นโครงการต่อยอดที่สามารถทำเชิงระบบได้

หากเรามีสถานี day-care ที่นำเอาผู้ป่วยพิการก็ดี ผู้ป่วยเรื้อรังก็ดี มาพบปะสังสรรค์กัน เราจะเกิดระบบที่ทำให้การ manage high-risk cases ง่ายขึ้น และก่อให้เกิดการ early detection ของความผิดปกติเร็วขึ้น หากเราให้หมอ หรือพยาบาล เข้ามา screen ตรวจ ในศูนย์สังคมบำบัดแบบนี้ ศูนย์นี้จะเป็นแหล่งพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการทำงานของอาสาสมัครประเภทต่างๆ นักเรียนนักศึกษา ที่อยากจะหัดดูแลผู้คน มาเป็นเพื่อนคุย มาเป็นคนช่วยเหลือ ใครจะนำเอาศิลปบำบัด อาทิ วาดรูป ทำเซรามิก ปั้นหม้อ ฯลฯ ก็จะสามารถทำได้เช่นกัน

แม้แต่ primary-caregiver ถ้าหากได้มาพบปะกัน เราก็ไม่ควรจะหวังเพียงให้เขาเหล่านี้คลายทุกข์จากงานดูแลเท่านั้น เป็นโอกาสอันดีที่เราจะ empower ทั้งความรู้และทักษะที่จำเป็นในการดูแล เผลอๆเราอาจจะสร้างวิทยากรที่ชำนาญการดูแลคนไข้เบาหวานที่สามารถจัด ws hands-on ได้จากกิจกรรมนี้ และผลก็คือ คนไข้เองก็จะถูกดูแลดีขึ้น

และถ้าใครคิดจะขยายต่อไปทำกับ primary caregivers ของคนไข้กลุ่มอื่นๆ อาทิ คนไข้ neuro (อัมพาต) คนไข้มะเร็ง คนไข้โรคหัวใจโรคปอดโรคไตเรื้อรัง ก็น่าสนใจ ลำพังคนไข้มะเร็งกลุ่มเดียว เราก็ต้องใช้เวลาพอสมควรกับญาติเกี่ยวกับ home medication โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับการใช้ยากลุ่มมอร์ฟีน

และหากเราดูแลคนไข้พิการ คนไข้เรื้อรังดีพอ เราจะพบว่า “คนไข้กลุ่มนี้บางคน ยังสามารถทำงานเบาๆบางอย่างได้”

พอดีก็จะเอาโครงการพืชผักอนามัยของสันทรายมาเชื่อมโยง เช่น คนไข้หลายคน น่าจะพอนั่งได้ ทำงานด้วยร่างกายท่อนบนได้ ก็สามารถทำงานประเภทบรรจุหีบห่อ pack ของ และติดตรา ฯลฯ คนไข้ที่เคยเป็นภาระต่อคนอื่น ก็จะสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อีกครั้งหนึ่ง เมื่อการดูแลครบวงจร ครบระบบ ดูทั้งคนไข้เองและ caregiver และอย่างเป็นองค์รวมเช่นนี้เอง

จาก data เป็น information

จาก information เป็น knowledge

จาก knowledge เกิดเป็น ปัญญา (wisdom)

Monday, April 09th, 2012 | Author: phoenix

ความประทับใจกับภาพประวัติศาสตร์

ในชุดภาพประวัติศาสตร์เมืองแพร่นั้น ชมได้ไม่เบื่อ ยิ่งดูยิ่งมีความหมายจริงๆ ขอยกมาพอเป็นสังเขปดังนี้

รูป “ขนส่งเข้าวัดที่ริมน้ำยม” รูปนี้ถ่ายก่อนผมเกิดอีก  กิจกรรมชุมชนสมัยก่อน ทำกันทุกรุ่นทุกวัย ความใกล้ชิดของผู้คนทำให้งานกลายเป็นความสุข เป็นการเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว เป็นโอกาสสาวเจอหนุ่ม ผมชอบแฟชัน “หมวก” ในรูปนี้ เด็กๆเอาขันมาครอบอย่างไม่เคอะเขิน หัวใหญ่ก็แปะไว้ หัวเล็กขันลงมาพอดิบพอดี มีประแป้งว่อกพองามด้วย

รูป “ขบวนแห่ศพ” นี่เป็นพิธีกรรมเพื่อการเยียวยา ชาวบ้านชาวช่องมีองค์ความรู้ รู้จักใช้ social therapy หรือสังคมบำบัดมา แต่ไหนแต่ไหน แต่ตอนนี้เรากำลังทำสังคมแยก นั่งอยู่หน้าแป้นคีย์บอร์ด เลิกไปรวมพลกัน หรือรวมกันก็เพื่อทำลาย มากกว่าเพื่อการเยียวยากันเสียแล้ว

รูป “เพื่อนงานศพ” เห็นพิธีกรรมเยียวยา เพื่อนฝูง ญาติมิตร มาเป็นเพื่อนศพกันตอนกลางคืน บางทีก็มีมหรสพ เพื่อแก้ความเศร้าโศก จะเห็นมีขวดเหล้ายา นั่นไม่ใช่กินแบบเป็นอบายมุข แต่เป็นวิธีที่คนเก่า คนแก่ จะมารวมตัวกัน พูดถึงสิ่งดีงาม ความดีที่ผู้ตายเคยกระทำไว้ พูดถึงความสนิทชิดเชื้อที่ผู้ตายมีต่อตนเอง เป็นการเยียวยาที่ดีที่สุดสำหรับญาติครอบครัวใกล้ชิดที่เหลืออยู่ ความไม่เข้าใจ คอยแต่จะไปแบน ไปห้ามที่ปลายเหตุ จะทำลายพิธีกรรมไปหมดสิ้น

รูป “ประท้วงเขาพระวิหาร” ปี พ.ศ.๒๕๐๑ ประวัติศาสตร์ย้อนรอย แต่เป็นการเดินประท้วงโดยสันติ ความมุ่งมั่นไม่แพ้สมัยนี้ แต่ทำไมดูมันช่างแตกต่าง อะไรคือความแตกต่าง?

รูป “การจราจรเมื่อร้อยปีก่อน” ปี ๒๔๕๔ ยุคเดียวกันในหนังสือของคุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ เรื่อง “เจ้าพ่อ” และ “เจ้าเมือง” เลย คนไทยยังไม่ใส่รองเท้าเดิน คนมีฐานะขี่ม้า สวมหมวกกะโล่

รูป “ดาราหนังไทยแอ่วเมืองแพร่” ได้รับคำเฉลยจากผู้อาวุโสที่สุดในคราวนี้ (คือพี่อ้อย) ว่านี่คือคุณสุภัค ลิขิตกุล

รูป “สงกรานต์” จะเห็นได้ว่าครั้งหนึ่ง เล่นสงกรานต์เราอาศัยแค่ขันหนึ่งใบ น้ำลอยดอกมะลิ ประแป้ง ก็พอ น้ำนั้นเอานิ้วจุ่มประพรมกันแถวใบหน้าลำคอพอชื่นใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มียิ้มหื่น กักขฬะ เต้นแกว่งนมเปิดอกกันแบบสมัยนี้

Monday, April 09th, 2012 | Author: phoenix

พิธีกรรม “นั่งล้อมวง เรามาคุยกัน”

พวกเราอุตส่าห์เลือกทำเล นิเวศน์มาถึงเวียงโกศัย นาครแพร่แก้วเมืองมุร นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะครับ อ.พัฒนา แสงเรียง (แอ๊ด) เป็นคนเมืองแป้แต๊ๆเจ้า เล่าเรื่องแอ่วเมก (”เมฆ” คำเรียกกำแพงเมืองเก่าของแพร่ เป็นของสูง ของศักดิ์สิทธิ์) จกห้อม ให้ที่โนั่นนี่นั่นฟังทั่วประเทศ จนคนอยากจะมาเห็นกะตาเนื้อเสียสักครั้งว่าเป็นอย่างไร กอปรกับจำเพาะเจาะจงเป็นวันเกิดเจ้าตัวเอง (และได้ข่าวว่าถูกหวยใต้ดินหลายระลอกเร็วๆนี้ด้วย) ก็เลยแห่มาล้มทับ เอ๊ย แสดงความยินดีกัน


อ.แอ๊ด ใน costume ห้อมแต๊ แก้ววรรณา

วันแรกตอนเช้าเราก็ได้แลกเปลี่ยนความ คิดถึง และเรื่องเล่าพอสังเขปว่าใครไปทำอะไรมา ใครมีอะไรจะมาเล่าไปบ้าง ตกบ่ายก็เป็นอารัมภบทว่าวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็น highlight นั้น จะทำไรกันบ้าง

ณ ที่นั้น ปรากฏกายขึ้นมาก็คือ “น้องปุ๊กกี้” (อย่าไปสับสนกับน้องตุ๊กกี้นะครับ) เด็กสาวชาวแป้ มากับสหายคือน้องฟุก น้องปุ๊กกี้เข้ามาก็กราบคารวะพี่ๆ อาๆ ป้าๆ ย่าๆ โดยถ้วนหน้า แล้วก็แนะนำตัวอย่างชัดถ้อยชัดคำว่าวันพรุ่งนี้ เธอและเพื่อนๆรุ่นราวคราวเดียวกันอีก 6-7 คน จะอาสาเป็นไกด์ทัวร์พาเที่ยวแอ่วเมืองแป้ เกาะริมเมก (กำแพงเมืองเก่า) โดยรอบเลยทีเดียวเจียว

น้องปุ๊กกี้ผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นครู และทีม น้องฟุก

ผมเชื่อว่าที่ทำให้บรรดาป้าๆ ย่าๆ ชาวปฐมภูมิทั้งหลายแหล่ทึ่ง ไม่ใช่แค่เรื่องจะได้เที่ยวเมืองแพร่แต่อย่างใด แต่ตัวน้องปุ๊กกี้นั่นเองที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์สิ่งแรกที่เราได้สัมผัส

ใน รูป ด้านหลังซ้ายสุดคือครูชินวร อดีตสถาปนิก แต่กลับมาหยั่งรากใหม่ที่แม้จะหล่อเลี้ยงด้วยทุนที่ต่ำกว่าเดิมหลายเท่า แต่ดูเหมือนงานวิวัฒน์บูรณาการศักดิ์ศรีคนและเมืองแพร่ จะมอบอะไรให้ครูชินวรมากกว่านั้นเป็นผู้นำทีม แต่ที่เราอยากจะรู้มากก็คือ ที่นี่ทำอย่างไร จึงทำให้เยาวชนอย่างน้องปุ๊กกี้ น้องฟุก เกิดขึ้นมา

น้อง ปุ๊กกี้พูดจาอย่างฉาดฉาน ชัดถ้อยชัดคำ ทั้งไทยกลางและพื้นเมืองแพร่ และด้วยลิ้น ร เรือ ชัดจนพี่ๆเขิน สมกับที่อยากเป็นครู เมื่อมีคนอดรนทนไม่ได้ รำพึงขึ้นมา แหม น้องพูดชัดจริงๆ น้องปุ๊กกี้ก็ดูจะงุนงงไปชั่วขณะว่า เอ… พูดภาษาไทยชัด กลายเป็นสิ่งแปลกประหลาดต้องชื่นชมกันขนาดนั้น แต่ก็รับคำชมไว้ด้วยความสง่างาม

เธอและทีมมีความสามารถเป็นไกด์เมือง แพร่ได้ ไม่เพียงเพราะ “รู้” ประวัติเท่านั้น แต่คนที่รู้ขนาด “เล่าได้” นั้นเป็นอีกระดับหนึ่งของการรู้ ฟังแล้วจะเข้าใจว่า ถ้าจะเรียนประวัติศาสตร์ให้ได้ดีนั่น มันไม่ใช่แค่การท่องจำ แต่เป็นการเรียนชนิด เรารู้สึกยิ่งใหญ่ รู้สึกเราเป็นคนมีคุณค่า และมองเห็นสัมผัสได้ว่า ทำไมบรรพบุรุษจึงหวงแหนแผ่นดิน จึงรักแผ่นดิน เรื่องราวเหล่านี้จึงจะสามารถถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างถึงอรรถรสครบกระบวน ความ

รูปนี้ดูเหนือจริง (surreal) เพราะตรงกลางน่าจะเป็นผู้เฒ่า รอบๆน่าจะเป็นเด็ก!

ผม ถ่ายรูปข้างบนมา เพราะจินตนาการดูแล้วมันแปลกดี ตอนแรกไม่ทราบว่าแปลกตรงไหน พอขึ้นมาบนเวทีมองลงมาจึงทราบว่าเพราะอะไร ในเวทีเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ทั่วๆไป เรามักจะเห็นคนเล่าเรื่องเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ พ่ออุ้ยแม่อุ้ย และรายล้อมด้วยเด็ก เยาวชนรุ่นใหม่นั่งตาแป๋วฟัง แต่ในที่นี้กลับกัน คนที่พูดจาฉาดฉานเล่าเรื่องโบราณกว่าหลายร้อยปี กลับเป็นเด็กวัยรุ่นสองคน คนที่ฟังอ้าปากค้าง ตื่นตาตื่นใจไปกับเรื่องเล่ากลับเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคน!

แผ่นรูปขาวดำที่ปรากฏนั้นเป็นภาพขยายของเหตุการณ์เก่าแก่เมืองแพร่ ที่มีคนถ่ายเก็บ และนำมาทำขยายอย่างสวยงาม อยากชมทั้ง collection ไปที่อัลบัมนี้ครับ

เมื่อ ฟังๆน้องปุ๊กกี้อารัมภบทไปเรื่อยๆ ผมเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าทำไม มนุษย์ถึงได้นั่งล้อมวงเล่าเรื่องกัน เพราะการเล่านั้น หากไม่ใช่สักแต่ว่าเล่า หากเป็นเล่าเพราะมีเรื่องราวที่มีความหมาย มีอะไรที่ปลุกเร้าความเป็นตัวเรา บอกกล่าวสิ่งที่สำคัญ สิ่งที่เราหวงแหน สิ่งที่เรารัก เราภาคภูมิใจ เพราะเรามี เราเป็น เราได้กระทำแล้ว เอามาส่งต่อๆกัน มันเกิดการเยียวยาแบบทุกอย่างให้กับทั้งคนเล่าและคนฟังเลยทีเดียว ไม่ว่าจะทุกข์เพราะอะไร ไม่ว่าจะกลัวเพราะอะไร พลังของเรื่องเล่ามันถูกส่งต่อออกมาได้อย่างระบาด การฟังน้องปุ๊กกี้เล่าเรื่อง ทำให้ผมเข้าใจความสำคัญของการเล่าเรื่องขึ้นอีกมากเลยทีเดียว